LOGINชีวิตก่อนเป็นคุณครูสาวผู้ทุ่มเทให้กับเด็กๆ ชีวิตแสนเหน็ดเหนื่อยแม้แต่ตอนหมดลมหายใจยังแทบไม่รู้ตัว เกิดใหม่อีกครั้ง ‘กู้เหม่ยอิง’ ไม่ว่าอย่างไรจะต้องเลี้ยงลูกติดสามีวัย 4 ขวบให้เติบโตมาอย่างดีให้ได้
View Moreท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวายในช่วงเลิกเรียนของโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ไป๋เหม่ยอิง ส่งนักเรียนตัวจิ๋วคนสุดท้ายให้ผู้ปกครองเสร็จก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้า ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องเพื่อเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านเสียที
เธอคิดถึงกลิ่นอาหารหอม ๆ ฝีมือคุณแม่จะแย่แล้ว…
อาชีพคุณครูปฐมวัยนี่สูบพลังกายเธอในแต่ละวันไปมากจริง ๆ แต่ด้วยพลังใจเต็มเปี่ยม แน่นอนว่ามันทำให้เธอตื่นเช้ามาทำงานอย่างมีความสุข
ไป๋เหม่ยอิงเลือกเรียนเฉพาะทางสำหรับการสอนเด็กปฐมวัย และด้วยความที่เป็นลูกสาวคนเล็กที่พ่อแม่รักใคร่ ย่อมไม่ใช่ปัญหาเพราะทุกคนในครอบครัวต่างสนับสนุนทางเดินที่เธอเลือกอย่างเต็มที่
เดิมทีเธอยอมรับว่าไม่ได้มีนิสัยรักเด็กขนาดนั้น แต่ด้วยเพราะในตอนที่เธออายุเพียงสี่ขวบถูกคุณครูปฎิบัติไม่ดี ทั้งดุด่าและตะคอกใส่ บางวันถึงกับมีรอยหยิกเป็นจ้ำกลับบ้านจนคุณแม่ต้องมาเอาเรื่องครูคนนั้นถึงโรงเรียน
ความทรงจำเหล่านั้นฝังอยู่ในหัวไป๋เหม่ยอิงมาจนโต หญิงสาวจึงตั้งมั่นว่าหากเธอเป็นครูแล้ว เธอจะไม่มีวันทำกับเจ้าเด็กตัวจิ๋วพวกนี้อย่างที่เธอเคยเจอมาในตอนเด็กเด็ดขาด
เธอยังจำวันหนึ่งหลังจากเลิกเรียนในชั้นมัธยมปลาย ในตอนนั้นไป๋เหม่ยอิงตัดสินใจบอกเล่าให้ทุกคนในครอบครัวเกี่ยวกับอนาคตการงานของตนเอง และแน่นอนว่าทุกคนสนับสนุนเธอ โดยเฉพาะพี่รองที่เรียนเกี่ยวกับการบริหารองค์กร เขาถึงกับออกปากว่าจะเปิดโรงเรียนให้ แต่เธอไม่ได้อยากเป็นฝ่ายบริหาร เธออยากเป็นครูที่ดูแลเด็กเล็กจึงได้ปฎิเสธไป
แต่ทว่าหลังจากนั้นพี่รองและคุณพ่อก็ร่วมหุ้นกันเปิดโรงเรียนเอกชนขนาดกลางขึ้นมา และหลังจากนั้นสองปีที่ไป๋เหม่ยอิงเรียนจบก็ได้เข้าสอนในโรงเรียนแห่งนั้นทันที
ร่างบางสมส่วนเจ้าของส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบเก้าเดินหิ้วของพะรุงพะรังไปที่รถยนต์ส่วนตัวที่จอดอยู่บริเวณหลังอาคาร ใบหน้าที่บรรจงแต่งแต้มเครื่องสำอางค์มาตั้งแต่เช้าตอนนี้เลือนหายไปจนแทบจะเหลือเพียงสีหน้าซีดเซียวของคุณครูคนสวย
“อ้าว! เหม่ยอิง ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ?”
เสียงคุ้นเคยดึงความสนใจจากไป๋เหม่ยอิงที่กำลังวางของไว้ที่เบาะหลังรถในทันที เมื่อเห็นว่าคนที่ทักคือพี่สะใภ้รองใบหน้างามจึงยิ้มเจื่อนออกมา แววตาไร้แววความสดใส คงไว้แต่ความอ่อนล้าที่สะสมมาตลอดวัน
“พอดีนักเรียนคนสุดท้ายพึ่งกลับน่ะค่ะ พี่สะใภ้มาหาพี่รองเหรอคะ?”
“จ๊ะ ผ่านมาแถวนี้พอดีเลยจะชวนกลับด้วยกัน”หญิงสาวอายุมากกว่าตอบรับในทันที เธอมองสภาพของน้องสามีด้วยความรู้สึกสงสารปนจนใจ
เด็กคนนี้ก็จริง ๆ เลย ทั้งที่มีทางสบายให้เลือก กลับเลือกทางลำบากให้ตัวเอง ต้องโทษอุดมการณ์อันแรงกล้าสินะ ที่ทำให้เด็กสาวที่แสนสดใสกลายเป็นคุณครูปฐมวัยที่ดูเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้
แต่เธอเป็นเพียงสะใภ้จะพูดอะไรได้ ขนาดพ่อแม่ของเธอเองยังห้ามเธอไม่ได้เลย ฝูเฟยเมี่ยวได้แต่คิด พลางเผยยิ้มจางบนใบหน้า
“อย่างนั้นฉันขอกลับด้วยคนได้ไหมคะ? ฮือออ! ฉันเหนื่อยจนขับรถไม่ไหวแล้วค่ะพี่สะใภ้”น้ำเสียงอ่อนล้าเริ่มออดอ้อนพี่สะใภ้ในทันที
วันนี้เป็นช่วงแรกของการเปิดเทอม แม้จะเข้าใจธรรมชาติของเด็กเล็กเป็นอย่างดี แต่ต้องยอมรับว่างานของเธอมันเหนื่อยมากจริง ๆ
ในระหว่างที่น้องสามีกำลังกอดแขนข้างหนึ่งแล้วซบใบหน้าลงบนไหล่ ฝูเฟยเมี่ยวสังเกตเห็นร่างสูงเด่นในชุดสูทสีเรียบดูสุขุมของสามีกำลังเดินมาทางนี้พอดี ริมฝีปากอิ่มส่งยิ้มให้สามีอย่างรู้กัน
ไป๋ตงหยางพอจะรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างสองสาว เขาเพียงเดินไปหยิบของที่น้องสาวพึ่งวางไว้หลังรถขึ้นมาถือ พลางบ่นอย่างไม่จริงจังนัก
“เด็กดื้อ! พี่บอกให้ขึ้นมาอยู่ฝ่ายบริหารก็ไม่เชื่อ”
ดวงตากลมใสกลอกกลิ้งมองด้านบน ไป๋เหม่ยอิงรู้สึกเบื่อกับคำเชื้อเชิญแกมบังคับของพี่รองมากจริง ๆ ประโยคนี้เธอฟังมาตั้งแต่ทำงานได้สามวัน จนตอนนี้เธอเป็นครูได้ห้าปีพี่ชายคนนี้ก็ยังยืนยันคำเดิม
พลันดวงตาคู่โตตวัดมองพี่ชายอย่างขุ่นเคือง
“หยุดว่าน้องเดี๋ยวนี้นะ พี่สะใภ้ดูพี่รองดุฉันอีกแล้ว”
พูดจบไม่วายหันไปออดอ้อนพี่สะใภ้ต่อ สถานการณ์เช่นนี้ฝูเฟยเมี่ยวเห็นแทบทุกวันก็ยังอดขบขันกับสองพี่น้องคู่นี้ไม่ได้เลย
“ฉันเห็นด้วยกับคุณนะคะ เหม่ยอิงของเราเหนื่อยเกินไปจริง ๆ”
“เอาเถอะค่ะ ๆ รบกวนท่านผู้อำนวยการและภรรยาหยุดหลอกล่อครูอนุบาลตัวน้อยอย่างฉันได้แล้วนะคะ ตอนนี้ฉันเหนื่อยและหิวมาก เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ ฉันคิดถึงกับข้าวฝีมือคุณแม่จะแย่แล้ว”ไป๋เหม่ยอิงพูดออกมายาวเหยียด ก่อนจะกระพริบตาปริบ ๆ ถี่รัวเรียกร้องความสงสาร
เธอเข้าใจความเป็นห่วงของทุกคนดี ยิ่งทุกคนเห็นเธอลับบ้านไปในสภาพนี้แทบทุกวันพวกเขาจะยิ่งห่วงเธอมากขึ้น แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อเธอตั้งใจทำมันแล้วก็ต้องทำให้เต็มที่สิถึงจะถูก
“จริง ๆ เลยนะเราน่ะ! เร็วเข้า!!”ไป๋ตงหยางยีผมบนหัวทุยเล็กที่เดิมทีก็ยุ่งอยู่แล้วอย่างหมั่นเขี้ยว ก่อนจะเดินไปประจำตำแหน่งคนขับ
ฝูเฟยเมี่ยวเห็นสามีพร้อมแล้วเธอจึงเดินไปนั่งด้านข้างคนขับ โดยที่ไม่ลืมเปิดประตูด้านหลังแล้วดันร่างอ่อนแรงของน้องสามีเข้าไปด้านในเสียก่อน
“แม่คะ หนูหิวจังเลย!!!”เสียงใสตะโกนเข้าไปในบ้านตั้งแต่ยังไม่ถอดรองเท้าด้วยซ้ำ เธอรู้สึกหิวจนใส้จะขาดอยู่แล้ว ทั้งที่มื้อเที่ยงก็กินไปตั้งมาก แต่รู้สึกราวกับไม่มีอะไรตกถึงท้องมาทั้งวันอย่างไรอย่างนั้น
“กินนี่รองท้องไปก่อน วันนี้อากั๋วกลับบ้าน แม่จะทำมื้อใหญ่ ลูกรอหน่อยได้ไหม?”ซ่งเยว่ซินยัดหมั่นโถวที่เป่าจนคลายร้อนใส่ปากลูกสาวในทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามาใกล้
ความอุ่นของก้อนแป้งขาวนวลในปากทำให้น้ำย่อยในกระเพาะค่อย ๆ สงบลง ไป๋เหม่ยอิงพยักหน้าช้า ๆ อย่างเข้าใจ ก่อนจะแบมือขึ้นข้างหนึ่ง พลางส่งสายตาไปยังหมั่นโถวหลายลูกที่วางอยู่ในหม้อนึ่ง
ผู้เป็นแม่แม้จะเหนื่อยใจกับความกินจุของลูกสาวคนเล็ก ซ่งเยว่ซินส่ายหัวเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็หยิบเอาลูกที่ใหญ่ที่สุดขึ้นมา ก่อนจะแบ่งออกเป็นสองส่วนเพื่อให้คลายร้อนเร็วขึ้นแล้ววางใส่มือลูกสาวคนเล็ก
เพียงเท่านี้ไป๋หม่ยอิงก็ยอมจากไปแต่โดยดี แค่หมั่นโถวสองก้อนแน่นอนว่ามันไม่สามารถทำให้เธออิ่มท้องได้ แต่มันก็ช่วยให้เธอไม่ต้องทนหิวจนท้องร้องได้
ในระหว่างที่ทุกคนในบ้านกำลังช่วยกันขนย้ายข้าวของไปยังสนามหญ้าหน้าบ้านเพื่อเตรียมตั้งมื้อใหญ่ต้อนรับคนที่กลับบ้านมาเพียงปีละสองครั้งอย่างพี่ใหญ่เจี้ยนกั๋ว
ไป๋เหม่ยอิงถือโอกาสใช้สิทธิน้องสาวคนเล็กที่เป็นที่รักใคร่ของทุกคนในการหอบร่างกายอันเหนื่อยอ่อนขึ้นชั้นสอง ขาเรียวก้าวไปยังห้องนอนส่วนตัวอย่างไม่ลังเล กว่าจะเดินถึงประตูห้องหมั่นโถวที่แม่ให้ก็หมดพอดี ปากเล็ก ๆ กลืนอาหารคำสุดท้ายลงท้องไปก่อนจะจิบน้ำตามเล็กน้อยแล้วทิ้งตัวลงบนที่นอนนุ่มในทันที
ร่างกายที่แสนอ่อนล้าเมื่อสัมผัสเข้ากับความนุ่มของที่นอน และกลิ่นหอมอ่อนที่คุ้นเคยก็รู้สึกผ่อนคลาย ไป๋เหม่ยอิงผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย โดยไม่ได้รู้เลยว่าอีกไม่กี่นาทีต่อมาเธออาจจะไม่มีโอกาสตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตอีกแล้ว…
ท่ามกลางอากาศที่ร้อนขึ้นในทุกวัน รอยเลื่อนเก่าของแผ่นเปลือกโลกก็เริ่มขยับตัวอย่างไม่มีใครคาดคิด และแน่นอนว่าทุกชีวิตที่ดำเนินไปอย่างมีความสุขจำต้องหยุดชะงักลงในทันทีที่รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนภายใต้ฝ่าเท้า
เช่นเดียวกับสมาชิกครอบครัวไป๋ในปักกิ่ง บ้านหลังใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาหลายชั่วอายุคน เมื่อได้รับแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงมีหรือจะยังคงตั้งอยู่ต่อไปได้ไหว หลังจากแผ่นดินไหวใจกลางเมืองเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาที คฤหาสน์ขนาดสามชั้นก็พังครืนลงมา ซากปรักหักพังทับถมกันเป็นกองใหญ่เท่าเนินเขาขนาดย่อม เสียงกรีดร้องของสมาชิกในครอบครัวบ่งบอกความรู้สึกของพวกเขาได้เป็นอย่างดี
ร้อยเอกอนาคตไกลอย่างไป๋เจี้ยนกั๋วเร่งบึ่งรถกลับบ้านให้เร็วขึ้นด้วยความรู้สึกร้อนใจ ทันทีที่ร่างสูงองอาจลงจากรถจี๊ปเขาตรงไปหาทุกคนที่ยังคงนั่งอยู่บริเวณสนามหญ้า “พ่อแม่ ทุกคนเป็นอย่างไรบ้างครับ?”
“แม่ไม่เป็นไร อากั๋ว! อาอิงอยู่ อึก! ในบ้าน ช่วยน้องด้วย ช่วยน้อง!!”คนเป็นแม่ร้องบอกลูกชายด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ
นายทหารหนุ่มละสายตาจากใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตาของแม่ ก่อนจะมองสำรวจไปยังคนอื่น แล้วเลื่อนสายตาไปยังเศษซากที่กองพะเนินตรงหน้าด้วยหัวใจระส่ำ
ตั้งแต่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาทำให้เขารู้ว่าภรรยาของเขาใส่ใจดูแลคนรอบข้างก่อนตนเองเสมอ เขาเป็นสามีของเธอก็ย่อมต้องคอยดูแลเธอให้ดีเช่นเดียวกัน“ทราบแล้วค่ะท่านนายพล”หญิงสาวกล่าวรับคำก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ ออกมาอย่างอารมณ์ดี การมีสามีอายุมากกว่ามีข้อเสียอยู่ที่ตรงนี้ เขามักรู้ทันเธอเสมอไม่ว่าเรื่องอะไร ทุกครั้งที่เธอมั่นใจว่าฉลาดหลักแหลมแต่เพียงแค่เขามองตาเธอ เขาก็สามารถเดาได้อย่างทะลุปรุโปร่งเสียแล้วหญิงสาวจำต้องหยุดการทำงานไว้ชั่วครู่ เพราะมีสามยืนกำกับอยู่ตลอด มือเรียวจึงยกแก้วนมขึ้นจิบ ก่อนจะใช้ช้อนคันเล็กตัดเค้กมาทานทีละน้อย อันที่จริงเธอก็หิวมากนั่นแหละ แต่เมื่อเห็นงานกองเท่าภูเขาเธอก็ลืมเรื่องกินไปเสียสนิทนั่นจึงเป็นเหตุผลที่สามีมักจะหนีงานมาเฝ้าภรรยาที่ไม่ยอมกินข้าวกินปลาอย่างเธออยู่บ่อยครั้ง“พี่เฟยหลงขา”กู้เหม่ยอิงเรียกสามีเสียงหวาน พลันเงยหน้าขึ้นไปให้เขาจัดการเช็ดเค้กที่เลอะอยู่มุมปากให้แต่แทนที่คนเป็นสามีจะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดให้ เขากลับแนบริมฝีปากอุ่นลงบนกลีบปากของเธอเสียอย่างนั้น ใช้ลิ้นร้อนไล่เลียกินครีมที่ติ
กู้เหม่ยอิงยังเหลืองานที่ต้องจัดการต่ออีกมาก หลังจากจัดการเรื่องที่โรงเรียนเรียบร้อยแล้วทั้งครอบครัวจึงกลับมาอยู่ที่ร้านขนมซินเซียงแทนทว่าสิ่งที่สำคัญกว่างานที่กองอยู่บนโต๊ะคือการพูดคุยกับลูกทั้งสองคน เธอให้สามีนั่งฟังอยู่ห่าง ๆ และให้ลูกทั้งสองนั่งอยู่ตรงหน้าเธอหญิงสาวเอนกายพิงพนักเก้าอี้ มือสองข้างยกขึ้นกอดอกพลางมองลูกชายลูกสาวที่อยู่ตรงหน้านิ่ง สถานการณ์นี้สร้างความหวาดหวั่นให้แก่ทั้งสามคนพ่อลูกไม่น้อย กู้เหม่ยอิงไม่เหมือนแม่บ้านอื่นที่ชอบโวยวายเสียงดัง แต่เธอมักจะนิ่งสงบ ไม่ด่าทอหยาบคาย ไม่ทุบตี แต่ทว่าสายตาและคำพูดที่เอ่ยออกมากลับทำให้คนฟังเต็มใจคล้อยตามความคิดของเธอได้ไม่ยากเสิ่นเลี่ยงลี่แลกเปลี่ยนสายตากับน้องชาย แต่ยังไม่ทันที่จะกล่าวสิ่งใดออกมาผู้เป็นแม่ก็เป็นฝ่ายเริ่มถามขึ้นก่อน“ลี่ลี่ หนูเล่าให้แม่ฟังหน่อยสิลูก หนูทำแบบนั้นเพราะอะไร?”หญิงสาวถามเสียงนุ่ม ริมฝีปากยังคงปรากฎรอยยิ้มบางและรอฟังลูกสาวอย่างตั้งใจ“ก็กัวซุนรังแกหนิงหลงของเราก่อนนี่คะแม่ หนูก็เลย…”ในตอนนั้นเธอยอมรับว่าโมโหเจ้าหมูตอนนั่นมา
“ไปหาคุณปู่ นายก็ตามมาด้วย”คนเป็นพี่สาวตอบเสียงราบเรียบ ก่อนจะเดินนำน้องชายไปยังห้องผู้อำนวยการหม่าชุนด้วยสีหน้าเรียบเฉยคุณพ่อสอนเธอและน้องชายเสมอเรื่องผลของการกระทำและความรับผิดชอบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยสอนให้ยอมถูกรังแกฝ่ายเดียว เรื่องวันนี้เธอทำลงไปเพราะเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็ให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินของคนที่ใหญ่ที่สุดในโรงเรียนนี้ก็แล้วกันโทรศัพท์ด่วนจากโรงเรียนทำให้เสิ่นเฟยหลงต้องทิ้งงานแล้วขับรถไปรับภรรยาที่ร้านในช่วงบ่ายของวันอย่างเร่งรีบ เมื่อมาถึงก็เห็นสองพี่น้องนั่งทำหน้าเฉยเมยอยู่ข้างคุณปู่หม่าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสิ่นเฟยหลงหรี่ตาลงมองสำรวจไปที่ลูกชายลูกสาว พลันรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล ทว่าไม่ใช่กับคนเป็นภรรยาที่เป็นห่วงความปลอดภัยของลูกทั้งสองมากกว่าสิ่งใด หญิงสาวเร่งเดินไปยังทั้งคู่ก่อนจะจับให้ลุกขึ้นแล้วหมุนตัวไปมาอยู่หลายรอบ“เป็นอย่างไรกันบ้าง เจ็บตรงไหนกันหรือไม่?”เมื่อครู่คุณอาหม่าบอกแล้วว่านี่เป็นเหตุทะเลาะวิวาท เมื่อมาถึงเธอจึงสำรวจความปลอดภัยของลูกก่อน แต่ก็ไม่เห็นว่าลูกหมู
น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้เสิ่นหนิงหลงรีบหันไปมองยังอีกด้านหนึ่งทันที เด็กชายยิ้มออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าพี่สาวของตนกำลังยืนกอดอกมองมาทางนี้อย่างไม่ทุกข์ร้อน“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ เสิ่นเลี่ยงลี่”กัวซุนกล่าวออกมาอย่างไม่เต็มเสียงนัก เพื่อนร่วมชั้นคนนี้มีอิทธิพลขนาดไหนโรงเรียนนี้มีใครไม่รู้จักเธอบ้างเสิ่นเลี่ยงลี่ยิ้มเยาะพลางก้าวไปหาเพื่อนร่วมชั้นตัวอ้วนอย่างไม่รีบร้อน“ทำไมล่ะ? นายกลัวฉันเหรอ?”นัยน์ตากลมวาวโรจน์จดจ้องเด็กชายตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว แม้กัวซุนจะตัวใหญ่กว่าถึงสองเท่า แต่เธอคิดว่าด้วยความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมากับคุณอาซีซวนย่อมไม่ใช่ปัญหาสองเท้าเล็กยังคงก้าวไปด้านหน้าไม่หยุด ส่วนกัวซุนก็ก้าวถอยไปด้านหลังไม่หยุดเช่นเดียวกัน“มะ ไม่! เธอก็แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ฉันมีตั้งสามคนจะกลัวเธอได้อย่างไร”เขาไม่อาจยอมรับต่อลูกน้องทั้งสองคนของเขาได้ว่ากลัวเสิ่นเลี่ยงลี่คนนี้ไม่น้อย และหากเขายอมรับออกไปตรง ๆ มีหรือที่สองคนนี้จะยังเดินตามและนับถือเขาเป็นลูกพี่อีกเด็กหญิงเพียงปรายตามองน้องชาย ก่อนจ
ถึงอย่างไรพี่ใหญ่ก็ต้องขับรถแทร็กเตอร์ไปส่งเจ้าหน้าที่ในเมืองอยู่แล้ว ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ สองคนขออาศัยไปด้วยคงไม่ทำให้เขาลำบากกว่าเดิม อีกอย่างเธอรู้สึกขี้เกียจที่จะต้องถีบจักรยานไปกันเองสองคน ครั้นจะให้สหายถีบแล้วตนเองซ้อนก็เกรงใจเพราะกู้เหม่ยอิงตัวผอมบางกว่าเธอมากทีเดียว“ได้ ขอบใจนะที่ไปเป็นเพื่อนฉ
แม้ระยะทางจากบ้านไปจนถึงบ้านของสหายจะค่อนข้างไกลกันสักหน่อย แต่กู้เหม่ยอิงเลือกที่จะเดินมากกว่าปั่นจักรยานมา เพื่อไม่ให้ข้าวของในตะกร้าตกกระจายเสียก่อน หญิงสาวปาดเหงื่อที่ไหลตามกรอบหน้าในทันทีที่มาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านของสหายซึ่งก็คือบ้านของผู้นำหมู่บ้านอย่างคุณลุงจางอี้ สหายรุ่นพี่ของพ่อเธอนั่นเอง
กู้เหม่ยอิงกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อนึกไปถึงสีหน้าเจ็บแค้นของแม่เลี้ยงเมื่อครู่นี้ พลันมองไปยังชั้นวางว่างเปล่าที่อยู่มุมหนึ่งของห้องน้ำ ทว่าพอสังเกตให้ดีนอกจากสบู่ก้อนเล็กบางแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีสิ่งอื่นอีกร่างบางถอนหายใจออกมาอย่างหมดหนทาง จำใจเดินไปหยิบสบู่ก้อนน้อยนิดมาฟอกผิวกายรวมถึงสระผมไป
กู้เหม่ยอิงใช้เวลาอยู่กับตนเองภายในห้องนอนคับแคบอย่างเงียบเชียบ หญิงสาวไม่ได้สนใจว่าด้านนอกนั้นจะเกิดอะไรขึ้น เพราะกำลังรู้สึกมีความสุขกับเงินที่พ่อให้มา พลางเริ่มวางแผนการใช้เงินอย่างรัดกุม ซึ่งนิสัยการใช้จ่ายเงินเช่นนี้ติดตัวเธอมาตั้งแต่ชีวิตก่อนแล้ว ไม่ว่าจะมีรายได้มากขนาดไหน รายรับรายจ่ายอย่า












reviews