LOGINยามตายมิได้ได้ตาย ยามตื่นแสนผวา ยามใดมิได้เห็นพักตรางามซึ้งของสนมรัก ข้าคงขาดใจตาย จะเกิดกระไรขึ้นได้เล่าเจ้าคะ เมื่อเพลานี้ผีพระมเหสีองค์ก่อน ออกอาละวาดทั่่วทั้งนครา เมืองที่ปกครองด้วยพระเจ้าบุษบะราชัน กษัตริย์มากรัก ชาตรีองอาจผู้มีพระสนมมากมายถึง 4 พระองค์
View Moreนครบุษบันปุระ
ผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ถูกปกครองด้วยพระเจ้าบุษบะราชัน เจ้าแห่งราชันของปวงราษฎร์ทั้งผองทรงปกครองบ้านเมืองอย่างผาสุกเรื่อยมา
พระเจ้าบุษบะราชันทรงมีพระมเหสีนามว่า
พระนางคันธาฤรา พระนางผู้งดงามราวนางอัปสรา และทรงมีสนมและเหล่านางกำนัลอีกจำนวนหนึ่งหมื่นห้าพันคน
พระตำหนักสิงหะเทวี
พระตำหนักสิงหะเทวี ตำหนักอันลือชื่อด้านความงาม สิงหะเทวีตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกติดกับสระอุบลแตกกิ่งก้านสาขาขนาดใหญ่
ในสระน้ำใสแจ๋วจนเห็นปทุมชูช่อสวยงาม ขอบสระเป็นหินเลื่อมลายพรายระยับหลากสีสันเสียจนละลานตา
ตำหนักพระมเหสีสร้างจากหินผาศิลาสีกรัก…งดงามคล้ายดั่งไกรลาสอันเป็นที่พำนักขององค์เทพอิศวรเจ้า
หินสลักเสลาลวดลายวิจิตรแตกต่างกันบ้างก็เป็นรูปสิงห์ บ้างเป็นรูปสรี ทุกรูปสลักนูนต่ำล้วนประณีตบรรจง
“พระมเหสีเพคะ ทรงเสวยพระกระยาหารอีกหน่อยเถิดเพคะ” น้ำเสียงหวานของนางกำนัลกราบทูลอ้อนวอนผู้เป็นดั่งเจ้าชีวิต
ดวงเนตรคู่งดงามทอดมองไปยังเครื่องเสวยอย่างเหนื่อยหน่าย พระมเหสีถอนปัสสาสะอย่างมิสบพระอารมณ์
“ข้าพอแล้ว” มเหสีคันธาฤราตรัสพลางเบือนพักตราหนี นางข้าหลวงจึงรีบคลานเข่ามาเก็บสำรับเสวย
“พวกเจ้าออกไป ข้าจักพักผ่อน” มเหสีโฉมสะคราญตรัสพลางทอดพระเนตรยังนางข้าหลวงที่กำลังก้มเก็บสำรับอาหารด้วยนัยน์เนตรเหม่อลอย
‘ฤาวันนี้ข้าจะเสด็จไปที่นั่นอีกดี’ พระมเหสีคันธาฤราทรงตรึกคิดในพระหทัย
“เพคะ” นางกำนัลทั้งสองขานรับพร้อมกันก่อนคลานออกมาจากห้องบรรทมนายเหนือหัว
ภายในห้องบรรทม
“พี่แพร” พระมเหสีโฉมสะคราญตรัสพลางทอดพระเนตรมองพระพี่เลี้ยงคนสนิทของพระองค์
เส้นผมของแพรจินต์จากสีดำก็เริ่มออกเป็นสีดอกเลา ใบหน้าที่เคยสวยงามก็เริ่มเหี่ยวย่นลง ผิวพรรณที่เคยผุดผาดก็คล้ำเสียจนน่ากลัว
แต่น่าแปลกนักที่พระพี่เลี้ยงแพรจินต์ยังคงเดินเหินได้ปกติทั้งที่อายุอานามจะปาไปแปดสิบเข้าไปแล้ว
“คืนนี้พระมเหสีจะเสด็จที่เดิมอีกหรือไม่เพคะ” พระพี่เลี้ยงวัยชราทูลถามพลางจ้องมองพระพักตร์งามตรึงตราของพระมเหสีคันธาฤรา พระขนงโก่งดกดำหนา พระนาสิกโด่งรั้นได้รูปสวย พระโอษฐ์เรียวงามสีเดียวกับบุปผา
“วันนี้ขอให้พระองค์เตรียมการให้พร้อมจงจำไว้เรื่องนี้ห้ามบอกผู้ใดนะเพคะ” ท้ายประโยคพระพี่เลี้ยงกำชับนักหนาแต่ทว่าไม่อาจรอดพ้นตาและหูของธิบดีซึ่งเป็นคนของปิ่นเกล้าธาษตรีองค์บุษบะราชันไปได้
“พระมเหสีจะเสด็จไปที่ใดกับพระพี่เลี้ยงแพรจินต์กันนะ” ธิบดีกล่าวขณะวิ่งออกไปจากพระตำหนักอย่างรวดเร็ว
เส้นแสงสีส้มฉายฉาบท้องนภาสาดอาบไล้ไปยังพระตำหนักทิศตะวันออก สะท้อนป้ายพระตำหนัก ‘ธาราราม’ ให้กระจ่างตา จนองค์บุษบะราชันต้องหยุดอาชาไนยลงข้างพระตำหนัก“ช่างงดงามเสียจริง” สุรเสียงเข้มตรัสขึ้นอย่างแผ่วเบาสายพระเนตรทอดไปยังเบื้องหลังของพระตำหนัก ทิวทัศน์ของป่าเขา ทำให้องค์ปิ่นเกล้าบุษบะสำราญพระหทัยยิ่งนัก“เสด็จพี่เพคะ ทรงเสด็จมาหาใครรึเพคะ” เสียงแหลมเล็กดังทะลุขัดพระอารมณ์ลุ่มหลงขององค์บุษบะราชันพระขนงเข้มมุ่นเข้าหากันอย่างมิพอพระทัย ผู้ใดช่างกล้าขัดพระอารมณ์สำราญข้า กูจักบั่นหัวมันให้ขาดเสียองค์บุษบะราชันหันขวับไปทางต้นเสียง เพียงชั่วยามเดียวทรงเห็นอิสตรีงามตา ห่มผ้าสะพักสีสันฉูดฉาดอยู่ข้างพระตำหนักธาราราม“อ้าว พระสนมทิศตะวันออกหรอกรึ” องค์บุษบะราชันตรัสพลางสาวพระบาทเข้าไปใกล้พระนางในทันที“เพ...” ไม่ทันตรัสจบดี พระเจ้าบุษบะทรงตระกองรัดวรองค์เล็กอย่างลุ่มหลง“เจ้าพี่เพคะ ประเดี๋ยวผู้ใดมาเห็นเข้ามันจะมิงามเอาได้นะเพคะ” สุรเสียงหวานตรัสอย่างสุขุมพลางพยายามแกะหัตถ์หนาออกอย่างมีมารยา“จักเป็นอันใดไปเล่า ในเมื่อข้าปรารถนาในตัวน้องหญิงนัก” ว่าแล้ว พระหัตถ์หนาเชยคางมนขึ้นพลางโน้มพักตร์คมค
ดวงพักตร์งามตา ตวัดกลับมาแล้วบริภาษเสียงดังสนั่นหอวิหารสูงไวรูช“นางแสง เจ้าไปอยู่ที่ใดมา ไปให้พ้นหน้าข้า!” สุรเสียงหวานแหลมแผดดังลั่น พลางหมุนวรองค์กลับไปทอดเนตรภาพที่บาดลึกลงไปในพระหทัยของพระนาง“เพคะ…พระสนม” นางแสงลนลานรีบคลานเข่าออกไปแต่ก็มิวายได้ยินบางสิ่ง“คอยดูนะนังอาโป…ข้าจักคอยดูน้ำหน้าเจ้าวันที่ต้องสิ้นชีพด้วยน้ำมือของข้า พระมเหสี ฮะฮ่า ๆ” พระสนมปราพินีตรัสพลางสรวลลั่นคับหอวิหารไวรูช‘แสง’ ชะงักงันราวรูปปั้น นางข้าหลวงข้างกายรู้ดีว่าพระสนม ปราพินี ผู้ปรารถนาเป็นพระอัครมเหสีทรงร้ายกาจเพียงใด แต่ด้วยความรักและภักดี นางจึงถวายการรับใช้พระสนมผู้มีจิตพยาบาทต่อพระมเหสีมิขาดตกบกพร่อง“แสง นั่นเจ้าจักไปที่ใด” พระสนมทอดพระเนตรเห็นนางแสงที่ยืนนิ่งราวรูปปั้นตรัสถามด้วยสุรเสียงห้วนจัดกว่าเดิม“ก็…พระสนมทรงไล่หม่อมฉันไปนี่เพคะ” นางแสงเอ่ยทูลด้วยแววตาซ่อนเร้นบางสิ่ง“เจ้านี่โง่เง่าเป็นเต่าล้านปีเสียจริง มา ไปกับข้า” รองพระบาทยาวสาวออกนำหน้านางข้าหลวงคนสนิทที่เทิดทูนหวงแหนนางยิ่งกว่าชีวิต“เพคะ พระสนมปราพินี” เพียงเท่านั้นนางข้าหลวงผิวเข้มจัดเดินตามพระนางไปด้วยความหวาดระแวงภายในวิหารหอไว
แสงอรุณเบิกขอบฟ้า ดวงตะวันสาดรัศมีส่องลงมายังผืนน้ำกว้างใหญ่ เส้นแสงสีทองสว่างสะท้อนให้เห็นหมู่มัจฉาที่แหวกว่ายกันอย่างขวักไขว่ บ้างมีลวดลายสีสันแปลกตา…ตามขอบสระมีหินสีขาวแซมกรวดเรียงร้อยต่อกันเชื่อมต่อล้อมรอบสระบัวขนาดใหญ่ ก้านดอกนวาระพลิ้วไหวไปมาตามแรงวาโยราวกับภุมรีเริงระบำอย่างสราญใจ เอนไปทางซ้ายทีเอนทางขวาที อ่อนไหว…ราวมีชีวิตปราสาทสูงตระหง่านตั้งเสียดขอบนภา ปลายยอดพระราชวัง สุคันธชาติสะท้อนวิบวับ กับเปลวอาทิตย์วิจิตร รัศมีเปลวลากเลื้อยลงมาเรื่อย ๆ จนถึงบานพระทวารหน้าบานพระทวารมีเสนาอำมาตย์ต่างยืนอออยู่เป็นจำนวนมาก บ้างก็แต่งกายด้วยอาภรณ์หลากสีสันท้องพระโรงพระราชวังสุคันธชาติ“นับแต่นี้สืบต่อไป พระสนมอาโปสิยะจักเป็นมเหสีของเรา เราจักประทานพระนามใหม่แก่มเหสีเราว่า อาโปสุริยะกาญจนีอัครมเหสี” องค์บุษบะราชัน ปิ่นเกล้าธาษตรีตรัสด้วยสุรเสียงกังวานดังไปทั่วท้องพระโรง“เป็นพระมหากรุณาธิคุณเพคะ” พระสนมเอกอาโปสิยะตรัสด้วย สุรเสียงหวานล้ำพลางทอดเนตรมองเครื่องศิราภรณ์แห่งราชวงศ์ ท่ามกลางความชื่นชมของเหล่าชาวบ้าน“นี่ยังน้อยไปกับสิ่งที่เจ้าทำให้ข้า...พระมเหสี” สุรเสียงขององค์ปิ่นเกล้าธาษตร
ลานประหารพระสนมทิศเหนือถูกนำองค์มาที่ลานประหาร สภาพของนางทำเอาพระสนมทั้งสามทิศตกพระทัยโดยเฉพาะพระสนมวายิกาถึงกับทรุดองค์ลงร่ำไห้ ทันที“ไหนเจ้าบอกว่าผีพระมเหสีคันธาฤรามีจริง ไหนละออกมาฆ่าข้าเลยสิไงนางอาโปสิยะ เจ้าสินะที่ถูกสิง” องค์บุษบะราชันตรัสอย่างเย้ยหยันพลางทอดเนตรจ้องมองทุกคน...“บัดนี้วิญญาณพระมเหสีได้ออกไปจากกายาของหม่อมฉันแล้วเพคะ” เสียงแหบพร่าของนางกราบทูลอย่างนอบน้อม...“หึ ที่แท้เจ้าก็หึงหวงจนขาดพระสติ แล้วทำร้ายพระมเหสีปัทมาริกาต่างหาก อาโปสิยะนางคนริษยา” ท้ายประโยคองค์บุษบะราชันตรัสด้วยสุรเสียงกร้าวพลางทอดพระเนตรใบหน้าหวานที่บัดนี้หยาบกร้านอย่างรังเกียจ จนวิญญาณพระมเหสีคันธาฤราอดสงสารมิได้“หึ เจ้าคิดว่าข้ามิมีจริงหรือเพคะองค์บุษบะราชัน” ฉับพลันพระมเหสีปัทมาริกาก็ปรากฎกายขึ้นด้านหลังแล้วปักกริชลงตรงพระพาหาขององค์บุษบะราชันทันที..."ปัทมาริกาเจ้าทำเช่นนี้ได้เยี่ยงไร” สุรเสียงเข้มตรัสก่อนจะทอดพระเนตรมองใบหน้าของพระมเหสีคันธาฤราที่ซ้อนทับดวงพระพักตร์ของปัทมาริกา“ไม่เจ้ามิมีจริง” องค์บุษบะราชันตรัสก่อนจะทอดเนตรมองอย่างหวาดผวา“ข้ามีจริงเพคะ เสด็จพี่” สิ้นคำของพระมเหสี
พระเจ้าบุษบะราชันทรงให้หมอหลวงรักษาพระอาการพระธิดาปัทมาจนหายเป็นปกติ ทรงอนุญาตให้พระธิดาปัทมาพักผ่อนในพระตำหนักรับรองได้“ขอบพระทัยท่านพี่ยิ่งนัก หากมิได้ท่านพี่หม่อมฉันคงต้องเพ้อถึงอีกเป็นแน่” สุรเสียงหวานล้ำตรัสในขณะที่ทอดพระเนตรมองจ้องพระพักตร์คมคายของพระเชษฐภาดา“เป็นเกียรติยิ่งที่ได้พบพระธิดาป
ข่าวการสวรรคตของพระมเหสีคันธาฤรา ออกมาจากคนในพระราชวัง บ้างก็ลือกันว่า พระสนมอาโปสิยะทรงใส่ไคร้ บ้างก็ลือถึงมเหสีอยากเป็นอมตะ ด้วยเหตุนี้เจ้าชายอัศวนุพัทธ์ องค์รัชทายาทจึ่งมาขอเข้าเฝ้าพระสนมอาโปสิยะพระตำหนักพระสนมทิศเหนือ“เจ้าชายอัศวนุพัทธ์ทรงเสด็จมาพบหม่อมฉันมีกระไรรึเพคะ” พระสนมอาโปสิยะที่ถูกมเ
ห้องบรรทมพระเจ้าบุษบะราชัน“เหตุใดข้าจึ่งนิมิตรเช่นนี้ ข้าขอให้ดวงพระวิญญาณเจ้าไปสู่สุคตินะพระมเหสี” องค์ราชันตรัสพลางทอดพระเนตรพระจุฑามณีอร่ามตา ก่อนล้มวรกายลงบรรทม“เจ้าพี่เพคะ” สุรเสียงหวานใสกระซิบข้างๆ กรรณพระเจ้าบุษบะราชันเป็นผลให้องค์ราชันลืมพระเนตรขึ้นพลางทอดเนตรเงาตะคุ่มตรงปลายพระบาท“เจ้าเ
ท่าน้ำตำหนักพระสนมทิศเหนือ“อสูระเจ้าแห่งสางพราย ข้าขอปลุกเจ้าขึ้นมาจากห้วงน้ำลึกโดยเทพธิดาแห่งวารี” สุรเสียงหวานแปรเปลี่ยนเป็นเหยียบเย็น ดวงเนตรหวานฉ่ำเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นกระด้างกร้าวฉับพลันเงาดำทะมึนก็พลันปรากฏกายขึ้นพลางถามด้วยเสียงทุ้มต่ำน่าสะพรึงว่า“ข้าแต่พระสนมธิดาแห่งวารี พระองค์ประสงค์











