Masukแต่ภาพพรนับพันโยกไหวเรือนร่างตามจังหวะเสียงเพลงมันทำให้เลือดในกายของเขาเดือดพล่าน เธอสวมชุดเดรสกระโปรงสั้นคลุมเข่า ไม่ใช่ชุดเซ็กซี่แบบนักเที่ยวราตรีใส่กัน แต่มันกลับดึงดูดสายตาของเขา ความรู้สึกอยากครอบครองเกิดขึ้นในอก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กหนุ่มที่อยากได้อะไรก็ต้องเอาให้ได้
หลังจากภรรยาตาย เขามีผู้หญิงไว้บำบัดความต้องการอยู่บ้าง แต่ไม่จริงจังหรือผูกมัดกับใคร เขายังไม่พร้อมที่จะมีแม่เลี้ยงให้ต้าเหนิง แต่ครั้งนี้เขารู้สึกว่า เธอก็ไม่เลวนัก หากจะแต่งงานมาเป็นภรรยาที่ปรนนิบัติเรื่องบนเตียงของเขา
ชายหนุ่มมองฝ่ามือตัวเอง เขาเกือบจะคว้าเธอมาแล้วลากเธอให้กลับมาพร้อมกับเขาแล้ว ทว่าแววตาดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ทั้งที่เมามายแต่ยังยื่นหน้ามาเถียงเขา มันชวนให้ทั้งหงุดหงิดและขบขัน
เหมือนแมวน้อยที่ขู่จนขนฟู่ไปทั้งตัว
แต่ผู้ชายคนนั้น ที่ลูกน้องรายงานว่าเป็นคนขับรถนั้น ดูจากแววตาก็รู้แล้วว่าคิดไปไกลเกินกว่าเจ้านายกับลูกน้องแน่นอน และยังเห็นสนิทสนมกันมาก หรือจะเป็นคู่รัก? หรือเป็นคู่ขา?
ให้ตายสิ! หงุดหงิดชะมัด!
ทำไมถึงสลัดความรู้สึกอยากกดเธอลงเตียงไม่ได้เลย
แย่ชะมัด แล้วทำไมมันต้องมาแข็งเอาตอนนี้ พรนับพัน! เธอเป็นคนที่ทำให้ฉันต้องช่วยตัวเองแบบนี้!
มือเรียวพลิกเอกสารหลายสิบหน้าพลางขยับแว่นสายตา เอกสารกองนี้หญิงสาวอ่านมารอบที่สามแล้ว ซึ่งตอกย้ำว่ากิจการของครอบครัวขาดสภาพคล่องจริงๆ อีกสามเดือนโรงงานจะเปิดอย่างเป็นทางการ แต่ก็ต้องมีการเปิดทดสอบและยังเครื่องจักรต่างๆ ที่ยังส่งมาไม่ครบ
เธอจะไปหาเงินสิบล้านจากที่ไหน
พรนับพันถอดแว่นสายตาแล้วนวดเบ้าตาเบาๆ เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้นทำให้หญิงสาววางมือแล้วหยิบแว่นสายตามาสวม เธอสายสั้นไม่มากใส่เฉพาะเวลาอ่านเอกสารเพื่อถนอมดวงตา
“หมอปันปันยุ่งอยู่หรือคะ” พยาบาลวัยสามสิบเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
“ไม่ค่ะ” เพราะเห็นว่าคิวคนป่วยของเธอหมดแล้วจึงหยิบเอาเอกสารของที่บ้านออกมาอ่านด้วย การทำงานของแพทย์แผนไทยก็ไม่ต่างจากแพทย์แผนปัจจุบัน แต่คนป่วยส่วนใหญ่เห็นแพทย์แผนไทยเป็นการรักษาทางเลือก คงต้องใช้เวลาอีกนานที่คนไข้จะเห็นเป็นทางเลือกหลักในการรักษา
“พอดีมีคนไข้มา พูดไทยไม่ได้สักคำ”
“เอ๋? เป็นแรงงานต่างชาติหรือคะ” พรนับพันถาม ช่วงที่ฝึกงานเคยลงพื้นที่ติดตามอาจารย์รักษาคนเจ็บคนป่วยในชุมชน เคยเจอแรงงานพม่าหรือลาวมาบ้าง
“เปล่าค่ะ เป็นคนจีน”
“คะ?”
“คือเท่าที่เราพยายามสื่อสาร คือเขาไม่อยากไปโรงพยาบาลแพทย์แผนปัจจุบันค่ะ แต่เขาพูดภาษาจีนรัวๆ เราลองใช้แอพแปลภาษาก็ฟังกันไม่ค่อยทันเท่าไหร่”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวปันออกไปดูเอง” หญิงสาวลุกขึ้นยืน
“สมกับเป็นคุณหมอปันปันของเราจริงๆเลยค่ะ”
“พอเถอะค่ะ ไปดูคนไข้กันก่อน” หญิงสาวชิงพูดก่อนไม่อย่างนั้นคุณพยาบาลก็จะพูดเรื่องที่เธอเคยได้เข้าโครงการดูงานแลกเปลี่ยนที่จีนถึงหกเดือน และเรื่องที่เธอพูดได้สามภาษา ก็เธอมีความฝันที่อยากเอาวิทยาการแพทย์แผนไทยสู่ชาวโลก นอกจากการรักษาแล้วยังต้องเขียนบทความวิชาการอีก
หญิงสาวเดินตามพยาบาลออกมาด้านนอก สายตาปะทะกับเจ้าของร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้ม ราวกับรับรู้ว่ามีสายตาจ้องมองอยู่ ชายคนนั้นหันมามองทางเธอ ดวงตาสีนิลจ้องมองอย่างไม่แน่ใจ เหมือนจะเคยเห็นผู้ชายคนนี้มาก่อน แต่...เห็นที่ไหนกันล่ะ
“หมอปันปันค่ะ คนนี้แหละค่ะ”
“ค่ะ” คุณหมอสาวยิ้มรับแล้วเอ่ยทักทายกับคนไข้เป็นภาษาอังกฤษ “สวัสดีค่ะ มีอะไรให้เราช่วยไหมคะ”
เขานิ่งแทนคำตอบ พรนับพันคิดว่าเขาฟังไม่ชัดจึงพูดซ้ำ ดูท่าทางเหมือนนักธุรกิจน่าจะพูดภาษาอังกฤษได้นี่นะ หรือเขาเจ็บคอจนพูดไม่ได้
“ลองถามเขาเป็นภาษาจีนไหมคะ” คุณพยาบาลกระซิบถาม
“สวัสดี คุณมีอะไรให้เราช่วยไหมคะ” คราวนี้พรนับพันถามเขาด้วยภาษาจีนกลาง สีหน้าเขาประหลาดใจเล็กน้อยแล้วพยักหน้ารับ
“อากาศเปลี่ยน รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว” เขาพูดกลับด้วยภาษาจีน
พรนับพันหรี่ตาลงเล็กน้อย รู้สึกเหมือนกำลังโดนทดสอบอยู่ แต่ช่างเถอะ เขาเป็นคนไข้ เธอมีหน้าที่รักษา
“เชิญทางนี้ค่ะ ฉันจะซักประวัติคุณเอง”
ดูท่าทางเธอจะจำเขาไม่ได้จริงๆ
หลิวโม่โฉวเก็บซ่อนรอยยิ้มร้ายๆ ของตนแล้วเดินตามหญิงสาวร่างเล็กมาที่ห้องตรวจคนไข้ เธอผายมือเชิญให้เขานั่ง แล้วพยักหน้ากับคุณพยาบาล
“ช่วยเตรียมเครื่องวัดความดันให้ด้วยค่ะ”
“ได้ค่ะ”
พรนับพันลงบันทึกประวัติคนไข้ด้วยตัวเอง “คุณมีอาการอะไรบ้างคะ”
“คุณพูดภาษาจีนได้ดี”
“คะ?” เธอมองเขาอย่างงุนงง “นี่เป็นคำชมใช่ไหมคะ”
“ผมไม่เคยเจอแพทย์แผนไทยที่พูดภาษาจีนได้คล่องอย่างคุณ”
“มีแพทย์แผนไทยที่พูดภาษาจีนได้หลายคนค่ะ เรามีโครงการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแพทย์ ฉันเลยพอจะพูดภาษาจีนได้ ว่าแต่คุณจะบอกฉันได้หรือยังคะว่ามีอาการอะไร”
“นอนไม่ค่อยหลับ” เขาพูดไปตามตรง ครู่หนึ่งพยาบาลคนเดิมเดินกลับมาพร้อมเข็นเครื่องวัดความดันเข้ามาด้วย เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ช่วยถอดเสื้อสูทของคุณออกด้วยค่ะ ขอวัดความดันคุณหน่อยนะคะ”
พรนับพันทำเป็นไม่สนใจสายตาช่างสำรวจอย่างไม่เกรงมายาทของเขานัก เป็นคนของหน่วยไหนส่งมาดูการทำงานของเธอหรือเปล่า แต่เธอก็ไม่เคยถูกร้องเรียนอะไรนี่นะ ไม่สิ เขาเป็นคนจีน ไม่น่าจะเกี่ยวข้องในองค์กรของเธอ แล้วเธอก็ไม่ได้ยื่นเรื่องขอทุนอะไรไว้ด้วยสิ
หลิวโม่โฉวลุกขึ้นยืนแล้วถอดเสื้อสูทตัวนอกเผยเรือนร่างสมสวนแบบคนออกกำลังกายดี แต่เรื่องการนอนไม่หลับนั้นเขาเป็นจริง แต่ก็ไม่อยากพึ่งยานอนหลับแม้จะพยายามใช้วิธีบำบัดมาหลายอย่างก็ตาม
“คุณหลิวโม่โฉว...” พรนับพันอ่านชื่อเขาตามพาสปอร์ตที่ได้เจ้าหน้าที่ไว้
“ครับ”
“คุณมาทำธุรกิจที่เมืองไทยหรือคะ” เธอถามขณะที่พยายามใส่สายรัดแขนเพื่อความความดันให้เขา
“ครับ”
“การเดินทาง การทำงาน ส่งผลต่อสมองให้เกิดการนอนไม่หลับได้นะคะ”
“ครับ”
“คุณดื่มเหล้าสูบบุหรี่ไหมคะ”
“นิดหน่อย”
ช่างเป็นคนไข้ที่พูดน้อยเสียจริง พรนับพันฉีกยิ้มให้ พูดเยอะกว่านี้ดอกพิกุลจะร่วงหรือไงนะ เธอรอจนผลความดันออกแล้วจึงคีย์ข้อมูลลงไป
“ความดันสูงนะคะ ไม่มีไข้ อ่อนเพลียไหมคะ”
“ครับ”
“นี่คงเปลี่ยนใจแกไม่ได้แล้วใช่ไหม” พ่อพูดขึ้น“ค่ะ จ๋าตั้งใจแล้ว”“ไม่เคยเห็นแกดื้อขนาดนี้เลยนะ” แม่ส่ายหน้าไปมา “เอาเถอะ เจ็บมาก็กลับบ้านก็แล้วกัน”“แต่เรื่องของแกกับแฟนนี่ พ่อกับแม่ต้องขอดูอีกหน่อยนะ”“ดูนานๆก็ได้ครับ อุ้ย!” กัมปนาถเผลอทำตัวเป็นเด็ก ปกติอยู่บ้านพูดล้อเล่นกับพ่อแม่ตัวเองได้จนเคยปากเสียแล้ว“พ่อกับแม่ยังไม่ได้ยอมรับหรอกนะ แต่ยังไงก็พาไปที่บ้านบ้าง” พ่อพูดเสียงดุเหมือนเดิม“ขอบคุณครับ คุณพ่อคุณแม่”จารวีรู้ดีว่านี่เป็นคำพูดที่ดีที่สุดของแม่และพ่อแล้ว หญิงสาวกลั้นน้ำตาแล้วหันไปยิ้มให้กัมปนาถ รู้สึกขอบคุณที่เขายอมอดทนและนั่งอยู่ข้างเธอแบบนี้ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จพ่อกับแม่ก็ขอตัวกลับ ย้ำกำชับให้จารวีพากัมปนาถไปที่บ้านของพวกเขา“วันหยุดคราวหน้าพวกเราจะไปครับ”กัมปนาถยกมือไหว้พ่อกับแม่ของคนรัก ยืนส่งจนรถเก๋งเคลื่อนออกไปแล้วก็หันไปยิ้มและยักคิ้วให้จารวี “อะไรคะ” จารวีหรี่ตามอง ยิ้มแบบนี้มีเรื่องทุกที“ผมเก่งไหมล่ะ? ผ่านด่านคุณพ่อกับคุณแม่คุณได้แล้วนะ”“เข้าใจผิดแล้วล่ะ” เธอตบแก้มเขาเบาๆเหมือนหยอกล้อ “นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง”“ยังไงก็ได้เริ่มแล้วละน่า” เขาช
เด็กหนุ่มหัวเราะแล้วหันไปยกมือไหว้พ่อแม่พี่สาวก่อนจะวิ่งตามไปรวมกลุ่มเพื่อนนักเรียนทุนที่จะขึ้นเครื่องบินไปญี่ปุ่นพร้อมกัน กัมปนาถปลุกกำลังใจให้ตัวเองก่อนหันไปยิ้มให้พ่อกับแม่ของคนรัก“ไปทานอาหารกันไหมครับ ผมรู้จักร้านอร่อยนั่งสบายแถวๆนี้”“ดี เหมือนเรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะ” แม่ของจารวีเชิดหน้าขึ้น“ครับ ที่ร้าน... คุณพ่อกับคุณแม่รู้รู้จักไหมครับ ขับรถออกไปสิบนาทีน่าจะถึง ยังไงผมขับรถผมนำไปก่อนนะครับ” เขาบอกชื่อร้านกับทางที่ไป คุณพ่อพยักหน้ารับแล้วหนุ่มสาวก็แยกออกมาก่อน“ไหวไหมคะคุณเคน” จารวีล้อเขา ถ้าเขาถอดใจเธอก็ไม่ว่าอะไรหรอก“ไหวซิครับ ยังไงก็ต้องไหว รักลูกสาวเค้าแล้วนี่”กัมปนาถยิ้มให้กำลังใจตัวเอง ก็แน่ล่ะจะมีใครสักกี่คนที่เข้ามาและรักเขาในสิ่งที่เขาเป็นได้ล่ะ เมื่อพบแล้วก็อยากจะทำทุกอย่างเพื่อคนที่ตัวเองรักได้มีความสุขและสบายใจด้วยเหมือนกัน ไม่นานนักเขาก็มาถึงที่หมาย จารวีสั่งอาหารที่พ่อกับแม่ชอบไว้รอ เมื่อพ่อกับแม่มาถึง อาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟพอดี“ปลาค่ะ ของโปรดพ่อกับแม่”“ยังจำได้อยู่เรอะ” คุณพ่อทำเสียงดุ มีความน้อยใจและประชดในน้ำเสียงนั้น“โธ่! พ่อคะ ไว้หน้าจ๋าบ
“ผมบอกไม่ได้หรอกว่ารักตรงไหน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมเป็นคุณต่างหากที่ผมรัก”“ปากหวาน” เธอก้มหน้ายิ้มเขิน แล้วลุกขึ้นจากตักของเขา แต่ชายหนุ่มอ้าปากค้างสีหน้างุนงง“จ๋าจะจัดของเข้าตู้เย็น แล้วไปช่วยป้าอมรกับน้องอรค่ะ” เธอพูดไม่หันมามองเขา “บ่ายวันเสาร์คุณเคนสะดวกไหมคะ พาจ๋าไปส่งน้องชายที่สนามบินหน่อยซิ”“ได้ครับ ผมว่าง” ตอบเหมือนไม่ต้องคิดเพราะมันวันหยุดงานของเขาอยู่แล้ว“แต่คุณต้องเจอพ่อแม่จ๋าด้วยนะคะ”“ได้ครับ ยินดีและดีใจที่สุดเลยครับ”...................“คุณเคน เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ” จารวีเคาะประตูห้อง 301 หลายครั้งจนหงุดหงิด อึดใจต่อมาประตูค่อยๆเปิดออกแล้วคนที่อยู่หลังบานประตูโผล่หน้าออกมา หญิงสาวขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง“เราต้องไปส่งแจ็คที่สนามบินนะคะ ถ้าออกช้ากว่านี้ไปถึงเครื่องคงออกแล้ว” จารวีท้วงแล้วออกแรงดันประตูเข้าไป “เกิดอะไรขึ้นคะ”“ผมแค่ไม่มั่นใจว่าจะทำตัวถูกใจพ่อแม่ของคุณหรือเปล่า” ชายหนุ่มยืนถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านี้ จารวีถอยหลังครึ่งก้าว มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาสวมเสื้อยืดคอวีสีขาวทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลเข้ม กางเกงยีนส์สีน้ำเงิ
กัมปนาถลุกขึ้นไปเปิดโทรทัศน์ เปิดโปรแกรมต่างๆ ครู่ใหญ่ก็เอาเครื่องบังคับเกมส์มาให้เธอ ร่างสูงกำลังจะนั่งลงก็นึกอะไรได้ รีบวิ่งไปในครัวแล้วกลับมาด้วยน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยว “แบบนี้มันถึงจะครบสูตร”จารวีนั่งไหล่ชิดกับคนรัก เขาสอนเธอเล่นเกมส์ แรกๆ เธอแพ้เขา พอเล่นคล่องก็เริ่มสนุก เสียงหัวเราะของสองหนุ่มสาวทำให้คนเป็นพ่อแม่และปู่ย่าแง้มประตูออกมาดูโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นคู่รักนั่งเหยียดขายาวบนพื้น หลังพิงโซฟาและหัวเราะยิ้มให้กัน“รู้สึกเหมือนได้ลูกสาวเพิ่มเลยค่ะ” คุณแม่พูดยิ้มๆ“คงได้เลี้ยงหลานแล้วละมั้ง ว่าไงย่า ไหวไหม” ปู่หันไปถามย่า“ก่อนเลี้ยงหลานคงต้องเตรียมสินสอดก่อนละมั้ง” คุณพ่อส่ายหน้าไปมา“ไปเถอะ ปล่อยเด็กๆ เค้าอยู่ด้วยกัน” ย่าปรามให้ทุกคนกลับเข้าห้องตัวเองคืนนั้นสองหนุ่มสาวหลับไปที่ห้องรับแขกทั้งคู่ จารวีมารู้สึกตัวตอนเช้าตรู่ เขินอายที่เผลอหลับไปแล้วรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน เตรียมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แผนเดิมที่จะมาแค่วันเดียวกลายเป็นค้างคืนอย่างไม่ตั้งใจ เช้านี้เลยต้องรีบกลับ หญิงสาวออกจากห้องน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนอนของกัมปนาถแล้วก็รู้สึกว่ามี
“ก็นิดหน่อยค่ะ”“ตาเปรมเป็นเพื่อนตาเคนมาตั้งแต่เด็ก ก็เด็กผู้ชายนั้นนะ เค้าก็เคยเห็นเพื่อนอกหักก็เลยเป็นห่วงเพื่อน อย่าไปโกรธตาเปรมเลยนะ”“ค่ะ หนูเข้าใจ”“อึดอัดใหม่ อยู่กับคนแก่คนเฒ่าแบบนี้”“ไม่ค่ะไม่ หนูไม่รู้สึกอึดอัดหรอกค่ะ หนูโตมากับพ่อแม่พี่น้องไม่ได้อยู่กับญาติผู้ใหญ่ค่ะ ท่านเสียไปนานแล้ว”“ตาเคนเค้านิสัยเหมือนเด็ก แถมติดครอบครัวอีก ขนาดย้ายไปทำงานไกลๆ ก็กลับมาบ้านทุกเดือน ยกเว้นถ้าไปทำงานต่างจังหวัดล่ะ”“ค่ะ ดูเค้างานยุ่งตลอด”จารวีกลั้นหัวเราะ ภายในใต้เสื้อเชิ้ตเรียบกริบและเนกไทสีเดียวกับกางเกง แต่พอเลิกงานทีไหร่ เขากลายเป็นเด็กหนุ่มที่ชอบเล่นเกมส์ออนไลน์ ไปร้านหนังสือก็อยู่ตรงมุมการ์ตูนญี่ปุ่น เสื้อยืดของเขาก็เป็นเสื้อลายซูปเปอร์ฮีโร่ แน่ละที่รู้เพราะเธอเป็นคนซักเสื้อให้เขานี่นะ“มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากัน ไม่เข้าใจกันก็ถาม อย่าเก็บไปคิดคนเดียว” คนเป็นย่าให้กำลังใจ“คุณปู่กับคุณย่าแต่งงานมากี่ปีแล้วค่ะ”“โอ๊ย! หกสิบปีแล้ว ปู่อยากโสดย่าก็ไม่ยอมทิ้งปู่เสียที” คนเป็นปู่พูดขึ้นเรียกเสียงหัวเราะจากคนฟัง“ก็แก่ขนาดนี้ไม่มีใครเอา ย่าก็เลยต้องอุทิศตัวเองดูแลปู่ไงล่ะ” ย่าหัว
“กูกลัวมึงโดนผู้หญิงหลอก มึงมันใจอ่อนโดนหลอกมากี่หนแล้ว”กัมปนาถลดหมัดลงแล้วทิ้งลงข้างตัว “นั้นมันหลายปีแล้ว แล้วก็ตั้งแต่สมัยเรียนด้วย”“ก็กูเป็นห่วงมึง”“ขอบใจ แต่กูดูแลตัวเองได้ แล้วกูมั่นใจว่าจ๋าไม่ใช่คนแบบนั้น หรือถ้าวันหนึ่งจะเป็นจริงๆ ก็เป็นเพราะกูเต็มใจเอง” “กูอยากขอโทษผู้หญิงของมึง”“ไม่เป็นไร กูบอกเอง มึงกลับไปก่อนแล้วกัน กูไม่รู้กูจะอารมณ์ดีได้นานแค่ไหน”เปรมมองไปทางที่เห็นจารวีเดินไป แล้วพยักหน้าอย่างยอมรับ เขามองผู้ใหญ่ในบ้านแล้วยกมือไหว้เดินคอตกออกไปเงียบๆ พ่อตบไหล่ลูกชายเบาๆ“ดีแล้วลูก เคนก็รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ จะได้มาดูแฟนตัวเอง”“ครับพ่อ”กัมปนาถวิ่งขึ้นชั้นบนของบ้าน หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ของตัวเองแล้ววิ่งไปอาบน้ำล้างคราบโคลนออก ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยใจร้อนรนก่อนจะวิ่งลงมา พ่อพยักหน้าให้อย่างรู้ทัน สายตาเขากวาดไปในห้อง ก็ตะลึงงันไปกับภาพที่เห็น หญิงสาวตัวเล็กในชุดผ้านุ่งสีสดใสกับเสื้อผ้าฝ้ายแขนกุด ผมยาวยังชื้นน้ำอยู่ แม่ส่งเสียงกระแอมไอทำให้ลูกได้สติ ยิ้มเขินๆเดินเข้าไปใกล้“เสื้อผ้าของแม่สมัยสาวๆ เอาให้หนูจ๋าใส่ไปก่อน” แม่พูดยิ้มๆแม้จะผ่า
“ไม่ได้ลำบาก” เขาขับรถมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่นัดหมายไว้ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที แต่น้ำท่วมถนนอย่างนี้ รถเคลื่อนตัวได้ช้า “รถเราสูงก็จริงแต่เพื่อไม่ให้รถดับ พี่ต้องปิดแอร์รถนะ”“ค่ะ”“เรานี่พูดน้อยจริงๆ” ตุลาเคาะนิ้วกับพวงมาลัยรถเล่น ก่อนเข้ามารับขวัญข้าวเขาแวะซื้อของที่ต้องเอา
“น่าจะชอบนะครับ” เขาก็ไม่แน่ใจ ปกติพรนับพันแทบไม่เคยไปเที่ยวไหน ชีวิตเธอมีแค่เรียนกับทำงาน แล้วก็มีแค่ช่วงที่เป็นแพทย์อาสาที่ต้องไปต่างจังหวัดนานหลายเดือน“ว๊า! นึกว่าคุณลุงจะรู้เสียอีก ไม่เป็นไร ผมไปถามคุณพ่อก็ได้” เด็กชายวัยห้าขวบแย้มยิ้มจนดวงตาหยีเล็ก “แย่จริงๆ ผมมารบกวนคุณลุงแล้ว อาหารกลางวั
“มีอะไรหรือเปล่า” หลิวโม่โฉวถามด้วยรอยยิ้ม เขารับรู้ได้ว่าสายตาคู่หนึ่งจับจ้องการเคลื่อนไหวของเขาแทบตลอดเวลา เขาเช็ดผมจนแห้งแล้วเดินมานั่งใกล้ๆ กลิ่นหอมสมุนไพรลอยอบอวลในห้องเป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก “เปล่าค่ะ” เธอส่ายหน้าแล้วหลบดวงตาคมปลาบคู่นั้น เธอจัดการใช้ผ้าขนหนูซับน้ำท
หลิวโม่โฉวเห็นแววตามุ่งมั่นของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้มมุมปาก ท่าทางเหมือนนักศึกษาเพิ่งจบใหม่ไม่เหมือนหมอเลยสักนิด ถึงจะเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ก็เถอะ เขายังจำตอนที่เดินเข้าไปนั่งให้เธอตรวจได้ดี มีความอ่อนโยนและจริงใจที่เขาสัมผัสได้ ในวินาทีนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจยอมรับเธอเป็นภรรยาตามที่ปู่เสนอแล้ว







