LOGINชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักโซฟาในมือยังถือแท็บเล็ต อ่านประวัติของผู้หญิงที่จะมาเป็นว่าที่เจ้าสาวหรือภรรยาของเขา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปู่พูดเรื่องแต่งงาน ก่อนหน้านี้ปู่ก็เคยแนะนำผู้หญิงคนนี้ให้เขามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนั้นเขาเห็นภาพและโปรไฟล์ของเธอยังเป็นนักเรียนมัธยมอยู่เลย
‘ปู่จะให้ผมแต่งงานกับเด็กนี่นะ’
‘ตอนนี้เด็ก อีกไม่กี่ปีก็ไม่เด็กแล้ว’
‘ยังต้องเลี้ยงอีกหลายปีกว่าจะใช้งานได้’
‘ปู่เคยสู่ขอไว้ตั้งแต่ยัยหนูยังเด็ก ปู่ไม่อยากผิดคำสัญญา’
‘ปู่เป็นคนสัญญาไม่ใช่ผมนี่’
‘ไอ้หลานคนนี้ เดี๋ยวยึดมรดกคืนให้หมด!’
‘ก็เอาไปสิ คิดว่าบริหารจัดการเองได้ก็เอาไป ผมก็เหนื่อยทำงานแทนปู่แล้ว’
‘เจ้าดื้อหัวแข็ง!’
หลิวโม่โฉหัวเราะในลำคอเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว แน่นอนว่าเขาปฏิเสธและไม่กี่ปีต่อมาก็แต่งงานกับ ‘วิกตอเรีย โจนส์’ สาวสวยชาวอังกฤษที่เขารู้จักตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาโท การตัดสินใจแต่งงานกับวิกตอเรียเพราะเขามั่นใจว่า เธอรักเขาและสามารถอยู่เคียงข้างเขาได้ ทว่าหลังวิกตอเรียคลอดลูกชาย สุขภาพของเธอก็ย่ำแย่ลง ก่อนหน้านี้เธอดูอ่อนแออยู่แล้ว แต่เพื่อมีลูกคนนี้เธอยอมทำทุกอย่าง แต่เมื่อ ‘หลิวต้าเหนิง’ อายุได้เพียงสองขวบ วิกตอเรียก็จากไปทิ้งเขาให้อยู่กับลูกชายที่แสนน่ารัก
เขาไม่เคยคิดถึงการตายจากของวิกตอเรีย เขาสูญเสียพ่อกับแม่ไปตั้งแต่เขาอายุเพียงสิบห้า ทั้งสองเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตก คุณปู่คุณย่าจึงเลี้ยงเขาแทนพ่อกับแม่ แต่ไม่นานหลังจากนั้นไม่กี่ปีคุณย่าก็จากไปด้วยโรคหัวใจ การเป็นมหาเศรษฐีทำได้แค่ยื้อความตายให้ช้าลงแต่ที่สุดแล้วเขาก็ยังสูญเสียอยู่ดี ถึงเขาจะทะเลาะกับปู่บ่อยแค่ไหน ก็ยังมีความเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย เมื่อเขาแต่งงานกับวิกตอเรียเขาคิดว่าจะได้พบคำว่า ‘ครอบครัว’ อีกครั้ง แต่ทุกอย่างมันก็ผ่านไปรวดเร็วทิ้งไว้เพียงความปวดร้าวในอก
โลกนี้มีคนตายทุกวัน แต่ทำไมคนในครอบครัวถึงจากไปง่ายดายอย่างนี้ สิ่งที่เขาเป็นห่วงที่สุดไม่ใช่ทรัพย์สินในตระกูลหลิว แต่เป็น ‘หลิวต้าเหนิง’ ลูกชายวัยห้าขวบของเขา หลังจากวิกตอเรียจากไป คุณปู่กลับมาพูดเรื่อง ‘แต่งงาน’ กับเขาอีกครั้ง
‘ปู่ให้ซินแสดูดวงชะตาแล้ว แม่หนูคนนี้จะช่วยตระกูลของเราได้’
‘ช่วยเรื่องอะไร ธุรกิจด้านไหน ระดับสกุลหลิวมีแต่คนมาขอให้เราช่วย’ เขาหัวเราะเยาะหยันกับความคิดของปู่
‘ก็ดูบ้านเราสิ มีแต่คนตาย’
‘โลกนี้ก็มีคนตายทุกวันนั้นแหละ’
‘ดวงของหนูปันปันจะช่วยให้ครอบครัวเราพ้นทุกข์ได้’
‘ไร้สาระ’
‘ครั้งที่แล้ว แกไม่แต่งงานตามที่ปู่สั่ง หนีไปแต่งหนูวิกกี้เข้ามา ปู่ก็ไม่ได้รังเกียจอะไรเลยสักนิด แต่ตอนนี้วิกกี้ไม่อยู่แล้ว แกไม่คิดจะแต่งงานใหม่หาผู้หญิงดีๆ มาเป็นแม่ให้ต้าเหนิงหรือไง’
‘ผมหาผู้หญิงเองได้’
‘แต่คนนี้ปู่เลือกไว้แล้ว และปู่ก็เคยสัญญากับปู่ของหนูปันปันว่าจะให้หลานๆ ได้แต่งงานกัน แกจะไม่ช่วยให้ปู่สมหวังครั้งสุดท้ายหรือไง’
‘พูดอะไร ปู่แข็งแรงยังกับวัวจะมาพูดเรื่องความหวังครั้งสุดท้ายอะไรกัน’
‘นี่แกเห็นปู่เป็นวัวเรอะ!’
‘ปู่พูดเองนะ ผมไม่ได้พูด’
‘ที่ปู่ให้แกเรียนภาษาไทยเพราะจะให้แต่งงานกับหลานของเพื่อนปู่ ครั้งนี้แกลองดูน้องก่อนได้ไหม’
‘จะดูอะไรอีก ก็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง’
‘ตอนนั้นเด็ก ตอนนี้ไม่ใช่เด็กแล้ว เรียนจบมหาวิทยาลัย เป็นคุณหมอด้วยนะ’
‘คุณหมอ?’
‘ปันปันจบแพทย์แผนไทยประยุกต์ ดูนี่สิ’ ปู่ยื่นแพ้มเอกสารที่มีประวัติว่าที่ลูกสะใภ้ให้เขาดู “ผลการเรียนยอดเยี่ยม พูดได้ตั้งสี่ภาษา หนูปันปันเรียนภาษาจีนและยังชอบเรื่องแพทย์แผนจีนด้วย ตอนนี้ก็กำลังขยายกิจการเกี่ยวกับยาสมุนไพรไทย’
เขาจำได้ว่าหยิบแฟ้มเอกสารของปู่มาดู รูปหญิงสาวที่เติบโตจากวันวานที่เขาเคยเห็น เป็นจริงอย่างที่ปู่พูดไว้ เธอไม่ใช่เด็กสาวที่เขาเคยเห็นในรูปเมื่อก่อนสิบปีก่อน โครงหน้าอ่อนหวาน แววตากระจ่าง และรอยยิ้มแสนสดใสราวกับไม่เคยเผชิญเรื่องเลวร้าย มุมปากเขากระตุกยิ้มหยัน เธอคงไม่ยังไม่เคยโลกที่โหดร้ายสินะ ไม่อย่างนั้นคงยิ้มแบบนี้ไม่ได้แน่นอน
‘ก็ได้’
‘อะไร?’
‘ผมแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ก็ได้’
‘ทำไมง่ายนักล่ะ’
‘ไม่ดีหรือไง’
‘ก็ปู่ยังคิดว่าถ้ากล่อมแกไม่สำเร็จหาวิธีไหนมาขู่แกอีก’
‘ผมอายุสามสิบสองแล้ว ลูกก็มีแล้ว ว่าที่สะใภ้ของปู่จะรับผมได้เหรอ’
‘เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาหรอก แค่แกแต่งงานรับหนูปันปันเข้าบ้านเราอย่างถูกต้องก็พอ’
‘แค่นั้น?’
‘ห้ามทำร้ายหนูปันปัน ยังไงก็หลานของเพื่อนปู่’
‘ผมไม่เคยทำร้ายผู้หญิง’ เขาโหดในแวดวงธุรกิจแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยทำร้ายผู้หญิงและเด็ก แต่ถ้าเขาถูกทำร้ายก่อนก็พร้อมใช้วิธีอื่นจัดการได้
หลังจากรับปากปู่เรื่องแต่งงานแล้ว เขาก็สั่งลูกน้องให้สืบข่าวรายงานเขา เขาไม่เชื่อว่าเธอจะเป็นผู้หญิงที่ดีอะไรนัก ใครกันจะยอมแต่งงานกับคนที่ไม่เคยรู้จัก ยุคนี้แล้วยังต้องมาแต่งงานตามสัญญาของผู้ใหญ่อีกหรือ? เมื่อเขาได้ข้อมูลทุกอย่างแล้วจึงเดินทางมาเมืองไทยเพื่อแอบดูเธอด้วยตาตัวเอง แม้จะเป็นการแต่งงานที่ถูกวางไว้แล้ว แต่เขาก็ยังอยากรู้เรื่องทุกเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่จะมาเป็นภรรยาของเขา ที่สำคัญเธอคือคนที่จะมาเป็นนายหญิงของตระกูลหลิวและเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกชายของเขาด้วย ถ้าเธอคิดรังแกลูกของเขาก็คงได้เห็นดีกัน
คืนนี้เขาได้รับรายงานว่าพรนับพันออกจากบ้านในเวลากลางคืน หลายสัปดาห์ที่เขาส่งนักสืบตามติดความเคลื่อนไหวของผู้หญิงคนนี้แทบหาจุดบกพร่องไม่ได้ แต่คืนนี้ก็มาถึง เขาจึงแอบตามเธอมามาถึงร้านอาหารกึ่งผับ ตามที่ลูกน้องรายงาน เธอมางานวันเกิดของเพื่อนสนิท แต่เมื่อเขาเข้าไปในร้านก็ทันเห็นเธอเอาเค้กไปให้นักดนตรี เขาเค้นเสียงหัวเราะ นี่นะหรือผู้หญิงดีๆของปู่ และยังได้เห็นเธอดื่มเหล้าเต้นรำกับเพื่อนผู้หญิงของเธอ
วิกตอเรียเป็นผู้หญิงเข้าสังคมเก่ง แต่เป็นงานสังคมชั้นสูง เธอไม่มาโยกย้ายเรือนร่างในสถานที่บันเทิงอย่างนี้ หลิวโม่โฉได้แต่ยิ้มเยาะ ตามรายงานของปู่ เธอช่างเป็นผู้หญิงแสนดีราวกับนางฟ้า แต่นี่คงเป็นด้านที่คุณปู่ไม่รู้
“เวลาคุณว่าง่ายไม่ดื้อก็น่ารักดีนะ”“ทำไมฉันรู้สึกไม่อยากให้คุณเห็นว่าฉันน่ารักล่ะ” เธอเบ้ปากใส่ “อิ่มแล้วค่ะ เราไปซื้อของกันเถอะ”“คุณนี่ไม่รู้จักเอาอกเอาใจสามีเลยนะ”“แค่กินข้าวเที่ยงจะเอาอะไรอีกคะ ปกติเวลาทำงานฉันกินข้าวไม่เกินสิบนาทีเอง”“ได้ ถ้าอย่างนั้นไปเลือกเสื้อผ้ากัน ชุดของคุณ...มันเชยไปหน่อยนะ”“เขาเรียกชุดสุภาพค่ะ” เธอแลบลิ้นใส่เขา “คุณต้องมีเสื้อผ้าเยอะกว่านี้ ผมเห็นคุณใส่วนๆซ้ำๆ อยู่แค่ไม่กี่ชุด”“อ้อ! นี่คุณสนใจฉันด้วยเหรอคะ นึกว่าทำตัวเป็นอากาศธาตุที่มองไม่เห็น” ใช่สิ เธอพยายามจะเจอเขาตั้งหลายครั้ง แต่เขากลับหลบเลี่ยง นี่ถ้าไม่เพราะคุณปู่ล้มป่วย เขาคงไม่โผล่มาให้เห็นหรอกเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจดี เขาได้แต่ยิ้มขำกับท่าทางของภรรยาหมาดๆ คนนี้...เขาไม่เคยลืมภรรยาที่ตายจากไป วิกเตอเรียเป็นผู้หญิงที่ให้ความรู้สึกสงบสบายใจ แต่พรนับพันคือความสดใสร่าเริง หลิวโม่โฉวรู้สึกไม่ยุติธรรมกับพรนับพันนัก เธอไม่ควรถูกเปรียบเทียบกับผู้หญิงคนไหน แต่เขาก็อดเปรียบเทียบไม่ได้จริงๆ พรนับพันไม่ใช่สาวสายแฟชั่น เธอแต่งกายเรียบง่ายมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อต้องมาเลือกซื้อเสื้อผ้า เธอก็ได้แต่ยืนงงในห
“ดีจริงๆ” ปู่หลิวแตะหลังมือของหลานสะใภ้ “ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ปู่จะมอบของขวัญให้นะ” “ขอแค่คุณปู่แข็งแรงดีก็เป็นของขวัญให้หนูแล้วค่ะ” หลิวโม่โฉวปรายตาไปทางภรรยาหมาดๆของเขา ไม่ว่าเธอจะพูดด้วยความจริงใจหรือประจบประแจงแต่ก็ทำให้คุณปู่มีความสุข เขายกแขนขึ้นวาดวงแขนโอบร่างเล็กเข้ามาแนบชิด คนตัวเล็กไม่ทันตั้งตัวพยายามขืนตัวไม่เอนไปทางเขา แต่แรงของผู้ชายย่อมเยอะกว่าเธอจึงตกอยู่ในวงแขนของเขาราวคู่รักแสนหวาน “คุณปู่พักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรง แล้วเตรียมตัวผ่าตัดได้เลยนะครับ” “ไอ้หลานคนนี้เอะอะก็ให้ผ่าตัดอยู่นั้นแหละ” ปู่หลิวทำฮึดฮัดเหมือนเด็กน้อย ทำให้พรนับพันเผลอหัวเราะออกมา “คุณหลิวเป็นห่วงคุณปู่ต่างหากล่ะค่ะ ต้าเหนิงก็เป็นห่วงคุณปู่” “ไม่ทันไรพูดเข้าข้างกันแล้ว” ปู่หลิวหัวเราะชอบใจ “ทำไมเรียกคุณหลิวล่ะ เป็นสามีภรรยากันแล้วเรียกโม่โฉวหรืออาโม่ก็ได้” “เธอคงยังไม่ค่อยเข้าใจนะครับ” หลิวโม่โฉวยักคิ้วให้ ใบหน้าที่เรียบนิ่งอยู่เสมอกลายเป็นหนุ่มน้อยขึ้นมาทันทีที่ได้หยอกล้อคนข้างๆ “จริงสิ ปู่ก็ลืมไป โม่โฉวก
หลิวโม่โฉวเห็นแววตามุ่งมั่นของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้มมุมปาก ท่าทางเหมือนนักศึกษาเพิ่งจบใหม่ไม่เหมือนหมอเลยสักนิด ถึงจะเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ก็เถอะ เขายังจำตอนที่เดินเข้าไปนั่งให้เธอตรวจได้ดี มีความอ่อนโยนและจริงใจที่เขาสัมผัสได้ ในวินาทีนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจยอมรับเธอเป็นภรรยาตามที่ปู่เสนอแล้ว “คุณหลิวคิดยังไงคะ” เธอถามหลังพรีเซนต์เสร็จ “คุณจะต้องเสียเวลาทำเอกสารนำเสนอพวกนี้ทำไม ก็แค่รับเงื่อนไขแต่งงานกับผมตามที่คุณปู่เสนอ” พูดไปตั้งเยอะ วนมาเรื่องนี้อีกแล้ว เธอเบ้ปากแล้วสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนพูดไปตามที่ใจคิด “คุณคิดว่าการแต่งงานคืออะไรคะ เราไม่ได้รู้จักกัน ไม่ได้รักกัน หรือคุณเชื่อที่คุณปู่บอกว่าดวงฉันส่งเสริมครอบครัวของคุณจริงๆเหรอ” “คุณพูดแบบนี้แสดงว่าไม่เชื่อ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม แต่แววตาขบขัน “ฉันเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ แต่ไม่ได้เชื่อเรื่องดวงชะตาอะไรพวกนั้น” เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ “และใช่...ฉันต้องการเงิน ดูแล้วคุณต่างหากที่เป็นฝ่ายส่งเสริมฉัน” เขาปิดแฟ้มเอกสาร “สกุลหลิวคือหนึ่งในสิบส
พรนับพันมองข้อมือตัวเองแล้วมองหน้าชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ดึงเธอไว้ “ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้ฉันง่วงมากคงคุยกับคุณไม่รู้เรื่อง เอาอย่างนี้ได้ไหม ตอนเช้าคุณอย่าเพิ่งหนีฉันไปไหนนะ ฉันมีเรื่องต้องเจรจากับคุณ” ถ้าเป็นเวลาทำงาน เธอเต็มที่ถึงไหนถึงกัน แต่ถ้าเธอได้หลับและถูกรบกวนก่อนถึงเวลาตื่น เธอจะหงุดหงิดและคุยกับใครไม่รู้เรื่อง แม้ว่าเรื่องที่ต้องคุยนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ท่าทางงัวเงียของเธอทำให้เขานึกอยากหัวเราะ และอยากแกล้งเธอไปพร้อมกัน “คุณมีอะไรจะเจรจากับผม” เขายังไม่ปล่อยข้อมือเรียวเล็ก และเหมือนเธอจะไม่รู้ว่าเขาแตะเนื้อต้องตัวเธออยู่ “แผนงานธุรกิจ” เธอตอบแล้วอ้าปากหาว “แผนงานอะไร?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม “ฉันทำแผนงานมาเสนอคุณ เตรียมตัวพรีเซนต์อย่างดี แต่คุณก็หลบหน้าไม่มาเจอฉันเสียที ถ้าคุณมาเป็นผู้ร่วมลงทุนกับบริษัทพ่อของฉัน เราไม่ต้องแต่งงานกันก็ได้ แบบนี้ไง” กิจการกระจิ๋วหลิวของครอบครัวเธอไม่ได้อยู่สายตาของเขาเลยสักนิด แต่เขาก็อยากรู้ว่าเธอมีข้อเสนออะไรให้เขา “งั้นก็ไปคุยกันที
“ค่ะ...ฉันจะดูแลต้าเหนิงเอง” เธอยิ้มอย่างเข้าใจ เวลาแบบนี้จะทำเป็นไม่สนใจก็ใจดำไปหน่อย“ต้าเหนิง กินข้าวแล้วเราทำอะไรกันดี ตอนบ่ายมีเรียนหรือเปล่า”“วันนี้ไม่มีแล้ว” เขาส่ายหน้าไปมา ดวงตาสุกใสจ้องมองแล้วถาม “คุณอามาเล่นที่ห้องผมไหม ห้องผมมีของเล่นเยอะแยะเลย”‘คุณอา’ เรียกแบบนี้ก็ดีเหมือนกันพรนับพันพยักหน้ารับ “ไปสิ อาก็ไม่รู้จะไปไหน ปกติอยู่แต่ในห้องหนังสือ”“ห้องนั้นน่าเบื่อจะตาย มาเล่นห้องผมเถอะ” พูดจบก็รีบดึงมือหญิงสาวให้เดินตามไปที่ห้องของเขา ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของคนรับใช้“มองอะไรกัน มีงานก็ไปทำไป” หัวหน้าแม่บ้านพูดเสียงดุจึงทำให้ทุกคนแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง เธอส่ายหน้าไปมาแล้วหันไปส่งพ่อครัว “เตรียมทำขนมของว่างให้คุณชายน้อยกับคุณผู้หญิงด้วย ฉันจะยกไปเอง”“ได้ครับ”เจียงหู เป็นหัวหน้าแม่บ้านวัยสี่สิบ เจียงหูทำงานที่นี่ตั้งแต่ยังวัยรุ่น ครอบครัวเธอก็เป็นคนรับใช้ของสกุลหลิว นายท่านใหญ่ให้ทุนการศึกษาแก่เธอและคนในครอบครัว รวมทั้งหางานให้ทำในบริษัทของสกุลหลิว สำหรับเธอที่อยู่ที่นี่เห็นการเปลี่ยนแปลงมาตลอด วันนี้ได้เห็นรอยยิ้มของคุณชายน้อยก็พลอยอิ่มเอมใจไปด้วย เธอหวังเหลือเกินว่
“สองคนนี้เจอกันแล้วรึ” ปู่หลิวจิ้นถามเมื่อเห็นหลานชายกับว่าที่หลานสะใภ้ยืนจ้องหน้ากันอยู่ “ครับ”หลิวโม่โฉวไม่ปิดบัง ใบหน้าเรียบนิ่งน้ำเสียงเย็นชามีเพียงแววตาที่เหมือนยิ้มเยาะอยู่ที่ทำให้พรนับพันโกรธจนกำมือแน่น เขาถือสิทธิ์อะไรมาปั่นหัวเธอแบบนี้ ไม่ได้ป่วยแต่ก็ไปให้เธอตรวจที่โรงพยาบาลราวกับชายหนุ่มรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคิดอะไรอยู่ เขาสาวเท้าเดินผ่านเธอไปแล้วประคองปู่หลิวด้วยตนเอง“ต้าเหนิงวิ่งไปบอกว่าปู่เป็นลม ผมจะไปส่งปู่ที่โรงพยาบาลเอง”“แค่เป็นลมไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรอก” ปู่หลิวโบกมือไปมา แล้วเบี่ยงตัวไปสบตากับว่าที่หลานสะใภ้ “ปันปันมาเจอโม่โฉวสิ”“ปู่!” ชายหนุ่มตำหนิด้วยน้ำเสียงเข้ม “เวลานี้สุขภาพของปู่สำคัญที่สุด อย่าเพิ่งคุยเรื่องไร้สาระเลยน่า”‘เรื่องไร้สาระ! ใช่สิ! การแต่งงานมันคงเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเขาถึงได้หลบหน้าไม่มาเจอเธอ อ้อ! ยังมีเวลาแอบไปดูตัวเธอมาก่อนแล้วด้วย’โกรธก็ส่วนโกรธ เวลานี้อาการของปู่หลิวสำคัญที่สุด“ใช่ค่ะ คุณปู่ไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่านะคะ”สาวใช้เข็นวีลแชร์มารอแล้ว ปู่หลิวไม่อยากไปโรงพยาบาลแต่ดูท่าทางจะขัดใจหลานๆไม่ได้ จึงยอมนั่งวีลแชร์ให้คนรับใช้







