Share

บทที่ 2

last update publish date: 2026-07-29 22:22:13

อากาศเฮือกสุดท้ายในปอดกำลังจะหมดลง ภาพเบื้องหน้าของป่านเริ่มพร่าเลือน ขอบการมองเห็นถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดที่คืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ มีเพียงนัยน์ตาสีอำพันสุกใสที่มีม่านตาหดแคบเป็นเส้นตรงของสิ่งมีชีวิตปริศนาเท่านั้นที่ยังคงแจ่มชัดอยู่ในห้วงสติ มันจดจ้องมองลึกเข้ามาคล้ายกับสัตว์ป่าที่กำลังประเมินเหยื่อในกรงเล็บ

ป่านพยายามอ้าปากกอบโกยอากาศ แต่แรงบีบมหาศาลที่ลำคอปิดกั้นทุกเส้นทางของออกซิเจน สองมือของเขาที่พยายามง้างท่อนแขนแกร่งซึ่งปกคลุมด้วยเกล็ดสีเงินเริ่มอ่อนแรงลง สมองที่เคยมองหาทางออกในทุกวิกฤต บัดนี้ตื้อตันและขาวโพลน

นี่เขาจะต้องมาตายแบบนี้จริงๆ สภาพนี้เนี่ยนะ? รอดจากลูกปืนมาเฟียมาตายด้วยน้ำมือของตัวอะไรก็ไม่รู้กลางป่าลึก? บอสครับ... ชาตินี้ผมคงกลับไปหาเข็มกลัดพินสูทให้บอสไม่ได้แล้วล่ะ ป่านสบถด่าโชคชะตาและเจ้านายจอมวุ่นวายของตัวเองในใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เปลือกตาของเขาจะค่อยๆ ปิดลงยอมรับชะตากรรม

แต่แล้ว... ในวินาทีที่เส้นด้ายแห่งชีวิตกำลังจะขาดผึง!

แฮ่ก... อึก!

ร่างใหญ่โตที่คร่อมทับอยู่เบื้องหน้าพลันกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง นัยน์ตาสีอำพันที่เคยวาวโรจน์ด้วยสัญชาตญาณดิบเบิกกว้างขึ้นชั่วขณะ ก่อนที่ความดุดันนั้นจะเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ลมหายใจที่พ่นออกมารดใบหน้าของป่านเย็นเยียบจนน่าขนลุก แรงบีบที่ลำคอคลายออกอย่างกะทันหันราวกับสวิตช์เครื่องจักรที่ถูกสับคัตเอาต์

ตึง!

น้ำหนักตัวมหาศาลที่กะด้วยสายตาน่าจะเกินเก้าสิบกิโลกรัม ทรุดฮวบลงมาทาบทับบนร่างของป่านอย่างจัง!

“แค่ก! แค่กๆๆ!”

ป่านสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำ เขาไอสำลักอย่างรุนแรงจนหน้าแดงก่ำ ลำคอแสบพร่าไปหมด ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจนน้ำตาเล็ด แต่เขายังไม่มีเวลามาสำรวจรอยช้ำบนคอตัวเอง เพราะความรู้สึกต่อมาที่โจมตีโสตประสาทคือ ‘ความหนัก’ และ ‘ความเย็น’

ร่างของบุรุษปริศนาที่นอนทับเขาอยู่นี้เย็นเฉียบผิดมนุษย์มนา มันไม่ใช่ความเย็นแบบศพไร้วิญญาณ แต่มันเหมือนก้อนน้ำแข็งที่ยังมีชีวิต อุณหภูมิร่างกายของอีกฝ่ายน่าจะอยู่ราวๆ 31 องศาเซลเซียสเท่านั้น ซึ่งต่ำเกินกว่าที่มนุษย์ปกติจะดำรงชีวิตอยู่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นคาวขื่นๆ ของโลหะและโอโซนก็ลอยคลุ้งเตะจมูก พร้อมกับความรู้สึกเหนอะหนะที่ซึมผ่านเสื้อเชิ้ตของป่านเข้ามา... มันคือเลือดสีน้ำเงินเข้มที่ยังคงไหลรินออกจากบาดแผลฉกรรจ์สีข้างของร่างยักษ์นั่นเอง

“เฮ้ย! ตรงนี้มีหมอกประหลาดว่ะ! ไฟฉายส่องไม่ทะลุเลย!”

เสียงตะโกนของพวกลูกน้องเสี่ยธรรศดังขึ้น ห่างออกไปไม่ถึงยี่สิบเมตร!

ป่านเบิกตากว้าง สติสัมปชัญญะที่เพิ่งกลับคืนมาถูกกระตุ้นด้วยอะดรีนาลีนที่สูบฉีดพล่านไปทั่วร่าง แสงไฟฉายหลายดวงสาดส่องกวาดไปมาตรงบริเวณรอยต่อมิติที่เขาเพิ่งก้าวข้ามมา ละอองหมอกสีเงินที่เคยลอยอวลอยู่รอบๆ เริ่มหมุนวนและบิดเบี้ยวราวกับภาพกะพริบของหน้าจอโทรทัศน์ที่สัญญาณขาดหาย มิติแห่งนี้กำลังปั่นป่วนจากการถูกรบกวน หรือไม่ก็กำลังจะปิดตัวลง!

เอาไงดีวะ ปาณปวีร์! จะทิ้งไอ้ยักษ์นี่ไว้แล้ววิ่งหนีเอาตัวรอดคนเดียว หรือจะลากมันไปด้วย!

ความคิดสองฝั่งตีกันยุ่งเหยิงในหัว ฝั่งหนึ่งบอกให้หนีไปให้เร็วที่สุด เพราะไอ้มนุษย์เกล็ดนี่เพิ่งจะพยายามบีบคอเขาเมื่อไม่ถึงนาทีที่แล้ว แต่อีกฝั่ง... ฝั่งที่เป็นความบกพร่องทางพฤติกรรมของเขาที่มักจะทนเห็นคน (หรือสิ่งมีชีวิต) เจ็บหนักเจียนตายต่อหน้าต่อตาไม่ได้ กำลังร้องประท้วงอย่างหนัก เลือดสีน้ำเงินที่เปรอะเปื้อนตัวเขาเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ถ้าทิ้งไว้ตรงนี้ ไอ้หมอนี่ตายแน่ๆ ทั้งจากการเสียเลือดและจากลูกปืนของพวกเสี่ยธรรศ

“โธ่โว้ย! ถือว่าทำบุญล้างซวยแล้วกัน!”

ป่านสบถลอดไรฟัน เขาใช้มือทั้งสองข้างยันแผ่นอกกว้างที่เย็นเฉียบและเต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้นออกไปด้านข้างอย่างทุลักทุเล ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืน เขารีบก้มลงคว้าแขนขวาของร่างยักษ์ขึ้นมาพาดบ่าตัวเอง

“อึ้บ... โคตรหนักเลยเว้ย! กินเหล็กไหลเข้าไปหรือไงวะ!”

ป่านถึงกับหน้าดำหน้าแดง กล้ามเนื้อขาและหลังของเขาร้องประท้วงอย่างหนักเมื่อต้องรับน้ำหนักของร่างที่หมดสติไปแล้วอย่างสมบูรณ์ เขาต้องใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีในการกึ่งพยุงกึ่งลากร่างของมนุษย์เกล็ดปริศนาให้ขยับไปข้างหน้า

“เข้าไปดูซิ! กูเห็นรอยเลือดอยู่บนพื้น!” เสียงของลูกน้องเสี่ยธรรศดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนพื้นโคลน

ป่านไม่มีเวลาให้ลังเลอีกต่อไป ในสมองอันชาญฉลาดของเขาพยายามนึกภาพ ‘แผนที่มรดก’ ที่คุณย่าเคยวาดทิ้งไว้ให้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ภาพร่างลายเส้นดินสอบนกระดาษเก่าๆ ปรากฏขึ้นในหัว... ทิศเหนือของรีสอร์ต หลังแนวโขดหินตาบอด... มีบ้านพรานเก่าที่ตายกให้เป็น ‘เซฟเฮาส์’ สำหรับหลบภัยสัตว์ป่าในสมัยก่อน!

เขาจำทิศทางได้แม่นยำ ป่านกัดฟันกรอด ออกแรงลากร่างที่ไร้สติมุ่งหน้าลึกเข้าไปในความมืด ฝ่าดงต้นไม้ที่มีรูปทรงเรขาคณิตประหลาด ก้าวข้ามรากไม้ที่สะท้อนแสงวูบวาบ

ทันทีที่เขาก้าวเท้าข้ามผ่านรอยแยกของโขดหินผลึกขนาดใหญ่ ความรู้สึกหูอื้อและบรรยากาศที่บิดเบี้ยวก็พลันหายไปในพริบตา!

ซ่าาาาา! เปรี้ยง!!

สายฝนเม็ดหนากระหน่ำเทลงมาปะทะร่างอย่างรุนแรงพร้อมกับเสียงฟ้าร้องที่ดังกึกก้อง โลกกลับเข้าสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง ความเย็นเยียบของมิติประหลาดถูกแทนที่ด้วยความชื้นแฉะและโคลนตมของป่าดิบชื้น ป่านหันขวับกลับไปมองด้านหลัง รอยต่อมิติที่มีหมอกสีเงินเรืองแสงได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงภาพของป่าทึบอันมืดมิดและแสงไฟฉายของพวกนักเลงที่กำลังสาดส่องสะเปะสะปะอยู่อีกฝั่งของแนวต้นไม้

พวกมันไม่ได้ตามข้ามรอยต่อมิติมา... หรือบางที มิติประหลาดนั่นอาจจะปิดตัวลงไปแล้ว

ป่านพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด แต่ความโล่งใจอยู่ได้เพียงเสี้ยววินาที เพราะน้ำหนักที่กดทับอยู่บนบ่ากำลังทำให้เขาเข่าอ่อน เขาต้องรีบไปให้ถึงเซฟเฮาส์ก่อนที่จะหมดแรงล้มพับไปทั้งคู่

“แข็งใจหน่อยไอ้ยักษ์... อีกนิดเดียว...”

ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองขณะพาร่างปริศนาลากถูลู่ถูกังไปตามทางเดินแคบๆ ที่เต็มไปด้วยหญ้ารกชัน รอยเท้าของเขากดลึกเป็นทางยาว โคลนกระเด็นเปรอะเปื้อนกางเกงสแล็คราคาแพงจนไม่เหลือเค้าเดิม ในที่สุด สายตาที่พร่ามัวจากหยาดฝนก็มองเห็นโครงสร้างเงาดำๆ ที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบ

มันคือบ้านไม้กึ่งปูนเก่าคร่ำคร่า สภาพภายนอกดูทรุดโทรมราวกับจะพังแหล่มิพังแหล่ แต่โครงสร้างหลักยังคงแข็งแรงพอที่จะกันลมกันฝนได้ ป่านใช้ไหล่กระแทกประตูไม้ที่บวมชื้นให้เปิดออก เสียงบานพับขึ้นสนิมดังเอี๊ยดอ๊าดชวนขนลุกในความเงียบ

เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายเหวี่ยงร่างของชายปริศนาเข้าไปด้านใน ก่อนจะรีบแทรกตัวตามเข้าไปแล้วปิดประตูลงกลอนไม้กระดานอย่างแน่นหนา

ตึง!

ความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นของฝุ่นและไม้ผุกระแทกเข้าเต็มจมูก แต่สำหรับป่านในเวลานี้ มันคือกลิ่นของความปลอดภัย เขาทรุดตัวลงนั่งพิงบานประตูอย่างหมดสภาพ ปล่อยให้ร่างใหญ่โตที่เขาลากมาด้วยนอนหงายแน่นิ่งอยู่บนพื้นกระดานไม้ที่เต็มไปด้วยฝุ่น

“แฮ่ก... แฮ่ก...”

ป่านหอบหายใจอย่างหนักหน่วงจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง หัวใจเต้นโครมครามจนปวดหนึบ เขายกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบหน้าตัวเอง กวาดหยาดน้ำฝนและคราบโคลนออกไป ภายนอกกระท่อม เสียงพายุฝนยังคงตกกระหน่ำสลับกับเสียงฟ้าร้องคำราม และเมื่อเงี่ยหูฟังให้ดี... เขายังได้ยินเสียงตะโกนแว่วๆ ของพวกลูกน้องเสี่ยธรรศที่กำลังเดินวนเวียนค้นหาอยู่ไม่ไกลนัก

ป่านกลั้นหายใจ นั่งนิ่งงันราวกับรูปปั้นเพื่อไม่ให้เกิดเสียงรบกวนใดๆ เวลาผ่านไปแต่ละวินาทีเชื่องช้าและทรมานราวกับเป็นชั่วโมง จนกระทั่งแสงไฟฉายที่สาดลอดรอยแตกของแผ่นไม้ค่อยๆ หรี่ลงและห่างออกไป พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ กลืนหายไปกับเสียงสายฝน

ปลอดภัยแล้ว... อย่างน้อยก็ในคืนนี้

ร่างโปร่งถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เขาเอนศีรษะพิงกับประตูไม้หลับตาลงเพื่อรวบรวมสติที่แตกกระเจิงให้กลับเข้าที่เข้าทาง แต่แล้ว... เสียงลมหายใจที่ติดขัดและแหบพร่าของร่างที่นอนอยู่กลางบ้านก็ดึงความสนใจของเขาให้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง

ท่ามกลางความมืดสลัวป่านเพ่งมองไปยังผู้ร่วมชะตากรรมที่เขาสละแรงกายและเสี่ยงชีวิตลากมาด้วย เลือดสีน้ำเงินเข้มที่บาดแผลยังคงไหลซึมออกมาอย่างต่อเนื่อง มันเรืองแสงอ่อนๆ ท่ามกลางความมืดมิด ชวนให้พิศวงและขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ทุกแขนงที่เขาเคยร่ำเรียนมา ผิวเนื้อบริเวณท่อนแขนและแผ่นอกบางส่วนที่โผล่พ้นรอยขาดของเสื้อผ้า ปรากฏให้เห็นเกล็ดสีเงินยวงที่สะท้อนแสงฟ้าแลบวาววับ...

ป่านกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความจริงอันน่าเหลือเชื่อกำลังตอกย้ำให้เขารู้ว่า เรื่องบ้าบอคอแตกทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความฝัน เขากำลังติดอยู่ในบ้านร้างกลางป่าลึก ในคืนที่พายุบ้าคลั่ง... พร้อมกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีเลือดสีน้ำเงิน ตัวเย็นราวกับก้อนหินหน้าหนาว และเพิ่งจะพยายามบีบคอเขาเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา

บอสครับ... ถ้าผมรอดไปได้ บอสต้องขึ้นเงินเดือนให้ผมสามเท่านะครับ... ป่านคิดในใจอย่างปลงตก ก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก กล้ามเนื้อทุกส่วนปวดร้าวราวกับถูกทุบตีด้วยตะบองเหล็ก เขาคลำสะเปะสะปะไปตามผนังไม้สากๆ ที่ชื้นแฉะ ความทรงจำจากแผนที่ของคุณย่าบอกว่าในเซฟเฮาส์ทุกแห่งจะต้องมีอุปกรณ์ยังชีพพื้นฐานซ่อนไว้ มือที่สั่นเทาของเขาปัดป่ายไปเจอกับชั้นไม้เตี้ยๆ มุมห้อง ก่อนจะคลำพบวัตถุโลหะทรงกระบอกและกล่องกระดาษชื้นๆ ใบหนึ่ง

ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมา แสงฟ้าแลบที่สว่างวาบขึ้นอีกครั้งช่วยยืนยันว่ามันคือตะเกียงน้ำมันก๊าดแบบโบราณและกล่องไม้ขีดไฟ ป่านใช้ความพยายามอย่างมากในการจุดไม้ขีดที่ชื้นไปกว่าครึ่งกล่อง ก้านแล้วก้านเล่าถูกขีดจนหัก กลิ่นกำมะถันฉุนกึกเตะจมูกผสมกับกลิ่นอับของห้อง จนกระทั่งก้านที่ห้า... ประกายไฟดวงเล็กๆ ก็สว่างวาบขึ้น

เขาจ่อเปลวไฟเข้ากับไส้ตะเกียง แสงสีส้มอมเหลืองอันอบอุ่นค่อยๆ สว่างขึ้น ขับไล่ความมืดมิดให้ถอยร่นไปรวมกันอยู่ตามซอกมุมห้อง ป่านหิ้วตะเกียงเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างๆ ร่างที่นอนนิ่งไม่ไหวติง

แสงจากตะเกียงสาดส่องให้เห็นสภาพของชายปริศนาได้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก รอยฉีกขาดของเสื้อผ้าสีเข้มเผยให้เห็นแผ่นอกกว้างและมัดกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังมหาศาล ทว่าสิ่งที่ทำให้ป่านต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่ใช่สรีระที่สมบูรณ์แบบเกินมนุษย์ แต่เป็นเลือด... เลือดสีน้ำเงินเข้มจัดที่ยังคงไหลซึมออกจากบาดแผลเหวอะหวะบริเวณสีข้าง มันไม่ใช่แค่สีน้ำเงินธรรมดา แต่มันเรืองแสงอ่อนๆ ท่ามกลางแสงตะเกียง สะท้อนประกายวาววับราวกับอัญมณีเหลว

กลิ่นคาวของมันไม่ได้ชวนให้คลื่นเหียนเหมือนเลือดมนุษย์ แต่มันอวลไปด้วยกลิ่นโอโซนบริสุทธิ์และกลิ่นอายของโลหะที่เย็นเยียบ โลกทัศน์และตรรกะทางวิทยาศาสตร์ที่ป่านยึดถือมาตลอดชีวิตวัยยี่สิบแปดปีถูกฉีกทึ้งจนไม่เหลือชิ้นดี เลขานุการผู้ปราดเปรื่องที่เคยใช้เหตุผลแก้ไขทุกวิกฤต บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับความไร้เหตุผลที่สุดในชีวิต ความขัดแย้งตีรวนอยู่ในอก สัญชาตญาณบอกให้เขาถอยห่างจากสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจระบุสายพันธุ์นี้ แต่จิตใต้สำนึกด้านมนุษยธรรมกลับสั่งให้เขาต้องห้ามเลือดสีน้ำเงินนั้นก่อนที่อีกฝ่ายจะตายลงตรงหน้า

“เอาวะปาณปวีร์... คิดซะว่ากำลังทำแผลให้หมาจรจัดตัวใหญ่ๆ ก็แล้วกัน”

ป่านพึมพำกับตัวเองเพื่อเรียกความกล้า เขาจัดการปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมที่ขาดวิ่นและเปื้อนโคลนของตัวเองออก ก่อนจะฉีกชายเสื้อด้านในที่ยังพอสะอาดอยู่ออกมาเป็นริ้วๆ เพื่อใช้แทนผ้าพันแผลชั่วคราว

ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอื้อมมือออกไปสัมผัสผิวเนื้อบริเวณหน้าท้องของร่างใหญ่โตเพื่อจะเช็ดคราบเลือด ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสลงไป ป่านถึงกับสะดุ้งเฮือกและชักมือกลับแทบไม่ทัน!

มันเย็นเฉียบ... เย็นจนน่าตกใจ อุณหภูมิร่างกายที่เขาสัมผัสได้นั้นต่ำกว่ามนุษย์ปกติอย่างเห็นได้ชัด น่าจะอยู่ราวๆ 31 หรือ 32 องศาเซลเซียสเท่านั้น ราวกับเขากำลังสัมผัสกับก้อนศิลาที่ถูกแช่ทิ้งไว้ในน้ำแข็ง ผิวเนื้อส่วนที่เรียบเนียนนั้นแน่นตึงและแข็งแกร่ง แต่เมื่อสายตาของเขาเลื่อนไปมองบริเวณท่อนแขนและสีข้างที่โผล่พ้นร่มผ้า เขาก็พบกับ ‘เกล็ด’ ขนาดเล็กที่เรียงตัวซ้อนทับกันอย่างประณีต

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่เอาชนะความกลัว ป่านค่อยๆ ยื่นมือไปแตะลงบนเกล็ดสีเงินยวงเหล่านั้นอย่างแผ่วเบา สัมผัสแรกที่รับรู้คือความแข็งแกร่งราวกับโลหะไทเทเนียม แต่มันกลับมีความยืดหยุ่นและเรียบลื่นอย่างประหลาด เกล็ดแต่ละชิ้นมีขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย เรียงตัวกันแนบสนิทจนแทบไม่เห็นรอยต่อ เมื่อแสงตะเกียงส่องกระทบ มันจะสะท้อนแสงเหลือบเป็นประกายสีรุ้งจางๆ ช่างเป็นประติมากรรมของสิ่งมีชีวิตที่ทั้งงดงาม ลึกลับ และชวนให้ขนลุกในเวลาเดียวกัน

ป่านพยายามดึงสติกลับมาที่บาดแผล เขาใช้เศษผ้าซับเลือดสีน้ำเงินที่เปรอะเปื้อนออกอย่างเบามือที่สุด ความเย็นจากร่างเบื้องหน้าแผ่ซ่านผ่านมาถึงปลายนิ้วของเขาจนรู้สึกชา แต่เขาก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดแผลต่อไปอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางเสียงพายุที่โหมกระหน่ำอยู่ภายนอก

ในระหว่างที่กำลังเช็ดคราบเลือดบริเวณลาดไหล่กว้างและลำคอหนา สายตาของป่านก็เผลอเลื่อนขึ้นไปพิจารณาใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างลืมตัว แสงไฟสีนวลทาบทับลงบนโครงหน้าหล่อเหลาที่สมบูรณ์แบบราวกับรูปสลักของเทพเจ้ากรีก สันกรามคมกริบรับกับจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักลึกที่ตอนนี้ซีดเผือดเพราะเสียเลือด เปลือกตาที่ปิดสนิทซ่อนดวงตาสัตว์ร้ายเอาไว้ ถูกประดับด้วยแพขนตายาวงอนที่ทาบทับลงบนผิวแก้ม

ในยามที่ร่างนี้หลับใหลและไร้พิษสง ชายตรงหน้าดูสงบนิ่ง อ่อนโยน และ... น่าดึงดูดอย่างประหลาด มันเป็นความหล่อเหลาที่แฝงไปด้วยมนต์ขลังบางอย่างที่ทำให้ป่านเผลอจ้องมองอยู่นานนับนาที ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ค่อยๆ ซึมลึกเข้ามาในจิตใจทำให้เขาต้องรีบสะบัดหัวไล่ความคิดบ้าๆ นั้นออกไป

ตื่นสิวะป่าน! นั่นมันตัวประหลาดที่เพิ่งจะบีบคอแกจนเกือบตายนะ! อย่ามาใจเต้นกับมนุษย์ต่างดาวหรืออะไรก็ตามที่ไม่ได้มีเลือดสีแดงเหมือนแกเด็ดขาด! ป่านด่าตัวเองในใจอย่างหงุดหงิด เขาสะบัดหน้าเบาๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะรีบใช้ผ้าผืนที่เหลือพันรอบเอวสอบเพื่อกดทับบาดแผลห้ามเลือดเอาไว้ เขาต้องออกแรงดึงผ้าให้ตึง ซึ่งนั่นทำให้เขาต้องโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนหน้าอกของเขาแทบจะแนบชิดกับแผงอกกว้างที่เย็นเยียบ

และในวินาทีที่อุณหภูมิร่างกายอันอบอุ่นของป่าน แผ่ซ่านไปสัมผัสกับผิวเนื้อที่เย็นเฉียบของอีกฝ่าย... สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น

“กะ... กราซ... นาเธียร์...”

จู่ๆ ริมฝีปากที่ซีดเซียวของร่างใหญ่โตก็ขยับพึมพำออกมา เสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่า ทุ้มต่ำ และดังก้องกังวานอยู่ในลำคอ มันเป็นถ้อยคำในภาษาประหลาดที่ป่านไม่เคยได้ยินจากมุมใดของโลกมาก่อน พยางค์ที่ร้อยเรียงกันนั้นฟังดูโบราณขลัง คล้ายกับบทสวดศักดิ์สิทธิ์หรือคำร่ายเวทมนตร์

ป่านชะงักกึก ร่างกายแข็งทื่อเป็นหิน สองมือที่กำลังผูกปมผ้าพันแผลหยุดชะงัก เขากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อรับรู้ได้ถึง ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ที่เกิดขึ้นใต้ฝ่ามือของตนเอง

บริเวณท่อนแขนและสีข้างที่เขาเพิ่งจะสัมผัสไป เกล็ดสีเงินยวงที่เคยมอดดับแสงและเย็นเยียบ กำลังเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรุนแรง!

ราวกับมีกระแสไฟฟ้าววิ่งพล่านอยู่ใต้ผิวหนัง เกล็ดเหล่านั้นเริ่มเรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ ขึ้นมาทีละชิ้น... ทีละชิ้น... ลามเลียไปตามรอยต่อของกล้ามเนื้อ พวกมันขยับเขยื้อนเปิดปิดเบาๆ คล้ายกับกำลังหายใจ และที่น่าตกใจที่สุดคือ ความเย็นจัดที่อุณหภูมิ 31 องศาเซลเซียส กำลังสูบเอาความร้อนจากฝ่ามือและร่างกายของป่านเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม ราวกับหลุมดำที่ดูดกลืนพลังงาน

“เฮ้ย! น... นี่มันอะไรกันวะ!”

ป่านอุทานลั่น พยายามจะชักมือกลับ แต่ทว่า... มือหนาที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลังมหาศาลของคนที่สลบไสล กลับตวัดขึ้นมาคว้าข้อมือของเขาเอาไว้แน่น! ความเย็นยะเยือกแล่นปราดจากข้อมือพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจของป่านในเสี้ยววินาที นัยน์ตาสีอำพันที่ปิดสนิทค่อยๆ ปรือขึ้นมาท่ามกลางความมืดสลัว ม่านตาเรียวเล็กจดจ้องมองตรงมาที่ป่าน พร้อมกับเกล็ดสีเงินบนร่างที่เรืองแสงสว่างวาบขึ้นตอบรับกับอุณหภูมิร่างกายของชายหนุ่ม...

ราวกับพันธะสัญญาแห่งเลือดและมวลสาร... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วท่ามกลางพายุคลุ้มคลั่งในค่ำคืนนี้!
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เกล็ดพันธะรักลิขิต   บทที่ 122

    “ข้าต้องดุสิ... ตุ๊กตาตัวนั้นทำมาจากแร่หายากในมิติของเราเลยนะ ถ้าบอสของเจ้ามาเห็นเข้าแล้วขอเอาไปประมูลขาย เจ้าจะให้ข้าปฏิเสธเขาด้วยวิธีไหน” คาเอลให้เหตุผลที่ฟังดูเข้าที เพราะเขารู้ดีถึงความหน้าเงินของเจ้านายมนุษย์อย่างพชรวริศเป็นอย่างดีป่านหัวเราะร่วน นึกถึงบอสคินที่แวะมาเยี่ยมหลานเมื่อเดือนก่อน พร

  • เกล็ดพันธะรักลิขิต   บทที่ 121

    * * *ตัดสลับมาที่อีกฟากฝั่งหนึ่งของประเทศ ณ รีสอร์ตใจกลางหุบเขาที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติอันเงียบสงบแสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบสนามหญ้าสีเขียวขจี สายลมเย็นสบายพัดโชยนำพากลิ่นหอมของดอกไม้นานาพรรณลอยมาเตะจมูก บริเวณลานระเบียงกว้างของบ้านพัก V.I.P หลังใหญ่สุดที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในโซนไพรเวท บรรยากาศอบอ

  • เกล็ดพันธะรักลิขิต   บทที่ 120

    ห้วงความฝันอันมืดมิดและไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด...มันไม่ใช่ความฝันที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวหรือฝันร้ายที่ทำให้สะดุ้งตื่น แต่มันคือความรู้สึกของการถูกดึงดูดเข้าสู่แรงโน้มถ่วงมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานได้ ท่ามกลางความว่างเปล่าของอวกาศ เสียงคล้ายกับคริสตัลนับล้านชิ้นเสียดสีกันดังกังวานก้องอยู่ในโสตประสาท มันเป็น

  • เกล็ดพันธะรักลิขิต   บทที่ 119

    คาเอลพยักหน้ารับ “ถูกต้องพระบิดา ข้าไม่ต้องการให้ภัยร้ายจากฝั่งเรา ลุกลามมาทำอันตรายโลกใบนี้”“แต่ในตอนนี้... สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว” องค์ราชากล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง “ไซรัซตายแล้ว กองทัพกบฏถูกบดขยี้จนสิ้นซาก ภัยคุกคามที่เจ้าเคยหวาดกลัวไม่มีอยู่อีกต่อไป โลกมนุษย์ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แบบ... ดังนั้น ความจำ

  • เกล็ดพันธะรักลิขิต   บทที่ 118

    หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายระดับจักรวาลสงบลง บรรยากาศภายในศูนย์การแพทย์ใต้ดินก็กลับมาอบอวลไปด้วยความสงบร่มเย็นอีกครั้งทีมแพทย์ของพชรวริศถอยห่างออกไปรออยู่ด้านนอกห้องพักฟื้น เพื่อเปิดโอกาสให้ครอบครัวสายเลือดราชวงศ์ได้ใช้เวลาส่วนตัวร่วมกัน องค์ราชาแห่งมิติแทรกชั้นประทับยืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย พระเนตรสีทอ

  • เกล็ดพันธะรักลิขิต   บทที่ 117

    และในเสี้ยววินาทีที่ผิวเนื้อของมนุษย์โลกสัมผัสกับมณีดารา... ปรากฏการณ์ที่กษัตริย์ต่างมิติไม่เคยคาดคิดก็บังเกิดขึ้น!วูบบบบ!!อัญมณีทรงหยดน้ำที่หลับใหลไร้การตอบสนองมานานนับพันปี กลับ ‘เรืองแสงสีทองสว่างจ้า’ ขึ้นมาในพริบตา! กาแล็กซีสีทองภายในแกนกลางของมันหมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับมีชีวิต คลื่นความร้อนอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status