ความเงียบสงัดภายในบ้านเซฟเฮาส์ถูกทำลายลงด้วยเสียงหอบหายใจที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของป่าน ข้อมือข้างซ้ายของเขาถูกพันธนาการไว้ด้วยฝ่ามือใหญ่ที่แข็งแกร่งกับคีมเหล็กกล้า แรงบีบมหาศาลนั้นกดทับลงมาจนกระดูกแทบจะแหลกละเอียด ความเย็นยะเยือกจากอุณหภูมิร่างกายของอีกฝ่ายพุ่งพล่านเข้าสู่กระแสเลือดของป่านอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน เกล็ดสีเงินยวงที่เรียงร้อยอยู่บนท่อนแขนแกร่งก็เปล่งประกายเรืองแสงสีฟ้าสว่างวาบราวกับกำลังดูดกลืนความร้อนและพลังงานชีวิตจากตัวเขาไปหล่อเลี้ยงร่างกายที่บอบช้ำ
“อ๊ะ! ปะ... ปล่อยนะ!”
ป่านพยายามออกแรงสะบัดข้อมือ แต่ความพยายามนั้นสูญเปล่าเมื่อเทียบกับพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง นัยน์ตาสีอำพันสุกใสที่เพิ่งเบิกโพลงขึ้นมาท่ามกลางความสลัวจดจ้องตรงมาที่เขา ม่านตาแนวตั้งหดแคบลงจนเหลือเพียงขีดเส้นสีดำสนิท มันคือแววตาของนักล่าที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยสัญชาตญาณการระวังภัยขั้นสูงสุด ความดุร้ายและระแวดระวังแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศในห้องแคบๆ อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ไม่ทันที่ป่านจะได้ร้องขอชีวิต ร่างใหญ่โตที่เคยนอนราบอยู่บนพื้นก็กระชากแขนดึงร่างของเขาเข้าไปหาอย่างแรง!
“เหวอ!”
ป่านถลาลงไปปะทะกับแผงอกกว้างที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อและเกล็ดสีเงินอย่างจัง ใบหน้าของเขาห่างจากใบหน้าคมคายของชายปริศนาเพียงแค่คืบ ลมหายใจเย็นเยียบที่พ่นออกมารดปลายจมูกทำเอาป่านขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง สัญชาตญาณเอาตัวรอดร้องเตือนว่านี่คือวาระสุดท้ายของชีวิต เขาหลับตาปี๋ หดคอหนีด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้ เตรียมพร้อมรับความเจ็บปวดจากการถูกฉีกทึ้งลำคอ หรือไม่ก็ถูกหักกระดูกทิ้งในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง
ทว่า... ความเจ็บปวดที่คาดคิดกลับไม่มาถึง
ในจังหวะที่ป่านคิดว่าตัวเองต้องตายแน่ๆ ร่างกายใหญ่โตที่กำลังเกร็งเขม็งเตรียมจู่โจมกลับหยุดชะงักไปดื้อๆ ราวกับเครื่องยนต์ที่ถูกตัดวงจรกะทันหัน นัยน์ตาสีอำพันที่เคยวาวโรจน์ด้วยความกระหายเลือดเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อจมูกโด่งเป็นสันของเขาเผลอสูดรับเอา ‘กลิ่น’ บางอย่างที่ลอยอวลออกมาจากร่างโปร่งที่กำลังสั่นสะท้านในอ้อมแขน
มันไม่ใช่กลิ่นคาวเลือด ไม่ใช่กลิ่นของศัตรู และไม่ใช่กลิ่นของความตาย แต่มันคือกลิ่นหอมสะอาดที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบริสุทธิ์ คล้ายคลึงกับกลิ่นของไอดินยามฝนพรำ ผสมผสานกับความหอมละมุนของดอกไม้ป่าที่ผลิบานในยามรุ่งอรุณ เป็นกลิ่นกายเฉพาะตัวของป่านที่ผสมรวมกับละอองฝนที่เขาเพิ่งฝ่ามา
สำหรับสายเลือด Reptilian ชั้นสูง กลิ่นนี้เปรียบเสมือนโอสถทิพย์ที่พุ่งตรงเข้าไประงับความพลุ่งพล่านของระบบประสาทส่วนกลาง สัญชาตญาณดิบเถื่อนที่กำลังกู่ร้องถูกสยบลงอย่างราบคาบในชั่วพริบตาเดียว
คาเอลคลายแรงบีบที่ข้อมือของป่านลงอย่างช้าๆ แต่ยังคงรั้งร่างของอีกฝ่ายไว้ไม่ให้ถอยหนี เขาค่อยๆ ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ร่างที่หลับตาปี๋อยู่อย่างเชื่องช้า ท่าทางดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความเชื่องช้าและระมัดระวังราวกับกลัวว่าเหยื่อตรงหน้าจะแตกตื่น สายตาสีอำพันตรึงแน่นอยู่ที่ใบหน้าเรียวที่กำลังซีดเผือด
ป่านรับรู้ได้ถึงลมหายใจเย็นๆ ที่รินรดอยู่ตรงปลายคาง หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เมื่อสัมผัสได้ว่าปลายจมูกโด่งของอีกฝ่ายกำลังไล้ไปตามแนวสันกรามของเขาอย่างอ้อยอิ่ง
คาเอลเอียงหน้าเล็กน้อย ปลายจมูกเย็นเฉียบฝังลงเบาๆ ที่ซอกคอขาวเนียนของป่าน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกยาว... ซึมซับกลิ่นหอมละมุนนั้นเข้าสู่ปอด ไซร้จมูกไปมาอย่างแผ่วเบาและเชื่องช้า สัมผัสนั้นไม่ได้จาบจ้วงคุกคาม แต่มันเต็มไปด้วยความโหยหาและการพิสูจน์ทราบบางอย่างที่ลึกล้ำเกินกว่าสติปัญญาจะเข้าใจ ริมฝีปากที่เย็นจัดเฉียดผ่านผิวเนื้อบริเวณชีพจรที่กำลังเต้นตุบๆ ของป่าน ก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้าสถิตอ่อนๆ แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเลขาฯ หนุ่มกระตุกวูบ ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกวาบหวามและปั่นป่วนในช่องท้องอย่างรุนแรง
“อื้อ...” ป่านเผลอครางในลำคอเบาๆ ขนอ่อนลุกชันไปทั้งตัว เขาค่อยๆ ปรือตาขึ้นมามองอย่างกล้าๆ กลัวๆ
สิ่งที่เขาเห็นคือดวงตาสีอำพันที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ ม่านตาแนวตั้งที่เคยมุ่งร้าย บัดนี้ขยายกว้างขึ้นจนดูกลมโตคล้ายดวงตาของมนุษย์ปกติ มันฉายแววสับสน งุนงง และเต็มไปด้วยคำถาม คาเอลผละใบหน้าออกจากซอกคอหอมหวานอย่างแสนเสียดาย เขาเอียงคอเล็กน้อยจ้องมองใบหน้าของป่านนิ่งๆ ซึ่งเป็นพฤติกรรมเฉพาะตัวยามที่เขากำลังพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งตรงหน้า
“กลิ่นนี้... มวลสารของเจ้า... ช่างสงบยิ่งนัก...”
เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าดังหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากหยักลึก มันเป็นภาษาโบราณที่ป่านไม่เข้าใจความหมายแม้แต่คำเดียว แต่น้ำเสียงนั้นกลับทุ้มกังวานและฟังสบายหูราวกับเสียงดนตรีบรรเลงในวิหารศักดิ์สิทธิ์ พร้อมๆ กับคำพูดนั้น เกล็ดสีเงินบนท่อนแขนที่เคยเปล่งแสงวูบวาบอย่างบ้าคลั่งก็ค่อยๆ หรี่แสงลงจนกลายเป็นจังหวะชีพจรที่สม่ำเสมอ ร่างกายใหญ่โตดูเหมือนจะได้รับการปรับสมดุลพลังงานภายใน แผลฉกรรจ์ที่สีข้างหยุดไหลรินเลือดสีน้ำเงินอย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อเห็นว่าสิ่งมีชีวิตปริศนาตรงหน้าไม่ได้มีท่าทีจะหักคอเขาแล้ว ป่านจึงค่อยๆ รวบรวมสติที่แตกกระเจิงให้กลับเข้าที่ เขาออกแรงดันแผงอกกว้างเบาๆ เพื่อจะผละตัวออกห่าง
“เอ่อ... คุณโอเคแล้วใช่ไหม งั้นผม...”
หมับ!
แทนที่จะได้ถอยออกไป วงแขนแกร่งกลับรวบเอวของป่านเอาไว้หลวมๆ แล้วดึงรั้งให้ร่างโปร่งล้มลงมาซบที่แผงอกของเขาอีกครั้ง! คราวนี้คาเอลไม่ได้รัดแน่นจนอึดอัด แต่เป็นการโอบกอดที่เต็มไปด้วยความหวงแหนและต้องการที่พึ่งพิง ท่อนแขนหนักอึ้งพาดทับลงบนแผ่นหลังของป่าน คางสากเกยอยู่บนกลุ่มผมที่เปียกชื้นของชายหนุ่ม
“ซาเอียร์... อย่าเพิ่งไป... อยู่ตรงนี้...”
คาเอลพึมพำภาษาโบราณออกมาอีกสองสามประโยค แม้ป่านจะแปลไม่ออก แต่น้ำเสียงออดอ้อนลึกๆ และแรงกระชับที่เอวก็สื่อความหมายได้อย่างชัดเจนว่า ‘ห้ามขยับไปไหน’
“ด... เดี๋ยวสิคุณ! ปล่อยผมก่อน ผมหนักนะเว้ย!” ป่านประท้วงเสียงอู้อี้ ใบหน้าแนบอยู่กับแผงอกกว้างที่มีเกล็ดสีเงินเรียงตัวอยู่ เขาพยายามดิ้นขลุกขลัก แต่ก็เหมือนลูกแมวที่ดิ้นรนอยู่ในอุ้งเท้าของสิงโต คาเอลไม่ได้สนใจคำประท้วงนั้น เขายังคงหลับตาพริ้ม สููดดมกลิ่นกายของป่านเป็นระยะเพื่อฟื้นฟูพลังงานที่สูญเสียไป
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ท่ามกลางเสียงพายุฝนที่ยังคงตกกระทบหลังคาเซฟเฮาส์อย่างต่อเนื่อง ความตึงเครียดที่เคยอัดแน่นอยู่ในอากาศค่อยๆ สลายตัวไป ป่านที่ตอนแรกเกร็งตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ เริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง อุณหภูมิร่างกายของคนที่กอดเขาไว้ซึ่งเคยเย็นจัดราวกับน้ำแข็ง ค่อยๆ อุ่นขึ้นทีละน้อย แม้จะยังไม่ถึงระดับความร้อนของมนุษย์ปกติ แต่มันก็ไม่ได้เย็นจนน่าขนลุกอีกต่อไป มันกลายเป็นความเย็นสบายราวกับเครื่องปรับอากาศในวันเปิดฤดูร้อน
ความอบอุ่นที่เริ่มแผ่ซ่าน บวกกับเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอจากแผงอกกว้าง และความปลอดภัยจากอ้อมกอดที่รัดรึงไว้หลวมๆ ทำให้สติสัมปชัญญะของเลขาฯ หนุ่มที่ต้องวิ่งหนีตายฝ่าพายุมาค่อนคืนเริ่มทำงานช้าลง อะดรีนาลีนที่เคยสูบฉีดพล่านหยุดชะงัก แทนที่ด้วยความเหนื่อยล้าสะสมที่ถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ กล้ามเนื้อทุกส่วนร้องประท้วงขอการพักผ่อน เปลือกตาของป่านหนักอึ้งจนไม่อาจฝืนลืมตาได้อีกต่อไป
เขาเลิกดิ้นรน ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราในอ้อมแขนของสิ่งมีชีวิตที่อันตรายที่สุดและลึกลับที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอ ลมหายใจของร่างโปร่งค่อยๆ สม่ำเสมอและผ่อนคลายลงอย่างสมบูรณ์
ในขณะที่ป่านหลับสนิทไปแล้ว นัยน์ตาสีอำพันของคาเอลกลับลืมขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางความมืดมิด เขายังไม่หลับ... การปรับสมดุลมวลสารในร่างกายยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ชายหนุ่มร่างยักษ์ทำเพียงกระชับอ้อมกอดให้ร่างเล็กกว่าแนบชิดขึ้นอีกนิด สายตาคมกริบกวาดมองฝ่าความมืดออกไปนอกหน้าต่างอย่างระแวดระวัง สลับกับก้มลงมองใบหน้ายามหลับใหลของคนที่เขากำลังกักขังไว้ในวงแขน
คืนนี้... ท่ามกลางพายุฝนและอันตรายที่รายล้อม คาเอลจะใช้เวลาที่เหลือทั้งคืนในการซึมซับพลังงานและรักษาบาดแผลของตนเอง โดยมีกลิ่นดอกไม้ป่าของร่างในอ้อมกอดนี้เป็นดั่งเกราะคุ้มกันภัยให้แก่สัญชาตญาณดิบของเขา จนกว่าแสงแรกแห่งรุ่งอรุณจะมาเยือน
* * *
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้เก่าๆ เข้ามาภายในเซฟเฮาส์ ทาบทับลงบนฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ พายุฝนที่บ้าคลั่งตลอดทั้งคืนได้สงบลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมชื่นใจของไอดินและใบไม้เปียกชื้นที่ลอยโชยเข้ามา เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วจากภายนอกปลุกให้สติสัมปชัญญะของคนที่จมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราค่อยๆ กลับคืนมา
“อืม...”
ป่านครางงึมงำในลำคอ เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปรือขึ้นรับแสงสว่างจางๆ ความรู้สึกแรกที่โจมตีโสตประสาทคือความปวดเมื่อยที่แล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลังและลำคอ ราวกับเมื่อคืนเขาไปวิ่งมาราธอนแบกกระสอบข้าวสารมาก็ไม่ปาน แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องเบิกตากว้างและดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว คือสัมผัสหนักอึ้งที่พาดทับอยู่บนเอว และแผงอกกว้างที่เขากำลังซบหน้าอยู่
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนไหลบ่าเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ มาเฟียไล่ล่า รอยต่อมิติ เลือดสีน้ำเงิน และ... สิ่งมีชีวิตปริศนาที่กำลังกอดเขาอยู่!
ป่านกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าคมคายที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงคืบ ชายหนุ่มร่างยักษ์ยังคงหลับตาพริ้ม ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ทว่าสิ่งที่ทำให้ป่านต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจคือ ‘อุณหภูมิ’
เมื่อคืนนี้ ร่างกายของอีกฝ่ายเย็นเฉียบจนน่าขนลุกราวกับก้อนน้ำแข็ง แต่ตอนนี้... อุณหภูมิที่แผ่ซ่านมาถึงตัวเขามันอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังรู้สึกว่าเย็นกว่าอุณหภูมิปกติของมนุษย์ทั่วไปอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เย็นจนสูบพลังงานชีวิตเหมือนเมื่อคืน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสายตาของป่านเลื่อนต่ำลงมาสำรวจท่อนแขนและแผงอกที่โผล่พ้นเสื้อผ้าขาดวิ่น เขาก็ต้องตื่นตะลึงอีกครั้ง
เกล็ดสีเงินยวงที่เคยเรียงตัวซ้อนทับกันอย่างหนาแน่นและเรืองแสงวูบวาบ บัดนี้ได้จางหายและหดกลับลงไปใต้ผิวหนังจนเกือบหมด เหลือเพียงร่องรอยเส้นสายสีเงินจางๆ ที่พาดผ่านไปตามแนวกล้ามเนื้อ คล้ายกับรอยสักลวดลายเรขาคณิตที่งดงามและลึกลับ มันกลมกลืนไปกับผิวเนื้อจนมองเผินๆ เหมือนมนุษย์ปกติ ทว่าร่องรอยสีเงินที่สะท้อนแสงแดดอ่อนๆ นั้นก็ยังคงเป็นหลักฐานชั้นดีว่า ชายตรงหน้าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เกิดและเติบโตบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน
ด้วยความสงสัยที่อัดแน่นอยู่ในอก ป่านตัดสินใจขยับตัวอย่างเชื่องช้าที่สุดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตื่น เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะที่ชายเสื้อของตัวเองที่ถูกฉีกมาทำเป็นผ้าพันแผลชั่วคราวบริเวณสีข้างของชายปริศนา เลือดสีน้ำเงินที่เคยไหลทะลักบัดนี้แห้งกรังกลายเป็นคราบสีเข้ม ป่านกลั้นใจ ค่อยๆ คลายปมผ้าและเลิกมันขึ้นเพื่อดูอาการบาดเจ็บ
และวินาทีที่บาดแผลเปิดเผยสู่สายตา... ป่านก็ถึงกับช็อกจนแทบลืมหายใจ!
“เชี่ย... เป็นไปได้ไงวะ...” เขาเผลอสบถออกมาเสียงแผ่วเบาแทบจะกลืนหายไปในลำคอ
รอยฉีกขาดเหวอะหวะที่ลึกจนน่ากลัวเมื่อคืนนี้ บัดนี้ได้สมานตัวเข้าหากันจนปิดสนิท! แม้จะยังมองเห็นรอยแดงช้ำและผิวหนังที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ซึ่งยังดูไม่กลมกลืนกับผิวเดิมนัก แต่มันก็ไม่มีเลือดสีน้ำเงินไหลซึมออกมาอีกต่อไป การฟื้นฟูสภาพเซลล์และเนื้อเยื่อที่รวดเร็วระดับนี้มันขัดกับหลักการแพทย์และชีววิทยาทุกแขนง ราวกับมีเวทมนตร์เยียวยารักษา หรือไม่ก็เป็นกลไกทางวิทยาการที่ล้ำหน้าเกินกว่ามนุษย์จะจินตนาการถึง เพียงแค่คืนเดียว ร่างกายนี้สามารถซ่อมแซมตัวเองจากบาดแผลปางตายให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยได้อย่างน่าอัศจรรย์
ในขณะที่ป่านกำลังตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เขาจึงพยายามดิ้นขลุกขลักเพื่อจะดันตัวลุกขึ้นจากอ้อมแขนที่รัดแน่น แต่การขยับตัวเพียงเล็กน้อยนั้นกลับไปรบกวนคนที่แท้จริงแล้ว ‘ไม่ได้หลับ’ เลยตลอดทั้งคืน
ขวับ!
ท่อนแขนแกร่งที่โอบเอวเขาไว้กระชับแน่นขึ้นในพริบตา ป่านสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมองทันที และพบว่านัยน์ตาของอีกฝ่ายเปิดลืมขึ้นมาแล้ว!
แต่คราวนี้มันไม่ใช่นัยน์ตาสีอำพันที่มีม่านตาแนวตั้งเฉกเช่นสัตว์เลื้อยคลานที่พร้อมจะฉีกทึ้งเหยื่ออีกต่อไป ดวงตาคู่นั้นดูคล้ายคลึงกับมนุษย์มากขึ้น ม่านตากลมโตสีอำพันสุกใสสะท้อนแสงแดดยามเช้า มันไม่ได้แฝงไปด้วยความดุร้าย แต่กลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่า สับสน และงุนงงอย่างถึงที่สุด ชายร่างยักษ์เอียงคอเล็กน้อย... จ้องมองใบหน้าของป่านนิ่งงันราวกับกำลังพยายามค้นหาคำตอบจากแฟ้มข้อมูลที่ว่างเปล่าในสมอง
“มวลสารในตัวข้าปั่นป่วนยิ่งนัก... พลังงานที่ขับเคลื่อนโครงสร้างนี้สูญหายไป... เจ้า... คือผู้ใด?”
ประโยคแรกที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึกทำเอาป่านถึงกับอ้าปากค้าง ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ สมองอันชาญฉลาดของเลขาฯ มือทองกำลังประมวลผลอย่างหนักเพื่อแปลความหมายของประโยคพิลึกพิลั่นนั้น น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นฟังดูมีอำนาจและน่าเกรงขาม ทว่ารูปประโยคและคำศัพท์ที่ใช้กลับเหมือนหลุดออกมาจากละครจักรๆ วงศ์ๆ ผสมกับตำราฟิสิกส์ควอนตัม
“คุณ... พูดภาษาไทยได้?” ป่านถามกลับอย่างระแวดระวัง “แต่เดี๋ยวนะ มวลสารอะไร พลังงานอะไรของคุณ? นี่คุณกำลังเล่นมุกตลกฝืดๆ รับอรุณเหรอ?”
ชายปริศนาขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นจนเป็นปม คิ้วเข้มได้รูปบีบเข้าหากันแสดงให้เห็นถึงความหงุดหงิดจากการไม่เข้าใจสถานการณ์ เขาปล่อยแขนจากเอวของป่าน แล้วค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง แผ่นหลังกว้างตั้งตรงอย่างสง่างามโดยสัญชาตญาณ ดวงตาสีอำพันกวาดมองไปรอบๆ บ้านปูนกึ่งไม้เก่าซอมซ่อด้วยสายตาประเมิน
“ที่แห่งนี้... โครงสร้างสถาปัตยกรรมช่างเปราะบางและล้าหลังยิ่งนัก... ข้ามาอยู่ที่พิกัดมิตินี้ได้อย่างไร...” เขายกมือขึ้นกุมขมับตัวเอง ริมฝีปากซีดเม้มแน่น “ความทรงจำของข้า... เหมือนถูกลบเลือนออกจากระบบ ข้านึกสิ่งใดไม่ออกเลยแม้แต่นามของตนเอง... เจ้ามนุษย์ เจ้าเป็นผู้นำร่างของข้ามาพักพิงในสิ่งปลูกสร้างง่อนแง่นนี้งั้นหรือ?”
ป่านมองผู้ชายกล้ามโตที่มีรอยสีเงินประหลาดบนผิว ท่าทางเหมือนคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่กำลังรังเกียจเซฟเฮ้าส์ของคุณย่าเขา แถมยังเรียกเขาว่า ‘เจ้ามนุษย์’ อีกต่างหาก
“โอเค... สรุปคือคุณความจำเสื่อม จำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน แล้วก็จำไม่ได้ด้วยว่าเมื่อคืนคุณเกือบจะบีบคอผมจนตาย!” ป่านถอนหายใจยาว พยายามจัดระเบียบความคิด “เอาเป็นว่า... เมื่อคืนผมเจอคุณนอนบาดเจ็บเจียนตายอยู่กลางป่า แล้วผมก็เสี่ยงชีวิตลากคุณมาหลบใน ‘สิ่งปลูกสร้างง่อนแง่น’ นี่แหละ เพื่อหลบลูกปืนของพวกนักเลงที่ตามล่าผมอยู่”
ชายปริศนาหันกลับมาจ้องหน้าป่านนิ่งๆ แววตาของเขาฉายความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างเมื่อได้ยินคำว่า ‘เสี่ยงชีวิตลากคุณมา’ เขาก้มลงมองแผลที่สีข้างของตัวเองที่สมานกันจนเหลือเพียงรอยแผลเป็นใหม่ๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก... กลิ่นหอมสะอาดของดอกไม้ป่าและไอดินยังคงลอยอวลออกมาจากร่างโปร่งตรงหน้า มันเป็นกลิ่นที่ทำให้ความกระวนกระวายในจิตใจของเขาสงบลงอย่างประหลาด
“กลิ่นของเจ้า... ทำให้ระบบประสาทของข้าเสถียร...” เขากล่าวออกมาตรงๆ โดยไม่มีความเขินอายใดๆ “หากเจ้าเป็นผู้รักษาโครงสร้างร่างนี้ไว้ ข้าย่อมเป็นหนี้ชีวิตเจ้า... เจ้ามนุษย์ เจ้ามีนามว่าอะไร?”
“ผมชื่อป่าน... ปาณปวีร์” ป่านตอบกลับไปอย่างเสียไม่ได้ ก่อนที่ดวงตาของเขาจะหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อสมองเริ่มคำนวณความเสี่ยงและผลประโยชน์
ตอนนี้เขาติดอยู่กลางป่า โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ แถมยังมีลูกน้องเสี่ยธรรศที่อาจจะดักรออยู่ข้างนอก ลำพังตัวเขาเองไม่มีทางเอาชีวิตรอดกลับไปที่ออฟฟิศรีสอร์ตได้อย่างปลอดภัยแน่ๆ แต่ถ้าเขามีไอ้ยักษ์ความจำเสื่อมที่มีพละกำลังมหาศาล แถมยังมีสกิลสมานแผลตัวเองได้อย่างกะซูเปอร์ฮีโร่คนนี้ไปด้วยล่ะก็... โอกาสรอดชีวิตก็มีสูงขึ้นเป็นกอง!
“นี่... ในเมื่อคุณจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร แล้วผมก็เพิ่งช่วยชีวิตคุณไว้...” ป่านขยับเข้าไปใกล้ จ้องมองนัยน์ตาสีอำพันด้วยแววตาจริงจังและเด็ดขาดแบบที่เขาใช้เวลาเจรจาธุรกิจ “ถือซะว่าตอนนี้คุณเป็นหนี้ผม... เพราะงั้น ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป คุณคือ ‘บอดี้การ์ด’ ของผม คุณต้องคุ้มครองผมให้กลับไปถึงออฟฟิศรีสอร์ตให้ได้อย่างปลอดภัย แลกกับการที่ผมจะไม่ทิ้งคุณให้นอนความจำเสื่อมตายอยู่กลางป่านี่... ดีลไหม?”
ชายแปลกหน้าเอียงคออีกครั้ง คิ้วหนาขมวดมุ่นกับคำศัพท์แปลกหู “บอดี้การ์ด? หมายถึง ‘หน่วยพิทักษ์มวลสาร’ เช่นนั้นหรือ?”
“เอ่อ... หน่วยพิทักษ์มวลสาร พิทักษ์วิญญาณ พิทักษ์อะไรก็ช่างเถอะ! สรุปคือคุณต้องปกป้องผม!” ป่านโบกมือปัดๆ อย่างรำคาญใจที่ต้องมานั่งแปลไทยเป็นไทย “ตกลงตามนี้นะ! ลุกขึ้นได้แล้ว เราต้องรีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่พวกนั้นจะวนกลับมาเจอ”
ชายความจำเสื่อมมองร่างโปร่งที่กำลังสั่งการฉอดๆ ด้วยความรู้สึกประหลาดใจ ลึกๆ แล้วสัญชาตญาณของเขาบอกว่าเขาคือผู้ที่อยู่เหนือกว่าเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอเช่นนี้ แต่ทว่า... กลิ่นอายของชายชื่อ ‘ป่าน’ กลับมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขาอย่างรุนแรง มันดึงดูดและทำให้เขายอมที่จะทำตามคำสั่งนั้นอย่างง่ายดาย
“ได้...ข้าจะเป็นหน่วยพิทักษ์มวลสารให้เจ้า” เสียงนั้นทุ้มต่ำและกังวานสะท้อนเข้าไปในใจของป่านเหมือนกับจะจารึกเอาไว้
การตัดสินใจของป่านในครั้งนี้บ้าบิ่นที่สุดในชีวิต เขาไม่รู้หรอกว่าการพาสิ่งมีชีวิตที่อาจจะไม่ใช่มนุษย์กลับไปด้วยจะสร้างความวุ่นวายอะไรตามมาในอนาคต แต่ในวินาทีที่ความเป็นตายเท่ากัน... ‘นายความจำเสื่อม’ คนนี้คือไพ่ตายใบเดียวที่ปาณปวีร์มีอยู่ในมือ