“ท่านแม่ ซื้อเครื่องเขียนให้ข้าสักชุดได้หรือไม่เจ้าคะ”
ชิงหลานเห็นร้านเครื่องเขียนที่อยู่เบื้องหน้าก็อยากจะเข้าไป ในยามที่นางเป็นเผยมู่ซี ไม่ว่าจะเสียใจ โมโห หรือเศร้าใจนางมักจะวาดภาพอยู่เงียบๆ ในห้องนอน
จังฮูหยินตะลึงอยู่ครู่ “เจ้าอยากจะเขียนอักษรหรือ ที่เรือนก็พอมีกระดาษเหลือนี่ เจ้ายังเขียนไม่หมดเลย”
“มิได้ๆ เจ้าค่ะ ข้าอยากได้กระดาษสำหรับวาดภาพต่างหาก”
แม้จะรู้สึกแปลกใจแต่จังฮูหยินก็ตามใจบุตรสาว นางนำหน้าเด็กหญิงเข้าไปยังร้านเครื่องเขียน เจ้าของร้านเห็นจังฮูหยินก็จำได้ แม้นางจะมิค่อยมาอุดหนุนร้านเขานักแต่ก็พอจะรู้ว่านางเป็นช่างปักฝีมือดีของร้านสกุลจาง
“จังฮูหยิน ท่านต้องการสิ่งใดหรือ”
“บุตรสาวของข้าต้องการกระดาษสำหรับวาดภาพท่านโปรดแนะนำด้วยเถิด เพียงแต่....”
“เพียงแต่ท่านมีเงินจำกัดใช่หรือไม่” เถ้าแก่เนี่ยยิ้มด้วยความเมตตา
เถ้าแก่แซ่เนี่ยเป็นบุรุษรูปร่างอวบท้วม แก้มอูมแดง เขารู้จักสองแม่ลูกสกุลชิงจากคำบอกบอกเล่าของเถ้าเนี้ยจางที่อยู่ร้านฝั่งตรงข้าม เขารู้ว่าจังฮูหยินตกระกำลำบากต้องดูแลบุตรสาวที่ร่างกายอ่อนแอเพียงลำพัง จึงเอ่ยด้วยความเห็นใจ
“ไม่เป็นไรฮูหยิน สิ่งใดที่ข้าพอจะลดราคาให้ ข้าก็ไม่ตระหนี่หรอก”
“ขอบคุณเถ้าแก่” จังฮูหยินค้อมศีรษะขอบคุณ
เถ้าแก่เนี่ยหยิบเอากระดาษคุณภาพพอใช้ราคาไม่แพงออกมาหลายแผ่น รวมทั้งพู่กันที่เหมาะกับการการวาดภาพ แท่นฝนหมึกและหมึกอีกหนึ่งชุด
“คุณหนู ข้าจะคิดเพียงค่ากระดาษกับพู่กัน ส่วนแท่นฝนหมึกและหมึกพวกนี้ถือว่าข้าให้ยืม เอาไว้เจ้าวาดภาพแล้วนำเอามามอบให้ข้าสักภาพหนึ่งแทนราคาของพวกนี้ดีหรือไม่”
ชิงหลานเห็นของที่เถ้าแก่เนี่ยเอาออกมากองทีแรก เกรงว่ามารดาจะต้องสิ้นเปลืองเงินมาก จึงคิดจะปฏิเสธ แต่เมื่อได้ยินเถ้าแก่ยื่นข้อเสนอเช่นนั้นก็ดีใจยิ่ง
“ได้เจ้าค่ะ ข้าจะวาดรูปเอามาใช้หนี้ค่าหมึกและแท่นฝนหมึก” ชิงหลานมองดูของทั้งสองอย่างที่เถ้าแก่หยิบยื่นให้ แม้ของสองอย่างนี้มิได้ราคาแพงเช่นเครื่องเขียนที่นางเคยมีในชาติที่แล้ว แต่ในสภาพเช่นนี้นับว่าพอแก้ขัดไปได้
จังฮูหยินได้ยินเถ้าแก่เนี่ยมีเมตตากับบุตรสาวของตนก็ก้มขอบคุณหลายครา “ขอบคุณเถ้าแก่เนี่ยมาก”
“อย่าได้เกรงใจไปเลยฮูหยิน ข้าก็บอกแล้วว่าให้คุณหนูวาดรูปมาให้ข้า เช่นนั้นก็มิได้ถือว่าเป็นการให้เปล่าแต่อย่างใด”
คนทั้งสามหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังกลับบ้าน ข้าวสารที่ซื้อไว้เป็นกระสอบนั้นร้านค้าจะให้คนตามมาส่งที่จวน เหล่าลู่เห็นจังฮูหยินสีหน้าเบิกบานกลับมาถึงเรือนก็สบายใจ แสดงว่าวันนี้ฮูหยินคงจะได้เงินค่ามัดจำงานมา
“เหล่าลู่มาดูสิ พวกเราได้ของกินมาเยอะแยะ วันนี้พวกเรามากินกันให้อิ่มหนำสำราญกันเถอะ ข้าจะเข้าครัวทำอาหารอร่อยๆ ท่านรอได้เลย”
เหล่าลู่ยิ้มกว้าง มองดูจังเสี่ยวลิ่งที่ร่าเริงแจ่มใสด้วยความดีใจ เขามองเห็นนางเป็นเหมือนน้องสาวแท้ๆ หลายปีก่อนเขาได้รับความกรุณาจากนายท่านชิงให้ออกจากจวนไปได้ แต่เพราะเห็นสภาพของคนทั้งสามที่ถูกขับไล่มาอยู่ยังเรือนแห่งนี้จึงได้อาสาอยู่ต่อ
ปีหลังๆ ฮูหยินใหญ่เป็นผู้ควบคุมบัญชีในครัวเรือน เงินเบี้ยหวัดของเขาก็ถูกลดจำนวนลงแต่ลู่ฮั่นก็ยังคงยืนกรานจะทำงานที่นี่ต่อไป เขาประหยัดเก็บหอมรอมริบเงินทองเอาไว้พอสมควร
ในยามที่รู้ว่าจังฮูหยินสิ้นหนทาง ลู่ฮั่นก็เอาเงินพวกนั้นออกมามอบให้นางเพื่อนำไปรักษาบุตรสาว ความรู้สึกของพ่อบ้านลู่ที่มีต่อคนทั้งสามตรงหน้าไม่ต่างไปจากครอบครัวที่เขาต้องปกปักษ์ดูแล
หลังจากที่เขามาอยู่จวนสกุลชิงได้ห้าปี คนในครอบครัวของเขาก็เสียชีวิตไปในอุทกภัยครั้งใหญ่ ลู่ฮั่นที่ไร้ญาติขาดมิตรจึงไม่คิดไปจากที่นี่
“คุณหนูได้เครื่องเขียนมาเยอะเลยนะขอรับ”
“อืม...ข้าอยากวาดภาพน่ะ”
“คุณหนูวาดเป็นด้วยหรือขอรับ” ลู่ฮั่นรู้ว่าคุณหนูของตนอ่านออกเขียนได้แต่ไม่เคยเห็นนางวาดรูปเลยสักครั้ง
“ข้าแค่อยากลองดูแค่นั้นเอง ไม่แน่ว่าอาจจะวาดได้สวย”
“หากคุณหนูวาดได้จริงๆ วาดให้ข้าด้วยนะขอรับ ตั้งแต่เกิดมาข้ายังไม่เคยมีรูปวาดสักรูป”
ชิงหลานได้ยินก็ยิ้มกว้าง “ได้สิ! ข้าจะวาดรูปให้เหล่าลู่เยอะๆ เอง”
พ่อบ้านลู่รีบช่วยคุณหนูผู้บอบบางของตนถือของแล้วเดินเข้าไปในเรือน ตั้งแต่คุณหนูหายป่วยกลับมาจากเมืองหลวงก็ไม่เก็บตัวอยู่ในแต่ห้องนอนเหมือนแต่ก่อน
ห้องตำราเดิมที่อยู่อีกฟากของเรือนใหญ่ได้ถูกเปิดออก ชิงหลานให้ลู่ฮั่นและจังเสี่ยวลิ่งช่วยทำความสะอาดจากนั้นนางก็เข้าไปยึดครอง
จังฮูหยินเห็นบุตรสาวอยู่ในห้องนั้นอย่างมีความสุขก็ไม่เข้าไปรบกวน “ถ้าเจ้าชอบห้องนี้ ต่อไปแม่ยกให้เป็นห้องของเจ้า”
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ”
เรือนใหญ่มีห้องกลางเป็นโถงใหญ่ด้านซ้ายเป็นห้องตำราส่วนด้านขวาเป็นห้องที่จังฮูหยินใช้ในการเย็บปักผ้ากับจังเสี่ยวลิ่ง ชิงหลานเคยลองไปเดินดูเรือนหลังอื่นพบว่าสภาพไม่อาจจะเข้าไปอยู่อาศัยได้
ตั้งแต่พายุเข้าครั้งใหญ่เรือนบางหลังก็หลังคารั่ว บางหลังก็ผนังถูกพายุซัดพัง จังฮูหยินให้เหล่าลู่แจ้งไปยังจวนใหญ่สกุลชิงแล้วแต่พวกเขาก็เพิกเฉยไม่ยอมส่งคนมาซ่อมแซม
จังเสี่ยวลิ่งเห็นคุณหนูเดินออกมาดูเรือนโย้ๆ พังๆ พวกนั้นก็เดินเข้ามาใกล้และเฉลยให้นางได้รู้
“เห็นทีฮูหยินใหญ่คงไม่อยากให้พวกเราอยู่สุขสบายเกินไปกระมังเจ้าคะ ยังดีที่เรือนใหญ่กับเรือนนอนพวกเราไม่เป็นอันใดมากแค่หน้าต่างพังไปไม่กี่บาน เหล่าลู่ช่วยซ่อมให้เรียบร้อยแล้ว เรือนพวกนั้นมิได้จำเป็นสำหรับพวกเราอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองเงินไปซ่อมหรอกเจ้าค่ะ”
จริงอย่างที่จังเสี่ยวลิ่งพูด ในเมื่อพวกนางก็มิได้เงินทองเหลือเฟือและเรือนพวกนั้นก็มิได้ใช้การจะไปซ่อมด้วยเหตุใด ชิงหลานเดินสำรวจไปรอบๆ จวนด้วยความสนใจ
....ในเมื่อนางก็ไม่มีหนทางจะกลับสู่ร่างเก่าแล้ว สู้หาหนทางใช้ชีวิตในร่างใหม่ให้ดีจะดีกว่า....
เด็กหญิงนั่งใจลอยอยู่ในห้องตำรา ป่านนี้ศพของคุณหนูเผยคงจะถูกฝังไปเรียบร้อยแล้ว นางรู้ว่าท่านย่าคงจะโทมนัสต่อการจากไปของนางยิ่งกว่าผู้ใด แม่ของเผยมู่ซีเป็นฮูหยินเอกผู้ล่วงลับ ป้ายศพของนางคงจะได้ตั้งอยู่เคียงข้างท่านแม่ในศาลบรรพชน
ยังเหลือคนที่นางห่วงอยู่อีกผู้หนึ่ง นั่นคือ เผยสือถงบุตรชายของอนุฉิวที่อยู่เรือนหลังสุดของจวน เสี่ยวถงน้องชายผู้น่าสงสาร หากไม่มีนางคอยให้ความช่วยเหลือวันหน้าไม่รู้จะเป็นอย่างไร นึกแล้วก็อยากจะกลับไปจวนสกุลเผย แต่ยามนี้คงต้องพยุงครอบครัวของชิงหลานให้ได้ก่อน
นึกๆ ไปนางก็โมโหให้ตัวเองที่ชาติก่อนมิได้ตั้งใจร่ำเรียนศิลปะหลากแขนงที่ท่านย่าว่าจ้างอาจารย์มาสอน มีเพียงการวาดภาพเท่านั้นที่นางทำได้ดีกว่าเรื่องอื่นๆ
...สำนึกเสียใจในตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว...
ชิงหลานระงับความคิดฟุ้งซ่านแล้วหันไปคลี่กระดาษและเตรียมอุปกรณ์วาดภาพไว้บนโต๊ะ
นับว่าคนตระกูลชิงให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างยิ่ง ห้องนี้แม้จะเหลือทิ้งไว้เพียงตำราเก่าๆ แต่ก็ยังนับว่ามีประโยชน์ต่อนางมิใช่น้อยเพราะล้วนแล้วแต่เป็นของล้ำค่า
ชาติก่อนยามที่ถูกท่านอาจารย์บังคับให้อ่าน นางเองก็อ่านอย่างขอไปที เมื่อมาเห็นตำราเหล่านั้นถูกทิ้งไว้ในห้องนี้จึงได้รู้ว่าตนเองพลาดสิ่งดีๆ ไปมาก หากตั้งใจฟังที่ท่านอาจารย์สั่งสอนนางคงจะอ่านหนังสือพวกนี้ได้อย่างลึกซึ้ง
ชิงหลานสำรวจหนังสือที่ถูกทิ้งไว้จนทั่วห้อง นางพบหีบใบหนึ่งถูกตั้งทิ้งไว้โดยมีผ้าม่านเก่าๆ คลุมอยู่จึงได้เปิดออกดู “เสี่ยวลิ่งเจ้าดูสิ! มีทั้งหนังสือวาดภาพและภาพวาดเยอะแยะเลย”
“จริงด้วยสิเจ้าคะ สงสัยตอนย้ายจวนพวกบ่าวน่าจะมองไม่เห็นเพราะผ้าพวกนี้คลุมอยู่เจ้าค่ะ”
ภาพพวกนี้ตอนที่นางยังเป็นคุณหนูเผยเคยเห็นในร้านขายภาพวาดในเมืองหลวง การวาดเลียนแบบภาพของจิตรกรมีชื่อเสียงกำลังเป็นที่นิยมในยุคนี้
แคว้นหมิงในปัจจุบัน สงบจากสงครามเพราะมีชินอ๋องหมิงจิ้นเหอที่รบเก่งกาจ หมิงฮ่องเต้ทรงหันมาส่งเสริมด้านการค้าทำให้ราษฏรอยู่ดีกินดีจึงมีสุนทรียะพอที่จะหันไปสนใจดนตรี งานประพันธ์ และงานศิลปะมากขึ้น ภาพวาดที่โด่งดังจากแคว้นผิงและแคว้นเหลียนซึ่งเป็นแคว้นเพื่อนบ้านถูกนำเข้ามาเผยแพร่ยังแคว้นหมิง
ในเมืองหลวงมีชุมนุมจิตรกรขึ้นหลายแห่ง ชาวเมืองนิยมประดับบ้านเรือนด้วยภาพวาด ทำให้ร้านขายภาพได้รับความนิยมมากขึ้น
ชิงหลานพอนึกออกว่าแต่ก่อนตระกูลชิงก็คงเหมือนครอบครัวขุนนางระดับล่างที่พยายามซื้อภาพวาดเลียนแบบจิตรกรชื่อดังเพื่อตกแต่งจวนให้ดูเหมือนตระกูลใหญ่
ต่อมาภายหลัง เมื่อมีอำนาจวาสนาและเงินทองมากขึ้น แล้วจึงค่อยหาซื้อภาพจริงมาทดแทน ภาพเลียนแบบพวกนี้จึงถูกเก็บลงหีบและทิ้งไว้ที่นี่
****************