ชะตาร้ายไม่หวนคืน

ชะตาร้ายไม่หวนคืน

last updateDernière mise à jour : 2025-12-31
Par:  หนามชมพูEn cours
Langue: Thai
goodnovel4goodnovel
Notes insuffisantes
33Chapitres
3.2KVues
Lire
Ajouter dans ma bibliothèque

Share:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

การตายที่สร้างรอยแผลลึกทำให้นางไม่สามารถลืมมันไปได้ เมื่อได้โอกาสเริ่มต้นอีกครั้งจึงขอเลือกเดินทางใหม่พร้อมกับแก้ไขสิ่งเดิมที่จะนำพาชีวิตไปสู่เส้นทางใหม่ แต่ทุกอย่างไม่เคยมีคำว่าง่ายดาย ไป๋เยว่ต้องพบเจอกับอุปสรรคหลายด้านพร้อม ๆ กับการปรากฏตัวของบุรุษผู้หนึ่งที่นางคาดไม่ถึง ทว่าเขากลับช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างอย่างเต็มใจ

Voir plus

Chapitre 1

ชะตาเลือดคืนสุดท้าย

ล่วงเข้าสู่ยามไฮ่ ท้องฟ้าคืนเดือนมืดคล้ายถูกเมฆหม่นบดบัง แสงนวลที่เคยอาบพื้นโลกกลับกลายเป็นแสงเยียบเย็นเยี่ยงน้ำแข็ง ต้องแสงสลัวลงบนลานหินหยกขาวของตำหนักรัชทายาท อาบย้อมไปทั่วทั้งลานดูคล้ายฉากในความฝันร้าย

กลางลานนั้น มีสตรีนางหนึ่งนอนจมกองโลหิต สีหน้าของนางซีดเซียวคล้ายไร้ชีวิต เหลือเพียงแววตาเศร้าช้ำที่ยังคงเปิดอยู่ค้าง ๆ ราวกับนางไม่อาจหลับตาลงได้ด้วยความเจ็บแค้นที่ยังติดค้างอยู่ในความรู้สึก

นางคือ ไป๋เยว่ สตรีงดงามวัยยี่สิบหกปี เป็นบุตรสาวคนโตของขุนนางตระกูลไป๋ นางผู้ขึ้นชื่อเรื่องอวดดี ทะนงตน และเย่อหยิ่ง แม้จะมีรูปโฉมสะคราญแต่ก็ห่างไกลคำว่าอ่อนหวานเฉลียวฉลาด ความหลงตนเองนำพาชีวิตของนางให้พบจุดจบเช่นนี้

ในจุดที่นางยืนอยู่ไร้คำว่าเมตตาต่อข้ารับใช้ สหายหรือแม้แต่สามัญชนทั่วไป ทว่าในความเลวร้ายทั้งปวงของนาง หัวใจของสตรีผู้นี้เคยเต้นแรงด้วยความศรัทธาในรักแท้อย่างซื่อตรง และบัดนี้หัวใจดวงนั้นกำลังหยุดลงอย่างช้าๆ

กลิ่นคาวเลือดโชยแตะปลายจมูก ผสมกลิ่นดอกเหมยแห้งที่ร่วงหล่นจากต้นเหนือหัว ร่างบอบบางของนางถูกเหวี่ยงลงกลางลานอย่างไร้เยื่อใยโดยผู้เป็นสามีของตนเอง รัชทายาทหลี่หยวนเซิน บุรุษผู้เคยยื่นมือมาแตะปลายคางนางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ยามนี้สายตาเขากลับเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี

"เจ้าคิดจริงหรือว่า ข้าแต่งเจ้าเพราะความรัก เจ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเจ้าเลือกหลุมพรางนี้เอง"

คำพูดของเขาเสียดแทงลึกกว่าคำสบถใดในโลก ความรักที่นางเคยมอบให้จนหมดหัวใจไม่หลงเหลือแม้สักเสี้ยวในแววตาคู่นั้น เช่นนั้นหมายความว่าที่ผ่านมาเป็นเพียงการแสดงละครตบตาเท่านั้นเอง เขาหลอกล่อให้นางลุ่มหลงเพราะเกรงว่านางจะปฏิเสธในตัวเขา ในตอนนั้นนางขึ้นชื่อเรื่องความหัวรั้นเอาแต่ใจ และกลลวงของหลี่หยวนเซินก็บรรลุผล ไป๋เยว่มองเขาด้วยดวงตาเปรอะเปื้อนโลหิตผสมหยาดน้ำตา นางยิ้มเยาะอย่างเงียบงัน ริมฝีปากที่แตกจนเลือดซึมค่อย ๆ ขยับไปมาช้า ๆ

"เช่นนั้นเจ้าควรฆ่าข้าให้ตายตั้งแต่คืนแต่งงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ข้าเฝ้ารอความรักจากตัวปีศาจเช่นเจ้า"

ฝ่ามือของนางกำแน่น ทั้งที่ไร้เรี่ยวแรง เล็บยาวที่ตกแต่งไว้สวยงามข่วนพื้นหินจนนิ้วมือแตก แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากลำคออีก นอกจากเสียงลมหายใจแผ่วเบา

"ข้าต้องรีบร้อนทำเช่นนั้นไปทำไมกันเล่า ในเมื่อข้ามีเวลาเหลือเฟือ"

ที่ตรงนี้ไม่ได้มีแค่เขาและนางแต่ยังมีนางข้าหลวง ขันทีอีกหลายคนมุงดูด้วยความสนใจ ดวงตาพร่าเลือนเหม่อมองกลุ่มคนเหล่านั้นไม่วางตา

"นางยังไม่ตายหรือ"

เสียงของหญิงรับใช้คนหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ ด้วยความรังเกียจ

"ช่างด้านทนเสียจริง คงเพราะดื้อดึงจนเคยชิน"

เสียงนั้นไม่ต่างจากเข็มนับพันปักลงกลางใจของนาง แต่มันกลับไม่เจ็บอีกต่อไปเพราะจุดที่เจ็บที่สุดได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว

คนเหล่านี้ล้วนเกลียดนาง ภายใต้อำนาจที่มีท่วมท้น นางได้เคยกดขี่ข่มเหงข้ารับใช้อย่างไร้ความเมตตา เมื่อถึงคราวตกต่ำจึงไม่น่าแปลกที่มีแต่เสียงเหยียบย่ำซ้ำเติม

ราวกับไป๋เยว่ได้สำนึก สายตาหม่นเศร้าเหลือบมองคนเหล่านั้น แววตาของนางว่างเปล่าคล้ายคนที่ปล่อยวางแล้ว หากจะถูกเกลียดนางก็ไม่อาจลุกขึ้นมาทำอะไรได้อีก ชะตากรรมที่เลวร้ายผลักดันนางขึ้นสู่อำนาจเพราะผลประโยชน์ของผู้อื่น ต่อจากนั้นนางได้กระทำผิดพลาดเพราะความลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น วันนี้นางได้รับผลจากอดีตทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

บิดาของนาง ท่านอัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักไม่มาปรากฏกาย นับตั้งแต่ส่งลูกสาวเข้าสู่งานแต่งแห่งหายนะ เขาก็หายไปกับเหล่าทูตการเมือง ประหนึ่งไม่เคยมีบุตรคนนี้มาก่อน

ส่วนมารดา แม้จะอยู่ในจวนก็ปิดประตูเงียบงัน ไม่แม้แต่จะส่งคนมาไต่ถาม ว่าบุตรสาวเพียงคนเดียวถูกรังแกเช่นใด

ชีวิตหนึ่งของหญิงสาวที่ไม่เคยมีใครอยู่เคียงข้างเลยสักครั้ง

สายลมเริ่มพัดแรงขึ้น เศษดอกเหมยปลิวว่อนราวกับหยาดหิมะเลือด ขณะไป๋เยว่กระอักเลือดเป็นครั้งสุดท้าย นางยิ้มเจื่อน ๆ จับจ้องขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับจะถามว่าฟ้าเบื้องบนเห็นบ้างหรือไม่

"หากมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ ข้าขอสาบานต่อสวรรค์ ขอฟ้าดินเป็นพยาน"

ลมหายใจของสตรีที่เคยสูงส่งเหนือผู้อื่นแผ่วเบาแทบไม่หลงเหลือ แต่สติสุดท้ายของนางยังคงยึดมั่น

"ข้าจะไม่รักใครอีก จะไม่ให้ใครมากำหนดชะตาแทนข้า ข้าจะเลือกลิขิตชีวิตของข้าด้วยตัวเอง และข้าจะละทิ้งความน่าละอายของตนเอง"

ช่วงเวลานั้นเอง ฟ้าผ่าดังครืน เปลวสายฟ้าพาดผ่านขอบฟ้าแหลมคม คล้ายเป็นดาบของสวรรค์ที่ผ่าเส้นทางของโชคชะตา เสียงระฆังดังก้องจากหอเจดีย์ด้านตะวันตก ขับไล่วิญญาณมิให้ตกสู่เหวนรก

เปลวแสงบางอย่างสว่างวาบเหนือร่างไป๋เยว่ และในห้วงวิญญาณที่ไร้กาลเวลา เสียงหนึ่งพลันดังกังวานราวเสียงเทพสวรรค์

"เจ้ากล้าหรือไม่ที่จะมีชีวิตใหม่แต่ต้องแลกด้วยเลือด น้ำตาและคำสาปของตนเอง"

ไม่มีคำตอบ มีเพียงแววตานั้นที่เด็ดเดี่ยวและเยียบเย็น

ทุกสิ่งเงียบงัน และในความเงียบนั้นเสียงลมหายใจใหม่พลันเริ่มต้นขึ้นอีกครา

ดวงจิตของไป๋เยว่ถูกฉุดดึงเข้าสู่ห้วงมืดไร้ที่สิ้นสุด สายหมอกสีเทาหมุนวนรอบกาย คล้ายทั้งอบอุ่นและเยียบเย็นในเวลาเดียวกัน ร่างไร้น้ำหนักของนางล่องลอยเหนือแสงสีคราม ขณะเสียงนั้นยังคงก้องในหู

"นี่คือวาระสุดท้าย เจ้ากล้าหรือไม่ที่จะขีดชะตาใหม่ด้วยมือของตนเอง"

ไป๋เยว่เงยหน้าขึ้น แม้ไร้รูปร่าง แต่ในใจกลับมั่นคงกว่าครั้งใด น้ำเสียงของนางเอ่ยขึ้นด้วยแรงกล้าจากวิญญาณอันแตกสลาย

"ข้ายินยอมแลกคืนชะตาใหม่ ด้วยทุกหยาดเลือดและหยดน้ำตาในชีวิตก่อนหน้า"

"เจ้าต้องสูญเสียบางสิ่งที่เคยมีและไม่ได้บางอย่างที่อยากได้"

ดวงจิตนั้นสั่นสะท้านเล็กน้อย แต่ไม่ลังเล

"หากต้องเสียสิ่งนั้นไปเพื่อได้คืนอิสรภาพ ข้ายินดี"

คำพูดสุดท้ายหลุดออกจากปาก วิญญาณของนางพลันถูกดูดกลับสู่แสงจันทร์ที่แตกกระจายบนลานหินแห่งความตาย

ณ ที่นั้นศีรษะของนางซบลงอย่างสงบ ดวงตาปิดลงแน่นิ่ง แต่ในมุมหนึ่งของฟากฟ้า พระจันทร์ที่เคยหม่นมืดกลับสาดแสงแรงกล้า ท่ามกลางหิมะแรกแห่งปลายปีที่ร่วงหล่นอย่างอ่อนโยนคล้ายบทเริ่มต้นของวัฏจักรใหม่

Déplier
Chapitre suivant
Télécharger

Latest chapter

Plus de chapitres
Pas de commentaire
33
ชะตาเลือดคืนสุดท้าย
ล่วงเข้าสู่ยามไฮ่ ท้องฟ้าคืนเดือนมืดคล้ายถูกเมฆหม่นบดบัง แสงนวลที่เคยอาบพื้นโลกกลับกลายเป็นแสงเยียบเย็นเยี่ยงน้ำแข็ง ต้องแสงสลัวลงบนลานหินหยกขาวของตำหนักรัชทายาท อาบย้อมไปทั่วทั้งลานดูคล้ายฉากในความฝันร้าย กลางลานนั้น มีสตรีนางหนึ่งนอนจมกองโลหิต สีหน้าของนางซีดเซียวคล้ายไร้ชีวิต เหลือเพียงแววตาเศร้าช้ำที่ยังคงเปิดอยู่ค้าง ๆ ราวกับนางไม่อาจหลับตาลงได้ด้วยความเจ็บแค้นที่ยังติดค้างอยู่ในความรู้สึก นางคือ ไป๋เยว่ สตรีงดงามวัยยี่สิบหกปี เป็นบุตรสาวคนโตของขุนนางตระกูลไป๋ นางผู้ขึ้นชื่อเรื่องอวดดี ทะนงตน และเย่อหยิ่ง แม้จะมีรูปโฉมสะคราญแต่ก็ห่างไกลคำว่าอ่อนหวานเฉลียวฉลาด ความหลงตนเองนำพาชีวิตของนางให้พบจุดจบเช่นนี้ ในจุดที่นางยืนอยู่ไร้คำว่าเมตตาต่อข้ารับใช้ สหายหรือแม้แต่สามัญชนทั่วไป ทว่าในความเลวร้ายทั้งปวงของนาง หัวใจของสตรีผู้นี้เคยเต้นแรงด้วยความศรัทธาในรักแท้อย่างซื่อตรง และบัดนี้หัวใจดวงนั้นกำลังหยุดลงอย่างช้าๆ กลิ่นคาวเลือดโชยแตะปลายจมูก ผสมกลิ่นดอกเหมยแห้งที่ร่วงหล่นจากต้นเหนือหัว ร่างบอบบางของนางถูกเหวี่ยงลงกลางลานอย่างไร้เยื่อใยโดยผู้เป็นสามีของตนเอง รัชทายาทหลี่หยวนเซิน บุร
Read More
คืนสู่วัยเยาว์
เสียงนกร้องยามเช้าแว่วเข้ามาเบาๆ คล้ายบทเพลงสวรรค์ที่แสนห่างไกล ลมเช้าพัดผ่านม่านบางสีขาวขลิบทองพลิ้วไหวไปตามแรงลมราวกับกำลังเริงระบำด้วยความร่าเริง หอบเอากลิ่นดอกเหมยที่เพิ่งเริ่มผลิบานเข้ามาแตะจมูก หอมอ่อน ๆ แบบที่ห่างหายไปนานนัก ไป๋เยว่ลืมตาช้า ๆ เปลือกตาหนักอึ้งแต่หัวใจกลับเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก นางหายใจติดขัดก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างตกใจ หยาดเหงื่อซึมเต็มขมับ มือเรียวกำผ้าห่มแน่นราวกับยังฝันร้ายอยู่ "นี่ไม่ใช่ฝัน" นางพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงยังฟังดูล่องลอยคล้ายไม่ใช่โลกของความจริง สายตากวาดไปรอบห้องนอน เรือนสี่เหลี่ยมหลังเล็กในสวนรองของจวนสกุลไป๋ ผนังไม้ทาด้วยยางต้นสนยังใหม่ไร้รอยผุ ตู้เครื่องหอมมุมห้องยังวางขวดเครื่องประทินผิวไว้ครบชุด กระจกสีทองบนโต๊ะยังมีรอยนางขีดเล่นไว้ตอนเด็ก กลิ่นหอมของชาเขียวอ่อน ๆ ลอยมาจากด้านนอกใกล้เข้ามาทุกที ตามด้วยเสียงฝีเท้าคุ้นเคยของหญิงวัยกลางคน "คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ" เสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของนาง ไป๋เยว่หันมองตามเสียง ในหัวใจของนางตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก "แม่นมหวัง" ประตูไม้เปิดออก แม่นมหวังที่เคยจากไปตั้งแต่ปีที่นางอ
Read More
มารดาไม่เคยมองเห็น
แสงแดดยามสายส่องลอดม่านโปร่งเข้าสู่เรือนใหญ่ของสตรีผู้เป็นฮูหยินใหญ่แห่งจวนสกุลไป๋ ทุกอย่างยังคงหรูหรา งามสง่า และเงียบงันเย็นชาดังเดิม แม้จะอยู่ท่ามกลางดอกไม้แย้มบานเต็มสวนเบื้องนอก แต่ภายในเรือนของไป๋ฮูหยินกลับไร้กลิ่นอายแห่งการมีชีวิต ไป๋เยว่ยืนอยู่หน้าประตูเรือนนั้นด้วยหัวใจที่เต้นแผ่วช้า นานเพียงใดแล้วที่นางไม่เคยก้าวเข้ามาด้วยความเต็มใจ ครั้งสุดท้ายที่มาหา ท่านแม่ ด้วยรอยยิ้มอาจจะเมื่อยังอยู่ในวัยเด็ก ที่ยังไม่เข้าใจว่าความรักจากมารดาคือสิ่งที่ไม่เคยตกถึงมือของนางเลย บ่าวรับใช้เปิดม่านให้ แล้วถอยออกมาเงียบ ๆ เมื่อเห็นสีหน้าของฮูหยินยังคงนิ่งเรียบ ไป๋เยว่เดินเข้าไปอย่างสงบทุกย่างก้าวแช่มช้าแต่มั่นคง หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่หน้ากระจกมิได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง บ่าวรับใช้สาวกำลังหวีผมให้นางด้วยความระมัดระวัง "เจ้ามาทำไม" เสียงเรียบเย็นเอ่ยถามไม่มีแม้แต่คำขึ้นต้น ไป๋เยว่โค้งตัวถวายคำนับอย่างเหมาะสม กล่าวเสียงอ่อนหวาน นอบน้อม "ลูกมาเยี่ยมท่านแม่เจ้าค่ะ" "เยี่ยม?" ไป๋ฮูหยินหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่เชื่อถือ "หากเมื่อวานข้าไม่ฝันว่าฟ้าผ่าหน้าจวน ข้าคงไม่คิดว่าลูกสาวข้าจะมาเอ่ย
Read More
งานเลี้ยงเปลี่ยนชะตา
เสียงพิณลอยอ้อยอิ่งเคล้ากลิ่นบุปผานานาพันธุ์ที่บานสะพรั่งรับลมฤดูใบไม้ผลิในอุทยานของวังหลวง ม่านแพรพลิ้วไหวในแสงแดดยามบ่าย ราวกับเทพธิดาเริงระบำเหนือกลีบดอกไม้ งานชมบุปผาในปีนี้จัดใหญ่กว่าทุกครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบพระชันษาของไทเฮา และเป็นงานเลี้ยงแฝงนัยสำหรับการคัดเลือกชายาแห่งแผ่นดิน สายตาของเหล่าขุนนางตระกูลใหญ่จึงจับจ้องลูกสาวของตนไม่แพ้สายตาที่จับจ้องราชวงศ์ ไป๋เยว่นั่งอยู่ใต้ศาลาทรงกลมกลางสวน แม้แต่งกายเรียบหรูน้อยกว่าสตรีหลายคน แต่กลับงดงามอย่างสงบดั่งกลีบบุปผาที่ไม่เผยสีจัด หากแต่มีเสน่ห์เยือกเย็นน่าค้นหา "พี่หญิง วันนี้ท่านสงบเงียบเกินไปแล้วนะ" เสียงของ ไป๋หลานเยี่ยน ผู้เป็นน้องสาวดังขึ้นข้างกายอย่างขบขัน "ปกติท่านไม่ชิงตำแหน่งโต๊ะกลางที่สุดหรอกหรือ" ไป๋เยว่ยิ้มบาง มือช้อนถ้วยชาอย่างสงบ "วันนี้แดดแรงนัก เจ้าคงเหมาะกับที่นั่งตรงนั้นมากกว่าพี่" ที่ไป๋หลานเยี่ยนกล่าวมาไม่เคยผิด เมื่อก่อนเป็นเช่นนั้นจริง เมื่อมีโอกาสไป๋เยว่มันจะช่วงชิงมันเอาไว้ให้ตัวนางโดดเด่นที่สุด งานเลี้ยงทุกงานในอดีตนางจึงกลายเป็นจุดสนใจ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว นั่นคือหมากแรกของนาง แม้นั่งห่างตำแหน่
Read More
สายตาจากมุมมืด
ค่ำคืนแห่งงานชมบุปผาผ่านพ้นไปและเสียงหัวเราะเจือกลิ่นอำพรางของราชสำนัก เสนาบดี ขุนนาง และเชื้อพระวงศ์ต่างทยอยกลับไปยังจวนและตำหนักของตน ทิ้งไว้เพียงสวนต้องแสงจันทร์อันแผ่วเบา ในมุมมืดด้านหนึ่งของเรือนขุนนาง บนเฉลียงไม้ชั้นสองใกล้ศาลาแสดงดนตรี องค์ชายรอง หลี่จิ่นเหวิน ยืนสงบนิ่งในชุดคลุมสีเทาอ่อน ลมยามค่ำพัดโชยแขนเสื้อพลิ้วอย่างไม่สนใจเวลา ดวงตาคู่นั้นจับจ้องไปยังร่างบอบบางในชุดชมพูอ่อน ซึ่งขณะนี้กำลังสนทนาอย่างสุภาพกับบ่าวรับใช้ในจวนที่ติดตามมา จากนั้นนางก็ขึ้นรถม้าของจวนเคลื่อนตัวออกไปช้า ๆ ใบหน้านิ่งสงบของเขาไม่แสดงอารมณ์ใด หากในดวงตาเต็มไปด้วยแววครุ่นคิดลึกซึ้ง สตรีที่เขาเคยเห็นเพียงผ่านสายตาในอดีต อารมณ์ร้อน ดื้อรั้น เจ้าอารมณ์ กลับกลายเป็นหญิงสาวผู้สงบนิ่ง เยือกเย็น และวางหมากทุกคำพูดราวคิดละเอียดมาแล้วสักร้อยตลบ เขาไม่เคยเกี่ยวข้องกับนาง แต่ในความเงียบ เขาเฝ้ามองดูมานานเกินกว่าที่ใครจะรู้ แม้นางมิเคยมองเขาแม้ครึ่งตา แต่สำหรับเขานางคือผู้เดียวที่ไม่เสแสร้ง ไม่สวมหน้ากาก แม้ในความดื้อดึงก็ยังจริงใจ และตอนนี้นางกลับกลายเป็นสตรีที่เขาคาดไม่ถึง ยิ่งไม่เข้าใจก็ยิ่งอยากรู้ ยิ่งไ
Read More
ขัดคำสั่งบิดา
หลังคืนเงียบงันผ่านพ้น ลมเย็นยามเช้าพัดพาเสียงกระซิบของไม้ไผ่บริเวณเรือนด้านตะวันออกเข้ามาอย่างนุ่มนวล ไป๋เยว่นั่งนิ่งอยู่ริมระเบียง ดวงตาเหม่อมองหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบบัวในอ่างเคลือบข้างศาลา แม้ใบหน้าจะสงบนิ่ง หากแต่ภายในใจกลับหมุนคิดไม่หยุด เหตุการณ์เมื่อคืนยังแจ่มชัดยิ่งนัก แผ่นแผนที่ลับ การปรากฏตัวของเงาดำ และการเคลื่อนไหวที่ไม่เปิดเผย หากแต่แฝงด้วยเจตนาดีที่ปฏิเสธไม่ได้ และเมื่อเช้านี้ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ปรากฏขึ้นหน้าประตูเรือน หญิงสาววัยประมาณยี่สิบต้น ๆ ก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อม ท่าทางมีกิริยาเรียบร้อยจนเกือบไม่สะดุดตา แต่สายตากลับเฉียบคมเกินกว่าบ่าวรับใช้ธรรมดา "ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู ข้าน้อยชื่อซูหลาน เพิ่งย้ายมาจากเรือนฝั่งตะวันตก แม่นมหวังให้มาช่วยดูแลส่วนอาหารและข้าวของ" ไป๋เยว่เหลือบมองด้วยแววตาว่างเปล่า แต่ภายในกลับระวังตัวเต็มที่ 'เป็นบ่าวรับใช้แต่ท่าทางมิใช่บ่าว นางอาจเป็นคนของเขา' แต่แทนที่จะไล่หรือแสดงความระแวง นางกลับพยักหน้าเล็กน้อย "ข้าชอบดื่มน้ำชาหอมอ่อนในยามเช้าหากเจ้าเลือกได้ดี ข้าจะยอมรับ" ซูหลานโค้งให้อย่างนอบน้อม ก่อนถอยไปจัดน้ำชาโดยไร้คำถามเพิ่มเติม ใ
Read More
แผนร้ายเริ่มต้นใหม่
ท้องฟ้าครึ้มเทาในยามบ่ายส่งกลิ่นฝนโชยแตะจมูก เมฆดำเริ่มก่อตัวเหนือหลังคาวังหลวง สายลมเย็นพัดวูบอย่างแปลกประหลาด ทำให้กลีบบุปผาที่โรยอยู่บนลานหินเบื้องหน้าปลิวหมุนวนราวภาพฝันชวนหวาดระแวง ไป๋เยว่ยืนอยู่ใต้ศาลาหลังน้อยของสำนักศึกษาสตรีในวังชั้นนอก สวมชุดสีเขียวอ่อนเรียบสง่า ใบหน้านิ่งเรียบเหมือนผิวน้ำสงบ ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังร่างหนึ่งที่นั่งหัวเราะร่าเริงอยู่กับกลุ่มหญิงสาวสูงศักดิ์อีกฝั่งอย่างแฝงพิษสง "เซี่ยอวิ๋นเยียน" นางพึมพำชื่อนี้ออกมา แม้ในชาติก่อนจะเป็นแค่องค์หญิงผู้อ่อนแอ ดูไร้เดียงสาสำหรับผู้อื่นแต่เบื้องหลังคือสตรีที่อำมหิตผู้ร่วมมือกับรัชทายาทซ้อนแผนมากมาย หนึ่งในนั้นคือการใส่ร้ายนางด้วยคดีลอบวางยา ทำให้ถูกถอดยศ โดนเนรเทศไปยังชายแดนอยู่นานถึงสามปี ผู้ที่แสร้งเป็นเพื่อนแท้แต่กลับแทงข้างหลังจนถึงแก่ชีวิต แม้วันนี้จะกลับมาอยู่ในร่างเด็กสาว แต่แววตาที่แฝงความริษยาและท่าทีจงใจเข้าหาอำนาจของนางยังไม่เคยเปลี่ยน "คุณหนูไป๋ องค์หญิงเซี่ยอยากนัดพูดคุยด้วยหลังเลิกเรียนเจ้าค่ะ" เสียงสาวใช้ของอีกฝ่ายเอ่ยเรียบ ๆ ไป๋เยว่คลี่ยิ้มจาง ริมฝีปากแดงราวกลีบบุปผาสีอ่อนหวานขยับช้า ๆ "ข
Read More
ดอกเหมยกลางหิมะ
ในวันเดียวกันนั้น เซี่ยอวิ๋นเยียนกลับมาเยือนอีกครั้ง คราวนี้นำผ้าคลุมไหล่ลายกลีบบุปผามามอบให้ "ได้ยินว่าเจ้ามักนั่งชมหิมะกลางลานในยามเช้า ผ้าผืนนี้ท่านแม่สั่งทอจากแคว้นหนานเฉิน คิดว่าคงเหมาะกับเจ้านะ เยว่เอ๋อร์" ไป๋เยว่รับไว้ด้วยมารยาท แม้ดวงตาจะไร้ประกายใด "ขอบพระทัยองค์หญิงที่ทรงเมตตา ของดีเพียงนี้ คงไม่คิดแลกเปลี่ยนอะไรหรอกกระมัง" คำพูดเรียบ ๆ เหมือนไม่มีพิษภัย แต่ฝ่ามือของเซี่ยอวิ๋นเยียนกลับกำแน่นภายใต้แขนเสื้อ นางหัวเราะเบาแล้วเอ่ยขึ้น "ข้ามีแต่ความห่วงใย ไม่มีอย่างอื่น" แต่ในคืนวันนั้นเอง ข่าวลือจากห้องสาวใช้เริ่มแพร่กระจาย ขยายออกเป็นวงกว้างไปถึงจวนขุนนางชั้นสูงหลายแห่ง ดูท่าทางจะลุกลามไปยังภายนอกในอีกไม่กี่ชั่วยาม "คุณหนูรองสกุลไป๋ ยามนี้ดื้อรั้นน้อยลงเพราะได้รับการอบรมที่ดีจากองค์หญิงเซี่ย" "เห็นว่าของขวัญที่ให้ก็เพื่อลดทิฐิในใจ ขอเพียงอย่ากลับไปเกเรเช่นเดิม" ไป๋เยว่นั่งฟังซูหลานรายงานข่าวลือเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง "ดี ในเมื่ออยากได้ชื่อเสียงนัก ข้าก็จะจัดให้" นางยิ้มบางก่อนเรียกห่อของจากใต้ชั้นหนังสือเป็นผ้าคลุมอีกผืนหนึ่งที่ปักลายเหมยสีขาวบริสุทธิ์ ซูหลานเห
Read More
มิตรภาพที่หล่นหาย
ในเช้าวันถัดมา เสียงลมหอบใหญ่พัดผ่านหน้าต่างบานเล็กของห้องไป๋เยว่ ที่เงียบสงัดยามเช้า แม้แต่เสียงน้ำในบ่อน้ำหินที่สะท้อนความเงียบสงัดของสถานที่แห่งนี้ กลับทำให้หัวใจของไป๋เยว่รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวในบางครั้ง นางไม่ได้รู้สึกถึงความเหงาเช่นเคย แต่กลับรู้สึกถึงการตื่นขึ้นจากการนอนหลับยาวนาน ราวกับได้กลับไปยืนที่จุดเริ่มต้นในอดีต ดวงตาคู่งามมองไปยังภาพสะท้อนในกระจก ท่ามกลางผมยาวที่จัดแต่งเอาไว้อย่างเรียบร้อย เส้นผมยาวสีดำสนิทคลุมใบหน้าเปล่งประกาย แต่ข้างในกลับเต็มไปด้วยความหนักแน่นในใจ นึกย้อนกลับไปในวันเวลาที่ผ่านมา นางเคยละเลยสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต คือมิตรภาพที่เคยมีในช่วงที่ยังไม่ได้รับอำนาจ หรือถูกบีบคั้นจากการเมืองภายในราชสำนัก ซึ่งส่งผลให้นางสูญเสียความจริงใจจากคนบางคนไป ไป๋เยว่รู้ดีว่าบางสิ่งที่นางทำในอดีตอาจทำให้คนที่รักนางเสียชีวิตแทนได้ และตอนนี้ คำมั่นสัญญาที่นางเคยสาบานในใจเมื่อครั้งอดีตยังคงก้องอยู่ในหู 'ข้าจะไม่ให้ใครตายแทนข้าอีก' นางสูดหายใจลึก ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้อง ด้วยท่าทางมั่นคง แม้จะยากลำบากเพียงใด การเริ่มต้นใหม่ในครั้งนี้ นางจะไม่ทำผิดพลาดเช่นเดิมอีก ไป
Read More
บันทึกคนสำคัญ
ไป๋เยว่ยืนนิ่งอยู่ในห้องพักของตนเอง โคมไฟในห้องเปล่งแสงอ่อน ๆ ส่องสว่างไปยังโต๊ะเขียนหนังสือไม้สีเข้มที่ปกคลุมไปด้วยผ้าคลุมสวยงาม พร้อมกับสมุดเล่มหนึ่งที่เปิดอยู่ตรงหน้า นางมองไปที่สมุดเล่มนั้นอย่างครุ่นคิด ในอดีตที่ผ่านมา ไป๋เยว่เคยทุ่มเททุกสิ่งเพื่อตามล่าหาความรักหลังจากอภิเษกกับองค์รัชทายาท และพยายามปรับตัวเข้ากับความคาดหวังของทุกคนรอบข้าง จนมองข้ามสิ่งสำคัญที่มีผลต่ออนาคตและชีวิตของนางเอง ในโลกที่เต็มไปด้วยความเสแสร้งและการต่อสู้เพื่ออำนาจ นางจำเป็นต้องหยุดมองหาแค่การเอาชนะใจผู้อื่นแล้วหันมาสู้เพื่อปกป้องตัวเอง ในสมุดเล่มนี้ เป็นสิ่งที่นางตั้งใจจะบันทึกทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทุกเหตุการณ์สำคัญและทุกคนที่นางต้องระวัง หากการเปลี่ยนแปลงที่นางทำอยู่ตอนนี้จะไม่ทำให้อนาคตของนางยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม มือของไป๋เยว่ขยับไปที่พู่กันจุ่มลงบนหมึกก่อนที่จะเริ่มเขียนสิ่งที่คัดสรรมาแล้วในหัวใจของนาง "องค์รัชทายาท" ไป๋เยว่เขียนชื่อของเขาลงในสมุด ด้วยการบรรจงที่ดูกลมกล่อม แต่ในใจนางรู้ดีว่า สิ่งที่เขาเป็นคืออันตรายที่ไม่ควรมองข้าม นางรู้ว่าในอดีต รัชทายาทไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือในการเล่นเกมอำนาจของบ
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status