ชิงหลานก้มหน้าก้มตาวาดรูปตั้งแต่ยามเฉินไปจนถึงยามอู่ ส่วนจังฮูหยินกับจังเสี่ยวลิ่งก็อยู่ในห้องปักเย็บ กระทั่งสาวใช้รู้สึกว่าตนเองเริ่มหิวจึงเงยหน้าขึ้น
“นายหญิงเจ้าคะ ได้เวลาอาหารเที่ยงแล้วเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปอุ่นอาหารสักครู่”
“เจ้าไปเถอะ ประเดี๋ยวข้าไปเรียกหลานเอ๋อร์เอง”
ท่อนแขนผอมแห้งของชิงหลานตวัดปลายพู่กันครั้งสุดท้ายเสร็จก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ ภาพที่นางกำลังก้มหน้าก้มตาวาดนับได้ว่าเป็นภาพที่นิยมยิ่งนักในเมืองหลวง
วิวทิวทัศน์อันสวยงามของน้ำตกเขตเทือกเขาเฟยหลงมักจะมีผู้นิยมเดินทางไปวาดเป็นจำนวนมากแต่บรรดาจิตรกรมีชื่อเสียงเหล่านั้น ไม่มีผู้ใดสามารถเลียนภาพลายเส้นอันทรงพลังของจิตรกรฉานได้ คนผู้นี้ไม่เคยเปิดเผยตัวตน แต่ภาพที่เขาวาดเอาไว้หลายภาพได้รับการประดับประดาไว้ในวังหลวง โดยเฉพาะภาพที่มีชื่อว่า “น้ำตกสวรรค์”
จังฮูหยินเดินผ่านเข้าประตูห้องตำราที่มิได้ปิดไปยืนดูบุตรสาวที่ใช้ผ้าคาดศีรษะกำลังวางพู่กันลงพอดี
“เจ้าวาดภาพนี้ได้สวยงามยิ่งนัก!” นางเอ่ยชม
ครั้นเมื่อมองต้นฉบับแล้วหันไปทางผลงานที่บุตรสาวเพิ่งรังสรรค์เสร็จก็ยิ่งรู้สึกอัศจรรย์ หากไม่คิดเข้าข้างบุตรสาว จังฮูหยินเห็นว่าภาพวาดที่หมึกยังไม่แห้งดีนี่งดงามยิ่งกว่าต้นฉบับเสียอีก
“ท่านแม่ บ่ายนี้ข้าจะเอาภาพนี้ไปขาย คงจะพอจะซื้อเครื่องนอนใหม่ให้พวกเราคนละชุด”
ชิงหลานนอนกลิ้งอยู่บนฟูกนอนเก่าคร่ำคร่า ผ้าห่มที่ซีดเปื่อยจนแทบจะไม่เห็นสีเดิมรู้สึกไม่สบายตัวยิ่งนัก จริงอยู่ที่จังเสี่ยวลิ่งคอยซักและทำความสะอาดเครื่องนอนพวกนั้นให้นางอยู่ไม่ขาด ทว่าของใช้พวกนั้นล้วนสิ้นสภาพไปนานแล้ว หากเป็นที่จวนสกุลเผย ท่านย่าคงจะสั่งให้เอาไปทิ้ง
จังฮูหยินใบหน้าสลด “แม่ขอโทษที่ไม่มีเงินจะซื้อใหม่ให้เจ้า”
“ท่านแม่...ข้ามิได้กล่าวโทษท่าน ที่ข้าป่วยก็เป็นภาระมากแล้ว ยามนี้ข้ามีเรี่ยวแรงและสามารถวาดภาพขายได้ก็ขอให้ข้าได้ช่วยท่านบ้างเถิด”
“เช่นนั้นรอให้แดดหายร้อนเสียก่อน แม่จะพาเจ้าไปตลาดเอง ยามนี้ไปกินของอร่อยให้อุ่นท้องก่อนเถิด”
“เจ้าค่ะ”
ยามบ่ายจังฮูหยินจึงออกไปหาท่านหมอฉินเพื่อบอกให้รู้อาการของบุตรสาวของตน เมื่อหมอฉินได้ยินว่าชิงหลานสามารถเดินเหินได้สะดวกกระทั่งเดินไปตลาดเองได้ก็ดีใจยิ่งนัก จึงนำสมุนไพรบำรุงกำลังมาให้หนึ่งห่อ จังฮูหยิน หยิบเงินสองพวงออกมาให้ท่านหมอฉิน
“ที่ผ่านมา ท่านให้ยาข้ามาหลายห่อ เงินทองข้าก็มิเคยมีให้ ยามนี้ข้าก็พอหาเงินได้แล้วจึงอยากจะตอบแทนท่านบ้าง ข้ารู้ว่าท่านหมอเองก็มิค่อยได้เก็บเงินคนป่วยที่ยากไร้ โปรดรับไว้ด้วยเถิด”
หมอฉินดูอึกอัก ชายชราสังเกตสีหน้าของจังฮูหยินดูแช่มชื่นก็พอจะรู้ว่านางน่าจะพูดความจริง นางน่าจะมีเงินพอเจียดมาจ่ายค่ายาได้แล้ว
“ในเมื่อพวกเจ้าดีขึ้น ข้าก็จะรับเอาไว้ก็แล้วกัน” ท่านหมอหมายถึงฐานะการเงินของจังฮูหยิน
“ข้าอยากจะถามท่านหมอว่ายามนี้หากหลานเอ๋อร์เดินบ่อยๆ จะมีปัญหาใดหรือไม่”
“นางเพิ่งฟื้นตัว หากรับประทานอาหารได้ปกติ ได้ออกกำลังเสียบ้าง ถ้าไม่มากเกินไปก็คงไม่มีปัญหา ดีเสียอีกกำลังขาของนางจะได้เพิ่มมากขึ้น”
ได้ยินเช่นนั้นจังฮูหยินก็ยิ้มออกมา นางกล่าวขอบคุณท่านหมอฉินแล้วก็กลับจวนไป
ยามบ่ายชิงหลานไม่อาจฝืนร่างกายที่อ่อนแอของตนเองได้ นางจึงต้องนอนพักอยู่ร่วมหนึ่งชั่วยาม จังฮูหยินให้จังเสี่ยวลิ่งไปเคี่ยวยาบำรุงที่เพิ่งได้มา สาวใช้เห็นถ้วยยาที่เรียงอยู่ในถาดถึงสามถ้วยแล้วก็ส่ายหัวเบาๆ
“เห็นทีคุณหนูคงไม่อยากป่วยก็คราวนี้ ยาแต่ละขนานขมลืมตายเลยเทียว”
“เจ้ารู้แล้วก็ไปเตรียมน้ำตาลกรวดมาไว้ให้คุณหนูเสียสิ”
จังเสี่ยวลิ่งยิ้มออก นางรีบเปิดฝาโถน้ำตาลกรวดก้อนเล็กๆ ที่อยู่มุมห้องหยิบออกมาวางสามก้อนไว้บนถาดก่อนจะยกออกไปรอคุณหนูตื่น
ชิงหลานเองก็ไม่อยากอิดออดเหมือนเด็กๆ ในยามดื่มยา แต่รสชาติยาที่นางต้องดื่ม เหลือทนจะกลืนกินจริงๆ
ถ้วยแรกที่นางต้องดื่มติดกันหลายวันหลังเพราะเป็นยาฟื้นกล้ามเนื้อที่ท่านหมอเกาสั่งไว้ให้นาง ถ้วยต่อมาเป็นยาบำรุงที่ท่านแม่แอบซื้อมาจากเมืองหลวง ถ้วยนี้เพิ่งต้มเพิ่มเมื่อวาน แต่...ถ้วยที่สามเล่า
“ท่านแม่เจ้าคะ ยาถ้วยที่สามมาจากที่ใดกัน ”
จังฮูหยินยิ้มน้อยๆ “ท่านหมอฉินเห็นว่าเจ้ายังไม่แข็งแรงดีจึงให้ยาบำรุงกระดูกมา เจ้าจะได้แข็งแรงเร็วขึ้น ที่ผ่านมาหลายครั้งที่ท่านหมอฉินรักษาเจ้าโดยที่แม่ไม่มีเงินจ่ายค่ายา วันหน้าแม่หาเงินเพิ่มขึ้น เราจะได้ตอบแทนพระคุณหมอฉิน”
เมื่อเห็นสีหน้าเชื่อมั่นของมารดา ชิงหลานก็จำใจต้องกลืนยาขมแต่ละถ้วยสลับกับหยิบน้ำตาลกรวดมาอมกระทั่งนางดื่มยาหมดทั้งสามถ้วย
“ยามนี้แดดอ่อนลงแล้ว หมึกบนภาพของเจ้าก็คงแห้งแล้ว พวกเราไปตลาดกันเถอะ น่าจะพอเหลือเวลาสักนิดแม่อยากพาเจ้าไปไหว้พระโพธิสัตว์ที่วัดด้วย”
ชิงหลานนึกถึงเรื่องที่ท่านย่าสกุลเผยเล่าให้เผยมู่ซีฟัง วัดพระโพธิสัตว์แห่งเมืองเฉินที่เคยเป็นที่ซ่อนขุมทรัพย์ของอดีตฮ่องเต้[1]
หมิงฮ่องเต้เสด็จผ่านคราหนึ่งจากนั้นทรงพระสุบินนิมิตเห็นพระโพธิสัตว์ทรงชี้บอกตำแหน่งขุมทรัพย์ ต่อมาฮ่องเต้ทรงค้นพบขุมทรัพย์นั้นจริง และนำเอาทองคำกลับวังหลวง ต่อมาจึงได้สั่งคนมาบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์ในวัดจนงดงาม กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ผู้คนนิยมแวะมากราบไหว้ขอพร
ผู้คนจากเมืองหลวงเองก็นิยมเดินทางมาขอพรจากพระโพธิสัตว์กวนอิมในศาลเจ้าหลังใหญ่ของวัดแห่งนี้ เพราะมีผู้เล่าลือกันว่าขอสิ่งใดก็ได้ดังประสงค์
เผยมู่ซีเองก็เคยเอ่ยชักชวนท่านย่าให้มายังอำเภอนี้แต่ยังไม่มีโอกาส
“ดีจริงท่านแม่! ข้าอยากเห็นวัดนี้มานานแล้ว”
จังฮูหยินได้ยินก็โคลงศีรษะ “ก่อนเจ้าป่วยแม่ก็พาไปไหว้พระบ่อยๆ แต่สี่ปีก่อนฮ่องเต้ทรงส่งองค์ชายมาช่วยดูแลการตกแต่งวัดครั้งใหญ่ แม่เองก็ไม่ค่อยได้ไป ป่านนี้อาจจะบูรณะเสร็จแล้วก็ได้”
ชิงหลานหน้าเสียนางลืมไปว่าตนเองอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก วัดนั้นมารดาเคยพาไปหลายสิบหน เผลอเอ่ยไปว่าอยากเห็นวัดมานาน ดีที่จังฮูหยินไม่สงสัย ชิงหลานนึกโมโหตนเองที่ไม่คุ้นชินร่างนี้เสียที
สองแม่ลูกตระกูลชิงมาถึงร้านฮุยฮวาของเถ้าแก่ เหอก็นำภาพที่ม้วนในถุงผ้าไปคลี่บนโต๊ะ เถ้าแก่เหอเห็นภาพที่โด่งดังและเป็นที่นิยมถูกวาดเลียนแบบอย่างประณีตบรรจงก็ตื่นตะลึง
“คุณหนูชิง เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”
“ภาพเช่นนี้ท่านคิดว่าจะพอจะขายได้หรือไม่”
สายตาของเถ้าแก่เหอไม่ละจากภาพตรงหน้า “เจ้าวาดได้สวยกว่าภาพที่ข้ารับซื้อไว้ก่อนหน้านี้เสียอีก คราวนี้ใช้กระดาษดีเสียด้วย เช่นนี้คงจะขายออกไปขายกว่าคราวก่อน”
“เถ้าแก่เหอ ข้ารู้ว่าคราวก่อนท่านให้ราคาถึงหนึ่งตำลึงเพราะเห็นแก่หน้า ครั้งนี้ข้าขอราคาเท่าเดิมก็แล้วกัน”
แม้เผยมู่ซีจะมิได้สนใจเรื่องการทำมาหากินมาก่อนแต่นางก็มิใช่คนโง่ นางเคยตระเวนไปร้านขายภาพในเมืองหลวงกับท่านอาจารย์จ้าวจึงพอรู้ว่าราคาภาพเลียนแบบที่นางวาดอยู่ควรมีราคาเท่าใด
เถ้าแก่เหอได้ยินก็ยิ้มกว้าง ครั้งก่อนภาพที่รับซื้อเอาไว้ก็มีพ่อค้าที่เดินทางผ่านมาซื้อไปในราคาสองตำลึง กำไรหนึ่งเท่าตัวนับว่าหาได้ยาก แต่ก็ไม่รู้สึกแปลกใจที่จะมีผู้ยอมซื้อยอย่างง่ายดาย เพราะเมื่อแขวนภาพที่ชิงหลานวาดไว้เทียบกับภาพอื่นๆ ในร้าน ความงามโดดเด่นของภาพที่นางวาดไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนสะดุดตา
“ได้สิคุณหนู ข้าให้ราคาเจ้าเท่าเดิมก็แล้วกัน” เถ้าแก่เหอรีบหันไปหยิบเงินออกมายื่นให้กับชิงหลาน
“ขอบคุณเถ้าแก่” ชิงหลานยิ้มหน้าบาน ในใจก็นึกถึงเครื่องนอนใหม่
จังฮูหยินเองก็พลอยโค้งคำนับไปเสียหลายครั้ง ความปลื้มปิติในตัวบุตรสาวเพิ่มขึ้นอีกมาก คราวแรกนางนึกกังวลว่าเถ้าแก่เหอเพียงรับซื้อภาพไว้เพราะเห็นแก่มิตรภาพกับเถ้าแก่เนี่ย แต่เมื่อเห็นภาพที่ชิงหลานวาดขึ้นแขวนบนร้านแล้ว นางก็ได้เห็นกับตาว่าที่คิดไว้มิได้เกินเลยจากความเป็น...ภาพวาดของหลานเอ๋อร์งดงามยิ่ง!
จังเสี่ยวลิ่งตื่นเต้นยิ่งกว่าสองแม่ลูก เงินหนึ่งตำลึงที่คุณหนูได้มานอกจากจะซื้อเครื่องนอนใหม่สองชุดสำหรับสองแม่ลูกแล้ว ยังเหลือเผื่อแผ่ผ้าห่มผืนใหม่มาถึงนางและลู่ฮั่นอีกด้วย
“ครั้งนี้ได้เพียงผ้าห่มให้เจ้ากับเหล่าลู่ เอาไว้ข้าวาดภาพคราวหน้าจะซื้อเครื่องนอนที่เหลือให้พวกเจ้าทั้งสองจนครบก็แล้วกัน”
[1] เรื่องเล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในนิยายเรื่อง “ซือซือฮองเฮาพันโฉม”
*************