Masukมู่เจียอี ถูกมัดด้วยโซ่ตรวน ท่ามกลางเสียงด่าทอของชาวบ้านนางไม่ได้ฟังสิ่งใดเลย นอกจากสายตาที่มองหวงเต๋อฟานกับหวงชุนหมิง สามีและบุตรเลี้ยงของนาง แววตาของทั้งคู่ที่มองมามีแต่ความเกลียดชัง ว่างเปล่า จนนางอดสะท้านในอกไม่ได้
Lihat lebih banyakควันบุหรี่สีเทาหม่นพ่นออกจากริมฝีปากหยัก ลอยอ้อยอิ่งไปตามสายลมยามดึกในลานจอดรถวีไอพีหลังร้าน เสียงเบสหนักๆจากดนตรีสดในผับดังลอดออกมากระทบโสตประสาทเป็นจังหวะ
ร่างสูงโปร่งของ เลออน นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา ปีสี่ คีบบุหรี่ที่เหลือความยาวแค่ครึ่งมวนไว้ในมือ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแผ่กลิ่นอายเย็นชาและเข้าถึงยากออกมาเป็นปกติ
เสน่ห์ของเขาคือความหล่อที่สมบูรณ์แบบแต่ดูอันตราย กรอบหน้าและสันกรามชัดเจนรับกับจมูกโด่ง ผิวที่ค่อนข้างขาวจัดตัดกับนัยน์ตาสีดำสนิทที่มักจะเรียบตึงและไร้อารมณ์อยู่เสมอ เขากวาดสายตามองไปยังทางเข้าประตูหลังของร้านด้วยความเบื่อหน่าย
"ป่านนี้ไอ้ห่าพายุมันถึงแล้วมั้ง"
เลออนเปรยขึ้นมาทำลายความเงียบ ไม่ได้มีความรู้สึกผิดเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อยที่ปล่อยให้เพื่อนต้องไปรอข้างในก่อน
ร่างสูงของ ราม ที่ยืนเอนหลังพิงฝากระโปรงรถสปอร์ตคันหรูอยู่ข้างๆ ยกบุหรี่ขึ้นสูบด้วยท่าทีเกียจคร้าน ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงไม่แสดงอารมณ์ ก่อนจะพ่นควันออกมาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
"...ให้แม่งรอซะบ้าง" มังกร ที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ฝั่งตรงข้ามหลุดขำในลำคอ เขาส่ายหัวเบาๆ เมื่อนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนอีกคนที่ป่านนี้คงยืนหัวเสียอยู่ข้างใน
"มึงก็ไปทำมัน..."
"สมควร..." เจย์ แทรกขึ้นมาทันทีพร้อมกับขยี้ก้นบุหรี่ลงกับที่เขี่ยบนถังขยะด้วยความหมั่นไส้
"นัดกี่รอบ แม่งก็ช้าตลอด วันนี้ให้มันนั่งแดกน้ำแข็งไปก่อน"
เลออนยกบุหรี่ขึ้นสูบอัดเข้าปอดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะทิ้งมันลงพื้นแล้วใช้ปลายรองเท้าผ้าใบขยี้จนไฟดับมอด นัยน์ตาคมกริบเหลือบมองเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาเรือนหรู
"ป่ะ... เข้าไปกันได้ละ" เลออนล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงยีนส์ ท่าทางดุดันและเป็นตัวของตัวเอง "ปล่อยมันรอนาน เดี๋ยวมันก็เห่าอีก"
ทั้งสี่คนพยักหน้ารับ ก่อนจะพากันเดินเข้าไปในผับ ด้วยออร่าดิบเถื่อนของแก๊งเด็กวิศวะโยธาที่แค่เดินผ่าน... ใครๆ ก็ต้องเหลียวมอง
เป้าหมายของพวกเขาคือโซนวีไอพีชั้นสอง ซึ่งเป็นห้องกระจกบานกว้างที่มองทะลุลงไปเห็นบรรยากาศชั้นล่างได้ชัดเจน เบื้องล่างเต็มไปด้วยแสงสีและผู้คนที่กำลังเบียดเสียดโยกย้ายไปตามจังหวะดนตรี
ทันทีที่ผลักประตูกระจกเข้าไป เสียงโวยวายก็ดังสวนมาแทบจะในวินาทีแรก
"กว่าจะโผล่หัวมาได้นะไอ้สัด! ปล่อยกูรอเกือบชั่วโมง!" พายุ ชี้หน้าด่ากราดทันทีที่เห็นเพื่อนตัวดีเดินเรียงหน้ากันเข้ามา
แต่แน่นอน... ไม่มีใครสน ทั้งสี่เดินเมินพายุไปหน้าตาเฉย รามกับมังกรทิ้งตัวลงนั่งอีกฝั่ง ส่วนเลออนเดินตรงไปทิ้งตัวลงบนโซฟาหนังตัวยาวในมุมประจำ ซึ่งเป็นมุมที่มืดและเป็นส่วนตัวที่สุดของห้อง
เมื่อเห็นเพื่อนไม่สะทกสะท้าน พายุที่กำลังหงุดหงิดจัดจึงเอื้อมมือไปคว้าขวดเหล้ากลางโต๊ะที่เพิ่งเปิด ขึ้นมากระดกเพียวๆ รวดเดียวเพื่อดับอารมณ์ประชดหน้าตาเฉย
"สกปรกไอ้สัด! แล้วพวกกูจะแดกต่อยังไง!" เจย์โวยวายลั่น ชี้หน้าด่าพายุที่เพิ่งเอาขวดเหล้าส่วนรวมกรอกเข้าปาก
พายุวางขวดเหล้ากระแทกลงบนโต๊ะ เตรียมจะสบถด่าเจย์กลับไปอีกระลอก ท่ามกลางวงสนทนาที่เริ่มวุ่นวาย นัยน์ตาสีดำสนิทละจากเสียงโวยวายตรงหน้า ร่างสูงเอนหลังพิงพนักโซฟา มือหนาล้วงเอาโทรศัพท์ขึ้นมาปลดล็อก นิ้วโป้งไถหน้าจอไปเรื่อยเปื่อยด้วยความเบื่อหน่าย ตัดรำคาญเสียงด่าของเจย์และพายุทิ้งไปโดยสิ้นเชิง...
วันที่นางเดินทางกลับบ้านเดิม ข้าวของที่ตำหนักอ๋องจัดเตรียมไปมอบให้บ้านพระชายาก็มากกว่าห้าคันรถม้า คนไม่น้อยที่ต่างอิจฉาในวาสนาของรองเจ้ากรมมู่ที่มีบุตรสาววาสนาดีเช่นเจียอีและอีกไม่นานตำแหน่งเสนาบดีที่ว่างอยู่คงตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน สิ่งที่ชาวเมืองกับพวกขุนนางคิดไว้ก็ไม่ผิดไปจากนั้น เมื่อพระราชโองการแต่งตั้งรองเจ้ากรมมู่ ขึ้นเป็นเสนาบดีแทนที่ตำแหน่งของเสนาบดีกงที่ว่างอยู่ หลังจากที่เจียอีนางแต่งออกไปได้เพียงห้าวันเท่านั้นก่อนวันที่มู่เฟยหย่าจะออกเรือน เจียอีกลับไปนอนที่จวนตระกูลมู่ โดยไร้เงาเว่ยอ๋องติดตามไปด้วย เพราะน้องจะนอนกับพี่สาวของนางก่อนที่นางจะแต่งออกไป“อีอี แล้วท่านอ๋องยอมปล่อยเจ้ามาได้อย่างไร” มู่เฟยหย่าเอ่ยถามน้องสาวอย่างสงสัย เมื่อได้ข่าวจากเสี่ยวถิงเรื่องที่เว่ยอ๋องเป็นเงาคอยติดตามน้องสาวของนาง“ก็ข้าจะมานอนกับพี่หญิง แล้วเขาจะมาเพื่ออันใดเล่าเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ค่อยมาร่วมดื่มสุรามงคลก็พอแล้ว” นางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจให้นางได้หยุดพักหายใจบ้างเถิด ในแต่ละคืนเขาเคี่ยวกรำนางไม่น้อย ยิ่งรู้ว่านางจะกลับจวนตระกูลมู่เพื่อมานอนกับมู่เฟยหย่า ก่อนวันแต่งของนางเขาก็บังคับให้นางพาเข้
เว่ยอ๋องอยู่ในชุดมงคลสีแดง ปักลายพยัคฆ์คำรามสูงส่งดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ตลอดทางนางกำนัลขันทีต่างโปรยเงินตำลึงและขนมหวานไปตลอดทางองครักษ์กองทัพพยัคฆ์ของเขาก็อยู่ในชุดมงคลสีแดงเช่นกัน ต่างแบกเกี้ยวมงคลแปดคนหามหลังใหญ่ ทั้งแบกสินสมรสที่ยาวหลายลี้เจียอีถูกจางมามา ประคองออกจากเรือนของนางมาที่ส่วนหน้า เพื่อทำพิธีกราบลาบิดามารดาเว่ยอ๋องทำทุกอย่าง อย่างเร่งรีบ ก่อนจะอุ้มเจ้าสาวไปขึ้นเกี้ยว โดยไม่รอให้น้องชายแต่งมารดาของเจียอีเดินไปส่งนางแต่ก่อนที่เขาจะวางนางลงบนเกี้ยวเขาเปิดผ้าคลุมเจ้าสาวออก เพื่อดูว่าเป็นเจียอีหรือมู่เฟยหย่ากันแน่“ว้ายยยย” จางมามากรีดร้องออกมาอย่างตกใจ เมื่อเห็นเว่ยอ๋องเปิดผ้าคลุมหน้าดู ก่อนจะที่จะวางเจ้าสาวลงในเกี้ยว“ท่านนี่มัน” เจียอีทุบที่แขนของเขาอย่างมันเขี้ยว“เปิ่นหวางต้องตรวจดูให้แน่ใจเสียก่อน” เขายกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะปิดหน้านางไว้เช่นเดิมพิธีกราบไหว้ฟ้าดินที่ตำหนักอ๋องมีฮ่องเต้และไทเฮาเสด็จออกจากวังหลวงมาร่วมงานเว่ยอ๋องยังสร้างความตกตะลึงให้คนที่มาร่วมงาน เมื่อเขาประกาศสาบานต่อหน้าฟ้าดิน“ข้าเยี่ยนเซวียน สาบานต่อหน้าฟ้าดิน ทั้งชีวิตนี้จะมีเพียงมู่เจียอี เป็นภ
เจียอีเดินเข้าไปโอบกอดมู่เฟยหย่าไว้แน่น พร้อมทั้งตบที่หลังของนางเบาๆ เพื่อปลอบประโลม“ไม่ต้องร้องแล้วเจ้าค่ะ ไม่ว่าท่านจะฝันเห็นสิ่งใด แต่มันจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว” มู่เฟยหย่าเอ่ยขอโทษกับเรื่องที่ผ่านมาและร้องไห้ออกมาเสียงดัง จนบ่าวที่อยู่ในเรือนอดที่จะร้องไห้เพราะสงสารคุณหนูของตนไม่ได้สุดท้ายเจียอีก็พูดจนมู่เฟยหย่ายอมรับเครื่องประดับทั้งหมดไว้ สองพี่น้องจึงได้กลับมาคุยเล่นเช่นเดิมได้อีกครั้ง เมื่อเอ่ยเรื่องที่ติดค้างในใจออกมาเว่ยอ๋องที่ถูกคุมตัวอยู่ภายใต้สายตาของไทเฮา เขาหงุดหงิดใจไม่น้อยที่ไม่ได้แอบไปหาเจียอีนางที่เรือน“เหอะ ท่าทางเช่นนี้ไม่ใช่รังแกอีอีนางไปแล้วเล่า” เมื่อไม่มีใครอยู่ในห้องโถงไทเฮาก็เอ่ยตำหนิบุตรชายออกมาวันนั้นที่จัดการเรื่องในวังหลวงเสร็จ เว่ยอ๋องหายตัวออกไปจากวังหลวงทั้งคืน กลับมาอีกทีก็ฟ้าสว่างแล้ว จะไม่ให้ไทเฮาสงสัยได้อย่างไร“ลูกเป็นเช่นนั้นรึอย่างไรเล่าเสด็จแม่” เว่ยอ๋องเกาจมูกแก้เก้อ“เพ้ย ไม่เป็นเช่นนั้นแล้วจะเป็นเช่นใด” ไทเฮาถลึงตามองบุตรชายตัวดีของนาง“เสด็จแม่ ให้ลูกกลับตำหนักเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เขานอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว เมื่อไม่มีเนื้อชิ้นงามอยู่ในอ้อมแขน
นางถูกเขาวางลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม สายตาของเว่ยอ๋องมองเรือนร่างของนางอย่างปรารถนา ก่อนจะเริ่มเล้าโลมนางอีกครั้งเจียอีหลุดเสียงครางออกมาด้วยความรู้สึกที่เสียวซ่านยามลิ้นร้ายของเขาเลียไปทั่วเรือนร่างของนาง นิ้วมือของเขาก็รุกเข้าไปในส่วนที่คับแคบของนางอย่างต่อเนื่อง จนเจียอีกระตุกเกร็งขึ้นมาอย่างสุขสมเมื่อโดนรังแกทั้งด้านบนและด้านล่างเช่นนี้เมื่อเห็นว่านางพร้อมแล้ว เว่ยอ๋องปลดเสื้อผ้าที่เกะกะออกอย่างรีบร้อน ก่อนจะจ่อลำทวนไปที่ช่องรักของนาง เพียงส่วนหัวที่เข้าไปด้านใน เจียอีก็สะดุ้งสุดตัวไปด้วยความเจ็บปวด“โอ๊ยยย เอาออกไปเถิด ข้าเจ็บ” นางร้องออกมาอย่างน่าสงสาร แต่เว่ยอ๋องจะยอมตามใจนางในเรื่องนี้ได้อย่างไร“เพียงครู่เดียวเจ้าก็ไม่เจ็บแล้ว” เขาค่อยๆ กดลำทวนเข้าไปช้าๆ เพื่อให้เจียอีนางปรับตัว ทั้งยังเล้าโลมนางไปด้วยเพื่อให้นางคลายความเจ็บปวด"อื้มมมม" นางร้องออกมาเบาๆ เมื่อหายเจ็บปวดแต่แทนที่ด้วยความคับแน่นแทน“หายเจ็บแล้วใช่หรือไม่” เขาจูบที่ข้างริมฝีปากของนางอย่างรักใคร่“อืม” นางพยักหน้าอย่างเขินอายท่าทางน่าเอ็นดูเช่นนี้ ทำให้เว่ยอ๋องใจอ่อนยวบ เอวหน้าเริ่มขยับทำหน้าที่ของมันอย่างรู้งาน
เจียอีตื่นตระหนกจนตัวของนางสั่นสะท้าน“ท่านพ่อ เข้าไปในมิติก่อนเจ้าค่ะ หากถึงวังหลวงแล้ว ลูกจะพาท่านออกมา” เจียอีไม่ยอมให้บิดาเอ่ยปฏิเสธนางรีบส่งรองเจ้ากรมมู่เข้าไปด้านในทันทีที่นางมิได้เข้าไปหลบภายในมิติ เพราะกลัวว่าหากออกมาอีกครั้งนางจะไปปรากฏตัวที่ใดไม่รู้ อาจจะไม่ได้อยู่ภายในรถม้าเช่นเดิมแล้ว
ภาพในอดีตซ้อนทับกับความทรงจำเดิมทันที เมื่อนางเห็นพี่สาวของนางนอนใบหน้าไร้สีเลือดอยู่บนที่นอน ด้านข้างมีท่านหมอมาตรวจอาการให้นาง รองเจ้ากรมมู่และสวีซื่อยืนร้อนใจอยู่ด้านข้างไม่ห่าง“น้องสาวข้า เจ้ามาแล้วรึ” มู่เฟยหย่าเอื้อมมือมาคว้า เพื่อให้เจียอีนางเดินเข้าไปใกล้เสียงที่แหบแห้งของนาง ทำให้นางยิ่ง
หวงเต๋อฟานเร่งฝีเท้าไปให้ท่านเว่ยอ๋องที่กำลังจะขึ้นหลังม้าเพื่อกลับเข้าไปจัดการเรื่องในวังหลวง“ท่านอ๋อง ประเดี๋ยวก่อนพ่ะย่ะค่ะ” หวงเต๋อฟานเอ่ยรั้งเว่ยอ๋องไว้“มีเรื่องอันใดอีกรึ” เว่ยอ๋องหันมามองอย่างไม่สบอารมณ์นัก“เรื่องของคุณหนูใหญ่มู่ ข้าน้อยขออภัยแทนนางด้วยพ่ะย่ะค่ะ หวังว่าท่านอ๋องจะเมตตาไม่เ
สวีซื่อก็เกือบจะเป็นลมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อบุตรสาวที่นางเลี้ยงดูมาอย่างดี กลายเป็นหญิงไร้ยางอายไปเสียได้ จนบ่าวไพร่ต้องจัดหายาดมมาช่วยดูแลนาง“พี่ฟาน ท่านมาที่จวนของข้าเพื่ออันใด” มู่เฟยหย่าหันมาเอ่ยถามหวงเต๋อฟานด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย“ประเดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เอง” เขานั่งลงดื่มชาเงียบๆ โดยไม่ได้เอ่ยสิ่งใ












Ulasan-ulasan