LOGINบทที่ 3
แม้คำพูดที่ได้ยินจะทำให้หว่านหนิงงุนงงและสับสนจนอยากผลักประตูเข้าไปถามให้รู้แล้วรู้รอด ว่าถ้อยคำเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร แต่สุดท้ายนางก็ห้ามตนเองเอาไว้ได้
ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบกำแน่นอยู่กับกรอบประตู
ร่างบางยืนแนบผนังอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าลมหายใจของตนเองจะเล็ดลอดเข้าไปให้คนด้านในรับรู้ หัวใจเต้นระรัว ดังเสียจนหว่านหนิงเกรงว่าคนในห้องจะได้ยิน นางไม่เคยทำสิ่งที่เรียกว่า “แอบฟัง” มาก่อน
ตลอดชีวิต นางทำทุกอย่างตามคำสั่ง ตามหน้าที่ ตามกรอบที่ถูกวางไว้
การยืนอยู่ตรงนี้…จึงทำให้นางรู้สึกผิดอย่างประหลาดแต่ถึงจะรู้สึกผิด เท้าของนาง…ก็ไม่ยอมก้าวถอย
“ท่านพี่จะคิดมากไปทำไมเจ้าคะ”
เสียงของมารดาดังขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
“ต่อให้นางรู้ว่าข้าไม่เคยป่วยเลย…ตอนนี้นางจะแต่งไปกับใครได้”
มือของหว่านหนิงยกขึ้นปิดปากโดยอัตโนมัติลมหายใจสะดุดราวกับคำพูดนั้นมีคมมีดซ่อนอยู่
“เจ้า…พูดอย่างกับนางไม่ใช่ลูก”เสียงของบิดาดูหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย “ไม่สงสารนางเลยหรือ ที่ต้องกลายเป็นคนเฝ้าเรือนไปจนวันตาย ไร้คู่ชีวิต”
ถ้อยคำนี้…เหมือนจะมีความเมตตาอยู่บ้างแต่กลับทำให้หัวใจของหว่านหนิงยิ่งบีบรัด เพราะมันไม่ใช่การปกป้อง เป็นเพียงการพูดถึงชะตาของนาง…ราวกับเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้
“สงสาร…ข้าก็สงสารอยู่หรอกเจ้าค่ะ”มารดาถอนหายใจเบา ๆเสียงของนางยังคงเรียบเฉย
“แต่ข้าอยากมีลูกคนแรกเป็นชาย”คำพูดนั้น…หยุดโลกทั้งใบของหว่านหนิง “ใครใช้ให้นางออกมาเป็นหญิงเล่า”
ร่างบางแข็งทื่อเหมือนถูกแช่แข็ง
“ข้าเลี้ยงนางมาจนโตก็นับว่าดีเท่าไรแล้ว”
เสียงนั้นยังคงดำเนินต่อไป
“หากไม่ใช่เพราะนางดูแลจวนได้ดีตลอดมา ทำให้ข้าไม่ต้องวุ่นวาย แม้แต่คุย…ข้าก็ไม่อยากคุยด้วย”
คำพูดแต่ละคำเหมือนคมมีดที่เฉือนลงบนหัวใจช้า ๆและลึกลงไปทุกที
“เพราะมันทำให้ข้าคิดถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก” มารดาหยุดไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความไม่พอใจ
“ท่านพี่อย่าลืมนะเจ้าคะ หลังจากคลอดนาง…ท่านแม่ไม่พูดกับข้าอยู่นานนับปี”
หว่านหนิงรู้สึกเหมือนเลือดในกายหยุดไหลคำพูดเหล่านั้น…หมายความว่าอย่างไรกันเพียงเพราะนางเกิดมาเป็นหญิง
เพียงเท่านั้นหรือ…
ที่ทำให้มารดาของนางรังเกียจถึงเพียงนี้
น้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ โดยไม่ต้องบังคับนางไม่กล้าสะอื้นไม่กล้าขยับกลัวว่าหากมีเสียงแม้เพียงเล็กน้อย
ความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผย
“แค่เพราะข้าเป็นหญิง…”
เสียงในใจเอ่ยขึ้นแผ่วเบาเจ็บปวดจนแทบขาดใจหว่านหนิงยืนอยู่ตรงนั้น นิ่งงัน ราวกับเงาที่ไม่มีตัวตนแม้หัวใจจะเจ็บปวดจนแทบแตกสลาย
แม้ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรงแต่นางก็ยังพยายามบอกตัวเองให้ “อดทน”
เพราะนางไม่มีที่ไปไม่มีทางเลือก
ไม่มีใคร…ที่จะยื่นมือมาช่วยอย่างที่มารดาพูด
ตอนนี้…นางจะแต่งกับใครได้กัน
ในสายตาผู้อื่นนางคือ “เหล่ากูเหนียง” สตรีที่เลยวัยออกเรือนไปแล้ว คำเรียกนั้น แม้จะไม่ได้หยาบคายตรง ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยการดูแคลนอย่างน้อย…พวกเขาก็ยังไม่เรียกนางว่า “สตรีเหลือเลือก”
แต่ลับหลัง…นางก็เคยได้ยินเสียงนินทา
“เลือกมากไป สุดท้ายก็ไม่มีใครเอา”
“ต่อให้เก่งแค่ไหน…ก็ไม่มีประโยชน์ หากไม่มีสามี”
คำพูดเหล่านั้นนางเคยพยายามไม่ใส่ใจเคยบอกตัวเองว่า…
“ข้ามีครอบครัวก็พอแล้ว”
แต่วันนี้…ทุกอย่างกลับพังทลาย
หว่านหนิงสูดลมหายใจลึกพยายามกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ นางไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยว่ตนเองทำผิดอะไร
และยิ่งไม่เข้าใจ…เมื่อมารดาพูดราวกับว่า
แม้แต่ท่านย่า…ก็รังเกียจนาง
ทั้งที่ในความทรงจำของหว่านหนิงท่านย่าคือคนที่อ่อนโยนที่สุด คอยสอน คอยแนะนำ คอยให้กำลังใจ
“หรือว่า…ทุกอย่างจะเป็นเพียงสิ่งที่ข้าคิดไปเอง…”
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาและทำให้หัวใจยิ่งหนักอึ้งหว่านหนิงหลับตาแน่นพยายามรวบรวมสติ
นางอยากหนีอยากเดินจากไปไม่อยากได้ยินอะไรอีก
แต่…
ก่อนที่เท้าจะก้าวออกไปเสียงในห้องก็ยังดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้มันทำให้โลกทั้งใบของนางแตกสลายยิ่งกว่าเดิม
“โชคดีที่ท่านพี่คิดวิธีนี้ขึ้นมาได้”มารดากล่าวด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ “ท่านแม่เชื่อคำของซินแส”
หว่านหนิงชะงัก
“พอให้ซินแสพูดคำทำนาย ท่านแม่ที่ไม่ไยดีหว่านหนิง ก็กลับรักและเอ็นดูนางขึ้นมา”
หัวใจของนางหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“ไม่เพียงแต่ทำให้ข้ากับท่านแม่กลับมาเข้าใจกันได้” มารดาหัวเราะเบา ๆ “ข้ายังสบายมาครึ่งชีวิต เพราะหว่านหนิงจัดการทุกอย่างแทนข้า”
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางอก
“ตอนนั้นข้าแค่ให้ซินแสมาทำนายดวง”บิดาเอ่ยขึ้น“ไม่ได้บอกให้เขาพูดอะไรสักหน่อย เจ้าอย่าเข้าใจผิด”
เสียงหัวเราะของมารดาดังขึ้นอีกครั้งแต่สำหรับหว่านหนิงมันไม่ใช่เสียงหัวเราะ
มันคือเสียงของมีดที่กรีดลงบนหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“จะอย่างไร…มันก็ดีต่อทุกคนทั้งนั้น”
มารดากล่าวต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน
“จะแย่หน่อยก็ตรงที่ท่านแม่กลัวว่าหว่านหนิงจะได้ออกเรือน จึงเก็บนางไว้ในจวนทำให้นางอยู่ที่นี่…เหมือนไม่ได้อยู่”
ลมหายใจของหว่านหนิงเริ่มถี่ขึ้นเท้าหนักอึ้งขยับไม่ได้
“เจ้าก็ใจร้ายเกินไป” บิดากล่าว “ถึงท่านแม่จะเก็บนางไว้ เจ้าก็น่าจะพานางออกไปพบผู้คนบ้าง”
หว่านหนิงนิ่งงัน
“แต่เจ้าก็ไม่ทำ จนตอนนี้ คนภายนอกแทบไม่รู้จักนางแม้แต่สหายของข้า ยังคิดว่าข้ามีลูกแค่สี่คน”
คำพูดนั้นเหมือนมีดสุดท้ายที่ปักลงในหัวใจ
“ท่านพี่ไม่เข้าข้างข้าหรือเจ้าคะ” มารดาตอบกลับอย่างไม่พอใจ “ที่ข้าทำไป…ก็เพื่อเอาใจท่านแม่นะ ใครใช้ให้นางเกิดมาเป็นสตรีที่แบกรับโชคของตระกูลเล่า”
หว่านหนิงสั่นไปทั้งร่าง
“คำพูดของซินแสจะจริงหรือไม่ ข้าไม่รู้ แต่หลายปีมานี้ จวนเราก็สงบดี”
สงบ…เพราะนางแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว
“ใครจะว่าเจ้าได้” บิดากล่าว “ข้าแค่คิดว่า…อย่างไรหว่านหนิงก็เป็นลูก”
คำว่าลูกในตอนนี้…ฟังดูห่างไกลเหลือเกิน
“และเป็นลูกที่ดีด้วย”
หว่านหนิงหลับตา น้ำตาไหลเงียบ ๆ
“ข้ารู้ว่าเจ้าเอาใจท่านแม่” บิดากล่าวต่อ “ข้าจึงอยากให้เจ้าชดเชยให้นางบ้าง”
ชดเชย…คำนี้ ทำให้หว่านหนิงอยากหัวเราะชีวิตหนึ่งชีวิตที่สูญเสียไปทั้งชีวิต จะชดเชยได้อย่างไร
สายน้ำ…ไม่ไหลย้อน
เวลา…ไม่หวนกลับ
“ถูกของท่าน” มารดาตอบรับ “ข้าก็อยากชดเชยให้นาง หากนางอยากได้อะไร ก็ไม่มีใครขัด หรือท่านเคยเห็นข้าขัดนาง?”
บิดาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“ก็เปล่า…เพียงแต่นางก็ไม่ค่อยอยากได้อะไร”
ใช่…นางไม่เคยอยากได้อะไร เพราะทุกสิ่งที่นางต้องการ ไม่เคยมีใครคิดจะให้
“จะอยากได้อะไรก็เอาไปเถอะ” มารดากล่าว “พวกเราให้ได้ทั้งนั้น เพียงแค่…นางห้ามแต่งออกไปจากจวน”
หัวใจของหว่านหนิงหยุดเต้น
“ไม่เช่นนั้น…ทั้งตระกูลคงได้ล่มจม”
เสียงหัวเราะของบิดาดังขึ้นราวกับเป็นเรื่องขบขัน
“เจ้าก็เหมือนท่านแม่ไปอีกคนแล้ว”
“ท่านแม่เชื่อเรื่องพวกนี้มาก” มารดาตอบ “พวกเราก็ทำมาได้ดีตั้งหลายสิบปี หว่านหนิงก็ไม่เคยว่าอะไรเพราะฉะนั้น…ก็ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเถอะ เรื่องพวกนี้…อย่าพูดอีกเลย เสียบรรยากาศ ท่านพี่…กินส้มเถอะนะ”
เสียงสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น
แต่สำหรับหว่านหนิงทุกอย่าง…เพิ่งเริ่มต้น
นางยืนอยู่หน้าประตู นิ่งงัน โลกทั้งใบ ไม่มีเสียงใดอีก มีเพียงความจริง ที่แหลมคมและโหดร้ายที่ค่อย ๆ กัดกินหัวใจของนางทีละน้อย
จนไม่เหลืออะไรอีกเลย
ตอนพิเศษ 5 ยามค่ำของจวนกวน…สงบกว่ายามใดในวันหิมะไม่ได้ตกแต่ความเย็นยังคงแผ่วเบาอยู่ในอากาศ ราวกับเป็นลมหายใจของผืนแผ่นดินทางเหนือที่ไม่เคยหลับใหลแสงไฟจากโคมแดงแขวนเรียงรายตามชายคาสะท้อนกับพื้นหินอ่อนเป็นเงาไหวระยิบเงียบงาม…และอบอุ่น เสียงลมหอบบาง ๆ พัดผ่านพาเอากลิ่นไม้แห้งจากเตาไฟลอยมาตามทางภายในเรือนใหญ่ เด็ก ๆ หลับกันหมดแล้วบุตรชายคนโตนอนขดตัวอยู่กับกระบี่ไม้ที่ยังไม่ยอมวาง บุตรชายคนรองกับบุตรสาวฝาแฝดหลับสนิท โดยมีสมุดบัญชีและพู่กันกระจัดกระจายอยู่ข้างตัวส่วนเจ้าตัวเล็ก…ยังคงกำกระบี่เล่มเล็กไว้แน่นแม้ยามหลับหว่านหนิงมองภาพนั้นก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ“เหมือนพ่อไม่มีผิด…”คำพูดพึมพำของนางแฝงทั้งความเอ็นดูและความเหนื่อยใจ“เจ้าหมายถึงใคร”เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลังไม่ต้องหันไปมอง…นางก็รู้ว่าเป็นผู้ใดกวนตงจี้เดินเข้ามาในชุดเรียบง่าย ไม่ใช่เกราะ ไม่ใช่ชุดแม่ทัพแต่เป็นเพียงบุรุษคนหนึ่ง…ที่กลับบ้านหว่านหนิงยิ้มบางก่อนจะลุกออกมาจากห้องเด็กเดินออกไปยังลานเรือนท้องฟ้ายามค่ำเปิดกว้างดวงดาวกระจายเต็มฟากฟ้างดงามจนราวกับภาพวาดนางนั่งลงบนม้านั่งไม้เงยหน้ามองขึ้นไป กวนตงจี้เดินตามมาก่อนจะน
ตอนพิเศษ 4 เมืองหลวงในฤดูใบไม้ร่วง…ไม่หนาวจัดเช่นทางเหนือแต่ลมที่พัดผ่านกลับเย็นลึกกว่าที่เคยถนนสายหลักยังคงคึกคัก ผู้คนเดินสวนกันไปมาไม่ขาดสายเสียงพ่อค้าแม่ขายเรียกลูกค้า เสียงเกวียนเคลื่อนผ่าน เสียงหัวเราะ เสียงต่อรองทุกอย่าง…ยังเหมือนเดิมแต่ก็ไม่เหมือนเดิมหลินหว่านหนิงยืนอยู่ริมถนนสายหนึ่งสายตาของนางทอดมองไปยังร้านค้าหลังเก่าป้ายไม้ใหม่ถูกแขวนไว้เหนือประตู ตัวอักษรสลักคมชัด สะอาดตา สีของมันยังสดใหม่ ต่างจากความทรุดโทรมในความทรงจำกิจการที่เคยถูกปล่อยร้างกลับมามีชีวิตอีกครั้ง“ท่านแน่ใจหรือว่าจะไม่เข้าไป”เสียงของไป๋เหอดังขึ้นข้างกายยังคงนิ่ง เรียบ และตรงไปตรงมาตามนิสัยหว่านหนิงไม่ได้ตอบทันที นางเพียงมอง…มองผ่านประตูบานนั้น มองเข้าไปในความวุ่นวายของลูกค้า คนงาน และเสียงเงินกระทบกันเบา ๆ“ไม่จำเป็น”คำตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่นไป๋เหอไม่พูดอะไรต่อเพราะนางรู้ดี…ว่าคำว่าไม่จำเป็นของหว่านหนิงไม่ใช่เพราะไม่อยากแต่เพราะ ไม่มีความหมายลมพัดผ่านอีกระลอกชายกระโปรงของหว่านหนิงพลิ้วไหวเบา ๆ นางเคยยืนอยู่ตรงนี้แต่ในตอนนั้น…ไม่มีสิ่งใดอยู่ในมือ ไม่มีอำนาจ ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีแม้แต่เสียงของตน
ตอนพิเศษ 3 แสงอรุณสาดส่องผ่านม่านบางหิมะที่เคยขาวโพลนเมื่อคืนเริ่มละลายเป็นหยดน้ำใสลานกว้างของจวนกวนในยามเช้าดูสงบ…ราวกับโลกเพิ่งตื่นแต่ความสงบนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน“หยุดนะ!”เสียงของหลินหว่านหนิงดังลั่นเรือนความสงบแตกสลายทันทีเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งตึงตังไปทั่วเสียงหัวเราะ เสียงโวยวาย เสียงเถียงกันดังระงมภายในเรือนใหญ่ที่ควรจะเป็นที่อ่านหนังสืออย่างสงบกลับกลายเป็นสนามรบย่อม ๆเด็กสี่คนวิ่งกันวุ่นวายคนหนึ่งถือกระบี่ไม้แกว่งไปมาอย่างมั่นใจ ราวกับกำลังอยู่ในสนามประลองอีกคน…ถือสมุดบัญชีเปิดไปเปิดมา พยายามหลบอีกฝ่ายที่ไล่ตามอีกคนปีนขึ้นไปบนโต๊ะไม่รู้ว่าจะหนีหรือจะโจมตีและคนสุดท้ายกำลังนั่งกัดขนมก่อนจะโยนใส่พี่ของตนอย่างแม่นยำ“พวกเจ้าทำอะไรกัน!”หว่านหนิงยืนอยู่กลางห้องสีหน้าเคร่งเครียด มือหนึ่งกุมขมับ นี่ไม่ใช่สนามรบแต่กลับ…น่าปวดหัวกว่านั้นหลายเท่าน้องเริ่มก่อน!”“ไม่ใช่!”“พี่โกหก!”“ข้าไม่ได้โกหก!”เสียงเถียงกันทับซ้อนไม่มีใครยอมใครหว่านหนิงสูดหายใจลึก นางเคยต่อรองกับพ่อค้าเคยเจรจากับขุนนางเคยคุมกิจการนับสิบแห่งแต่…ไม่มีสิ่งใดยากเท่าการจัดการลูกทั้งสี่เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ
ตอนพิเศษ 2เสียงลมหนาวพัดผ่านชายคาเรือนหิมะตกบางเบา ราวกับฟ้ากำลังกล่อมโลกให้หลับใหลแต่ภายในจวนกวน…กลับไม่มีใครหลับแสงตะเกียงถูกจุดขึ้นทั่วเรือนเสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่ดังระงมไปทั่วทางเดินทุกคนเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบ ราวกับกำลังเผชิญศึกใหญ่และในเรือนด้านในสุดเสียงร้องของทารก…ดังขึ้น แหลมเล็ก แต่ชัดเจน ราวกับประกาศให้โลกรู้ว่าชีวิตใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว“คลอดแล้ว! คลอดแล้ว!”เสียงของแม่นมดังลั่น บ่าวไพร่ทั้งจวนแทบจะพร้อมใจกันถอนหายใจ แต่คนที่ยังไม่อาจผ่อนคลายได้…ยังคงยืนอยู่หน้าประตูห้องคลอดกวนตงจี้ แม่ทัพผู้ไม่เคยหวั่นเกรงศัตรูผู้เคยยืนอยู่ท่ามกลางคมดาบและลูกธนูโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาแต่บัดนี้ มือของเขาที่เคยมั่นคง กลับสั่นเล็กน้อย“แม่ทัพ…ท่านไม่ต้องกังวล”พ่อบ้านเอ่ยอย่างระมัดระวัง“ข้าไม่ได้กังวล”คำตอบนั้นมาเร็วเกินไปเร็วเสียจนคนฟังแทบไม่กล้าพยักหน้า“แต่…ท่านเดินวนมาหนึ่งชั่วยามแล้วขอรับ”กวนตงจี้หยุดฝีเท้าเขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ“ข้ากำลังคิดกลยุทธ์”พ่อบ้านเงียบบ่าวไพร่เงียบไม่มีใครกล้าเถียงเพราะแม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่กลยุทธ์ใด ๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าทักแม่ทั
ตอนพิเศษ 1หิมะโปรยลงบางเบา ราวกับขนนกสีขาวที่ปลิวผ่านฟากฟ้าอย่างไร้จุดหมาย ต่างจากวันพายุหิมะที่เคยโหมกระหน่ำจนแทบกลืนกินทั้งจวนกวนในความทรงจำของใครหลายคน ครั้งนั้นความหนาวเย็นเหมือนคมมีดแต่คืนนี้…กลับนุ่มนวลราวกับอ้อมกอดลานกว้างของจวนกวนเงียบสงบหิมะเกาะบางอยู่บนกิ่งสน เสียงลมพัดเบา ๆ พาเอาความเย็นผ่านไปอย่างไม่อาจทำอันตรายสิ่งใดได้อีก เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ของเด็กน้อยดังขึ้นเป็นระยะ“พี่ใหญ่! รอข้าด้วย!”เสียงใสของเด็กหญิงตัวเล็กวิ่งตามพี่ชายที่ถือกิ่งไม้ทำเป็นกระบี่เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ทำให้สถานที่แห่งนี้…มีชีวิตชีวาจวนกวนในวันนี้ไม่ใช่จวนที่เงียบเหงา ไม่ใช่จวนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงครามอีกต่อไปแต่เป็นบ้านภายในเรือนใหญ่แสงเทียนส่องกระทบโต๊ะไม้ยาว เงาของหญิงสาวสะท้อนลงบนพื้นอย่างเงียบงันหลินหว่านหนิงนั่งอยู่ตรงนั้นมือเรียวขาวของนางคลี่สมุดบัญชีเก่าตัวอักษรเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ตัวเลขมากมายที่เคยเป็นสิ่งเดียวที่นางยึดมั่นแต่วันนี้…สายตาของนางกลับไม่ได้จดจ่อกับมันปลายนิ้วหยุดนิ่งอยู่บนหน้ากระดาษราวกับความคิดล่องลอยไปไกลกว่านั้นไกล…จนย้อนกลับไปในอดีต“ยังคิดอะไรอยู่อีก”
บทที่ 34กวนตงจี้มองสีหน้าของหญิงสาวที่ยังคงมีเงาความกังวลหลงเหลืออยู่ในแววตา เขาจึงถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างชัดเจน ราวกับต้องการตัดทุกความลังเลของนางให้ขาดสิ้น“หว่านหนิง…บุญคุณก็ส่วนบุญคุณ ข้าไม่ใช่คนโง่ที่จะมองคนไม่ออก” น้ำเสียงเขาไม่ได้แข็งกร้าว แต่มั่นคงอย่างยิ่ง “ข้ายอมนางถึงสามส่วนเพราะนางเป็นบุตรีของผู้มีพระคุณ แต่เมื่อเกินขอบเขต…ก็ต้องจัดการ”หว่านหนิงเงยหน้ามองเขาอย่างนิ่งงันคำพูดนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่นเสียจนไม่อาจโต้แย้งได้“แสดงว่าท่านรู้มาตลอด…” นางเอ่ยเบา ๆ“แน่นอน” กวนตงจี้ตอบโดยไม่ลังเล “เพราะเรื่องของเจ้า ข้าใส่ใจเสมอ”คำตอบนั้นทำให้หัวใจของหว่านหนิงสะดุดราวกับมีบางอย่างกระทบลงในส่วนลึกที่นางพยายามปิดเอาไว้“แต่มันก็แค่สัญญาแต่ง…” นางพยายามเอ่ยออกไปให้เสียงเรียบทว่าไม่ทันจบประโยค ชายหนุ่มก็ยื่นมือเข้ามาดึงนางเข้าไปในอ้อมกอดแรงกอดนั้นไม่รุนแรง…แต่มั่นคงมั่นคงจนยากจะดิ้นหลุด“หากวันนั้นมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจริง” เสียงเขาแผ่วลงข้างหู “ข้าคงฉีกมันทิ้งไปตั้งนานแล้ว”หว่านหนิงชะงัก“เจ้านี่ฉลาดทุกเรื่อง” เขาเอ่ยต่อพร้อมเสียงหัวเราะแผ่ว “แต่เรื่องนี้กลับ







