เข้าสู่ระบบ“แต่...เสแสร้งไปก็ไม่ช่วยให้ท่านป้ารู้สึกดี”
“แถวบ้านข้าเรียกถนอมน้ำใจ” นางถลึงตาให้เขา “คนเขาดีด้วยท่านเสแสร้งแค่นี้แลกกับข้าวอีกหลายมื้อ หรือไม่ท่านคิดว่าตัวเองมีทางเลือกมากนักหรือ อยู่ที่นี่ทำตัวเป็นคุณชายให้น้อยๆ หน่อย” พูดจบนางก็มองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย
ด้านนอกมีเสียงเอะอะโวยวายหญิงสาวสบตากับเขา “ข้าออกไปดูก่อน”
ท่านลุงกำลังทะเลาะอยู่กับท่านยายผู้หนึ่ง ดูเหมือนเขาติดหนี้ค่าข้าวสารของท่านยายคนนั้น จำนวนเงินไม่มากนักแต่นางก็เข้าใจดี สำหรับชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ แม้เป็นเงินไม่ถึงตำลึงก็ยากจะหามาได้
“ข้าจะจ่ายให้” รั่วเซวียนเดินออกไปพร้อมถอดต่างหูหยกให้อีกฝ่าย นางรู้ว่าต่างหูนี่มีค่ามากกว่าเงินที่ท่านลุงค้างท่านยาย แต่ในสถานการณ์เช่นนี้นางไม่มีทางเลือก
ท่านยายผู้นั้นตาวาวเดินมาคว้าต่างหูจากมือนาง “ได้ ถือเสียว่าเจ้าจ่ายเงินที่ค้างข้า”
“ไม่ได้นะ ต่างหูนั่นมีค่ามากกว่า...”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านลุง คิดเสียว่าข้าจ่ายค่าหมอ ค่ายา รวมไปถึงค่าอาหารที่พวกท่านช่วยเหลือ ยังมี...” นางถอดกำไลหยกออกมา “พรุ่งนี้ท่านเอานี่ไปขาย ข้าเห็นว่าข้าวสารของท่านกำลังจะหมด ยังมียาของคุณชายหลิว หลายวันมานี้รบกวนท่านลุงมามาก หากยังมีเหลือท่านก็ซื้อเนื้อมาให้ท่านป้าด้วยเลย”
“แต่...”
“อย่าเกรงใจเลยนะเจ้าคะ หลายวันมานี้ข้ารู้สึกเกรงใจท่านลุงมาก ถือเสียว่าช่วยไม่ให้ข้ารู้สึกผิดต่อท่านกับท่านป้า”
“เช่นนั้นขอบใจแม่นางเซวียนมาก”
นางยิ้มมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวังของท่านลุงผู้มีพระคุณ เขาใจดีช่วยนางเอาไว้ ได้ช่วยเขาก็เท่ากับไม่ติดค้างน้ำใจ
ช่วงเที่ยงท่านลุงกับท่านป้าไม่อยู่ ถึงอย่างนั้นท่านป้าก็เตรียมสำรับเอาไว้ให้ ส่วนเรื่องเคี่ยวยาหญิงสาวก็เพียงเฝ้าเอาไว้จากนั้นรินไปให้ชายหนุ่ม ตอนนางยกสำรับไปให้ชายหนุ่มกำลังนั่งเหม่อออกไปที่ลานกว้างหน้ากระท่อม
“มื้อเที่ยงมาแล้ว”
เขามองอาหารตรงหน้าแล้วกลืนน้ำลาย ดูเหมือนยังเข็ดกับน้ำแกงเมื่อเช้า “ข้ายังไม่หิว”
รั่วเซวียนวางสำรับลงจากนั้นมองเขา “เมื่อช่วงสายมีคนมาทวงเงินที่ท่านลุงค้างเอาไว้ มันคือค่าข้าวสาร”
“ได้ยินมาว่าเจ้าจ่ายแทนไปแล้ว” เขาหันมามองนางคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
รั่วเซวียนมองเขานิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เดิมทีท่านลุงกับท่านป้าก็ไม่ใช่คนมีฐานะอะไร ข้าวสารครึ่งถุงเท่ากับตำลึงเงิน เมื่อตอนเช้ามืดนอกจากวิ่งวุ่นหาสิ่งของต่างๆ ท่านลุงยังต้องเข้าป่าตัดฟืน ข้าเคี่ยวยาให้ท่านใช้ฟืนไปหกท่อน ท่านป้าต้องออกไปทำงานที่ท้องทุ่งเพื่อแลกกับไข่ไก่ ก่อนท่านป้าจะไปก็หุงหาอาหารเอาไว้ให้ เพราะเกรงใจที่ข้าช่วยจ่ายหนี้ให้ ไข่ไก่ที่เหลือสามฟองท่านป้าใช้ผัดหน่อไม้หวานแล้วไม่กล้าแตะ นางบอกว่าคนเจ็บต้องกินอะไรดีๆ เพื่อให้หายไวไว อาหารแต่ละจานเต็มไปด้วยเรื่องราว คนทำก็หวังอยากให้คนกินได้อิ่มหนำ ผู้ที่อดอยากไม่มีแม้แต่ทางเลือก เมื่อมีกินก็จงกินให้อิ่มท้อง เพราะหากวันใดไม่มีกินจึงจะรู้ซึ้งถึงการอดอยากและความขาดแคลน”
เขาเป็นคนฉลาดนางรู้ดี พูดเท่านี้หากไม่เข้าใจนางก็ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว!!!
มันได้ผลเขาหยิบตะเกียบแล้ว นางรีบส่งยาให้เขา “ดื่มยาก่อน แม่หมอกำชับว่ายาต้องดื่มก่อนอาหาร”
“ได้”
รั่วเซวียนเห็นเขาดื่มยาแล้วก็หยิบตะเกียบบ้าง นางกินมื้อเที่ยงพร้อมกับมองเขาที่ค่อยๆ ละเลียดกับข้าวตรงหน้า
จานผัดมีสองอย่าง น้ำแกงก็เป็นน้ำแกงหน่อไม้หวาน ไม่มีเนื้อ ไม่มีอาหารเลิศรส อาหารทุกจานแทบจะเรียกได้ว่า...จืดสนิท ทว่านี่เป็นความตั้งใจของท่านป้าที่มอบให้ ดังนั้นทั้งสองจึงกินมื้อเที่ยงจนเกลี้ยง...
ยามค่ำคืนเงียบงันวังเวงชวนให้ผู้คนรู้สึกสงบ ทว่าในใจของรั่วเซวียนกลับว้าวุ่นครุ่นคิด นางกำลังหวนนึกถึงทุกๆ ความทรงจำของคุณหนูสี่รั่วเซวียน วางแผนในใจว่าหากนางกลับไปที่จวนตระกูลเซวียนนางควรทำอย่างไร...
พี่สาววางแผนสังหารน้องสาว จริงๆ แล้วนี่เป็นคดีอาญา ทว่าหากบิดามารดาเกรงว่าจะเป็นเรื่องเสื่อมเสีย พวกเขาก็คงจะปิดเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ จัดการเรื่องนี้เงียบๆ ให้เป็นเรื่องของคนในตระกูลเท่านั้น
ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าทุลักทุเลหันไปมองก็พบว่าเป็นคุณชายหลิวผู้นั้น “ท่านออกมาทำไม แล้วนั่น...” นางมองไม้เท้าที่เขาสอดแขนพาด ดูเหมือนคนโบราณเองก็รู้จักทำไม้เท้าสำหรับคนเดินไม่สะดวกแล้ว”
นางหัวเราะ “แล้วสำเร็จหรือไม่”“สักสองไหได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”“น้อยๆ หน่อย ข้ามีเพียงสองไหเท่านั้นเพราะการหมักซับซ้อน ปีหน้าไม่แน่ว่าจะได้มากกว่าสอง”“เช่นนั้นปีหน้ากระหม่อมจะมารับส่วนแบ่งของกระหม่อมแน่นอน สองไหอย่าลืมนะพ่ะย่ะค่ะ”“ได้” นางตกลงเซียวจื่ออวี่ยิ้มเขากระตุ้นม้าให้ออกวิ่ง “คำไหนคำนั้น!!”“คำไหนคำนั้น!!!” นางมองส่งแม่ทัพหนุ่มควบม้าจากไปด้วยรอยยิ้ม ในใจคลายความกังวลลงในทันที เรื่องในราชสำนักนางตระหนักดีว่าหาความสงบสุขนั้นยาก ยิ่งเป่ยโจวสงบสุขและรุ่งเรืองมากเพียงใด คนในเมืองหลวงก็จะยิ่งจับจ้องมากขึ้นเท่านั้นด้านหลังมีเสียงฝีเท้า “ท่านอ๋อง”“คนจากไปแล้วหรือ”“เพคะ”“ข้ามารับเจ้ากลับเรือน” เสวียนปั๋วหย่ายื่นมือมาให้นางจับ“ทรงรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เพคะว่าหม่อมฉันแอบออกมา”“ไม่มีเจ้าเคียงข้าข้าจะวางใจนอนหลับได้อย่างไร”นางยิ้ม “เช่นนั้นดึกมากแล้วกลับไปพักผ่อนเถิดเพคะ พรุ่งนี้ยังมีทหารใหม่ที่ต้องฝึก”“เจ้าเองก็อย่าหักโหม หากมีอาการแพ้จะต้องรีบพัก”“เพคะหม่อมฉันจะไม่หักโหม แล้วนี่ท่านพ่อส่งข่าวมาบ้างหรือไม่เพคะ”“อืม หยวนซื่อโหวไม่ได้เขียนเป็นจดหมายเพราะเกรงจะถูกติดตาม เขาส่งคนมาเมื
“แล้วเพราะอะไรทรงเกิดความขัดแย้งในพระทัย”“เพราะวันนั้น...อยู่ๆ เสด็จพ่อก็มีราชโองการบังคับให้รุ่ยรุ่ยเป็นเช่อเฟยของข้า นับตั้งแต่พบและนางพาข้าเข้ามาถึงเมืองหลวง ข้าไม่เคยบีบบังคับนาง ไม่เคยมีความคิดนั้น ในใจของข้าถึงขั้นเคยคิดที่จะช่วยนางก่อเรื่อง ขอเพียงไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม ไม่ได้ฆ่าใคร ข้าพร้อมจะช่วยนางเต็มที่ ข้าทะนุถนอมนางถึงเพียงนี้ แต่เพราะตัวข้าเองกลับทำให้นางต้องยอมจำนน”เซียวจื่ออวี่ถอนหายใจ“เจ้าอาจมองว่าข้าโง่งม เพียงเพื่อสตรีนางเดียว ข้ากลับทำลายทุกอย่าง แต่ว่าเซียวจื่ออวี่ นางเป็นสตรีที่ข้ารัก ชั่วชีวิตข้าต้องการสิ่งเดียวและเป็นสิ่งแรก นั่นก็คือมีนางอยู่เคียงข้าง”“แล้วตอนนี้ท่านอ๋อง...มีความสุขหรือไม่”“ข้ามีความสุขมาก ข้ามีทุกอย่างที่ใจของข้าปรารถนาแล้วที่เป่ยโจว”“นั่นคือคำตอบทั้งหมดที่กระหม่อมมาเพื่อฟังด้วยตัวเอง” เซียวจื่ออวี่ยิ้มตอนนั้นเองที่หม่าเหอขยับเดินเข้ามาใกล้ เขามองเสวียนปั๋วหย่าที่กระโดดลงจากหลังม้า เดินเข้าไปหาคนสนิทด้วยใบหน้ากังวลตอนนั้นเขาเองก็เคร่งเครียดเพราะคิดว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เพียงแต่...หลังได้รับการบอกประโยคเดียว สีหน้าของเสวียนปั๋วหย่า
“ตื่นแล้ว” เขาประคองตัวลุกขึ้นนั่ง “เจ้าได้พักบ้างหรือไม่”“หม่อมฉันไม่เหนื่อย รู้สึกอย่างไรบ้างเพคะ”“เหมือนกำลังฝัน”นางหัวเราะขยับเข้าไปหาเขา ยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตเขา “ดีขึ้นแล้วหรือยังเพคะ”เขากะพริบตา นางยื่นหน้าเข้าไปอีก จุมพิตนานอีกนิด “แล้วเช่นนี้...”“เหมือนดีขึ้นเล็กน้อย”นางมองเขาอย่างรู้ทันแต่ก็ยังขยับเข้าไปอีก ครั้งนี้เขาตรึงศีรษะนางเอาไว้ จุมพิตกอดเกี่ยวเนิ่นนาน... ทั้งสองหอบหายใจตอนเขาปล่อย เสวียนปั๋วหย่ากอดนางพร้อมลูบหลังและเกยคางลงไปบนไหล่หญิงสาว “รุ่ยรุ่ย”“เพคะ”“ข้ารักเจ้า”นางยิ้ม “จะแข่งกับหม่อมฉันหรือเพคะ”“วันนี้ข้าเป็นฝ่ายพูดก่อน” เขาโยกตัวไปมาราวกับเด็กเล็กๆ กอดนางแน่นพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ถึงไหลโจวแล้วจะต้องไหว้ฟ้าดินก่อนเป็นเรื่องแรก พวกเราแต่งงานตามประเพณีไหลโจวดีหรือไม่ กลับมาค่อยไหว้ฟ้าดินแบบต้าฉี”“แต่งงานสองครั้งหรือเพคะ”“ใช่แล้ว ครั้งเดียวจะไปพออะไร รู้หรือไม่ว่าข้าสิ้นหวังเพียงใด”นางยิ้มลูบหลังเขา “ดีขึ้นหรือยังเพคะ”“ดีขึ้นเล็กน้อย” นางกอดแน่นขึ้นอีกนิด “ดีขึ้นมาก”“กอดแน่นกว่านี้ก็เจ็บแล้วเพคะ แผลที่หลังยังไม่ดีขึ้นเลย” หญิงสาวดันตัวออ
นางมองเขาจากนั้นถอนหายใจ “ท่านอัครมหาเสนาบดีไปหาท่านหรือไม่”“อืม ครั้งหนึ่งหลังโดนโบย ทำไมหรือ”“เขาพูดอะไรกับท่านหรือไม่”เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง “บอกว่าให้ข้าทำหน้าที่ให้ดีก็พอ เรื่องอื่นเข้าจัดการให้แล้ว”นางพลันเข้าใจ...ที่แท้ท่านตาของนางก็เป็นคนจัดการเรื่องนี้ เพียงแต่...ไม่ใช่เป็นการขัดราชโองการหรือ?!ด้านนอกมีเสียงฝีเท้ามาหยุด “ท่านหญิงสวี่เยียน องค์ชายหก หากสนทนากันจบแล้วก็ออกมารับราชโองการเถิด”“ราชโองการ?!” นางเบิกตาทว่าก็เดินออกไปดู “กงกงเจ้าคะ องค์ชายหกทรง...”“ข้าลุกได้” เขาลุกได้แต่ก็ทุลักทุเลมาก“ด้วยเมตตาจากองค์ฮ่องเต้ องค์ชายหกต้องเดินทางไปไกลถึงไหลโจวเพื่อทำหน้าที่ทูตแห่งไมตรี บัดนี้ท่านหญิงสวี่เยียนเองก็ไม่ต้องรั้งอยู่ที่เมืองหลวง ด้วยนิสัยอันโอบอ้อมเฉลียวฉลาด หากเดินทางไปกับคณะทูตจะต้องทำประโยชน์ได้มากล้น แม้ยังไม่ได้พระราชสมรส แต่ทรงเมตตาแต่งตั้งท่านหญิงสวี่เยียนให้เป็นชายาองค์ชายหก มอบตราประจำตัวชายาองค์ชายหกทันที ขอให้ทั้งสองเป็นคู่ที่สวรรค์สรรค์สร้าง ครองรักยืนยาวมั่นคง จบราชโองการ”เยียนหมิงรุ่ย...พูดไม่ออก นางรับราชโองการเสียงเบา ส่วนเสวียนปั๋วหย่ายื่นสองมือออก
“ไม่ปิดห้องพักจะพอหรือ คนของเราทั้งขบวนก็เต็มโรงเตี๊ยมแล้ว”นางขมวดคิ้วเพราะโรงเตี๊ยมแห่งนี้ใหญ่มาก มองโรงเก็บม้าด้านหลังที่มีม้าเรียงราย ด้านหลังคล้ายมีคนแต่ดูไม่เหมือนเสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยม “ศิษย์พี่สิบเจ็ด ไม่ใช่ว่าท่านหลอกข้า พวกท่านคิดจะลักพาตัวข้ากลับแดนเหนือหรือ ท่านบอกข้ามานะ นี่ไม่ใช่เส้นทางกลับเป่ยโจวใช่หรือไม่”เขาถลึงตาให้นาง “เจ้าจินตนาการให้มันน้อยๆ หน่อย ราชโองการเลยนะ ข้าจะหาเรื่องเดือดร้อนให้บิดาเจ้าเลยหรือ อย่าลืมว่าเขายังเป็นท่านโหวอยู่ อีกอย่างเขาเองก็กำลังเดินทางไปไหลโจวหากไม่ระวังยังไงก็ยังถูกสั่งประหารได้อยู่ดี”ก็จริง...นางมองไปรอบๆ ยังไงก็ยังรู้สึกแปลก“ไปพักได้แล้ว เสี่ยวเหมยพานายของเจ้าไปห้องพัก”“เจ้าค่ะ” เสี่ยวเหมยเข้ามาประคองนางให้ออกเดิน “ไปกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู”“เสี่ยวเหมยเจ้าว่ามันแปลกๆ หรือไม่”“แปลกตรงไหนเจ้าคะ”“ที่นี่ใช่เส้นทางกลับเป่ยโจวจริงหรือ”“คุณหนูข้าน้อยเองก็เดินทางไม่บ่อยเหมือนท่าน อีกอย่างนายท่านเฟิงจะหลอกท่านทำไมเจ้าคะ”“ก็ถูกของเจ้า” นางเดินเข้าไปในห้อง ทว่ามารู้ตัวอีกทีก็ถูกเสี่ยวเหมยปิดประตู “เจ้าทำอะไร!?”“คุณหนูท่านรอข้าน้อยในห้องนะ
นางมีของให้เก็บไม่มาก ในเมื่อฮ่องเต้เตรียมการให้นางแล้ว แถมยังให้นางออกเดินทางทันทีหลังรับราชโองการจบ “ข้าจะกลับพร้อมพี่รุ่ยรุ่ย ข้าเองก็ไม่มีของให้เก็บมากนัก ข้าปล่อยท่านเดินทางคนเดียวเช่นนี้ไม่ได้”“ข้าเองก็จะไปส่งข่าว” หงฉินรีบปราดออกไปจากจวน คิดว่าคงไปบอกท่านปู่ของนางเยียนหมิงรุ่ย...หลับตาน้ำตาหลั่งริน จนถึงที่สุดแล้วเสวียนปั๋วหย่าก็ยังช่วยนางจนถึงที่สุด แม้แต่บิดาของนางเองก็ไม่ต้องถูกลงโทษ ไม่โดนระลอกคลื่นซัดสาด ไม่ต้องทานทนกับความพิโรธของโอรสสวรรค์“อยากพบเขาเหลือเกิน...อย่างน้อยก็บอกลา แต่ว่า...” สถานการณ์เช่นนี้คงไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว หญิงสาวยิ้มมองไปรอบๆ เรือน “ลาก่อน...เมืองหลวง”เพราะการออกเดินทางฉุกละหุกยิ่ง กว่าขบวนเดินทางจะออกมาถึงกำแพงเมืองหลวงก็ล่วงเข้ายามโหย่ว[1] ที่นั่น...ท่านตาอัครมหาเสนาบดีกับฮูหยินของเขาออกมาส่งนาง แม้แต่เจี่ยงฝูชางเองก็มา“ฉุกละหุกนักแต่ท่านตาก็มา ขอบคุณนะเจ้าคะ” นางยิ้มให้อีกฝ่ายอัครมหาเสนาบดีชราส่งขวดบางอย่างให้นางสองขวด “นี่เป็นยาสมานแผลชั้นดี เจ้าเก็บเอาไว้ ส่วนนี่เป็นยาบำรุงหัวใจ ใช้ในยามที่เจ้าเสียเลือดมาก ยานี่ล้ำค่ามากหาไม่ได้อีกแล้วในเ
“เป็นสตรีที่น่าสนใจใช่หรือไม่” จวินฮูหยินยิ้ม“แล้ว...ท่านแม่คิดเช่นไรกับเรื่องนี้ขอรับ”“แม่คิดอย่างไรไม่สำคัญ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าสามต่างหาก แต่แม่ว่าเขาเป็นเอามาก ของที่ถูกส่งมาเขาทะนุถนอมรักษาอย่างดี หวงแหนราวกับของมีค่า ทั้งจดหมายและของฝากที่ถูกส่งมาพร้อมกัน ยิ่งใกล้ถึงวันที่คนส่งข่าวจะกลั
ระหว่างการเดินทางต้องใช้เวลาราวห้าถึงหกวัน การหยุดพักค้างแรมในป่าจึงเลี่ยงไม่ได้ เขากำลังนั่งสนทนาอยู่กับอวิ๋นเสียนซึ่งกำลังรายงานเรื่องราวที่เขาพลาดไปนับตั้งแต่วันที่เขาตกลงไปในแม่น้ำ ทว่าตอนนั้นเองที่หญิงสาวนำยาที่เคี่ยวแล้วเข้ามาให้“ยามาแล้ว”“ขอบคุณ วางเอาไว้ข้าจะดื่มทีหลัง” เขากล่าวพร้อมกับหั
“ท่านลุงจางทำให้ เช่นนี้ข้าจึงสามารถช่วยตัวเองได้ในหลายๆ เรื่อง”“แผลที่ต้นขาท่านเป็นอย่างไรบ้าง”เขาเดินเข้ามาและขยับลงนั่ง หญิงสาวลุกขึ้นช่วยพยุงเขาให้นั่งลง สีหน้าของเขาดีขึ้นมากแต่เมื่อขยับขาก็มองออกว่ายังเจ็บอยู่ “เดินเหินยังไม่สะดวกไม่ควรขยับบ่อย แผลอาจปริได้ทุกเมื่อ”“นั่งๆ นอนๆ มาหกวันแล้ว
รั่วเซวียนมองคนที่หายใจหอบเหงื่อท่วมด้วยความหนักใจ เขาเป็นไข้จริงๆ อย่างไม่ต้องสงสัย บาดแผลขนาดนี้เขากลับรู้สึกตัวนั่นทำให้นางประหลาดใจอยู่มาก ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เป็นอะไรเคลื่อนย้ายเขาไม่ได้ อาหารหรือยาก็ไม่มี ที่นี่คือที่ไหนนางเองก็ยังไม่รู้ หญิงสาวมองไปรอบๆ ด้วยความสิ้นหวัง ที่ทำไ







