LOGINรั่วเซวียน ฟืนคืนจากความตายอันโดดเดี่ยวเดียวดาย จำได้ว่าตอนที่กำลังจะสิ้นใจหญิงสาวก่นด่าสวรรค์ว่าไม่ยุติธรรม ทั้งชีวิตเธอคิดดี ทำดี ไม่สุงสิงกับใครเพราะอยากมีชีวิตที่สงบสุข ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังโชคร้ายต้องมาตายไปตั้งแต่อายุยังน้อย เอาละในเมื่อสวรรค์มีตาส่งเธอมาอยู่ในร่างของ คุณหนูสี่ตระกูลรั่ว แถมยังชื่อแซ่เดียวกันอีก เช่นนี้แล้วหญิงสาวก็จะถือว่านี่เป็นโอกาสที่สอง จะใช้ชีวิตให้ดี ไม่หาเรื่องใส่ตัว ไม่ทำตัวโดดเด่น จะพยายามใช้ชีวิตอย่างราบรื่น...ยัง...ยังไม่ทันได้พูดจบ ความวุ่นวายก็บังเกิดทันทีที่ลืมตานั่นไง!! พี่สาวแท้ๆ ดันวางแผนฆ่าเพราะอยากแย่งคู่หมั้น ระหว่างนั้นยังเผลอช่วยชีวิต ชายชุดดำ ที่น่าจะมีภูมิหลังไม่ธรรมดาอีก ชีวิตราบรื่นกะผีน่ะสิ!!! ในเมื่อชะตากำลังสู้กลับ ถ้าอย่างนั้นรั่วเซวียนคนนี้ก็จะเดินหน้าสู้ เอาให้รู้กันไปเลยว่าชีวิตราบรื่นนี้ หญิงสาวจะคว้ามาไม่ได้!!!
View Moreสายน้ำเชี่ยวกรากซัดพาร่างเหน็ดเหนื่อยท่ามกลางเสียงอื้ออึงข้างหู รั่วเซวียนได้แต่ก่นด่าฟ้าดินที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ชีวิตยี่สิบห้าปีเธอคิดดี ทำดี พยายามช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า พยายามทำบุญทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะรู้ดีว่าชีวิตของเธอไม่ได้โชคดีอะไรนัก เผลอๆ ชีวิตยังเต็มไปด้วยโชคร้ายอีกด้วย
เกิดมาแม่ทอดทิ้ง พ่อก็เอาแต่กินเหล้าเมามาย ยังดีหน่อยที่มีป้าคอยเลี้ยงดูสั่งสอน แต่พออายุได้แค่สิบห้าป้าก็มาจากไปอีก เธอเรียนดีดังนั้นเมื่อมีอาจารย์คอยสนับสนุน หญิงสาวก็เลยสอบชิงทุนและเรียนจนจบปริญญาตรี
แต่...ยังไม่ทันได้เริ่มทำงานก็มีอันต้องมาจากโลกนี้ไปเพียงเพราะลงไปช่วยเด็กกำลังจมน้ำ
ไม่ยุติธรรม!! ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!!!
‘นังหนูคนนี้เอาแต่โทษสวรรค์ โทษฟ้า โทษดิน ชะตาชีวิตของเราถ้ามันโชคดีไปกันหมด ถ้าอย่างนั้นโลกนี้จะมีโชคร้ายหรือ มีดีย่อมต้องมีร้ายสิจึงจะสมดุล’
“แต่โชคร้ายนั้นมันมาตกอยู่ที่หนูทั้งหมด!!” เธอเถียงใครก็ไม่รู้ในหัวตอนรู้สึกว่ากำลังจะหมดแรง หมดลมหายใจ...
เงียบ...ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา รั่วเซวียนได้แต่ปลงตก...รู้แล้วว่าตัวเองกำลังจะตาย
‘ขอร้องละ ทำไมชีวิตหนูถึงเฮงซวยได้ขนาดนี้ ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้เจอแต่โชคดีกับเขาบ้าง อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่โลดโผน อยากอยู่แบบ...’
อยู่ๆ ตรงหน้าก็มีแสงสว่างจ้าขึ้น เสียงในหัวกล่าวกับหญิงสาว ‘ก็ได้ๆ ให้เจ้าตามคำขอ เจ้าจะได้รู้สักทีว่าชีวิตคนเราขึ้นอยู่กับการเลือกและการกระทำ มันมีไม่กี่คนหรอกที่ใช้ชีวิตโดยการพึ่งพาโชคลาง’
อยู่ๆ ร่างทั้งร่างก็ถูกเหวี่ยงไปมา รั่วเซวียนมึนงงสับสนอยู่นานมาก ตอนลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าสองแขนขาถูกคนกระชากลากถูขึ้นจากนั้นก็พาออกเดิน
ดวงตาหนักอึ้งพยายามมองไปรอบๆ ความทรงจำของใครบางคนก็หลั่งเข้ามาเป็นสาย สตรีผู้นี้ปีนี้อายุได้สิบห้าเพิ่งปักปิ่นล่วงเข้าสู่วัยออกเรือน คุณหนูสี่ตระกูลรั่ว ตระกูลคหบดีอันดับหนึ่งของเมืองลั่วอี๋
เสียงสั่งการด้านหลังทำให้หญิงสาวพยายามหันกลับไปมอง
“ทำไมนางรู้สึกตัวแล้ว! เจ้าพวกโง่! ไหนบอกว่าวางยานางแล้วอย่างไรเล่า” ชุดที่พวกนางสวม การพูดจา ทรงผม ท่าทาง บรรยากาศ... ทุกอย่างไม่คุ้นตาสักนิด
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองสตรีรุ่นราวคราวเดียวกันกับรั่วเซวียน ความทรงจำของอีกฝ่ายบอกชัดว่านั่นคือ...พี่สาว อีกฝ่ายสวมเสื้อผ้างดงาม เครื่องประดับ แพรพรรณ ล้วนบ่งบอกว่านั่นเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ ทว่าเสียงตวาดแหวดังขึ้นกับท่าทางหยาบคายน้ำเสียงดุดันเย่อหยิ่ง...
“พวกเจ้ามัวทำอะไร รีบทำให้นางสลบสิ!!”
น่าขันยิ่งนัก...พี่สาวคนโตของตระกูลรั่ว ...รั่วหลาน นางกำลังจัดฉากฆ่าน้องสาวตัวเอง ทั้งยังหมายทำให้เหมือนเป็นอุบัติเหตุ!!!
ด้านหน้ามีท่าน้ำซึ่งยื่นออกไปยังแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว แม่น้ำกว้างใหญ่แถมยังทอดยาวสลับซับซ้อน สถานที่แบบนี้ไม่เคยมีในความทรงจำ อีกทั้งไม่มีทางที่โลกปัจจุบันจะมี!!!
รั่วเซวียนหนอรั่วเซวียน...
หญิงสาวแค่นหัวเราะกับตัวเอง ตอนลืมตาและพบว่าความทรงจำของสตรีอีกคนแวบเข้ามา นางก็รู้แล้วว่าเสียงในหัวที่บอกว่า...ให้ตามคำขอนั้น แท้ที่จริงก็คือให้วิญญาณของหญิงสาวมาอยู่ในร่างของรั่วเซวียน คุณหนูสี่ตระกูลรั่ว
ทว่า...คุณหนูสี่ที่ยามปกติอ่อนโยนนอบน้อม แถมไม่กี่วันกำลังจะแต่งงาน เหตุใดจึงถูกพี่สาวจับวางยาและคิดจะสังหารด้วยการจับโยนลงแม่น้ำเล่า!!!
ร่างปวกเปียกถูกจับโยนลงไปในแม่น้ำ รั่วเซวียนที่จมลงถูกสายน้ำดึงลึกลงไป น้ำเย็นเยียบกับคลื่นใต้น้ำที่ม้วนหญิงสาวลงไปกับกระแสเชี่ยวกราก ทว่าสติของหญิงสาวกลับบอกให้พยายามว่ายน้ำ
...ต้องเอาตัวรอด ต้องมีชีวิตรอด ต้องอยู่ต่อไป!!!
ในที่สุดความพยายามก็เห็นผล นางโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำได้สำเร็จ ทว่าน้ำเชี่ยวมากพัดพานางผลุบๆ โผล่ๆ จนกลืนน้ำเข้าไปหลายอึก อากาศที่สูดเข้าไปเฮือกใหญ่ทำให้หน้าอกเจ็บร้าว แต่นั่นก็เป็นสัญญาณของการมีชีวิต นางตะเกียกตะกายสองมือตวัดไปรอบๆ เพื่อลอยตัวให้ได้นานที่สุด
เหนื่อย... เหนื่อยมาก เหนื่อยแทบขาดใจเป็นอย่างนี้ ทั้งเหนื่อย ทั้งกลัว แต่สองมือสองเท้าก็ยังไม่หยุดขยับ กระทั่งนานมากสายน้ำก็พัดพานางเข้าใกล้ฝั่ง
นางหัวเราะ “แล้วสำเร็จหรือไม่”“สักสองไหได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”“น้อยๆ หน่อย ข้ามีเพียงสองไหเท่านั้นเพราะการหมักซับซ้อน ปีหน้าไม่แน่ว่าจะได้มากกว่าสอง”“เช่นนั้นปีหน้ากระหม่อมจะมารับส่วนแบ่งของกระหม่อมแน่นอน สองไหอย่าลืมนะพ่ะย่ะค่ะ”“ได้” นางตกลงเซียวจื่ออวี่ยิ้มเขากระตุ้นม้าให้ออกวิ่ง “คำไหนคำนั้น!!”“คำไหนคำนั้น!!!” นางมองส่งแม่ทัพหนุ่มควบม้าจากไปด้วยรอยยิ้ม ในใจคลายความกังวลลงในทันที เรื่องในราชสำนักนางตระหนักดีว่าหาความสงบสุขนั้นยาก ยิ่งเป่ยโจวสงบสุขและรุ่งเรืองมากเพียงใด คนในเมืองหลวงก็จะยิ่งจับจ้องมากขึ้นเท่านั้นด้านหลังมีเสียงฝีเท้า “ท่านอ๋อง”“คนจากไปแล้วหรือ”“เพคะ”“ข้ามารับเจ้ากลับเรือน” เสวียนปั๋วหย่ายื่นมือมาให้นางจับ“ทรงรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เพคะว่าหม่อมฉันแอบออกมา”“ไม่มีเจ้าเคียงข้าข้าจะวางใจนอนหลับได้อย่างไร”นางยิ้ม “เช่นนั้นดึกมากแล้วกลับไปพักผ่อนเถิดเพคะ พรุ่งนี้ยังมีทหารใหม่ที่ต้องฝึก”“เจ้าเองก็อย่าหักโหม หากมีอาการแพ้จะต้องรีบพัก”“เพคะหม่อมฉันจะไม่หักโหม แล้วนี่ท่านพ่อส่งข่าวมาบ้างหรือไม่เพคะ”“อืม หยวนซื่อโหวไม่ได้เขียนเป็นจดหมายเพราะเกรงจะถูกติดตาม เขาส่งคนมาเมื
“แล้วเพราะอะไรทรงเกิดความขัดแย้งในพระทัย”“เพราะวันนั้น...อยู่ๆ เสด็จพ่อก็มีราชโองการบังคับให้รุ่ยรุ่ยเป็นเช่อเฟยของข้า นับตั้งแต่พบและนางพาข้าเข้ามาถึงเมืองหลวง ข้าไม่เคยบีบบังคับนาง ไม่เคยมีความคิดนั้น ในใจของข้าถึงขั้นเคยคิดที่จะช่วยนางก่อเรื่อง ขอเพียงไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม ไม่ได้ฆ่าใคร ข้าพร้อมจะช่วยนางเต็มที่ ข้าทะนุถนอมนางถึงเพียงนี้ แต่เพราะตัวข้าเองกลับทำให้นางต้องยอมจำนน”เซียวจื่ออวี่ถอนหายใจ“เจ้าอาจมองว่าข้าโง่งม เพียงเพื่อสตรีนางเดียว ข้ากลับทำลายทุกอย่าง แต่ว่าเซียวจื่ออวี่ นางเป็นสตรีที่ข้ารัก ชั่วชีวิตข้าต้องการสิ่งเดียวและเป็นสิ่งแรก นั่นก็คือมีนางอยู่เคียงข้าง”“แล้วตอนนี้ท่านอ๋อง...มีความสุขหรือไม่”“ข้ามีความสุขมาก ข้ามีทุกอย่างที่ใจของข้าปรารถนาแล้วที่เป่ยโจว”“นั่นคือคำตอบทั้งหมดที่กระหม่อมมาเพื่อฟังด้วยตัวเอง” เซียวจื่ออวี่ยิ้มตอนนั้นเองที่หม่าเหอขยับเดินเข้ามาใกล้ เขามองเสวียนปั๋วหย่าที่กระโดดลงจากหลังม้า เดินเข้าไปหาคนสนิทด้วยใบหน้ากังวลตอนนั้นเขาเองก็เคร่งเครียดเพราะคิดว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เพียงแต่...หลังได้รับการบอกประโยคเดียว สีหน้าของเสวียนปั๋วหย่า
“ตื่นแล้ว” เขาประคองตัวลุกขึ้นนั่ง “เจ้าได้พักบ้างหรือไม่”“หม่อมฉันไม่เหนื่อย รู้สึกอย่างไรบ้างเพคะ”“เหมือนกำลังฝัน”นางหัวเราะขยับเข้าไปหาเขา ยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตเขา “ดีขึ้นแล้วหรือยังเพคะ”เขากะพริบตา นางยื่นหน้าเข้าไปอีก จุมพิตนานอีกนิด “แล้วเช่นนี้...”“เหมือนดีขึ้นเล็กน้อย”นางมองเขาอย่างรู้ทันแต่ก็ยังขยับเข้าไปอีก ครั้งนี้เขาตรึงศีรษะนางเอาไว้ จุมพิตกอดเกี่ยวเนิ่นนาน... ทั้งสองหอบหายใจตอนเขาปล่อย เสวียนปั๋วหย่ากอดนางพร้อมลูบหลังและเกยคางลงไปบนไหล่หญิงสาว “รุ่ยรุ่ย”“เพคะ”“ข้ารักเจ้า”นางยิ้ม “จะแข่งกับหม่อมฉันหรือเพคะ”“วันนี้ข้าเป็นฝ่ายพูดก่อน” เขาโยกตัวไปมาราวกับเด็กเล็กๆ กอดนางแน่นพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ถึงไหลโจวแล้วจะต้องไหว้ฟ้าดินก่อนเป็นเรื่องแรก พวกเราแต่งงานตามประเพณีไหลโจวดีหรือไม่ กลับมาค่อยไหว้ฟ้าดินแบบต้าฉี”“แต่งงานสองครั้งหรือเพคะ”“ใช่แล้ว ครั้งเดียวจะไปพออะไร รู้หรือไม่ว่าข้าสิ้นหวังเพียงใด”นางยิ้มลูบหลังเขา “ดีขึ้นหรือยังเพคะ”“ดีขึ้นเล็กน้อย” นางกอดแน่นขึ้นอีกนิด “ดีขึ้นมาก”“กอดแน่นกว่านี้ก็เจ็บแล้วเพคะ แผลที่หลังยังไม่ดีขึ้นเลย” หญิงสาวดันตัวออ
นางมองเขาจากนั้นถอนหายใจ “ท่านอัครมหาเสนาบดีไปหาท่านหรือไม่”“อืม ครั้งหนึ่งหลังโดนโบย ทำไมหรือ”“เขาพูดอะไรกับท่านหรือไม่”เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง “บอกว่าให้ข้าทำหน้าที่ให้ดีก็พอ เรื่องอื่นเข้าจัดการให้แล้ว”นางพลันเข้าใจ...ที่แท้ท่านตาของนางก็เป็นคนจัดการเรื่องนี้ เพียงแต่...ไม่ใช่เป็นการขัดราชโองการหรือ?!ด้านนอกมีเสียงฝีเท้ามาหยุด “ท่านหญิงสวี่เยียน องค์ชายหก หากสนทนากันจบแล้วก็ออกมารับราชโองการเถิด”“ราชโองการ?!” นางเบิกตาทว่าก็เดินออกไปดู “กงกงเจ้าคะ องค์ชายหกทรง...”“ข้าลุกได้” เขาลุกได้แต่ก็ทุลักทุเลมาก“ด้วยเมตตาจากองค์ฮ่องเต้ องค์ชายหกต้องเดินทางไปไกลถึงไหลโจวเพื่อทำหน้าที่ทูตแห่งไมตรี บัดนี้ท่านหญิงสวี่เยียนเองก็ไม่ต้องรั้งอยู่ที่เมืองหลวง ด้วยนิสัยอันโอบอ้อมเฉลียวฉลาด หากเดินทางไปกับคณะทูตจะต้องทำประโยชน์ได้มากล้น แม้ยังไม่ได้พระราชสมรส แต่ทรงเมตตาแต่งตั้งท่านหญิงสวี่เยียนให้เป็นชายาองค์ชายหก มอบตราประจำตัวชายาองค์ชายหกทันที ขอให้ทั้งสองเป็นคู่ที่สวรรค์สรรค์สร้าง ครองรักยืนยาวมั่นคง จบราชโองการ”เยียนหมิงรุ่ย...พูดไม่ออก นางรับราชโองการเสียงเบา ส่วนเสวียนปั๋วหย่ายื่นสองมือออก
“เป็นสตรีที่น่าสนใจใช่หรือไม่” จวินฮูหยินยิ้ม“แล้ว...ท่านแม่คิดเช่นไรกับเรื่องนี้ขอรับ”“แม่คิดอย่างไรไม่สำคัญ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าสามต่างหาก แต่แม่ว่าเขาเป็นเอามาก ของที่ถูกส่งมาเขาทะนุถนอมรักษาอย่างดี หวงแหนราวกับของมีค่า ทั้งจดหมายและของฝากที่ถูกส่งมาพร้อมกัน ยิ่งใกล้ถึงวันที่คนส่งข่าวจะกลั
ระหว่างการเดินทางต้องใช้เวลาราวห้าถึงหกวัน การหยุดพักค้างแรมในป่าจึงเลี่ยงไม่ได้ เขากำลังนั่งสนทนาอยู่กับอวิ๋นเสียนซึ่งกำลังรายงานเรื่องราวที่เขาพลาดไปนับตั้งแต่วันที่เขาตกลงไปในแม่น้ำ ทว่าตอนนั้นเองที่หญิงสาวนำยาที่เคี่ยวแล้วเข้ามาให้“ยามาแล้ว”“ขอบคุณ วางเอาไว้ข้าจะดื่มทีหลัง” เขากล่าวพร้อมกับหั
“ท่านลุงจางทำให้ เช่นนี้ข้าจึงสามารถช่วยตัวเองได้ในหลายๆ เรื่อง”“แผลที่ต้นขาท่านเป็นอย่างไรบ้าง”เขาเดินเข้ามาและขยับลงนั่ง หญิงสาวลุกขึ้นช่วยพยุงเขาให้นั่งลง สีหน้าของเขาดีขึ้นมากแต่เมื่อขยับขาก็มองออกว่ายังเจ็บอยู่ “เดินเหินยังไม่สะดวกไม่ควรขยับบ่อย แผลอาจปริได้ทุกเมื่อ”“นั่งๆ นอนๆ มาหกวันแล้ว
“แต่...เสแสร้งไปก็ไม่ช่วยให้ท่านป้ารู้สึกดี”“แถวบ้านข้าเรียกถนอมน้ำใจ” นางถลึงตาให้เขา “คนเขาดีด้วยท่านเสแสร้งแค่นี้แลกกับข้าวอีกหลายมื้อ หรือไม่ท่านคิดว่าตัวเองมีทางเลือกมากนักหรือ อยู่ที่นี่ทำตัวเป็นคุณชายให้น้อยๆ หน่อย” พูดจบนางก็มองเขาด้วยสายตาเรียบเฉยด้านนอกมีเสียงเอะอะโวยวายหญิงสาวสบตากับเข












reviews