Share

บทที่ 2

Penulis: JustMoonLight
last update Tanggal publikasi: 2026-04-05 14:52:32

โจวจื่อหยาเพ่งมองดวงแก้วสว่างไสวลูกนั้นที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของตนโดยไม่มีใครมองเห็น มิเช่นนั้นคนในรถม้าคงตื่นเต้นที่มีดวงแก้วสว่างและลอยไปลอยมาได้แล้ว

'นี่คืออะไร' โจวจื่อหยาคิดในใจ

'เรียกข้าว่าแก้วดวงจิตก็ได้ ข้าเป็นแก้วดวงจิตของท่าน หากท่านอยากรู้เรื่องอะไรเชิญท่านถามข้าได้เลย ข้ามีความรู้มากมาย ข้ามีความสามารถมากมาย หากท่านอยากให้ข้าช่วยเหลืออะไรสามารถร้องขอได้ แต่ยามนี้พลังของข้ามีน้อย ท่านต้องบำเพ็ญดวงจิตเพื่อเพิ่มพลังให้ข้า' เสียงของดวงแก้วส่งเข้ามาในความคิดของโจวจื่อหยา

'บำเพ็ญอย่างไร'โจวจื่อหยาถามอย่างสงสัย

'ท่านต้องมีร่างกายแข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอและกินอาหารที่มีประโยชน์ ยิ่งท่านแข็งแกร่งข้าก็ยิ่งมีพลังส่องแสงได้มาก แต่หากว่าข้าดับแสงท่านก็จะมอดม้วยชีวีตามข้าไปด้วย เพราะข้าคือแก้วดวงจิตของท่าน'

'อะไรกัน แล้วข้ามีเจ้าติดตัวมาได้ไงเนี่ย ข้าตายไปแล้วมาเกิดใหม่หรือ ที่นี่คือที่ไหนทำไมข้าไม่รู้จัก ภาษาที่ได้ยินก็แปลกประหลาดทำไมข้าจึงฟังเข้าใจ'

'เป็นเพราะว่าข้าช่วยแปลภาษาให้ท่านฟังเข้าใจ ที่นี่คือแผ่นดินที่อยู่กึ่งกลางเส้นศูนย์กลางของโลกใบนี้เป็นแคว้นเล็กๆ ที่มีประวัติยาวนาน ข้าเป็นแก้วดวงจิตของท่านจึงติดตัวท่านมาแต่กำเนิด เมื่อท่านกำเนิดใหม่ข้ามีพลังที่ช่วยให้ท่านจดจำเรื่องราวในชาติที่แล้วได้ เพราะข้าคิดว่าความรู้ของท่านในชาติที่แล้วมีประโยชน์มาก ข้าจึงนำความรู้ในชาติที่แล้วของท่านมาเป็นความสามารถของข้า'

ระหว่างที่โจวจื่อหยาตกอยู่ในภวังค์ความคิด รถม้าที่วิ่งอยู่กลับโดนโจมตี เสียงผู้คนตะโกนจับใจความได้ว่า"ฆ่า" เสียงต่อสู้ดังเข้ามาในรถม้า ดังนั้นดวงแก้วที่ลอยอยู่ตรงหน้าโจวจื่อหยาจึงหายไป

โจวจื่อหยาตกใจจนร้องไห้ออกมา เสียงเด็กน้อยร้องไห้ดังลั่นรถม้า

"ชู่วร์ เด็กดีหยาหยาของแม่ เจ้าเงียบก่อนท่านพ่อของเจ้ากำลังต่อสู้อยู่ด้านนอกจะเสียสมาธิได้ จื่อหวายมานั่งข้างแม่"

เด็กชายขยับเข้ามานั่งข้างกายมารดาก่อนจะเหลือบตามองน้องสาวและเอื้อมมือน้อยๆ มาลูบอกเด็กน้อยเบาๆเป็นการปลอบโยนน้องสาว "ไม่ต้องกลัว ท่านพ่อของพวกเราเก่งมาก"

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดของพี่ชายอย่างโจวจื่อหวายหรือเป็นเพราะร้องไห้จนเหนื่อยแล้ว โจวจื่อหยาจึงสะอื้นเบาๆ ก่อนจะนอนหลับไปอีกครั้ง

เมื่อโจวจื่อหยาตื่นมาอีกครั้งการต่อสู้จบลงแล้ว รถม้ายังคงวิ่งกระแทกกระทั้นต่อไป โจวจื่อหยากะพริบตาก่อนจะดิ้นรนหันหน้าหาเต้านมมารดาอย่างหิวโหย เมื่อได้ดื่มกินจนอิ่มจึงขับถ่ายออกมาทำให้ผ้าห่อตัวเปียกชื้นไปหมด

แต่คนบนรถม้าก็ไม่มีใครบ่น ช่วยกันเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็กน้อยก่อนจะอุ้มกล่อมเด็กน้อยจนนอนหลับไปอีกครั้ง

โจวจื่อหยานอนหลับยาวนานจนถึงยามกลางคืน นางรู้สึกตัวเพราะกลิ่นอายของคนที่อุ้มตนเปลี่ยนไป กลิ่นของคนผู้นี้มีกลิ่นคาวเลือดจนฉุนจมูก แต่อ้อมแขนที่อุ้มนางอยู่กลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและระมัดระวัง

"เซียงเซียงอย่าร้องไห้อีกเลย แผลแค่นี้เล็กน้อยเท่านั้น ทุกคนปลอดภัยก็ดีแล้ว อีกสองวันพวกเราจะเดินทางถึงท่าเรือ หากลงเรือและออกเดินทางไปถึงแผ่นดินใหญ่พวกเราก็จะปลอดภัยแล้ว"

"แผลเล็กน้อยอะไร แผลที่หลังท่านคราวนี้ลึกมาก สมุนไพรที่ข้ามีอยู่ในมือแทบไม่พอพอกแผลให้ท่านด้วยซ้ำ"เสียงของมารดาของโจวจื่อหยาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ

"อดทนอีกสองวันเท่านั้น ยามนี้พวกเราสลัดคนที่ติดตามมาได้แล้ว ต่อไปไม่น่าจะมีการต่อสู้ปะทะกันรุนแรงเช่นวันนี้ เจ้าอย่าเป็นห่วงข้าเลย ไปดูแลฮุ่ยผิงเถิด นางเอาตัวรับคมดาบแทนเจ้า ยาที่เหลือเจ้าก็ใช้รักษานางเถิด"

"วันนี้ข้าเกือบตายแล้ว หากไม่ได้ฮุ่ยผิง ข้าคง...."

"เจ้าไปรักษานางเถิดข้าจะอุ้มหยาหยาเอาไว้เอง ยามนี้เจียงมามากำลังดูแลฮุ่ยผิงอยู่"

"หากข้ามีความสามารถพิเศษเหมือนผู้มีสายเลือดธิดาเทพคนอื่นๆ ยามนี้ข้าคงสามารถรักษาทุกคนให้หายบาดเจ็บได้แล้ว"

"เซียงเซียงหากเจ้ามีความสามารถเหมือนธิดาเทพคนอื่นๆ ข้าคงจะไม่ได้แต่งงานกับเจ้าและมีบุตรชายอย่างจื่อหวายและมีบุตรสาวอย่างจื่อหยาอย่างแน่นอน สำนักหอแก้วเมิ่งเฟิ่งหวง ยามนี้ไม่มีอีกต่อไปแล้ว คนที่มีสายเลือดธิดาเทพก็หมดสิ้นแล้ว ต่อไปนี้เจ้าอย่าพูดถึงเรื่องสายเลือดธิดาเทพอะไรนั่นอีก เจ้ามีความรู้เรื่องวิชาแพทย์และสมุนไพรเท่านี้ก็ช่วยเหลือผู้อื่นได้แล้ว"

"ที่ท่านพี่พูดมาก็ถูก ข้าแค่เสียใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนได้มากกว่านี้ เช่นนั้นข้าฝากท่านพี่ดูแลจื่อหยาให้ข้าสักครู่นะเจ้าคะ ข้าขอไปรักษาอาการบาดเจ็บให้ฮุ่ยผิงก่อน"

โจวจื่อหยาเพ่งสมาธิเรียกแก้วดวงจิต มันจึงค่อยๆ ลอยออกมา

'ข้ามีสายเลือดธิดาเทพใช่ไหม จึงมีเจ้าติดตัวมาด้วย'

'คนภายนอกเรียกสายเลือดพวกท่านเช่นนั้น ผู้ครอบครองแก้วดวงจิตส่วนใหญ่จะเป็นสตรีตระกูลเมิ่ง'

'เช่นนั้นข้าอยากช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ท่านพ่อ ต้องทำอย่างไร'

'ก็แค่ใช้ข้า'

'ใช้อย่างไรล่ะ เจ้าบอกสิ' โจวจื่อหยาคิดถามอย่างโมโห

'.......'

'ถ้าอย่างนั้นข้าใช้เจ้าไปรักษาอาการบาดเจ็บให้ท่านพ่อของข้า'

'ได้ตามที่ท่านปรารถนาข้าจะรักษาอาการบาดเจ็บให้บิดาของท่านเดี๋ยวนี้' และแล้วลูกแก้วก็ลอยวนไปรักษาอาการบาดเจ็บให้บิดาของโจวจื่อหยาทันที

'........' ใช้คือการใช้ คำสั่ง'ใช้'นี่เอง

'มีวิธีฟื้นฟูร่างกายของทุกคนที่นี่ไหม ทุกคนดูเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียกันทุกคนเลย'

'ใช้ข้าเพิ่มสารอาหารเพิ่มพลังในถุงน้ำที่ทุกคนดื่มได้'

'เช่นนั้นเจ้าก็ทำสิ ข้าใช้เจ้า'

'ได้'

โจ่วจื่อหยากรอกตามองตามลูกแก้วที่ลอยไปลอยมา แสงของมันดูจางลงเรื่อยๆ ก่อนจะวนมาหาโจวจื่อหยา แล้วโจวจื่หยาก็รู้สึกอ่อนเพลียและนอนหลับไปทันทีเหมือนคนหมดแรง

โจวจวินหยางนั่งลงมองบุตรสาวที่หันหน้าไปมาอยู่นานพักใหญ่ก้อนจะหลับตานอนหลับไปด้วยสายตารักใคร่และสงสาร ตอนนี้โจวจวินหยางไม่รู้สึกเจ็บแผลที่หลังแล้ว สมุนไพรรักษาแผลของเมิ่งหลันเซียงช่างมีสรรพคุณในการรักษาแผลได้ดียิ่ง

"ท่านพ่อขอรับ พวกเรากำลังจะขึ้นเรือย้ายไปอาศัยอยู่ที่ไหนหรือขอรับ"

"โจวจื่อหวาย ต่อไปนี้พ่อจะใช้ชื่อโจวจวินมีอาชีพเป็นช่างตีเหล็กและนายพราน บ้านใหม่ของเจ้าจะเป็นแผ่นดินใหญ่ที่อยู่อีกฝากฝั่งของท้องทะเล ช่วงนี้เจ้าจะต้องพยายามเรียนรู้ภาษาของแผ่นดินใหญ่กับท่านยายเจียง"

"แล้วท่านปู่กับท่านลุงละขอรับ" โจวจื่อหวายถามอย่างสงสัย

สีหน้าของโจวจวินหยางพลันหม่นหมองและพูดด้วยน้ำเสียงเสียใจว่า "ท่านปู่และท่านลุงของเจ้าโดนโทษก่อกบฏ เสียชีวิตในสนามรบไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้แล้ว ป้าสะใภ้รวมถึงญาติพี่น้องในตระกูลแม่ทัพโจวต่างโดนโทษประหารตายไปหมดแล้ว รวมถึงขุนศึกโจวจวินหยางและครอบครัวของเขาด้วย โจวจื่อหวายต่อไปนี้เจ้าคือบุตรชายของนายพรานและช่างตีเหล็กที่ชื่อโจวจวิน ปู่และคนในตระกูลโจวของเจ้ามีอาชีพนายพรานเท่านั้น"

โจวจื่อหวายมีดวงตาฉายแววเฉลียวฉลาด เขาหยิบถุงน้ำของตนนำมาให้บิดาของเขาดื่มอย่างรู้ความ "ข้าเข้าใจที่ท่านพ่อพยายามบอกแล้วขอรับ"

โจวจวินดื่มน้ำแล้วรู้สึกสดชื่น ความเหนื่อยล้าจางหายไปอย่างประหลาด ก่อนจะพูดกับบุตรชายว่า "ภาษาที่เราพูด ต่อไปนี้จะเปลี่ยนเป็นภาษาของแผ่นดินใหญ่ เจ้าต้องพยายามปรับตัว อีกสองวันตอนขึ้นเรือหากมีใครถามเจ้าหากไม่เข้าใจที่เขาพูดก็ให้เงียบไว้รอให้ท่านยายเจียงตอบคำถามแทนเท่านั้น"

"ขอรับท่านพ่อ" โจวจื่อหวายเอ่ยรับคำด้วยภาษาใหม่ที่ตนเพิ่งร่ำเรียนมา

เช้าวันต่อมาทุกคนต่างตื่นมาด้วยความสดชื่น น้ำที่ทุกคนดื่มทำให้ทุกคนคลายความเหนื่อยล้า โจวจวินขยับตัวแล้วต้องแปลกใจที่ไม่รู้สึกเจ็บแผลที่แผ่นหลังตนแล้ว ทั้งๆ ที่คิดว่าวันนี้ตนเองคงต้องมีไข้และเจ็บระบบจากบาดแผล แต่ด้วยความเร่งรีบออกเดินทางต่อเขาจึงไม่ได้เก็บเอาความสงสัยมาคิดมาก

เมิ่งหลันเซียงกลับเริ่มเอะใจคิดสงสัย ท่าทางสดชื่นของทุกคน นางเคยได้เรียนวิชาแพทย์อยู่ในหอแก้วเมิ่งเฟิ่งหวง ดังนั้นจึงรู้ความสามารถของผู้มีสายเลือดตระกูลเมิ่งดี แต่ผ่านมาสามรุ่นไม่มีธิดาเทพเกิดขึ้นในคนตระกูลเมิ่ง ความสามารถของสำนักหอแก้วเมิ่งเฟิ่งหวงจึงลดลง และสุดท้ายโดนใส่ร้ายว่าเป็นสำนักแม่มดหมอผีหลอกลวงผู้คน สำนักหอแก้วเมิ่งเฟิ่งหวงจึงโดนราชสำนักกวาดล้างจนหมดสิ้น

ตัวของเมิ่งหลันเซียงไม่มีความสามารถพิเศษแต่ท่านยายทวดของนางมีความสามารถพิเศษในการช่วยเหลือคนอื่น และเมิ่งหลันเซียงเคยพูดคุยกับท่านยายทวดในกระแสจิตได้ ยามนี้เห็นบุตรสาวนอนหมดแรงจึงส่ายหน้าและคิดว่าตนคงคิดมากเกินไปแล้ว บุตรสาวเพิ่งคลอดและมีอายุเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น

ก่อนออกเดินทางเมิ่งหลันเซียงพูดคุยกับโจวจวินผู้เป็นสามี ยืนเถียงกันอยู่พักใหญ่และนางเป็นผู้ชนะ จึงสั่งให้สามีถอดเสื้อเพื่อให้นางดูบาดแผลที่ใส่ยาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน

แต่แล้วเมิ่งหลันเซียงก็ต้องตื่นตกใจเมื่อมองเห็นว่าบาดแผลของโจวจวินที่ดูสาหัสเมื่อวานจางหายไปแล้ว นางรีบสั่งให้สามีสวมเสื้อและหันไปมองบุตรสาวอย่างตื่นตกใจ

"ท่านพี่ อย่างไรเสียพวกเราก็อยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว แม้ว่าจะย้ายไปแผ่นดินใหญ่พวกเราก็ต้องหลบหนีผู้คน ยิ่งหลบอยู่ในป่าลึกได้ยิ่งดี เพื่อความปลอดภัยของบุตรสาวของพวกเรา"

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 200 ตอนจบ

    แคว้นต้าหมิงผลัดเปลี่ยนผู้ครองบัลลังก์ใหม่อีกครั้ง ฮ่องเต้จูหย่งตี้ขึ้นครองบัลลังก์ท่ามกลางปัญหามากมายในแคว้นต้าหมิง ทรงปราบปรามอ๋องทั้งหลายที่ก่อกบฏ ทรงแจกเสบียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ทรงก่อตั้งทหารเรือเพื่อกำจัดเหล่าโจรสลัดที่มักปล้นทรัพย์ชาวบ้านตามบริเวณชายฝั่งทะเลที่ปรึกษาเซี่ยคงเสวียนได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านอัครเสนาบดีผู้คุมการทำงานของขุนนางในราชสำนัก บุตรเขยคนโตของเขาเจิ้งหรงเจี้ยนเป็นเสนาบดีฝ่ายขวาเลื่อนขึ้นมาเป็นขุนนางขั้นสองทั้งที่อายุยังน้อย เจิ้งหรงมู่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางขั้นสามเป็นเสนาบดีควบคุมกองคลัง เจิ้งหรงจิ้งเป็นแม่ทัพใหญ่ถูกย้ายมาประจำชายแดนทางเหนือ โจวจื่อหวายบุตรเขยคนรองของท่านอัครเสนาบดีได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพควบคุมทหารองครักษ์และรับผิดชอบทหารที่ใช้ปกป้องเมืองหลวงฮ่องเต้จูหย่งตี้ทรงย้ายเมืองหลวงมาตั้งใหม่ที่เมืองเป่ยจิง และสร้างปรับปรุงพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นแทนที่จวนเอียนอ๋อง ช่วงปรับเปลี่ยนเมืองหลวงมีผู้คนต่อต้านและสร้างข่าวลือมากมาย มีบางคนได้ยินข่าวลือมาว่าฮ่องเต้จูจางเหวินยังไม่ตายและได้หลบลี้หนีภัยไปทางทะเล หม่าชางเหวินผู้ที่สังหารจ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 199

    หม่าชางเหวินบุกเข้าไปในพระตำหนักคุณหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของฮ่องเต้จูจางเหวิน เขารู้ดีว่าโจวจวินเปิดทางให้เขาเป็นผู้ลงมือ เพราะเอียนอ๋องจะได้ไม่มีความแค้นเคืองกับโจวจวินในภายหลังไท่ซ่างหวงเอ่ยต่อรองกับหม่าชางเหวินท่ามกลางผู้คนที่คอยคุ้มกันเขาว่า "อาชางเอ๋ย อาจางผู้นี้เขามีศักดิ์เป็นพี่ชายของเจ้า ไว้ชีวิตของเขาได้หรือไม่""เสด็จปู่ คนผู้นี้สังหารเสด็จอาไปตั้งหลายคน แล้วเขายังก่อเรื่องทำให้เสด็จย่าของข้าต้องปลิดชีพตนเองเช่นนั้น ท่านยังจะขอให้ข้าไว้ชีวิตเขาอีกหรือ"จูจางเหวินมองกำลังทหารที่คุ้มครองตนแล้วมองไปยังคนที่อยู่ด้านหลังหม่าชางเหวินด้วยความท้อใจ "ข้าคงไม่มีหนทางถอยแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าขอร้องให้เจ้าปล่อยคนที่ตำหนักเฟิ่งหนิงไปได้หรือไม่ นางกำลังตั้งครรภ์บุตรของข้า ลู่ฮองเฮาดีต่อโจวจื่อหยามากมาโดยตลอดเจ้าปล่อยนางไปได้หรือไม่"หม่าชางเหวินเหยียดยิ้มก่อนจะพูดด้วยใบหน้าโกรธแค้นว่า "ในที่นี้ข้าละเว้นได้เพียงชีวิตของเสด็จปู่เท่านั้น ส่วนสตรีของเจ้าเหตุใดข้าต้องละเว้นพวกนางด้วย ในเมื่อเจ้ายังไม่ละเว้นฮูหยินของข้าเลย" หม่าชางเหวินรับรู้แล้วว่ายามนี้โจวจื่อหยานอนหลับยังไม่ฟื้นเนื่องจา

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 198

    โจวจวินขี่ม้ามารับขบวนรถม้าของบุตรชายและบุตรสาว เนื่องจากเขาเองก็โดนคนลอบโจมตีเช่นกันจึงทำให้เสียเวลา เมื่อเขาไม่ได้พบกับขบวนรถม้าของบุตรทั้งสองที่จุดนัดพบ จึงเร่งม้าเดินทางต่อเพราะคาดเดาได้ว่าขบวนรถม้าผิดเวลาเช่นนี้ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นโจวจื่อหยาสั่งให้จงลู่ช่วยแบกโจวจื่อหวายมาขึ้นรถม้าของนางโดยให้สาวใช้คนสนิทย้ายไปขึ้นรถม้าคันอื่น และสั่งให้จงลู่พาคนเจ็บเคลื่อนย้ายเดินทางออกจากบริเวณนี้ ส่วนคนเสียชีวิตก็ให้นำศพกลับไปด้วย แม้จะทำให้การเดินทางล่าช้าลง แต่โจวจื่อหยาเลือกจะไม่ทิ้งใครเอาไว้ด้านหลัง แม้คนเหล่านั้นจะไม่มีลมหายใจแล้วก็ตามเมื่อขึ้นรถม้ามาอยู่คันเดียวกับโจวจื่อหวายเพียงสองคน นางก็ตรวจพบว่าลมหายใจของเขาแผ่วเบาแม้จะฝังเข็มที่บาดแผลเพื่อหยุดเลือดแต่อวัยวะภายในเสียหายมาก โจวจื่อหยารู้ดีว่าหากเป็นคนทั่วไปโจวจื่อหวายต้องเสียชีวิตแล้วไม่มีหนทางรักษาเพราะเขาโดนลูกธนูยิงทะลุปอดไปหนึ่งข้างโจวจื่อหยาเลือกที่จะเสี่ยงใช้พลังแก้วดวงจิตของตน ทั้งที่มีเสียงเตือนภายในใจว่าหากนางใช้พลังพิเศษรักษาโจวจื่อหวายจนหาย ถือว่าเกินขีดจำกัดตามธรรมชาติมากไปพลังชีวิตของนางอาจจะหมดลงได้แต่เมื่อคิดว่าไม่ใ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 197

    โจวจื่อหยากลับมาพักผ่อนอยู่ที่จวนหม่ากั๋วกง แต่ภายในใจยังคงวนเวียนอยู่กับความคิดที่แอบอ่านมาได้จากผู้คนในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นภายในวังหลวงค่ำคืนนี้หลังจากผ่านบทรักที่ชุ่มฉ่ำใจ หม่าชางเหวินกอดจูบร่างบางอย่างรักใคร่ ก่อนจะยื่นนิ้วเรียวยาวไปคลึงหัวคิ้วของโจวจื่อหยาอย่างเอาใจ"มีเรื่องอันใดหรือ ทำไมเจ้าจึงดูกลุ้มใจเช่นนี้""ท่านพี่ในงานเลี้ยงวันนี้ข้าเพิ่งค้นพบว่า ฮ่องเต้จูจางเหวินไม่มีทางปล่อยท่านไป ฮ่องเต้ทรงคิดว่าตระกูลหม่าไม่สมควรมีอยู่และทรงระแวงหม่าไทเฮารวมถึงเอียนอ๋อง" เมื่อพูดจบเงยหบน้ามองหม่าชางเหวินด้วยท่าทางไม่แน่ใจก่อนจะพูดเพิ่มเติมว่า " อีกเหตุผลก็เป็นเพราะฮ่องเต้จูจางเหวินสนใจในตัวจื่อหยา พระองค์คิดอยากได้จื่อหยาไปเป็นส่วนหนึ่งในสตรีที่ทรงโปรดปราน จึงคิดอยากกำจัดท่านพี่ที่ขวางทางอยู่ วันนี้พวกเราหลบเลี่ยงได้แต่วันต่อๆไปไม่รู้ว่าพวกเราจะพลาดเมื่อไหร่จื่อหยาจึงรู้สึกไม่สบายใจเลยเจ้าค่ะ"เมื่อโจวจื่อหยาพูดจบหม่าชางเหวินมีสีหน้าดำมืด แต่ยังคงพยายามพูดปลอบใจโจวจื่อหยา "เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลใจ ท่านพ่อตาเริ่มแผนการที่วางไว้แล้ว ยามนี้พวกเรามีหน้าที่กวนน้ำในวังหลวงให้ขุ่นเท่านั้น

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 196

    ก่อนที่โจวจื่อหยาจะออกจากวังได้มอบของขวัญให้แก่ลู่ฮองเฮา เป็นกำยานหอม และน้ำอาบแช่กายสูตรพิเศษ โจวจื่อหยาได้กระซิบบอกวิธีการใช้ของเหล่านี้เป็นพิเศษมอบให้แก่ลู่ฮองเฮาอีกด้วย โจวจื่อหยามั่นใจว่าของขวัญเหล่านี้ ฮ่องเต้จูจางเหวินจะได้รับการปรนนิบัติเป็นพิเศษจากลู่ฮองเฮา ถือได้ว่านี่เป็นการมอบผลประโยชน์ให้กับฮ่องเต้จูจางเหวินทางอ้อมสามวันต่อมาหม่าชางเหวินพาโจวจื่อหยาเข้าวังหลวงอีกครั้ง เพื่อมาตามเทียบเชิญของพระสนมหลี่เฟย ที่เชิญโจวจื่อหยาไปร่วมงานเลี้ยงที่พระตำหนักเฟิ่งจี๋พระสนมหลี่เฟย สั่งให้คนจัดโต๊ะอาหารตัวยาวพร้อมทั้งเชิญแขกเป็นฮูหยินคนสำคัญของขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงมามากมายหลายคนวันนี้พระสนมหลี่เฟยทรงแต่งตัวงดงามหรูหราดูสูงส่ง ต่างจะคุณหนูหลี่หวงซินคนเดิมเป็นอย่างมาก จากเดิมเคยแต่งตัวเรียบง่ายด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์ แต่วันนี้พระนางเลือกสวมชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายเป็นดอกไห่ถังและประดับตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้เมื่อถึงเวลางานหม่าชางเหวินเดินเคียงคู่มากับโจวจื่อหยา ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของคนผู้นี้ยังคงทำให้จิตใจของพระสนมหลี่เฟยเกิดความหวั่นไหวได้เหมือนเดิม พระสนมหลี่เฟยมองหม่าชางเหวินอยู่นานแล้วจ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 195

    โจวจื่อหยาและหม่าชางเหวินเข้าพักที่จวนหม่ากั๋วกงในเมืองหลวง ในขณะที่เหล่าพี่ชายแยกย้ายกลับไปพักที่บ้านตระกูลเจิ้งและจวนเหมันต์เพ่ยเพ่ยพาไป๋จือและไป่เหอมารอต้อนรับโจวจื่อหยาที่จวนหม่ากั๋วกง โจวจื่อหยาไม่ได้มองพวกนางเป็นสาวใช้ทั่วไป แต่มองพวกนางเป็นสหายต่างวัยเสียมากกว่า เมื่อได้มาพบหน้ากันจึงพูดคุยถามไถ่เหตุการณ์ในชีวิตของแต่ล่ะคน"อะไรกันคนของสำนักอินทรีย์เหตุใดจึงคิดจะมาแย่งคนของข้าไปอีกแล้ว แต่งพี่เพ่ยเพ่ยออกไปแล้วหนึ่งคนยังไม่พอนี่ยังจะมาขอแต่งไป๋จือเพิ่มอีกหรือนี่" โจวจือหยาแกล้งเอ่ยหยอกเย้าไป๋จือที่ยามนี้กำลังปลูกต้นรักอยู่กับข่งเจียซ่าน"หากคุณหนูไม่เห็นด้วยไป๋จือก็จะไม่แต่งเจ้าค่ะ"ไป๋จือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ฮ่าๆ ข้าเพียงพูดแกล้งหยอกเจ้า ใยถือเป็นจริงเป็นจัง หากเจ้าคิดว่าแต่งงานออกเรือนแล้วมีความสุขข้าย่อมสนับสนุน ไม่ใช่เพียงไป๋จือนะรวมถึงไป่เหอด้วย""ข้าจะไม่แต่งงานเจ้าค่ะ ชาตินี้ข้าจะอยู่รับใช้คุณหนูไปตลอดชีวิต"ไป่เหอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง 'หากไม่มีคุณหนูชีวิตของนางในยามนี้คงจบลงที่หอโคมแดงไปแล้วดังนั้นชาตินี้นางจะอยู่เพื่อทดแทนคุณให้กับคุณหนู'โจวจื่อหยาอ่านความคิดของไป่เ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 178

    โจวจวินและเจิ้งฮุ่ยผิงสั่งคนจัดเก็บของอย่างเร่งด่วนและฝากบ้านบนเนินเขาไว้กับครอบครัวของโจวจงเหลียง ที่คราวนี้ไม่ได้ติดตามโจวจวินไปด้วย เนื่องจากโจวจวินให้เขาอยู่ดูแลเรื่องการหลอมอาวุธแทน และให้โจวจงเหลียนอยู่ปกป้องหมู่บ้านเถียนซีในช่วงที่โจวจวินไม่อยู่ที่นี่ครั้งนี้หม่ากั๋วกงและฮูหยินของเขา จวงปี้

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 177

    โจวจื่อหยาเก็บตัวอยู่บ้านบนเนินเขา มีเวรยามคุ้มกันรอบบ้านบนเนินเขาอย่างแน่นหนา คนที่จะผ่านขึ้นไปบ้านบนเนินเขาได้ต้องผ่านด่านของจงลู่เสียก่อนยามนี้นอกจากครอบครัวของเจิ้งฝูหลิงจะย้ายมาอยู่ที่นี่แล้ว ยังมีครอบครัวของจงเหลียนและเจียงฮุ่ยย้ายมาอยู่ที่นี่เพิ่มอีกหนึ่งครอบครัวด้วย ทำให้โจวจื่อหยายิ่งรู้ส

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 172

    โจวจื่อหวาย นอนพักอยู่ที่บ้านบนเนินเขาเพียงหนึ่งคืน เช้าวันต่อมาเขาก็รีบควบม้าฝีเท้าดีออกจากหมู่บ้านเถียนซีเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง โดยมีเวลาไปร่ำลาท่านผู้เฒ่าเจิ้งหลี่และท่านแม่เฒ่าเจียงฝานเพียงครู่เท่านั้นโจวจวินมองตามหลังบุตรชายด้วยแววตาครุ่นคิด ก่อนจะสั่งคนให้ติดตามไปคุ้มครองโจวจื่อหวายเพิ่มม

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 147

    เมื่อได้ยินว่าถึงเป่ยจิงแล้ว โจวจื่อหยารีบผุดลุกขึ้นมานั่งใช้มือขาวผ่องเปิดผ้าม่านหน้าต่างของรถม้ามองออกไปด้านนอกอย่างตื่นเต้น หากพูดถึงเมืองเอียนนางไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อน แต่หากพูดถึงเป่ยจิง โจวจื่อหยาได้ยินบ่อยมากเพราะเป่ยจิงคือชื่อในอดีตของเมืองปักกิ่ง ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของชีวิตก่อ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status