Share

บทที่ 3

Author: JustMoonLight
last update publish date: 2026-04-05 14:52:57

โจวจวินเป็นคนฉลาด แม้ฮูหยินของเขาไม่พูดอธิบายตัวเขาที่เป็นเจ้าของร่างของตน มีหรือจะไม่รู้ว่าบาดแผลสาหัสเมื่อวานจางหายไปแล้ว ยามนี้เขามีพลังแข็งแกร่งพร้อมที่จะปกป้องคนในครอบครัวอีกครั้ง

สายตาที่มีแต่ความกังวลใจมองไปยังห่อผ้าที่มีเด็กทารกนอนหลับอยู่ในนั้น ตัวเขาแม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต แต่เขายังมีห่วงมากมายโดยเฉพาะบุตรสาวที่เพิ่งได้มาคนนี้ "หยาหยาจะเป็นอะไรเพราะรักษาข้าหรือไม่ เช้านี้ข้ายังไม่ได้ยินเสียงนางร้องไห้เลย"

แม้เมิ่งหลันเซียงจะมีความกังวลใจมากมายแต่ก็ฝืนยิ้มโกหกสามีว่า "ไม่เป็นอะไร เมื่อรุ่งเช้าเพิ่งตื่นมาดื่มนมจากข้าไปสองครั้ง ดูเหมือนว่าหยาหยาจะแค่อ่อนเพลียเท่านั้น พวกเรารีบเดินทางกันเถิดยิ่งออกจากแผ่นดินของแคว้นนี้ได้เร็วเท่าไหร่พวกเราก็จะยิ่งปลอดภัยเร็วเท่านั้น"

หลังจากที่ทุกคนขึ้นรถม้า ก็เร่งออกเดินทางต่อกันทันที เจียงมามายามนี้กำลังประคองบุตรสาวของตนล้มตัวลงนั่งอย่างระมัดระวัง สีหน้าของเจิ้งฮุ่ยผิงขาวซีดเล็กน้อยแต่ก็ยังฝืนยิ้มให้กับมารดาของตน "ท่านแม่ ข้าเคยพบพี่รองและท่านพ่อเมื่อครั้งยังเป็นเด็กท่านแม่ว่าพวกเขาจะยังจำหน้าของข้าได้หรือไม่"

เจียงมามามองใบหน้าบุตรสาวที่เติบโตมาเป็นหญิงสาวหน้าตางดงามแล้วจึงพูดว่า "ข้าเขียนจดหมายไปบอกพวกเขาแล้วว่าเจ้าเติบโตมาอย่างงดงามเจ้าวางใจเถิด พรุ่งนี้เจ้าก็จะได้พบหน้ากับพี่รองของเจ้าแล้ว"

เจิ้งฮุ่ยผิงฝืนยิ้มก่อนจะหันไปมองหน้าคุณหนูที่เติบโตขึ้นมาพร้อมนาง ในสมองนางมีความคิดมากมาย ตั้งแต่เล็กจนโตนางเจียง หรือเจียงมามาอุ้มท้องตนข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกล เพื่อมาคลอดนางที่แคว้นเล็กๆ ที่นี่ และทำหน้าที่เป็นแม่นมให้คุณหนูตระกูลเมิ่ง หลังจากนั้นพวกนางสองแม่ลูกก็ไม่เคยได้แยกห่างจากคุณหนูเลยสักครั้ง ผ่านเรื่องราวเลวร้ายมาด้วยกัน แต่คุณหนูของนางก็ไม่เคยทอดทิ้งสาวใช้อย่างนางและแม่นมอย่างนางเจียง

เมิ่งหลันเซียงนั่งหลับตาก่อนจะรื้อฟื้นความสามารถของตนที่มีอยู่เล็กน้อยพุ่งตรงไปหาเด็กน้อยในอ้อมกอดของตน

'โจวจื่อหยา หยาหยา...'

'เสียงใครอีกล่ะ' โจวจื่อหยาคิดอย่างตกตะลึง

เมิ่งหลันเซียงลืมตาด้วยความตกใจและจ้องมองบุตรด้วยสายตาแปลกประหลาดยามนี้บุตรสาวก็กำลังลืมตาจ้องมองตนด้วยความตกใจเช่นกัน

'ท่านแม่คุยกับข้าได้หรือ'

'เจ้ามีความคิดมากมายนี้ได้อย่างไร ทั้งที่เป็นเพียงเด็กทารก' เมิ่งหลันเซียงเพ่งกระแสจิตมองบุตรสาวอย่างสงสัย

'อ่อ... ดูเหมือนเพราะข้ามีแก้วดวงจิตอะไรนี่ล่ะ ท่านแม่ยามนี้ข้าอ่อนเพลียมากขอดื่มนมก่อนได้หรือไม่'

เมิ่งหลันเซียงรีบใช้ผ้าคลุมตัวก่อนแหวกหน้าอกให้เด็กน้อยดื่มนม ซึ่งโจวจื่อหยาก็เร่งดื่มนมอย่างหิวโหยทันที เมื่อดื่มน้ำนมที่หอมเป็นพิเศษจนอิ่ม จึงมองมารดาและลองพูดคุยกันทางความคิดดูอีกครั้ง

'ท่านแม่....'

'หยาหยาเจ้ารักษาพ่อของเจ้าหรือ'

'ท่านอย่าเพิ่งถาม ข้าปวดเบา'

'ก็ฉี่เลยสิ'

'ท่านพาข้านั่งกระโถนจะดีกว่าไหม ผ้าจะได้ไม่เปียก'

เมิ่งหลันเสียงตกตะลึง ก่อนจะมองรอบรถม้าไม่มีกระโถนอย่างที่บุตรสาวต้องการ มีแต่ถังใบเล็กๆ เอาไว้ตักน้ำ แต่เมื่อคิดว่าไม่ต้องทิ้งผ้าเปียกๆ ของบุตรสาวเพื่อเป็นการประหยัด จึงคว้าถังมาและจัดการเปิดผ้าจัดท่าทางให้บุตรสาว

"นายหญิงจะทำอะไรเจ้าคะ"

"อ่อ จะให้หยาหยาปล่อยของเสียนะ"

"โถ่วนายหญิง คุณหนูยังเล็กนั่ง ยังไม่รู้ว่าจะต้องปล่อยของเสียเวลาไหนหรอกเจ้าค่ะ" นางเจียงเอ่ยอธิบายด้วยสีหน้าจนใจ

'ท่านแม่เอาผ้าคลุมให้ข้าด้วยสิเจ้าค่ะ ข้าอายปล่อยของเสียไม่ได้หรอก'

'อายอะไรเจ้ายังเป็นเพียงทารก' แม้เมิ่งหลันเซียงจะคิดเช่นนั้น แต่ก็ใช้ผ้าห่อตัวบุตรสาวกางออกและทำเป็นกระโจมห่มคลุมร่างของบุตรสาว ปล่อยให้หัวเล็กๆ โผล่หน้ามามองผู้คนโดยเมิ่งหลันเซียงช่วยประคองคอและหลังของบุตรสาวเอาไว้

"นายหญิงเจ้าคะคุณหนูยังเด็กนัก ยังไม่สามารถ....."

"ชี่....ชี่......" เสียงน้ำและยังเริ่มมีกลิ่นของเสียลอยมาตามลม เป็นการตอบบทสนทนาด้วยการกระทำที่ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง

โจวจื่อหยารู้สึกอับอายแต่ก็ไม่อาจฝืนกลั้นความต้องการทางธรรมชาติและทรมานร่างกายของตนได้ จึงหลับตาและขับถ่ายของเสียทั้งหนักทั้งเบาออกมาจนหมด

'ท่านแม่ เสร็จแล้ว'

เมิ่งหลันเซียงจัดการทำความสะอาดบุตรสาวอย่างคล่องแคล่ว และนำถังของเสีย ส่งให้เจียงมามาเพื่อส่งสัญญาณให้รถม้าชะลอเพื่อเทของเสียทิ้ง เอาไว้รอถึงสถานที่เหมาะสมค่อยนำถังไปล้าง คราวนี้นับเป็นการขับถ่ายที่ประหยัดผ้าไปได้อีกทางหนึ่งและทุกคนไม่ต้องทนกับกลิ่นของเสียจากเด็กทารก

โจวจื่อหยาเมื่อสบายตัวแล้วจึงนอนหลับไปอีกครั้ง ไม่ว่าเมิ่งหลันเซียงอยากจะพูดคุยกับบุตรสาวทางความคิดมากแค่ไหนแต่บุตรสาวก็ไม่โต้ตอบเพราะเด็กน้อยได้หลับสนิทไปแล้ว

วันนี้ไม่มีการต่อสู้ไม่มีคนตามฆ่า การเดินทางสงบเรียบร้อยมาโดยตลอด

คืนนี้เจิ้งฮุ่ยผิงเรียกจงเหลียงมาพูดคุยกันตามลำพัง ทั้งคู่กระซิบพูดคุยกันอยู่นาน ก่อนที่เจิ้งฮุ่ยผิงจะเดินกลับมาหานางเจียงผู้เป็นมารดาของตน

สองคนแม่ลูกกอดคอกันร้องไห้ และกระซิบร่ำลากันอย่างอาลัยอาวรณ์

เมิ่งหลันเซียงเลี้ยงดูโจวจื่อหยาอย่างเข้าอกเข้าใจกันดีเพราะยามนี้โจวจื่อหยาไม่เหมือนกับเด็กทารกผู้อื่นที่ต้องร้องไห้เพื่อให้ผู้ใหญ่มาดูแลตน

'ท่านแม่ข้าหิว'

'ท่านแม่ข้าอยากถ่ายเบา'

'ท่านแม่สมุนไพรตรงนั้นต้องเก็บไปให้เยอะ'

'ท่านแม่ดื่มน้ำเยอะๆ ดีต่อสุขภาพ นำน้ำที่มีสารอาหารบำรุงร่างกายไปทำอาหารด้วยเจ้าค่ะ'

'ท่านแม่ข้ามีพลังพอรักษาฮุ่ยผิงแล้วแต่ไม่อาจทำให้หายสนิทได้เพราะกลัวคนอื่นจะสงสัย เมื่อวานข้าไม่ได้คิดเรื่องนี้ให้รอบคอบก่อน' โจวจื่อหยายามนี้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เมื่อสามารถพูดคุยกับมารดาอย่างเมิ่งหลันเซียงได้

เช้าวันต่อมาทุกคนต้องเดินทางต่อ แต่ฮุ่ยผิงกับจงเหลียนกลับพูดว่าจะขอแยกทางกับทุกคน

"หนทางข้างหน้าไม่มีคนติดตามนายท่านแล้ว ข้าจะล่อให้พวกมันเข้าใจผิดและติดตามข้าไปอีกทาง เพื่อให้นายท่านจะได้มีเวลารอขึ้นเรืออย่างปลอดภัย"จงเหลียนเอ่ยเหตุผลให้ทุกคนฟัง

"ข้าก็จะติดตามจงเหลียนไปด้วย เขาไปที่ไหนข้าก็จะขอติดตามเขาไปที่นั่น นายหญิง ข้าไม่อาจติดตามท่านไปในยามนี้ได้ หากมีวาสนาวันข้างหน้าข้าจะเดินทางไปหาท่านที่แผ่นดินใหญ่นะเจ้าคะ"เจิ้งฮุ่ยผิงเอ่ยอย่างโศกเศร้า

"ฮุ่ยผิงเจ้าเดินทางไปกับพวกข้าเถิด จงเหลียนด้วย ฮุ่ยผิงไม่ใช่ว่าเจ้าอยากพบหน้าบิดาและพี่ชายทั้งสองของเจ้ามาโดยตลอดหลอกหรือเจ้าจะแยกจากเจียงมามาในยามนี้ไปทำไม"

นางเจียงร้องไห้แต่ก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "นายหญิงปล่อยฮุ่ยผิงไปเถิดเจ้าค่ะ เพื่อจะลบร่องรอยการเดินทางของพวกท่าน ต่อไปนายหญิงจะต้องสวมรอยเป็นเจิ้งฮุ่ยผิง เป็นบุตรสาวของข้าเจียงฝานและตาเฒ่าเจิ้งหลี่ ส่วนนายท่านก็จะกลายเป็นบุตรเขยของข้า ทำอย่างนี้พวกเราจะได้ไม่ต้องเสียเงินปิดปากคนมากมาย ที่แผ่นดินโน้นทุกคนรู้ว่าตาเฒ่าเจิ้งมีบุตรสาวกับข้าที่นี่อยู่หนึ่งคน หากว่าข้าพาบุตรสาวบุตรเขยและหลานอีกสองคนกลับไปบ้านเดิม คงจะไม่มีใครคิดสงสัยเจ้าค่ะ เพียงแต่คงต้องลดฐานะของนายท่านและนายหญิงแล้ว หวังว่าพวกท่านคงจะไม่รังเกียจข้า"

"เจียงมามา ท่านก็รู้ว่าข้ารักท่านราวกับเป็นมารดาแท้ๆ ของข้ามาโดยตลอด แล้วข้าจะรังเกียจท่านได้อย่างไร แม้แต่ภาษาบ้านเดิมของท่านข้าก็เรียนรู้และพูดได้มาตั้งแต่เด็ก แต่ข้าทำใจไม่ได้ที่จะทิ้งฮุ่ยผิงเอาไว้ที่นี่ เพื่อให้ข้าได้สวมรอยเป็นฮุ่ยผิง"

"นายหญิงของบ่าว ท่านต้องเชื่อบ่าวนะเจ้าคะ จงเหลียนมีฝีมือดีมากเขาปกป้องข้าได้อย่างแน่นอน อีกอย่างคนพวกนั้นต้องการเพียงตัวท่าน เมื่อหาท่านไม่เจอพวกเขาคงไม่ตามล่าข้าอย่างแน่นอน คุณหนูโปรดวางใจข้าก็จะเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่เช่นกัน ดังนั้นแผ่นดินนี้จะไม่มีคนนามว่าเมิ่งหลันเซียงอีกต่อไปแล้วเจ้าค่ะ "

โจวจวินมองจงเหลียนยอดฝีมือคนสนิทของเขา คนทั้งคู่สบตากันอย่างเข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไรกันให้มากความ

สตรีทั้งสามเอ่ยลากันด้วยความเศร้าใจ ก่อนที่รถม้าจะแยกไปอีกทางและม้าศึกตัวใหญ่สองตัวจะควบวิ่งออกไปอีกทาง การแยกจากคราวนี้ เป็นการแยกกันโดยไม่รู้ว่าในอนาคตจะได้พบเจอกันอีกหรือไม่

โจวจวินนั่งคู่กับคนขับรถม้าที่เป็นคนสนิทของตนอีกคน คนผู้นี้เป็นใบ้ ทุกคนจึงเรียกเขาว่าเจ้าใบ้ ภายนอกรถม้ามีแต่ความเงียบ แต่ภายในรถม้ามีเสียงร้องไห้ของสตรีสองคน คนหนึ่งอายุราวสี่สิบกว่าๆ อีกคนอายุยี่สิบต้นๆ ทั้งคู่พูดปลอบใจกันไปมา โดยมีเด็กชายวัยห้าขวบนั่งอุ้มเด็กทารกวัยเดือนกว่ามองสตรีทั้งคู่ด้วยดวงตากลมโต

วันนี้รถม้าเดินทางจนมาถึงท่าเรือในตอนเย็น โจจวินผู้มีแผลที่ดูน่ากลัวบนใบหน้าไม่พูดไม่จายืนอยู่กับเจ้าใบ้ ส่วนเมิ่งหลันเซียงที่ยามนี้เรียกตนเองว่าเจิ้งฮุ่ยผิงกำลังอุ้มเด็กทารกอีกมือจูงบุตรชายเดินตามหลังนางเจียงไปพบบุตรชายคนรองของนาง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 200 ตอนจบ

    แคว้นต้าหมิงผลัดเปลี่ยนผู้ครองบัลลังก์ใหม่อีกครั้ง ฮ่องเต้จูหย่งตี้ขึ้นครองบัลลังก์ท่ามกลางปัญหามากมายในแคว้นต้าหมิง ทรงปราบปรามอ๋องทั้งหลายที่ก่อกบฏ ทรงแจกเสบียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ทรงก่อตั้งทหารเรือเพื่อกำจัดเหล่าโจรสลัดที่มักปล้นทรัพย์ชาวบ้านตามบริเวณชายฝั่งทะเลที่ปรึกษาเซี่ยคงเสวียนได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านอัครเสนาบดีผู้คุมการทำงานของขุนนางในราชสำนัก บุตรเขยคนโตของเขาเจิ้งหรงเจี้ยนเป็นเสนาบดีฝ่ายขวาเลื่อนขึ้นมาเป็นขุนนางขั้นสองทั้งที่อายุยังน้อย เจิ้งหรงมู่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางขั้นสามเป็นเสนาบดีควบคุมกองคลัง เจิ้งหรงจิ้งเป็นแม่ทัพใหญ่ถูกย้ายมาประจำชายแดนทางเหนือ โจวจื่อหวายบุตรเขยคนรองของท่านอัครเสนาบดีได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพควบคุมทหารองครักษ์และรับผิดชอบทหารที่ใช้ปกป้องเมืองหลวงฮ่องเต้จูหย่งตี้ทรงย้ายเมืองหลวงมาตั้งใหม่ที่เมืองเป่ยจิง และสร้างปรับปรุงพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นแทนที่จวนเอียนอ๋อง ช่วงปรับเปลี่ยนเมืองหลวงมีผู้คนต่อต้านและสร้างข่าวลือมากมาย มีบางคนได้ยินข่าวลือมาว่าฮ่องเต้จูจางเหวินยังไม่ตายและได้หลบลี้หนีภัยไปทางทะเล หม่าชางเหวินผู้ที่สังหารจ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 199

    หม่าชางเหวินบุกเข้าไปในพระตำหนักคุณหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของฮ่องเต้จูจางเหวิน เขารู้ดีว่าโจวจวินเปิดทางให้เขาเป็นผู้ลงมือ เพราะเอียนอ๋องจะได้ไม่มีความแค้นเคืองกับโจวจวินในภายหลังไท่ซ่างหวงเอ่ยต่อรองกับหม่าชางเหวินท่ามกลางผู้คนที่คอยคุ้มกันเขาว่า "อาชางเอ๋ย อาจางผู้นี้เขามีศักดิ์เป็นพี่ชายของเจ้า ไว้ชีวิตของเขาได้หรือไม่""เสด็จปู่ คนผู้นี้สังหารเสด็จอาไปตั้งหลายคน แล้วเขายังก่อเรื่องทำให้เสด็จย่าของข้าต้องปลิดชีพตนเองเช่นนั้น ท่านยังจะขอให้ข้าไว้ชีวิตเขาอีกหรือ"จูจางเหวินมองกำลังทหารที่คุ้มครองตนแล้วมองไปยังคนที่อยู่ด้านหลังหม่าชางเหวินด้วยความท้อใจ "ข้าคงไม่มีหนทางถอยแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าขอร้องให้เจ้าปล่อยคนที่ตำหนักเฟิ่งหนิงไปได้หรือไม่ นางกำลังตั้งครรภ์บุตรของข้า ลู่ฮองเฮาดีต่อโจวจื่อหยามากมาโดยตลอดเจ้าปล่อยนางไปได้หรือไม่"หม่าชางเหวินเหยียดยิ้มก่อนจะพูดด้วยใบหน้าโกรธแค้นว่า "ในที่นี้ข้าละเว้นได้เพียงชีวิตของเสด็จปู่เท่านั้น ส่วนสตรีของเจ้าเหตุใดข้าต้องละเว้นพวกนางด้วย ในเมื่อเจ้ายังไม่ละเว้นฮูหยินของข้าเลย" หม่าชางเหวินรับรู้แล้วว่ายามนี้โจวจื่อหยานอนหลับยังไม่ฟื้นเนื่องจา

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 198

    โจวจวินขี่ม้ามารับขบวนรถม้าของบุตรชายและบุตรสาว เนื่องจากเขาเองก็โดนคนลอบโจมตีเช่นกันจึงทำให้เสียเวลา เมื่อเขาไม่ได้พบกับขบวนรถม้าของบุตรทั้งสองที่จุดนัดพบ จึงเร่งม้าเดินทางต่อเพราะคาดเดาได้ว่าขบวนรถม้าผิดเวลาเช่นนี้ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นโจวจื่อหยาสั่งให้จงลู่ช่วยแบกโจวจื่อหวายมาขึ้นรถม้าของนางโดยให้สาวใช้คนสนิทย้ายไปขึ้นรถม้าคันอื่น และสั่งให้จงลู่พาคนเจ็บเคลื่อนย้ายเดินทางออกจากบริเวณนี้ ส่วนคนเสียชีวิตก็ให้นำศพกลับไปด้วย แม้จะทำให้การเดินทางล่าช้าลง แต่โจวจื่อหยาเลือกจะไม่ทิ้งใครเอาไว้ด้านหลัง แม้คนเหล่านั้นจะไม่มีลมหายใจแล้วก็ตามเมื่อขึ้นรถม้ามาอยู่คันเดียวกับโจวจื่อหวายเพียงสองคน นางก็ตรวจพบว่าลมหายใจของเขาแผ่วเบาแม้จะฝังเข็มที่บาดแผลเพื่อหยุดเลือดแต่อวัยวะภายในเสียหายมาก โจวจื่อหยารู้ดีว่าหากเป็นคนทั่วไปโจวจื่อหวายต้องเสียชีวิตแล้วไม่มีหนทางรักษาเพราะเขาโดนลูกธนูยิงทะลุปอดไปหนึ่งข้างโจวจื่อหยาเลือกที่จะเสี่ยงใช้พลังแก้วดวงจิตของตน ทั้งที่มีเสียงเตือนภายในใจว่าหากนางใช้พลังพิเศษรักษาโจวจื่อหวายจนหาย ถือว่าเกินขีดจำกัดตามธรรมชาติมากไปพลังชีวิตของนางอาจจะหมดลงได้แต่เมื่อคิดว่าไม่ใ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 197

    โจวจื่อหยากลับมาพักผ่อนอยู่ที่จวนหม่ากั๋วกง แต่ภายในใจยังคงวนเวียนอยู่กับความคิดที่แอบอ่านมาได้จากผู้คนในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นภายในวังหลวงค่ำคืนนี้หลังจากผ่านบทรักที่ชุ่มฉ่ำใจ หม่าชางเหวินกอดจูบร่างบางอย่างรักใคร่ ก่อนจะยื่นนิ้วเรียวยาวไปคลึงหัวคิ้วของโจวจื่อหยาอย่างเอาใจ"มีเรื่องอันใดหรือ ทำไมเจ้าจึงดูกลุ้มใจเช่นนี้""ท่านพี่ในงานเลี้ยงวันนี้ข้าเพิ่งค้นพบว่า ฮ่องเต้จูจางเหวินไม่มีทางปล่อยท่านไป ฮ่องเต้ทรงคิดว่าตระกูลหม่าไม่สมควรมีอยู่และทรงระแวงหม่าไทเฮารวมถึงเอียนอ๋อง" เมื่อพูดจบเงยหบน้ามองหม่าชางเหวินด้วยท่าทางไม่แน่ใจก่อนจะพูดเพิ่มเติมว่า " อีกเหตุผลก็เป็นเพราะฮ่องเต้จูจางเหวินสนใจในตัวจื่อหยา พระองค์คิดอยากได้จื่อหยาไปเป็นส่วนหนึ่งในสตรีที่ทรงโปรดปราน จึงคิดอยากกำจัดท่านพี่ที่ขวางทางอยู่ วันนี้พวกเราหลบเลี่ยงได้แต่วันต่อๆไปไม่รู้ว่าพวกเราจะพลาดเมื่อไหร่จื่อหยาจึงรู้สึกไม่สบายใจเลยเจ้าค่ะ"เมื่อโจวจื่อหยาพูดจบหม่าชางเหวินมีสีหน้าดำมืด แต่ยังคงพยายามพูดปลอบใจโจวจื่อหยา "เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลใจ ท่านพ่อตาเริ่มแผนการที่วางไว้แล้ว ยามนี้พวกเรามีหน้าที่กวนน้ำในวังหลวงให้ขุ่นเท่านั้น

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 196

    ก่อนที่โจวจื่อหยาจะออกจากวังได้มอบของขวัญให้แก่ลู่ฮองเฮา เป็นกำยานหอม และน้ำอาบแช่กายสูตรพิเศษ โจวจื่อหยาได้กระซิบบอกวิธีการใช้ของเหล่านี้เป็นพิเศษมอบให้แก่ลู่ฮองเฮาอีกด้วย โจวจื่อหยามั่นใจว่าของขวัญเหล่านี้ ฮ่องเต้จูจางเหวินจะได้รับการปรนนิบัติเป็นพิเศษจากลู่ฮองเฮา ถือได้ว่านี่เป็นการมอบผลประโยชน์ให้กับฮ่องเต้จูจางเหวินทางอ้อมสามวันต่อมาหม่าชางเหวินพาโจวจื่อหยาเข้าวังหลวงอีกครั้ง เพื่อมาตามเทียบเชิญของพระสนมหลี่เฟย ที่เชิญโจวจื่อหยาไปร่วมงานเลี้ยงที่พระตำหนักเฟิ่งจี๋พระสนมหลี่เฟย สั่งให้คนจัดโต๊ะอาหารตัวยาวพร้อมทั้งเชิญแขกเป็นฮูหยินคนสำคัญของขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงมามากมายหลายคนวันนี้พระสนมหลี่เฟยทรงแต่งตัวงดงามหรูหราดูสูงส่ง ต่างจะคุณหนูหลี่หวงซินคนเดิมเป็นอย่างมาก จากเดิมเคยแต่งตัวเรียบง่ายด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์ แต่วันนี้พระนางเลือกสวมชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายเป็นดอกไห่ถังและประดับตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้เมื่อถึงเวลางานหม่าชางเหวินเดินเคียงคู่มากับโจวจื่อหยา ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของคนผู้นี้ยังคงทำให้จิตใจของพระสนมหลี่เฟยเกิดความหวั่นไหวได้เหมือนเดิม พระสนมหลี่เฟยมองหม่าชางเหวินอยู่นานแล้วจ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 195

    โจวจื่อหยาและหม่าชางเหวินเข้าพักที่จวนหม่ากั๋วกงในเมืองหลวง ในขณะที่เหล่าพี่ชายแยกย้ายกลับไปพักที่บ้านตระกูลเจิ้งและจวนเหมันต์เพ่ยเพ่ยพาไป๋จือและไป่เหอมารอต้อนรับโจวจื่อหยาที่จวนหม่ากั๋วกง โจวจื่อหยาไม่ได้มองพวกนางเป็นสาวใช้ทั่วไป แต่มองพวกนางเป็นสหายต่างวัยเสียมากกว่า เมื่อได้มาพบหน้ากันจึงพูดคุยถามไถ่เหตุการณ์ในชีวิตของแต่ล่ะคน"อะไรกันคนของสำนักอินทรีย์เหตุใดจึงคิดจะมาแย่งคนของข้าไปอีกแล้ว แต่งพี่เพ่ยเพ่ยออกไปแล้วหนึ่งคนยังไม่พอนี่ยังจะมาขอแต่งไป๋จือเพิ่มอีกหรือนี่" โจวจือหยาแกล้งเอ่ยหยอกเย้าไป๋จือที่ยามนี้กำลังปลูกต้นรักอยู่กับข่งเจียซ่าน"หากคุณหนูไม่เห็นด้วยไป๋จือก็จะไม่แต่งเจ้าค่ะ"ไป๋จือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ฮ่าๆ ข้าเพียงพูดแกล้งหยอกเจ้า ใยถือเป็นจริงเป็นจัง หากเจ้าคิดว่าแต่งงานออกเรือนแล้วมีความสุขข้าย่อมสนับสนุน ไม่ใช่เพียงไป๋จือนะรวมถึงไป่เหอด้วย""ข้าจะไม่แต่งงานเจ้าค่ะ ชาตินี้ข้าจะอยู่รับใช้คุณหนูไปตลอดชีวิต"ไป่เหอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง 'หากไม่มีคุณหนูชีวิตของนางในยามนี้คงจบลงที่หอโคมแดงไปแล้วดังนั้นชาตินี้นางจะอยู่เพื่อทดแทนคุณให้กับคุณหนู'โจวจื่อหยาอ่านความคิดของไป่เ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 181

    โจวจื่อหยาก้มหน้าทำแผลให้หม่าชางเหวินอย่างระมัดระวัง หม่าชางเหวินมองใบหน้างดงามของคู่หมั้นอย่างไม่ละสายตา ทำให้โจวจื่อหยารู้สึกเขินอายจนมือไม้สับสน นางถอนหายใจและพูดขึ้นว่า"พี่ชางเหวินจะจ้องหน้ามองจื่อหยาแบบนี้ทำไมเจ้าคะ""ก็หายากที่หยาหยาจะมานั่งทำแผลให้พี่เป็นการส่วนตัวเช่นนี้ พี่จึงต้องมองเก็บภ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 178

    โจวจวินและเจิ้งฮุ่ยผิงสั่งคนจัดเก็บของอย่างเร่งด่วนและฝากบ้านบนเนินเขาไว้กับครอบครัวของโจวจงเหลียง ที่คราวนี้ไม่ได้ติดตามโจวจวินไปด้วย เนื่องจากโจวจวินให้เขาอยู่ดูแลเรื่องการหลอมอาวุธแทน และให้โจวจงเหลียนอยู่ปกป้องหมู่บ้านเถียนซีในช่วงที่โจวจวินไม่อยู่ที่นี่ครั้งนี้หม่ากั๋วกงและฮูหยินของเขา จวงปี้

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 177

    โจวจื่อหยาเก็บตัวอยู่บ้านบนเนินเขา มีเวรยามคุ้มกันรอบบ้านบนเนินเขาอย่างแน่นหนา คนที่จะผ่านขึ้นไปบ้านบนเนินเขาได้ต้องผ่านด่านของจงลู่เสียก่อนยามนี้นอกจากครอบครัวของเจิ้งฝูหลิงจะย้ายมาอยู่ที่นี่แล้ว ยังมีครอบครัวของจงเหลียนและเจียงฮุ่ยย้ายมาอยู่ที่นี่เพิ่มอีกหนึ่งครอบครัวด้วย ทำให้โจวจื่อหยายิ่งรู้ส

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 172

    โจวจื่อหวาย นอนพักอยู่ที่บ้านบนเนินเขาเพียงหนึ่งคืน เช้าวันต่อมาเขาก็รีบควบม้าฝีเท้าดีออกจากหมู่บ้านเถียนซีเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง โดยมีเวลาไปร่ำลาท่านผู้เฒ่าเจิ้งหลี่และท่านแม่เฒ่าเจียงฝานเพียงครู่เท่านั้นโจวจวินมองตามหลังบุตรชายด้วยแววตาครุ่นคิด ก่อนจะสั่งคนให้ติดตามไปคุ้มครองโจวจื่อหวายเพิ่มม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status