แชร์

เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า
เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า
ผู้แต่ง: JustMoonLight

บทที่ 1

ผู้เขียน: JustMoonLight
last update วันที่เผยแพร่: 2026-04-05 14:52:04

โจวจื่อหยารู้สึกเจ็บปวดใจเกินจะรับไหวเมื่อได้รับรู้ความจริงจากปากของคนที่ตัวเองรัก ที่แท้ครอบครัวที่เลี้ยงดูนางมาจนเติบโต กลับไม่ใช่ครอบครัวที่แท้จริง น้องสาวที่โจวจื่อหยาเอ็นดูรักใคร่มาโดยตลอด จึงจะเป็นบุตรเพียงสาวคนเดียวของบิดามารดา

วันนี้คือวันแต่งงานของโจวจื่อหยา ชุดเจ้าสาวที่สวยงามสวมใส่อยู่บนร่างของโจวจื่อหยาดูสวยงามราวกับเจ้าหญิง แต่ใบหน้าที่แต่งเอาไว้อย่างงดงามกลับมีแต่คราบน้ำตา

"คุณพ่อกับคุณแม่เลี้ยงดูพี่มาอย่างดีโดยตลอดตั้งหลายปี เวลานี้พี่ควรตอบแทนบุญคุณให้คุณพ่อและคุณแม่ได้แล้ว วันนี้พี่ต้องล้มเลิกงานแต่งงาน ถือว่าเห็นแก่หลานของคุณพ่อคุณแม่ที่อยู่ในท้องของฉัน"

โจวจื่อหยามองน้องสาว พลางยกมือขึ้นมากุมที่หน้าอกข้างซ้ายที่ยามนี้รู้สึกอึดอัดจนหายใจแทบไม่ออก น้องสาวที่ตนรักและคอยตามใจทุกอย่าง ยามนี้กำลังยืนเคียงข้างกับชายหนุ่มหล่อเหลาที่อยู่ในชุดเจ้าบ่าว

"โจวจื่อหยา ผมขอโทษ" เสียงนุ่มทุ้มที่โจวจื่อหยาเคยชอบฟัง แต่วันนี้เสียงของคนผู้นี้กลับกรีดหัวใจของโจวจื่อหยาเป็นชิ้นๆ ความรู้สึกเจ็บปวดและแน่นหน้าอกแผ่ลามกระจายไปทั่ว

ความรู้สึกหน้ามืด แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออกรุนแรงมากขึ้น จนโจวจื่อหยาไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้แม้แต่คำเดียว ร่างบางค่อยๆ ทรุดตัวลงกองไปกับพื้น หูได้ยินเสียงคนกรีดร้องโวยวายจนฟังคำพูดเหล่านั้นไม่ออกแม้แต่คำเดียว น้ำตาแห่งความทรมานไหลออกมาจากหางตาของโจวจื่อหยา

ท่ามกลางความเจ็บปวด ความทรมานและน้ำตาที่ไหลริน กลับได้ยินเสียงหญิงสาวกระจ่างใสพูดขึ้นว่า "ท่านพี่ข้าขอตั้งชื่อบุตรสาวว่าโจวจื่อหยานะเจ้าคะ" เสียงนี้อยู่ใกล้มากคล้ายสตรีผู้นี้กำลังพูดอยู่ข้างหูของตน

"ได้ พี่ตามใจเจ้า" เสียงของบุรุษผู้เคร่งขรึมเอ่ยขึ้นดังห่างไกลออกไป

"จื่อหวายเจ้าชอบชื่อนี้ของน้องสาวของเจ้าหรือไม่"

"อื้ม" เสียงเด็กผู้ชายพูดขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ความมืดมิดจะกลืนกินความรู้สึกและทำให้ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกต่อไป

โจวจื่อหยารู้ตัวอีกครั้งเมื่อรู้สึกหิว หิวแสบท้องจนต้องร้องไห้ออกมา ก่อนที่จมูกจะได้กลิ่นน้ำนมที่แสนจะหอมและมีรสหวาน โจวจื่อหยาจึงรีบดูดดื่มนมอย่างหิวกระหาย

"นายหญิง ยามนี้นายท่านกับจงเหลียงออกไปล่าสัตว์เจ้าค่ะ บ่าวหวังว่าเย็นนี้พวกเราจะมีเนื้อให้กินนะเจ้าคะ"

" หลายวันมานี้ต้องลำบากเจ้าเสียแล้วฮุ่ยผิง"

"บ่าวไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ ในถ้ำแห่งนี้อบอุ่นและปลอดภัยมากพอที่จะให้นายหญิงอยู่ไฟเพื่อฟื้นฟูร่างกายพอดี นายหญิงไม่ต้องห่วงคุณชายนะเจ้าคะ บ่าวจะออกไปดูแลคุณชายน้อยเองเจ้าคะ"

โจวจื่อหยาดูดกินน้ำนมจนอิ่ม และเปิดหูรับฟังคนทั้งหมดพูดคุยกัน ก่อนจะหลับไปอีกครั้ง

หลังจากหลับๆ ตื่นๆ อยู่หลายครั้ง โจวจื่อหยาก็รับรู้ได้ว่ายามนี้ตนเป็นเพียงเด็กทารกคนหนึ่ง ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จำได้ว่าในวันงานแต่งของตนอาการโรคหัวใจกำเริบและหมดสติไป หรือว่านี่จะเป็นการตายไปแล้วมาเกิดใหม่ แต่ทำไมความทรงจำในชาติเก่ายังจำได้อย่างครบถ้วน รวมถึงความเจ็บปวดจากความทรงจำก็ยังอยู่ครบ

โจวจื่อหยาร้องไห้อย่างเจ็บปวดใจและเสียใจเมื่อคิดถึงเรื่องราวในอดีตของชีวิตตน พลันได้ยินเสียงสตรีที่แสนอบอุ่นพูดกับตนว่า "โอ๋ๆ บุตรสาวคนดีของแม่ เจ้าอย่าร้องไห้ไปเลยนะ เจ้ามีแม่อยู่กับเจ้าตรงนี้ มีท่านพ่อของเจ้าและมีพี่ชายของเจ้า อยู่ที่นี่แล้วเด็กดีไม่ต้องร้องนะ ไหนดูสิ เด็กดีร้องไห้ทำไม ไม่ได้ฉี่นี่นา เอ๊ะ เจ้าหิวใช่หรือไม่ มาๆ ดื่มนมซะนะเด็กดีของแม่"

โจวจื่อหยาส่ายหน้าเบะปากปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็โดนบังคับ ให้อ้าปากดูดนมจนได้

ท่านแม่ผู้อ่อนโยนกำลังบีบคางของบุตรสาวให้อ้าปาก แล้วยัดนมจากเต้าของตนเข้าปากก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ดูสิ แม่รู้ใจเจ้าที่สุดแล้ว เด็กดีหิวแล้วใช่ไหมจึงดูดนมใหญ่เลย"

"........." โจวจื่อหยาต้องรีบกลืนนมลงคอให้ทันมิเช่นนั้นจะต้องสำลักน้ำนมอย่างแน่นอน ดูดนมไปน้ำตาก็ไหลไปด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วยข้าที ข้าทรมานเหลือเกิน

คล้ายสวรรค์จะได้ยินเสียงคร่ำครวญของโจวจื่อหยา จึงมีเสียงสตรีสูงวัยเอ่ยว่า "นายหญิงเจ้าคะ ท่านปล่อยใบหน้าของคุณหนูก่อน ในนี้อากาศร้อนเหงื่อคงจะชุ่มร่างทำให้คุณหนูไม่สบายตัวมากกว่าเจ้าค่ะ คุณหนูคงจะไม่ได้หิวเพราะคุณหนูเพิ่งดูดนมไปได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเลย ส่งคุณหนูมาให้บ่าวพาไปเช็ดตัวเถิดเจ้าค่ะ"

"เป็นเช่นนั้นหรือเจียงมามา" สตรีผู้เป็นแม่จึงปล่อยคางของโจวจื่อหยา เด็กน้อยรีบอ้าปากหอบหายใจอย่างละโมบทำให้หยุดร้องไห้ทันที

เจียงมามามองเด็กทารกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนก่อนจะอุ้มเด็กทารกออกไปเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นด้านนอก และเปลี่ยนผ้าอ้อมใหม่

โจวจื่อหยารู้สึกสบายตัวจึงพยายามเปิดเปลือกตามองรอบกาย แต่ก็ยังไม่สำเร็จคล้ายกับมีเงาอะไรมาเคลือบดวงตาเอาไว้ ทำให้โจวจื่อหยามองเห็นสิ่งรอบกายไม่ชัดเจน เมื่อรู้สึกสบายตัวความง่วงจึงมาเยือนอีกครั้ง โจวจื่อหยาขยับตัวก่อนจะหลับไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากฝืนตัวเองมาได้หลายวัน ดวงตาของโจวจื่อหยาจึงมองเห็นสภาพรอบกายได้ชัดเจนมากขึ้น

มารดาของโจวจื่อหยามีอายุราวยี่สิบกว่าปี เป็นสาวงามอยู่ในชุดโบราณ โจวจื่อหยาไม่ได้สนใจเรื่องชุดในสมัยโบราณจึงดูไม่ออกว่านี่คือชุดในสมัยใด

บิดาของโจวจื่อหยาอยู่ในชุดเสื้อแขนยาวสีดำมีเสื้อคลุมตัวยาวคลุมทับและรัดด้วยเข็มขัดหนัง รูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าเรียวยาวบัดนี้มีแผลฉกรรจ์พาดเป็นทางยาวจากคางไปถึงหางตาข้างซ้าย หากขยับเข้าไปใกล้ตาอีกนิด ตาข้างซ้ายคงบอดไปด้วย

ได้ยินบิดามักจะเรียกมารดาสั้นๆ ว่าเซียงเซียง ส่วนมารดามักจะเรียกบิดาว่าท่านพี่ โจวจื่อหยาจึงไม่รู้ว่าทั้งคู่เป็นใคร แต่รู้ว่ายามนี้คนกลุ่มนี้กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งกลางป่าลึกเท่านั้น

มีเจิ้งฮุ่ยผิงเป็นสาวใช้นางเป็นบุตรสาวของเจียงมามา หรือนางเจียงฝาน และมีจงเหลียงที่เป็นบ่าวคนสนิทของบิดาของโจวจื่อหยา และมีบ่าวชายที่เป็นใบ้ทุกคนเรียกเขาว่าเจ้าใบ้

คนทั้งหมดปรึกษาอะไรกันอยู่ โจวจื่อหยาฟังไม่ค่อยถนัดแถมหนังตาก็เริ่มหนัก ดวงตาหรี่ปรือใกล้จะหลับ ได้ยินเสียงสนทนาดังมาแว่วๆ ว่า

ต้องโทษประหารทั้งตระกูล.....ต้องหลบหนี......อาจจะโดนตามล่า....ต้องเปลี่ยนชื่อสวมแซ่

หลังจากนั้นก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนรถม้า มีเสียงสนทนาแผ่วเบาอยู่ข้างหูเป็นภาษาที่โจวจื่อหยาไม่เคยได้ยินมาก่อน โจวจื่อหยาฟังด้วยความสับสน และเอ่ยขอร้องต่อสวรรค์ว่า 'ได้โปรดช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจได้หรือไม่ ว่าเรื่องนี้มีความหมายว่าอะไร'

และแล้วโจวจื่อหยาก็รู้สึกเหมือนตัวเองมองเห็นแสงสว่างเป็นดวงแก้วลูกกลมๆ พุ่งออกมาจากหน้าอกของตนและมีเสียงเข้ามาในหัวว่า 'ได้ตามที่ท่านปรารถนา ท่านต้องการรู้เรื่องอะไรถามข้ามาได้เลย'

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 200 ตอนจบ

    แคว้นต้าหมิงผลัดเปลี่ยนผู้ครองบัลลังก์ใหม่อีกครั้ง ฮ่องเต้จูหย่งตี้ขึ้นครองบัลลังก์ท่ามกลางปัญหามากมายในแคว้นต้าหมิง ทรงปราบปรามอ๋องทั้งหลายที่ก่อกบฏ ทรงแจกเสบียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ทรงก่อตั้งทหารเรือเพื่อกำจัดเหล่าโจรสลัดที่มักปล้นทรัพย์ชาวบ้านตามบริเวณชายฝั่งทะเลที่ปรึกษาเซี่ยคงเสวียนได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านอัครเสนาบดีผู้คุมการทำงานของขุนนางในราชสำนัก บุตรเขยคนโตของเขาเจิ้งหรงเจี้ยนเป็นเสนาบดีฝ่ายขวาเลื่อนขึ้นมาเป็นขุนนางขั้นสองทั้งที่อายุยังน้อย เจิ้งหรงมู่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางขั้นสามเป็นเสนาบดีควบคุมกองคลัง เจิ้งหรงจิ้งเป็นแม่ทัพใหญ่ถูกย้ายมาประจำชายแดนทางเหนือ โจวจื่อหวายบุตรเขยคนรองของท่านอัครเสนาบดีได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพควบคุมทหารองครักษ์และรับผิดชอบทหารที่ใช้ปกป้องเมืองหลวงฮ่องเต้จูหย่งตี้ทรงย้ายเมืองหลวงมาตั้งใหม่ที่เมืองเป่ยจิง และสร้างปรับปรุงพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นแทนที่จวนเอียนอ๋อง ช่วงปรับเปลี่ยนเมืองหลวงมีผู้คนต่อต้านและสร้างข่าวลือมากมาย มีบางคนได้ยินข่าวลือมาว่าฮ่องเต้จูจางเหวินยังไม่ตายและได้หลบลี้หนีภัยไปทางทะเล หม่าชางเหวินผู้ที่สังหารจ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 199

    หม่าชางเหวินบุกเข้าไปในพระตำหนักคุณหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของฮ่องเต้จูจางเหวิน เขารู้ดีว่าโจวจวินเปิดทางให้เขาเป็นผู้ลงมือ เพราะเอียนอ๋องจะได้ไม่มีความแค้นเคืองกับโจวจวินในภายหลังไท่ซ่างหวงเอ่ยต่อรองกับหม่าชางเหวินท่ามกลางผู้คนที่คอยคุ้มกันเขาว่า "อาชางเอ๋ย อาจางผู้นี้เขามีศักดิ์เป็นพี่ชายของเจ้า ไว้ชีวิตของเขาได้หรือไม่""เสด็จปู่ คนผู้นี้สังหารเสด็จอาไปตั้งหลายคน แล้วเขายังก่อเรื่องทำให้เสด็จย่าของข้าต้องปลิดชีพตนเองเช่นนั้น ท่านยังจะขอให้ข้าไว้ชีวิตเขาอีกหรือ"จูจางเหวินมองกำลังทหารที่คุ้มครองตนแล้วมองไปยังคนที่อยู่ด้านหลังหม่าชางเหวินด้วยความท้อใจ "ข้าคงไม่มีหนทางถอยแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าขอร้องให้เจ้าปล่อยคนที่ตำหนักเฟิ่งหนิงไปได้หรือไม่ นางกำลังตั้งครรภ์บุตรของข้า ลู่ฮองเฮาดีต่อโจวจื่อหยามากมาโดยตลอดเจ้าปล่อยนางไปได้หรือไม่"หม่าชางเหวินเหยียดยิ้มก่อนจะพูดด้วยใบหน้าโกรธแค้นว่า "ในที่นี้ข้าละเว้นได้เพียงชีวิตของเสด็จปู่เท่านั้น ส่วนสตรีของเจ้าเหตุใดข้าต้องละเว้นพวกนางด้วย ในเมื่อเจ้ายังไม่ละเว้นฮูหยินของข้าเลย" หม่าชางเหวินรับรู้แล้วว่ายามนี้โจวจื่อหยานอนหลับยังไม่ฟื้นเนื่องจา

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 198

    โจวจวินขี่ม้ามารับขบวนรถม้าของบุตรชายและบุตรสาว เนื่องจากเขาเองก็โดนคนลอบโจมตีเช่นกันจึงทำให้เสียเวลา เมื่อเขาไม่ได้พบกับขบวนรถม้าของบุตรทั้งสองที่จุดนัดพบ จึงเร่งม้าเดินทางต่อเพราะคาดเดาได้ว่าขบวนรถม้าผิดเวลาเช่นนี้ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นโจวจื่อหยาสั่งให้จงลู่ช่วยแบกโจวจื่อหวายมาขึ้นรถม้าของนางโดยให้สาวใช้คนสนิทย้ายไปขึ้นรถม้าคันอื่น และสั่งให้จงลู่พาคนเจ็บเคลื่อนย้ายเดินทางออกจากบริเวณนี้ ส่วนคนเสียชีวิตก็ให้นำศพกลับไปด้วย แม้จะทำให้การเดินทางล่าช้าลง แต่โจวจื่อหยาเลือกจะไม่ทิ้งใครเอาไว้ด้านหลัง แม้คนเหล่านั้นจะไม่มีลมหายใจแล้วก็ตามเมื่อขึ้นรถม้ามาอยู่คันเดียวกับโจวจื่อหวายเพียงสองคน นางก็ตรวจพบว่าลมหายใจของเขาแผ่วเบาแม้จะฝังเข็มที่บาดแผลเพื่อหยุดเลือดแต่อวัยวะภายในเสียหายมาก โจวจื่อหยารู้ดีว่าหากเป็นคนทั่วไปโจวจื่อหวายต้องเสียชีวิตแล้วไม่มีหนทางรักษาเพราะเขาโดนลูกธนูยิงทะลุปอดไปหนึ่งข้างโจวจื่อหยาเลือกที่จะเสี่ยงใช้พลังแก้วดวงจิตของตน ทั้งที่มีเสียงเตือนภายในใจว่าหากนางใช้พลังพิเศษรักษาโจวจื่อหวายจนหาย ถือว่าเกินขีดจำกัดตามธรรมชาติมากไปพลังชีวิตของนางอาจจะหมดลงได้แต่เมื่อคิดว่าไม่ใ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 197

    โจวจื่อหยากลับมาพักผ่อนอยู่ที่จวนหม่ากั๋วกง แต่ภายในใจยังคงวนเวียนอยู่กับความคิดที่แอบอ่านมาได้จากผู้คนในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นภายในวังหลวงค่ำคืนนี้หลังจากผ่านบทรักที่ชุ่มฉ่ำใจ หม่าชางเหวินกอดจูบร่างบางอย่างรักใคร่ ก่อนจะยื่นนิ้วเรียวยาวไปคลึงหัวคิ้วของโจวจื่อหยาอย่างเอาใจ"มีเรื่องอันใดหรือ ทำไมเจ้าจึงดูกลุ้มใจเช่นนี้""ท่านพี่ในงานเลี้ยงวันนี้ข้าเพิ่งค้นพบว่า ฮ่องเต้จูจางเหวินไม่มีทางปล่อยท่านไป ฮ่องเต้ทรงคิดว่าตระกูลหม่าไม่สมควรมีอยู่และทรงระแวงหม่าไทเฮารวมถึงเอียนอ๋อง" เมื่อพูดจบเงยหบน้ามองหม่าชางเหวินด้วยท่าทางไม่แน่ใจก่อนจะพูดเพิ่มเติมว่า " อีกเหตุผลก็เป็นเพราะฮ่องเต้จูจางเหวินสนใจในตัวจื่อหยา พระองค์คิดอยากได้จื่อหยาไปเป็นส่วนหนึ่งในสตรีที่ทรงโปรดปราน จึงคิดอยากกำจัดท่านพี่ที่ขวางทางอยู่ วันนี้พวกเราหลบเลี่ยงได้แต่วันต่อๆไปไม่รู้ว่าพวกเราจะพลาดเมื่อไหร่จื่อหยาจึงรู้สึกไม่สบายใจเลยเจ้าค่ะ"เมื่อโจวจื่อหยาพูดจบหม่าชางเหวินมีสีหน้าดำมืด แต่ยังคงพยายามพูดปลอบใจโจวจื่อหยา "เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลใจ ท่านพ่อตาเริ่มแผนการที่วางไว้แล้ว ยามนี้พวกเรามีหน้าที่กวนน้ำในวังหลวงให้ขุ่นเท่านั้น

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 196

    ก่อนที่โจวจื่อหยาจะออกจากวังได้มอบของขวัญให้แก่ลู่ฮองเฮา เป็นกำยานหอม และน้ำอาบแช่กายสูตรพิเศษ โจวจื่อหยาได้กระซิบบอกวิธีการใช้ของเหล่านี้เป็นพิเศษมอบให้แก่ลู่ฮองเฮาอีกด้วย โจวจื่อหยามั่นใจว่าของขวัญเหล่านี้ ฮ่องเต้จูจางเหวินจะได้รับการปรนนิบัติเป็นพิเศษจากลู่ฮองเฮา ถือได้ว่านี่เป็นการมอบผลประโยชน์ให้กับฮ่องเต้จูจางเหวินทางอ้อมสามวันต่อมาหม่าชางเหวินพาโจวจื่อหยาเข้าวังหลวงอีกครั้ง เพื่อมาตามเทียบเชิญของพระสนมหลี่เฟย ที่เชิญโจวจื่อหยาไปร่วมงานเลี้ยงที่พระตำหนักเฟิ่งจี๋พระสนมหลี่เฟย สั่งให้คนจัดโต๊ะอาหารตัวยาวพร้อมทั้งเชิญแขกเป็นฮูหยินคนสำคัญของขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงมามากมายหลายคนวันนี้พระสนมหลี่เฟยทรงแต่งตัวงดงามหรูหราดูสูงส่ง ต่างจะคุณหนูหลี่หวงซินคนเดิมเป็นอย่างมาก จากเดิมเคยแต่งตัวเรียบง่ายด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์ แต่วันนี้พระนางเลือกสวมชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายเป็นดอกไห่ถังและประดับตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้เมื่อถึงเวลางานหม่าชางเหวินเดินเคียงคู่มากับโจวจื่อหยา ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของคนผู้นี้ยังคงทำให้จิตใจของพระสนมหลี่เฟยเกิดความหวั่นไหวได้เหมือนเดิม พระสนมหลี่เฟยมองหม่าชางเหวินอยู่นานแล้วจ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 195

    โจวจื่อหยาและหม่าชางเหวินเข้าพักที่จวนหม่ากั๋วกงในเมืองหลวง ในขณะที่เหล่าพี่ชายแยกย้ายกลับไปพักที่บ้านตระกูลเจิ้งและจวนเหมันต์เพ่ยเพ่ยพาไป๋จือและไป่เหอมารอต้อนรับโจวจื่อหยาที่จวนหม่ากั๋วกง โจวจื่อหยาไม่ได้มองพวกนางเป็นสาวใช้ทั่วไป แต่มองพวกนางเป็นสหายต่างวัยเสียมากกว่า เมื่อได้มาพบหน้ากันจึงพูดคุยถามไถ่เหตุการณ์ในชีวิตของแต่ล่ะคน"อะไรกันคนของสำนักอินทรีย์เหตุใดจึงคิดจะมาแย่งคนของข้าไปอีกแล้ว แต่งพี่เพ่ยเพ่ยออกไปแล้วหนึ่งคนยังไม่พอนี่ยังจะมาขอแต่งไป๋จือเพิ่มอีกหรือนี่" โจวจือหยาแกล้งเอ่ยหยอกเย้าไป๋จือที่ยามนี้กำลังปลูกต้นรักอยู่กับข่งเจียซ่าน"หากคุณหนูไม่เห็นด้วยไป๋จือก็จะไม่แต่งเจ้าค่ะ"ไป๋จือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ฮ่าๆ ข้าเพียงพูดแกล้งหยอกเจ้า ใยถือเป็นจริงเป็นจัง หากเจ้าคิดว่าแต่งงานออกเรือนแล้วมีความสุขข้าย่อมสนับสนุน ไม่ใช่เพียงไป๋จือนะรวมถึงไป่เหอด้วย""ข้าจะไม่แต่งงานเจ้าค่ะ ชาตินี้ข้าจะอยู่รับใช้คุณหนูไปตลอดชีวิต"ไป่เหอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง 'หากไม่มีคุณหนูชีวิตของนางในยามนี้คงจบลงที่หอโคมแดงไปแล้วดังนั้นชาตินี้นางจะอยู่เพื่อทดแทนคุณให้กับคุณหนู'โจวจื่อหยาอ่านความคิดของไป่เ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 147

    เมื่อได้ยินว่าถึงเป่ยจิงแล้ว โจวจื่อหยารีบผุดลุกขึ้นมานั่งใช้มือขาวผ่องเปิดผ้าม่านหน้าต่างของรถม้ามองออกไปด้านนอกอย่างตื่นเต้น หากพูดถึงเมืองเอียนนางไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อน แต่หากพูดถึงเป่ยจิง โจวจื่อหยาได้ยินบ่อยมากเพราะเป่ยจิงคือชื่อในอดีตของเมืองปักกิ่ง ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของชีวิตก่อ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 144

    ในหมู่บ้านเถียนซีมีคนเข้ามาอาศัยอยู่เพิ่มมากขึ้น มีการตัดต้นไม้ใหญ่เพื่อนำมาสร้างบ้านเรือนเพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วนอีกหลายหลัง บนภูเขาเจิ้งก็มีคนของโจวจวินย้ายเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่ม มีการก่อสร้างกำแพงล้อมรอบหมู่บ้าน มีการสร้างลานฝึกยุทธ มีการเร่งสร้างอาวุธ มีการทำอาหารแห้งเก็บไว้เป็นเสบียงในหน้าหนาว บนภ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 132

    เย็นของวันนั้นโจวจื่อหยานอนหลับพักผ่อนไปอย่างอ่อนเพลีย โดยมีเพียนเพียนและเพ่ยเพ่ยผลัดกันเฝ้าคอยระวังความปลอดภัยให้แก่โจวจื่อหยาโจวจวิน โจวจื่อหวายและเจิ้งหรงมู่ที่ในเวลานี้อาการบาดเจ็บของเขาดีขึ้นมากแล้วผลัดกันมาดูโจวจื่อหยาอย่างเป็นห่วง เมื่อรู้ว่านางยังคงนอนหลับพักผ่อนอยู่จึงเดินจากไป โดยโจวจวิน

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 118

    หม่าชางเหวินนั่งปรึกษาพูดคุยเรื่องต่างๆ อยู่กับโจวจื่อหวายและเจิ้งหรงมู่ที่ลานฝึกวรยุทธด้านหลังของจวนเหมันต์ เพื่อนั่งรอโจวจวินพาเจิ้งฮุ่ยผิงและโจวจื่อหยากลับจวนเหมันต์เมื่อโจวจื่อหยาเดินทางกลับมาถึงจวนเหมันต์จึงพบว่าหม่าจางเหวินมายืนรอตนพร้อมกับเหล่าพี่ชายทั้งสองของนางโดยในอ้อมแขนของเขาอุ้มเด็กชา

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status