LOGINเจิ้งฝูหลิงยืนอยู่กับลูกพี่หู่ของตนบริเวณท่าเรือ เขานัดแนะกับมารดาผู้ให้กำเนิดว่าจะมารวมตัวกันที่ท่าเรือในเย็นวันนี้ เขาไม่ได้พบเจอกับเจียงฝานผู้เป็นมารดามานานถึงห้าปีแล้ว เขาจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก และยังมีอีกหนึ่งคนที่เขาไม่เคยพบเจอ แต่เขาคิดอยากจะพบหน้านางมาโดยตลอด คนผู้นั้นก็คือน้องสาวคนเดียวของเขา เจิ้งฮุ่ยผิง
เมื่อมองเห็นสตรีผู้มีวัยประมาณมีอายุประมาณสี่สิบปลายๆ แต่ยังดูแข็งแรงและคล่องแคล่วเดินนำหน้าสตรีวัยยี่สิบต้นๆ ที่กำลังอุ้มเด็กทารกและจูงเด็กชายวัยสี่ขวบเดินมาด้วยกัน เจิ้งฝูหลิงจ้องมองสตรีสูงวัยอย่างไม่แน่ใจก่อนจะยิ้มกว้างและหันมาบอกกล่าวลูกพี่หู่ของตนด้วยท่าทางยินดีเป็นอย่างยิ่ง "พี่หู่ หญิงผู้นั้นคือท่านแม่ของข้า ข้าขอตัวไปหาท่านแม่ก่อนนะขอรับ" ยังไม่ทันได้ฟังคำตอบรับจากลูกพี่หู่ของตน เจิ้งฝูหลิงก็รีบวิ่งไปหามารดาของตนด้วยท่าทางดีใจราวกับเด็กน้อยผู้หนึ่ง ทั้งๆ ที่ตนก็มีอายุถึงวัยเบญจเพสแล้ว "ท่านแม่ ข้ามารับท่านแล้วขอรับ" เจิ้งฝูหลิงวิ่งมาหานางเจียงฝานด้วยท่าทางดีใจ ก่อนจะแสดงท่าทางคำนับมารดาและเหลือบตาไปมองสตรีด้านหลังอย่างตื่นเต้น "อาหลิง เจ้ารอแม่นานหรือไม่ มาๆ นี่แม่จะแนะนำให้เจ้ารู้จักกับน้องสาวแท้ๆ ของเจ้า" "เจ้าคือฮุ่ยผิงใช่หรือไม่ นี่...เจ้ามีบุตรแล้วหรือไม่เห็นท่านแม่ส่งข่าวให้ข้ารู้บ้างเลย" "พี่รอง ข้าคือฮุ่ยผิงเจ้าค่ะ และเด็กชายผู้นี้คือหลานบุตรชายคนโตของท่านเขามีชื่อว่า โจวจื่อหวาย และที่ข้าอุ้มอยู่คือบุตรสาวคนเล็กของข้านางเพิ่งคลอดได้เพียงเดือนเดียวชื่อโจวจื่อหยาเจ้าค่ะ" เมิ่งหลันเซียงผู้สวมรอยเป็นเจิ้งฮุ่ยผิงพูดคุยกับเจิ้งฝูหลิงด้วยน้ำเสียงสุภาพ ยิ่งเห็นท่าทางดีใจและสายตาที่มองตนอย่างอ่อนโยน เมิ่งหลันเซียงทั้งอบอุ่นใจและแอบรู้สึกผิดต่อเจิ้งฮุ่ยผิงตัวจริงและเจิ้งฝูหลิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าตนเองไม่ใช่น้อย ที่ต่อไปนี้ตนต้องหลอกลวง และรับเอาความรู้สึกดีๆ จากคนตรงหน้าแทนน้องสาวที่แท้จริงของเขา "มาจื่อหวาย มาให้ลุงรองอุ้มเจ้าสักหน่อย ไอ้หยาา ลุงรองไม่รู้ว่ามีหลานๆ ตามมาด้วยจึงไม่ได้เตรียมของขวัญพบหน้าให้แก่หลานทั้งสองคน ฮุ่ยผิง พี่รองจัดการเอกสารข้ามแดนให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว ประเดี๋ยวพี่รองจะไปทำเอกสารให้ลูกๆ ของเจ้าเพิ่มก็แล้วกันนะ" "ถ้าเช่นนั้นข้าต้องรบกวนพี่รองช่วยทำเอกสารให้สามีของข้าเพิ่มอีกหนึ่งคนด้วยเจ้าค่ะ เขายืนเฝ้าของอยู่ทางด้านนั้น" "ได้ๆ ว่าแต่สามีของเจ้าพูดภาษาของเราได้หรือเปล่า แต่พี่รองต้องขอชมเจ้าเสียแล้วว่าสำเนียงของเจ้าพูดเหมือนคนพื้นที่อย่างข้าเปี๊ยบเลย" "สามีของข้าพูดภาษาบ้านเราได้เจ้าค่ะ แต่พูดได้ไม่มาก และปกติสามีของข้าก็ไม่ค่อยพูดกับผู้ใดอยู่แล้วเจ้าค่ะ ส่วนการพูดของข้านั้น ข้าหัดพูดภาษานี้กับท่านแม่มาตั้งแต่ข้ายังเป็นเด็กเจ้าค่ะ จึงพูดได้สบาย" "ฮ่าๆ ป่ะๆ เจ้าพาพี่รองไปพบน้องเขยของข้าสักหน่อย พี่รองจะได้รีบไปทำเอกสารให้สามีและลูกๆ ของเจ้า" โจวจวินเห็นบุรุษคนหนึ่งร่างกายกำยำแต่ไม่สูงใหญ่เท่าเขากำลังอุ้มบุตรชายของเขาเดินตามหลังเจียงมามาและฮูหยินของเขา โจจวินจึงเตรียมพร้อมเมื่อคนมาถึง เขาจึงคำนับตามที่ได้เรียนรู้มาก่อนหน้านี้และพูดสั้นๆ ว่า "พี่รอง" หลังจากนั้นโจวจวินก็ไม่ได้เปิดปากพูดอีกเลย ส่วนใหญ่จะเป็นการสนทนาของเจิ้งฝูหลิงและนางเจียงฝาน มีเสียงเจิ้งฮุ่ยผิงตัวปลอมพูดคุยตอบคำถามบ้างเป็นระยะๆ เมื่อเจิ้งฝูหลิงแยกตัวไปทำเอกสาร เขาได้พาพี่หู่กลับมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก คนผู้นี้เป็นหัวหน้าในการเดินเรือและควบคุมทุกคนบนเรือนสินค้า เจ้าใบ้อยู่รอเพื่อช่วยขนของที่เตรียมมาขึ้นเรือสินค้าลำใหญ่ เมื่อขนของเสร็จเจ้าใบ้คุกเข่าก้มคำนับล่ำลาลงกับพื้น ก่อนจะเงยหน้ามองเจ้านายของตนอย่างอาลัย แต่ตัวเขาไม่สามารถติดตามเจ้านายของตนไปต่างแดนได้เนื่องจากเขายังมีภารกิจสำคัญรอให้เขากลับไปทำอยู่ที่นี่ เจิ้งฝูหลิงหาห้องให้ครอบครัวน้องสาวและมารดาของเขาได้อยู่รวมกัน ซึ่งเป็นห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ใช้เงินจ่ายไปค่อนข้างสูง ส่วนตัวเขาก็ย้ายตัวเองไปนอนบนดาดฟ้าเรือแทน เขาขอแค่ฝากของที่สำคัญมาเก็บไว้ในห้องเท่านั้น โจวจื่อหยานอนกระสับกระส่ายอยู่ในห่อผ้า ก่อนจะมีข้อเรียกร้องให้แก่เมิ่งหลันเซียงผู้ที่ต่อไปนี้จะใช้ชื่อว่าเจิ้งฮุ่ยผิง 'ท่านแม่ ข้าร้อนเหลือเกิน ท่านแม่หาผ้าโปร่งหรือตาข่ายมาทำเปลให้ข้านอนได้ไหมเจ้าคะ' และแล้วเจิ้งฮุ่ยผิง มารดาผู้เชื่อฟังบุตรสาวก็รื้อของเพื่อหาเชือกมาถักเป็นตาข่ายก่อนจะผูกไปที่คานของเสาเรือ กลายเป็นเปลที่ห้อยลอยลงมาจากเพดานห้อง "นายหญิงเจ้าคะ เปลนี่ก็ดีอยู่หรอกเจ้าค่ะ แต่บ่าวกลัวว่าคุณหนูน้อยจะตกเปลลงมาด้านล่างนะสิเจ้าคะ" "ท่านแม่ต่อไปเรียกข้าว่าฮุ่ยผิงหรือเรียกข้าว่าอาผิงก็ได้ ต่อไปห้ามแทนตนเองว่าบ่าวและเด็กๆ ทั้งสองคนนี้คือหลานชายและหลานสาวของท่าน ต่อไปเรียกว่าจื่อหวายและจื่อหยาก็พอเจ้าค่ะ" เจียงฝานมีสีหน้าเกรงใจ ก่อนจะคิดได้ว่าเพื่อความปลอดภัยตนเองต้องทำตัวให้ชิน จึงฝืนตนเองและพูดว่า"ได้ ต่อไปแม่จะพูดกับพวกเจ้าเหมือนชาวบ้านทั่วไป พวกเจ้าห้ามโกรธเคืองแม่เป็นอันขาด" เมื่อพูดจบเจียงฝานแอบเหลือบตาไปมองโจวจวินที่เวลานี้ เขากำลังนั่งใช้หินลับคมดาบเล่มใหญ่อยู่บนเตียง ส่วนโจวจื่อหวายกำลังรื้อคันธนูและลูกศรของบิดาออกมาดูเล่นอย่างสนใจ โจวจวินรับรู้ถึงสายตาของเจียงฝานจึงตอบรับสั้นๆ ว่า"ขอรับ ท่านแม่ยาย" ก่อนจะก้มหน้าลับคมดาบของตนต่อไป "ท่านแม่เปลอันนี้ข้าทดสอบลองให้จื่อหวายนั่งแล้วยังไม่ขาดเลย รับรองว่าหยาหยานอนเปลอันนี้ย่อมไม่ตกลงมาแน่นอนเจ้าค่ะ อีกอย่างนอนบนเปลก็ประหยัดพื้นที่ และมีลมพัดไปมาทำให้หยาหยาไม่ร้อนด้วยเจ้าค่ะ" "ท่านแม่ข้าก็อยากนอนเปลขอรับ" โจวจื่อหวายร้องขอ "ได้สิ เดี๋ยวแม่จะหาผ้ามาตัดและพันเป็นเชือก เพื่อนำมาถักเป็นเปลให้เจ้าอีกอัน" "นาย..เอ้ย ฮุ่ยผิง เจ้าไปนำวิธีการใช้เศษผ้าเหล่านี้ถักเป็นเปลมาจากที่ไหน เมื่อก่อนแม่ไม่เคยเห็นว่าเจ้าถักเปลได้อย่างนี้" เจียงฝานเอ่ยถามเจิ้งฮุ่ยผิงคนนี้อย่างสงสัย เจิ้งฮุ่ยผิงตัวปลอมทำตาล่อกแล่กก่อนจะพูดว่า "ข้าเพิ่งหัดทำเมื่อครู่ ท่านแม่ก็เห็นว่าข้าแก้เชือกอยู่หลายครั้ง หากนำผ้าดีๆ มาเป็นเปลข้าเสียดายผ้า จึงใช้เชือกและเศษผ้าที่ไม่ใช้มาลองทำเป็นเปลดูเจ้าค่ะ" แน่นอนว่าจะบอกใครไม่ได้ว่า โจวจื่อหยาที่มีอายุเพียงเดือนกว่าๆ จะพูดสอนให้มารดาอย่างตนใช้เชือกถักเป็นเปลให้นางเช่นนี้ พอเชือกไม่พอก็ให้ตนตัดผ้าที่ไม่ใช้นำมาพันเป็นเชือกแล้วนำมาถักเป็นเปลได้ ระหว่างที่ทุกคนพูดคุยกัน โจวจื่อหยาก็นอนหลับอยู่บนเปลอย่างสบายใจ เจิ้งฝูหลิงเปิดประตูมาเห็นหลานสองคนได้นอนเปลคนล่ะอันในขณะที่น้องสาวกำลังก้มหน้าถักเปลอันใหญ่อยู่ เขาจึงทำหน้าหนาขอเปลจากน้องสาวอีกหนึ่งอันเพื่อจะเอาไปผูกนอนบนดาดฟ้าของเรือ เช้าวันต่อมาเรือสินค้าลำใหญ่เริ่มเคลื่อนออกจากท่าน้ำ โจวจวินพาครอบครัวเดินมาที่บนดาดฟ้าของเรือ เพื่อจะได้มองเห็นภาพแผ่นดินของแคว้นแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย โจวจวินตั้งใจเอาไว้แล้วว่า ต่อไปนี้ชีวิตที่เหลือของเขาจะไม่มีวันกลับมาเหยียบแผ่นดินที่มีแต่ความเจ็บปวดแห่งนี้อีกแล้ว ตัวเขาและครอบครัวของเขาทุ่มเททุกหยาดเหงื่อสุดท้ายได้เพียงความตายเป็นรางวัลตอบแทน เขาทุ่มเทหยาดเหงื่อและหยดเลือดให้แก่แคว้นเล็กๆ แห่งนี้มามากพอแล้ว ต่อแต่นี้ไปโจวจวินจะใช้ทุกหยาดเหงื่อและทุกหยดเลือดเพื่อคนในครอบครัวของเขาเท่านั้น จะไม่ยอมทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นอีกต่อไป ในขณะที่เมิ่งหลันเซียงก็แอบบอกลาคนตระกูลเมิ่งที่เสียชีวิตไปแล้วอยู่ในใจ ต่อไปนี้นางคือเจิ้งฮุ่ยผิง และได้แต่หวังว่าในอนาคตเจิ้งฮุ่ยผิงตัวจริงจะเดินทางไปหานางที่แผ่นดินใหญ่ได้สำเร็จ โจวจื่อหวายแอบบอกลาท่านปู่ ท่านลุงและญาติพี่น้องตระกูลโจวที่เขารู้จัก เจียงฝานแอบบอกลาบุตรสาวของตนอยู่ในใจ เพราะรู้ว่าบุตรสาวคงจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาหาตนและครอบครัวอีกแล้ว โจวจื่อหยา ...... เด็กน้อยนอนหลับโดยไม่สนใจผู้ใด คล้ายชีวิตน้อยๆ ของนางในชาตินี้เกิดมาเพื่อนอนเท่านั้นแคว้นต้าหมิงผลัดเปลี่ยนผู้ครองบัลลังก์ใหม่อีกครั้ง ฮ่องเต้จูหย่งตี้ขึ้นครองบัลลังก์ท่ามกลางปัญหามากมายในแคว้นต้าหมิง ทรงปราบปรามอ๋องทั้งหลายที่ก่อกบฏ ทรงแจกเสบียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ทรงก่อตั้งทหารเรือเพื่อกำจัดเหล่าโจรสลัดที่มักปล้นทรัพย์ชาวบ้านตามบริเวณชายฝั่งทะเลที่ปรึกษาเซี่ยคงเสวียนได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านอัครเสนาบดีผู้คุมการทำงานของขุนนางในราชสำนัก บุตรเขยคนโตของเขาเจิ้งหรงเจี้ยนเป็นเสนาบดีฝ่ายขวาเลื่อนขึ้นมาเป็นขุนนางขั้นสองทั้งที่อายุยังน้อย เจิ้งหรงมู่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางขั้นสามเป็นเสนาบดีควบคุมกองคลัง เจิ้งหรงจิ้งเป็นแม่ทัพใหญ่ถูกย้ายมาประจำชายแดนทางเหนือ โจวจื่อหวายบุตรเขยคนรองของท่านอัครเสนาบดีได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพควบคุมทหารองครักษ์และรับผิดชอบทหารที่ใช้ปกป้องเมืองหลวงฮ่องเต้จูหย่งตี้ทรงย้ายเมืองหลวงมาตั้งใหม่ที่เมืองเป่ยจิง และสร้างปรับปรุงพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นแทนที่จวนเอียนอ๋อง ช่วงปรับเปลี่ยนเมืองหลวงมีผู้คนต่อต้านและสร้างข่าวลือมากมาย มีบางคนได้ยินข่าวลือมาว่าฮ่องเต้จูจางเหวินยังไม่ตายและได้หลบลี้หนีภัยไปทางทะเล หม่าชางเหวินผู้ที่สังหารจ
หม่าชางเหวินบุกเข้าไปในพระตำหนักคุณหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของฮ่องเต้จูจางเหวิน เขารู้ดีว่าโจวจวินเปิดทางให้เขาเป็นผู้ลงมือ เพราะเอียนอ๋องจะได้ไม่มีความแค้นเคืองกับโจวจวินในภายหลังไท่ซ่างหวงเอ่ยต่อรองกับหม่าชางเหวินท่ามกลางผู้คนที่คอยคุ้มกันเขาว่า "อาชางเอ๋ย อาจางผู้นี้เขามีศักดิ์เป็นพี่ชายของเจ้า ไว้ชีวิตของเขาได้หรือไม่""เสด็จปู่ คนผู้นี้สังหารเสด็จอาไปตั้งหลายคน แล้วเขายังก่อเรื่องทำให้เสด็จย่าของข้าต้องปลิดชีพตนเองเช่นนั้น ท่านยังจะขอให้ข้าไว้ชีวิตเขาอีกหรือ"จูจางเหวินมองกำลังทหารที่คุ้มครองตนแล้วมองไปยังคนที่อยู่ด้านหลังหม่าชางเหวินด้วยความท้อใจ "ข้าคงไม่มีหนทางถอยแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าขอร้องให้เจ้าปล่อยคนที่ตำหนักเฟิ่งหนิงไปได้หรือไม่ นางกำลังตั้งครรภ์บุตรของข้า ลู่ฮองเฮาดีต่อโจวจื่อหยามากมาโดยตลอดเจ้าปล่อยนางไปได้หรือไม่"หม่าชางเหวินเหยียดยิ้มก่อนจะพูดด้วยใบหน้าโกรธแค้นว่า "ในที่นี้ข้าละเว้นได้เพียงชีวิตของเสด็จปู่เท่านั้น ส่วนสตรีของเจ้าเหตุใดข้าต้องละเว้นพวกนางด้วย ในเมื่อเจ้ายังไม่ละเว้นฮูหยินของข้าเลย" หม่าชางเหวินรับรู้แล้วว่ายามนี้โจวจื่อหยานอนหลับยังไม่ฟื้นเนื่องจา
โจวจวินขี่ม้ามารับขบวนรถม้าของบุตรชายและบุตรสาว เนื่องจากเขาเองก็โดนคนลอบโจมตีเช่นกันจึงทำให้เสียเวลา เมื่อเขาไม่ได้พบกับขบวนรถม้าของบุตรทั้งสองที่จุดนัดพบ จึงเร่งม้าเดินทางต่อเพราะคาดเดาได้ว่าขบวนรถม้าผิดเวลาเช่นนี้ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นโจวจื่อหยาสั่งให้จงลู่ช่วยแบกโจวจื่อหวายมาขึ้นรถม้าของนางโดยให้สาวใช้คนสนิทย้ายไปขึ้นรถม้าคันอื่น และสั่งให้จงลู่พาคนเจ็บเคลื่อนย้ายเดินทางออกจากบริเวณนี้ ส่วนคนเสียชีวิตก็ให้นำศพกลับไปด้วย แม้จะทำให้การเดินทางล่าช้าลง แต่โจวจื่อหยาเลือกจะไม่ทิ้งใครเอาไว้ด้านหลัง แม้คนเหล่านั้นจะไม่มีลมหายใจแล้วก็ตามเมื่อขึ้นรถม้ามาอยู่คันเดียวกับโจวจื่อหวายเพียงสองคน นางก็ตรวจพบว่าลมหายใจของเขาแผ่วเบาแม้จะฝังเข็มที่บาดแผลเพื่อหยุดเลือดแต่อวัยวะภายในเสียหายมาก โจวจื่อหยารู้ดีว่าหากเป็นคนทั่วไปโจวจื่อหวายต้องเสียชีวิตแล้วไม่มีหนทางรักษาเพราะเขาโดนลูกธนูยิงทะลุปอดไปหนึ่งข้างโจวจื่อหยาเลือกที่จะเสี่ยงใช้พลังแก้วดวงจิตของตน ทั้งที่มีเสียงเตือนภายในใจว่าหากนางใช้พลังพิเศษรักษาโจวจื่อหวายจนหาย ถือว่าเกินขีดจำกัดตามธรรมชาติมากไปพลังชีวิตของนางอาจจะหมดลงได้แต่เมื่อคิดว่าไม่ใ
โจวจื่อหยากลับมาพักผ่อนอยู่ที่จวนหม่ากั๋วกง แต่ภายในใจยังคงวนเวียนอยู่กับความคิดที่แอบอ่านมาได้จากผู้คนในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นภายในวังหลวงค่ำคืนนี้หลังจากผ่านบทรักที่ชุ่มฉ่ำใจ หม่าชางเหวินกอดจูบร่างบางอย่างรักใคร่ ก่อนจะยื่นนิ้วเรียวยาวไปคลึงหัวคิ้วของโจวจื่อหยาอย่างเอาใจ"มีเรื่องอันใดหรือ ทำไมเจ้าจึงดูกลุ้มใจเช่นนี้""ท่านพี่ในงานเลี้ยงวันนี้ข้าเพิ่งค้นพบว่า ฮ่องเต้จูจางเหวินไม่มีทางปล่อยท่านไป ฮ่องเต้ทรงคิดว่าตระกูลหม่าไม่สมควรมีอยู่และทรงระแวงหม่าไทเฮารวมถึงเอียนอ๋อง" เมื่อพูดจบเงยหบน้ามองหม่าชางเหวินด้วยท่าทางไม่แน่ใจก่อนจะพูดเพิ่มเติมว่า " อีกเหตุผลก็เป็นเพราะฮ่องเต้จูจางเหวินสนใจในตัวจื่อหยา พระองค์คิดอยากได้จื่อหยาไปเป็นส่วนหนึ่งในสตรีที่ทรงโปรดปราน จึงคิดอยากกำจัดท่านพี่ที่ขวางทางอยู่ วันนี้พวกเราหลบเลี่ยงได้แต่วันต่อๆไปไม่รู้ว่าพวกเราจะพลาดเมื่อไหร่จื่อหยาจึงรู้สึกไม่สบายใจเลยเจ้าค่ะ"เมื่อโจวจื่อหยาพูดจบหม่าชางเหวินมีสีหน้าดำมืด แต่ยังคงพยายามพูดปลอบใจโจวจื่อหยา "เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลใจ ท่านพ่อตาเริ่มแผนการที่วางไว้แล้ว ยามนี้พวกเรามีหน้าที่กวนน้ำในวังหลวงให้ขุ่นเท่านั้น
ก่อนที่โจวจื่อหยาจะออกจากวังได้มอบของขวัญให้แก่ลู่ฮองเฮา เป็นกำยานหอม และน้ำอาบแช่กายสูตรพิเศษ โจวจื่อหยาได้กระซิบบอกวิธีการใช้ของเหล่านี้เป็นพิเศษมอบให้แก่ลู่ฮองเฮาอีกด้วย โจวจื่อหยามั่นใจว่าของขวัญเหล่านี้ ฮ่องเต้จูจางเหวินจะได้รับการปรนนิบัติเป็นพิเศษจากลู่ฮองเฮา ถือได้ว่านี่เป็นการมอบผลประโยชน์ให้กับฮ่องเต้จูจางเหวินทางอ้อมสามวันต่อมาหม่าชางเหวินพาโจวจื่อหยาเข้าวังหลวงอีกครั้ง เพื่อมาตามเทียบเชิญของพระสนมหลี่เฟย ที่เชิญโจวจื่อหยาไปร่วมงานเลี้ยงที่พระตำหนักเฟิ่งจี๋พระสนมหลี่เฟย สั่งให้คนจัดโต๊ะอาหารตัวยาวพร้อมทั้งเชิญแขกเป็นฮูหยินคนสำคัญของขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงมามากมายหลายคนวันนี้พระสนมหลี่เฟยทรงแต่งตัวงดงามหรูหราดูสูงส่ง ต่างจะคุณหนูหลี่หวงซินคนเดิมเป็นอย่างมาก จากเดิมเคยแต่งตัวเรียบง่ายด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์ แต่วันนี้พระนางเลือกสวมชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายเป็นดอกไห่ถังและประดับตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้เมื่อถึงเวลางานหม่าชางเหวินเดินเคียงคู่มากับโจวจื่อหยา ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของคนผู้นี้ยังคงทำให้จิตใจของพระสนมหลี่เฟยเกิดความหวั่นไหวได้เหมือนเดิม พระสนมหลี่เฟยมองหม่าชางเหวินอยู่นานแล้วจ
โจวจื่อหยาและหม่าชางเหวินเข้าพักที่จวนหม่ากั๋วกงในเมืองหลวง ในขณะที่เหล่าพี่ชายแยกย้ายกลับไปพักที่บ้านตระกูลเจิ้งและจวนเหมันต์เพ่ยเพ่ยพาไป๋จือและไป่เหอมารอต้อนรับโจวจื่อหยาที่จวนหม่ากั๋วกง โจวจื่อหยาไม่ได้มองพวกนางเป็นสาวใช้ทั่วไป แต่มองพวกนางเป็นสหายต่างวัยเสียมากกว่า เมื่อได้มาพบหน้ากันจึงพูดคุยถามไถ่เหตุการณ์ในชีวิตของแต่ล่ะคน"อะไรกันคนของสำนักอินทรีย์เหตุใดจึงคิดจะมาแย่งคนของข้าไปอีกแล้ว แต่งพี่เพ่ยเพ่ยออกไปแล้วหนึ่งคนยังไม่พอนี่ยังจะมาขอแต่งไป๋จือเพิ่มอีกหรือนี่" โจวจือหยาแกล้งเอ่ยหยอกเย้าไป๋จือที่ยามนี้กำลังปลูกต้นรักอยู่กับข่งเจียซ่าน"หากคุณหนูไม่เห็นด้วยไป๋จือก็จะไม่แต่งเจ้าค่ะ"ไป๋จือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ฮ่าๆ ข้าเพียงพูดแกล้งหยอกเจ้า ใยถือเป็นจริงเป็นจัง หากเจ้าคิดว่าแต่งงานออกเรือนแล้วมีความสุขข้าย่อมสนับสนุน ไม่ใช่เพียงไป๋จือนะรวมถึงไป่เหอด้วย""ข้าจะไม่แต่งงานเจ้าค่ะ ชาตินี้ข้าจะอยู่รับใช้คุณหนูไปตลอดชีวิต"ไป่เหอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง 'หากไม่มีคุณหนูชีวิตของนางในยามนี้คงจบลงที่หอโคมแดงไปแล้วดังนั้นชาตินี้นางจะอยู่เพื่อทดแทนคุณให้กับคุณหนู'โจวจื่อหยาอ่านความคิดของไป่เ
โจวจื่อหยาก้มหน้าทำแผลให้หม่าชางเหวินอย่างระมัดระวัง หม่าชางเหวินมองใบหน้างดงามของคู่หมั้นอย่างไม่ละสายตา ทำให้โจวจื่อหยารู้สึกเขินอายจนมือไม้สับสน นางถอนหายใจและพูดขึ้นว่า"พี่ชางเหวินจะจ้องหน้ามองจื่อหยาแบบนี้ทำไมเจ้าคะ""ก็หายากที่หยาหยาจะมานั่งทำแผลให้พี่เป็นการส่วนตัวเช่นนี้ พี่จึงต้องมองเก็บภ
โจวจวินและเจิ้งฮุ่ยผิงสั่งคนจัดเก็บของอย่างเร่งด่วนและฝากบ้านบนเนินเขาไว้กับครอบครัวของโจวจงเหลียง ที่คราวนี้ไม่ได้ติดตามโจวจวินไปด้วย เนื่องจากโจวจวินให้เขาอยู่ดูแลเรื่องการหลอมอาวุธแทน และให้โจวจงเหลียนอยู่ปกป้องหมู่บ้านเถียนซีในช่วงที่โจวจวินไม่อยู่ที่นี่ครั้งนี้หม่ากั๋วกงและฮูหยินของเขา จวงปี้
โจวจื่อหยาเก็บตัวอยู่บ้านบนเนินเขา มีเวรยามคุ้มกันรอบบ้านบนเนินเขาอย่างแน่นหนา คนที่จะผ่านขึ้นไปบ้านบนเนินเขาได้ต้องผ่านด่านของจงลู่เสียก่อนยามนี้นอกจากครอบครัวของเจิ้งฝูหลิงจะย้ายมาอยู่ที่นี่แล้ว ยังมีครอบครัวของจงเหลียนและเจียงฮุ่ยย้ายมาอยู่ที่นี่เพิ่มอีกหนึ่งครอบครัวด้วย ทำให้โจวจื่อหยายิ่งรู้ส
โจวจื่อหยารู้สึกเจ็บปวดใจเกินจะรับไหวเมื่อได้รับรู้ความจริงจากปากของคนที่ตัวเองรัก ที่แท้ครอบครัวที่เลี้ยงดูนางมาจนเติบโต กลับไม่ใช่ครอบครัวที่แท้จริง น้องสาวที่โจวจื่อหยาเอ็นดูรักใคร่มาโดยตลอด จึงจะเป็นบุตรเพียงสาวคนเดียวของบิดามารดาวันนี้คือวันแต่งงานของโจวจื่อหยา ชุดเจ้าสาวที่สวยงามสวมใส่อยู่บน







