Share

บทที่ 2

Penulis: บุปผาร่วงโรย
ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วเดินลงมาข้างล่าง แขกเหรื่อต่างพากันรุมล้อมฉินเจียวเจียวจนแน่นขนัด

เธอสวมชุดกระโปรงสีขาวรุ่นลิมิเต็ด ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่ามาเฟียราวกับดอกไม้สีขาวที่แสนบริสุทธิ์

กู้สืออี้แกว่งแก้วไวน์แดงในมือ พิงหน้าต่างมองดูเธอด้วยสายตาอ่อนโยน

ฉันเองก็ไม่ได้ใส่ใจ ยืนลิ้มรสอาหารเลิศรสอยู่ที่มุมหนึ่ง

“คุณผู้หญิงท่านนี้คือ?” ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหาฉัน “คุณสวยมากครับ พอจะให้เกียรติเต้นรำกับผมสักเพลงได้ไหม”

ยังไม่ทันที่ฉันจะตอบ ฉินเจียวเจียวก็แทรกตัวเข้ามาตรงกลางระหว่างเรา “เธอเป็นพี่สาวของฉันเองค่ะ ฉินหยวนเยว่”

ชายหนุ่มพยักหน้า ยื่นมือมาทางฉัน “สวัสดีครับ ผมเสิ่นเจ๋อรุ่ย”

พอได้ยินชื่อนี้ สีหน้าของฉินเจียวเจียวก็เจื่อนลงทันที

เสิ่นเจ๋อรุ่ยเป็นชนชั้นสูงที่มีชื่อเสียง บารมีไม่ได้ด้อยไปกว่ากู้สืออี้เลยแม้แต่น้อย

แววตาของเธอฉายแววริษยาแวบหนึ่ง ก่อนจะจงใจหันไปพูดกับทางกู้สืออี้ว่า “ตายจริง พี่สาวนี่โชคดีจังเลยนะคะ เพิ่งมาถึงแป๊บเดียวก็ตกผู้ชายโปรไฟล์ดีขนาดนี้ได้แล้ว เจียวเจียวล่ะอิจฉาจริงๆ”

กู้สืออี้หันมามองฉัน ขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง

“ที่นี่คืองานเลี้ยงของเจียวเจียว ไม่ใช่สถานที่ให้เธอมาเล่นสนุกกับผู้ชาย”

เล่นสนุกกับผู้ชาย?

วินาทีนั้นฉันรู้สึกว่ามันไร้สาระสิ้นดี ชัดเจนว่าฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง เพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของฉินเจียวเจียว ฉันก็ถูกยัดเยียดข้อหานี้ให้เสียแล้ว

เสิ่นเจ๋อรุ่ยขมวดคิ้ว “คุณกู้ คุณพูดเกินไปหน่อยไหมครับ สุภาพสตรีท่านนี้ยังไม่ได้ทำอะไรผมเลยสักนิด”

สิ้นเสียงนั้น บรรยากาศในห้องจัดเลี้ยงก็ลดฮวบลง ทุกคนพากันเงียบเสียงโดยไม่รู้ตัว รอชมละครฉากใหญ่ระหว่างสองตระกูล

กู้สืออี้กระตุกยิ้มมุมปาก ล้วงปืนพกออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

วินาทีต่อมา ปลายกระบอกปืนก็จ่ออยู่ที่ศีรษะของเสิ่นเจ๋อรุ่ยโดยตรง

ซู้ด…

ทุกคนต่างสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตระหนก

ใครต่างก็รู้ดีว่ากู้สืออี้ไต่เต้าขึ้นมาจากระดับล่างด้วยการเข่นฆ่า วิธีการของเขาโหดเหี้ยมอำมหิต

“นานแล้วนะที่ไม่มีใครกล้าพูดกับฉันแบบนี้”

ในแววตาของเสิ่นเจ๋อรุ่ยไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่จ้องตอบกลับไปอย่างเย็นชา

ฉันรู้สึกโกรธกับการกระทำอันป่าเถื่อนของเขา จึงเดินเข้าไปดึงแขนเขาไว้ “สืออี้ อย่าทำแบบนี้…”

พูดไม่ทันจบ ปากกระบอกปืนที่เย็นเฉียบก็เปลี่ยนมาจ่อที่กลางหน้าผากของฉันแทน

ฉินเจียวเจียวร้องอุทานขึ้นมาทันที “พี่สืออี้อย่าทำแบบนั้นค่ะ เธอเป็นพี่สาวแท้ๆ ของหนูนะ!”

แม้ปากจะพูดเหมือนช่วยฉัน แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเยาะเย้ย

ดูเหมือนกำลังหัวเราะเยาะที่ฉันถูกสามีที่ร่วมเรียงเคียงหมอนมาห้าปีเอาปืนจ่อหัว

ร่างกายฉันสั่นเทาอย่างรุนแรง กู้สืออี้แค่นหัวเราะอย่างดูแคลน ก่อนจะเก็บปืนกลับเข้าที่เอว

เขาเดินเข้ามาใกล้ฉัน โน้มตัวลงมากระซิบเสียงต่ำ “เรื่องวันนี้ กลับไปถึงบ้านแล้วฉันค่อยคิดบัญชีกับเธอ”

พูดจบ เขาก็เดินเข้าไปในฝูงชนพร้อมกับฉินเจียวเจียว บรรยากาศในงานเลี้ยงกลับมาคึกคักอีกครั้ง

ทุกคนมองดูมือที่กุมกันแน่นของทั้งคู่ อดไม่ได้ที่จะถามถึงความสัมพันธ์

“เจียวเจียว คุณกับเจ้าพ่อเป็นอะไรกันเนี่ย เขาดูรักคุณมากเลยนะ”

“เมื่อก่อนลือกันว่าเจ้าพ่อไม่สนใจผู้หญิง ที่แท้ก็มีเจ้าของหัวใจอยู่แล้วนี่เอง”

“ดูท่าทางคนนี้แหละว่าที่ภรรยาเจ้าพ่อ พวกเราต้องรีบประจบเอาไว้หน่อยแล้ว”

……

พ่อกับแม่ยืนยืดอกอยู่อย่างภาคภูมิใจกลางวงล้อม รู้สึกพอใจในตัวลูกสาวคนเล็กยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อก่อนพวกเขาก็เคยอวดอ้างว่าฉันเป็นภรรยาเจ้าพ่อ แต่สุดท้ายกลับถูกกู้สืออี้คาดโทษ

พ่อกับแม่เลยเสียหน้าไปมาก จึงยิ่งเกลียดฉันเข้าไส้

แต่ตอนนี้ กู้สืออี้กลับยิ้มแย้ม ดูเหมือนจะเพลิดเพลินกับคำครหาพวกนี้เสียด้วยซ้ำ

ฉันมองดูพวกเขาที่ถูกรายล้อมด้วยแสงดาว จู่ ๆ ท้องก็กระตุกเกร็ง ขาอ่อนแรงจนเซถลาไปด้านข้าง

ส้อมในมือร่วงลงพื้น เสิ่นเจ๋อรุ่ยตาไวรีบเข้ามาประคองฉันไว้

“คุณไม่เป็นไรนะครับ?”

ฉันกุมท้องที่ปวดหนึบ เหงื่อเม็ดโตไหลหยดลงมา ฉันคว้ามือเขาไว้แน่น “ขอโทษนะคะ… ช่วยพาฉันไปโรงพยาบาลหน่อยได้ไหม”

เดิมทีคิดว่าแค่กระทบกระเทือนครรภ์ แต่คิดไม่ถึงว่าพอขึ้นรถฉันก็หมดสติไปเลย

พอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ภาพตรงหน้ามีเพียงเสิ่นเจ๋อรุ่ย คนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกัน

หน้าจอมือถือสว่างขึ้น เป็นข้อความจากกู้สืออี้

[ใครสั่งให้เธอไป?]

[รู้ไหมว่าเจียวเจียวตามหาเธอจนร้อนใจไปหมด? ฉินหยวนเยว่ เธอเอาแต่ใจเกินไปแล้วนะ]

[ไสหัวกลับมาภายในหนึ่งชั่วโมง ไม่งั้นฉันจะให้คนไปมัดตัวเธอมา เธอก็รู้วิธีการของฉันดี]

……

หลังหน้าจอดับลง อาการปวดท้องก็เริ่มกำเริบขึ้นมาอีกนิดๆ

เสิ่นเจ๋อรุ่ยเห็นฉันขมวดคิ้ว ก็ขยับตัวจะเรียกหมอตามสัญชาตญาณ แต่ถูกฉันห้ามไว้ทันที

ฉันเลิกผ้าห่มเดินลงจากเตียง “วันนี้ขอบคุณมากนะคะ ฉันต้องกลับแล้ว”

เขาคว้าแขนฉันไว้ “ไม่ได้นะ หมอบอกว่าคุณต้องพักผ่อน”

“ไม่จำเป็น…”

“ฉินหยวนเยว่!”

เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดของกู้สืออี้ดังมาจากสุดทางเดิน

ขอบตาของกู้สืออี้แดงก่ำ มือบีบปลายคางฉันแน่น น้ำเสียงเย็นเฉียบ

“ใครอนุญาตให้เธอหนีออกมา! ถ้าเจียวเจียวเป็นอะไรไปเธอตายแน่!”

“คุณพูดเรื่องอะไร?” ฉันจ้องตาเขาเขม็ง “ฉินเจียวเจียว? เธอเป็นอะไร?”

เสิ่นเจ๋อรุ่ยทำท่าจะเข้ามาช่วย แต่ถูกลูกน้องนับสิบคนขวางทางไว้แน่น

เขาพูดอย่างหมดความอดทนว่า “เธอเพิ่งจะตกเลือดมานะ คุณทำกับเธอแบบนี้ไม่ได้!”

“ตกเลือด?” กู้สืออี้ชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาเลื่อนไปที่หน้าเขา แล้วแค่นหัวเราะ “ฉันว่าแอบมาพลอดรักกับแกมากกว่ามั้ง!”

พูดจบ เขาก็บีบคางฉันแรงขึ้นอีก แรงจนกระดูกคางฉันแทบจะแหลกละเอียด

เสิ่นเจ๋อรุ่ยพุ่งเข้ามาทันที แต่คนของอีกฝ่ายเยอะเกินไป

ฉันดิ้นรนจะเข้าไปช่วย แต่กลับถูกกู้สืออี้กดร่างไว้แน่น

ความเจ็บปวดมหาศาลทำให้ฉันหายใจไม่ออก ท้องเริ่มปวดรุนแรงขึ้นมาอีก

“หมอ… ฉันต้องการหมอ…”

ฉันเกาะแขนกู้สืออี้ไว้อย่างอ่อนแรง ทันใดนั้นพ่อกับแม่ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

พ่อตะโกนลั่น “นังลูกสารเลว! เจียวเจียวบอกพ่อหมดแล้ว ว่าแกโทรหาบอกน้องว่าอยู่โรงพยาบาล น้องเป็นห่วงแกจนยอมทิ้งงานเลี้ยงเพื่อมาหาแก แล้วผลเป็นไง… ผลคือน้องประสบอุบัติเหตุรถชน…”

แม่ปิดหน้าร้องไห้โฮ นิ้วที่สั่นเทาชี้หน้าฉันกับเสิ่นเจ๋อรุ่ย “เจียวเจียวเป็นเด็กจิตใจดีขนาดนั้น แต่แกกลับปั่นหัวน้องเล่น! โรงพยาบาลบ้าบออะไร แกแอบมานัดพบชู้รักชัดๆ!”

ฉันตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ มองพวกเขาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “พวกคุณพูดเรื่องอะไรกัน?”
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เกิดใหม่หนนี้ ขอหย่าสามีเจ้าพ่อ   บทที่ 15

    วันที่กู้สืออี้ถูกขับออกจากตระกูล ฉันเป็นคนปล่อยตัวเขาออกมาเองก่อนจากกัน เขามองหน้าฉันอย่างลึกซึ้ง“หยวนเยว่ เธอยังใจอ่อนเกินไปจริงๆ”“การที่เธอไว้ชีวิตฉัน ก็เท่ากับมอบโอกาสให้ฉันกลับมาแย่งชิงเธอคืนอีกครั้ง”ฉันหัวเราะเยาะในใจ แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉยทว่าเสิ่นเจ๋อรุ่ยกลับไม่ปิดบังความรู้สึก สีหน้าเขามืดครึ้มลง “แกไม่มีโอกาสนั้นหรอก”สิ้นเสียง เขาก็ชักปืนออกมาเล็งไปที่กู้สืออี้เหมือนกับตอนแรกที่กู้สืออี้เคยเล็งปืนใส่เขาแต่เขาไม่ได้ฆ่ากู้สืออี้เพียงแค่ยิงออกไปสองนัด นัดหนึ่งเจาะเข้าที่แขนซ้าย อีกนัดฝังที่แขนขวาเลือดสดๆ พุ่งกระฉูด กู้สืออี้เจ็บจนทรุดฮวบลงกับพื้น“เธอไม่ทรมานแกเพราะเธอจิตใจดี แต่ฉันไม่ใช่อย่างนั้น ฉันมีแค้นต้องชำระ”ภายหลังได้ยินยามเล่าว่า กู้สืออี้ลากสังขารที่โชกเลือดกลับมาที่หน้าประตูค่าย แต่กลับไม่มีใครจำเขาได้เลยเขาเสยผมที่ยุ่งเหยิงขึ้นเพื่อเปิดเผยใบหน้ายามชะงักไปนิดหนึ่ง กู้สืออี้จึงเดินทำท่าจะเข้าไปข้างในตามความเคยชินแต่วินาทีต่อมา พวกเขากลับถีบกระเด็นออกมาไกลถึงสามเมตรกู้สืออี้กระอักเลือดออกมาคำโต “พวกแกตาบอดหรือไง?! ฉันคือเจ้าพ่อนะ!”“เจ้าพ

  • เกิดใหม่หนนี้ ขอหย่าสามีเจ้าพ่อ   บทที่ 14

    วันที่สามของการถูกคุมขัง กู้สืออี้ยังคงไม่ยอมกินข้าวฉันรู้ว่าเขากำลังเดิมพัน เดิมพันว่าฉันจะตัดใจปล่อยให้เขาตายไม่ลงแต่เขาเดิมพันถูก ฉันไม่อยากให้เขาตายจริงๆไม่ใช่เพราะยังแคร์เขา แต่เป็นเพราะฉันเห็นคุณค่าของชีวิตมากกว่าเขายิ่งไปกว่านั้น การแก้แค้นที่ไร้สาระครั้งนี้ได้คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากพอแล้วดังนั้น ฉันจึงถือข้าวไปหาเขาที่คุกด้วยตัวเองไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน เขาดูซูบผอมไปถนัดตาวินาทีนั้นฉันนึกอยากจะหัวเราะออกมา ผ่านไปแค่ไม่กี่เดือน เหตุการณ์เดิมก็วนกลับมาฉายซ้ำเพียงแต่ครั้งนี้ เขาอยู่ข้างใน ส่วนฉันอยู่ข้างนอก“กินซะ”ฉันโยนกล่องข้าวลงตรงหน้าเขาเขาปรายตามองแวบหนึ่งแล้วหันหน้าหนี เป็นเชิงปฏิเสธฉันถอนหายใจ หยิบส้อมบนพื้นขึ้นมา แล้วจ่อไปที่ข้อมือตัวเอง “ถ้าคุณไม่กิน ฉันจะแทงลงไปเดี๋ยวนี้”วินาทีต่อมา ส้อมในมือฉันก็ถูกแย่งไป“เธอใจแข็งจริงๆ” กู้สืออี้เริ่มตักข้าวกินอย่างตะกละตะกลาม“เรียนมาจากคุณนั่นแหละ” ฉันพูดเสียงเบารอจนเขากินเสร็จ ฉันก็เก็บกล่องเปล่าเตรียมหันหลังเดินออกมา“ทำไมถึงไม่ฆ่าฉัน?”เสียงของเขาดังไล่หลังมาฉันหยุดเดิน หันกลับไปมองเขา แล้วพูดอย

  • เกิดใหม่หนนี้ ขอหย่าสามีเจ้าพ่อ   บทที่ 13

    “ปล่อยฉันนะ! ฉันจะไปช่วยเขา!”รองหัวหน้าหลิวกอดรัดฉันไว้แน่น “คุณนายครับ ไม่ทันแล้ว ขืนคุณเข้าไปมีแต่ตายเปล่า!”ฉันร้องไห้ตะโกนจนเสียงแหบแห้ง สุดท้ายก็ต้องกุมท้องขดตัวงอด้วยความเจ็บปวดรองหัวหน้าหลิวรีบพาตัวฉันขึ้นรถ แต่ไฟลุกลามรวดเร็วเกินไป“เวรเอ๊ย!”รถเบรกกะทันหันที่ข้างทางฉันเจ็บปวดจนขยับตัวไม่ไหวแล้ว จึงพูดเสียงเบาว่า “คุณหนีไปเถอะ ไม่ต้องห่วงฉันแล้ว”ยังไม่ทันที่เขาจะตอบ ใครบางคนก็ผลักเขาออกไป “แกไปก่อน ฉันจะปกป้องเขาเอง”เป็นกู้สืออี้ชายเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาถูกไฟไหม้จนขาดวิ่น ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือดและเขม่าควัน“แต่เจ้าพ่อ…”“ฉันบอกให้รีบไปไง!”รองหัวหน้าหลิวมองเราสองคนอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไปกู้สืออี้อุ้มฉันขึ้นแนบอก แล้ววิ่งมุ่งหน้าไปยังภูเขาที่อยู่ไกลออกไปเหงื่อของเขาหยดลงบนใบหน้าฉัน หยดแล้วหยดเล่ากลางคืนมืดมิด เขาเองก็มองทางไม่ชัด ถูกหนามข้างทางเกี่ยวจนเลือดอาบไปทั้งตัวแต่เขากลับไม่ร้องออกมาสักแอะ แถมยังก้มลงมาบอกฉันเป็นระยะว่า “ไม่ต้องกลัวนะ ใกล้ถึงแล้ว เธอจะต้องไม่เป็นไร”วินาทีนั้น ฉันเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในคืนที่ฉันแบ

  • เกิดใหม่หนนี้ ขอหย่าสามีเจ้าพ่อ   บทที่ 12

    ฉันกับเสิ่นเจ๋อรุ่ยตกลงคบกันในสถานะแฟนเรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่วค่ายอย่างรวดเร็ว แม้แต่เด็กๆ ในหน่วยพยาบาลยังเรียกเสิ่นเจ๋อรุ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “แฟนพี่หมอ”ดูเหมือนเขาจะชอบชื่อเรียกนี้มาก ทุกครั้งที่ได้ยินก็จะทำหน้าภูมิใจสุดๆชีวิตกลับคืนสู่ความปกติสุขส่วนกู้สืออี้ นับตั้งแต่เหตุการณ์วุ่นวายในวันนั้น เขาก็หายตัวไปเลยฉันนึกว่าพอรู้ว่าเด็กไม่อยู่แล้วเขาจะถอดใจไปเอง คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าระหว่างเรายังมีทะเบียนสมรสที่ไร้ค่าใบนั้นอยู่เขาส่งทนายมาเรียกตัวฉันกลับไปฉันจึงส่งเอกสารหย่าที่เซ็นไว้เรียบร้อยแล้วให้ทนายของเขาไปอย่างเด็ดขาดได้ยินทนายเล่าว่า ตอนกู้สืออี้ได้รับเอกสารหย่า เขาอาละวาดหนักมากเขาบอกว่าเอกสารเป็นของปลอม เพราะเขาไม่เคยเซ็นชื่อเลยสักครั้งถึงขั้นจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์ลายมือระดับท็อปมาตรวจสอบ แต่ผลก็ยืนยันชัดเจนว่านั่นคือลายเซ็นของเขาจริงๆพวกเราจึงสิ้นสุดสถานะสามีภรรยากันตามกฎหมายหลังหย่า ฉันใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับเสิ่นเจ๋อรุ่ย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาพูดว่า“ที่ตระกูลเกิดเรื่องนิดหน่อย ผมต้องกลับไปจัดการ”เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ เป็นธรรม

  • เกิดใหม่หนนี้ ขอหย่าสามีเจ้าพ่อ   บทที่ 11

    “อะไรนะ?!”ร่างกายของกู้สืออี้แข็งทื่อไปทันทีเขารีบก้มมองหน้าท้องของฉัน ซึ่งมันก็แบนราบอย่างที่เห็นจริงๆ“ไม่… เป็นไปไม่ได้…” เขาพึมพำกับตัวเอง ดวงตาแดงก่ำจนแทบจะมีเลือดหยดออกมา วินาทีต่อมาเขาก็จับไหล่ฉันเขย่าอย่างบ้าคลั่ง“ลูกหายไปได้ยังไง? หรือว่า… หรือว่าเธอเป็นคนเอาเด็กออกเองกับมือ?! ฉินหยวนเยว่ เธอเกลียดฉันขนาดนี้เชียวเหรอ!”ได้ยินเสียงตะคอกที่แทบจะขาดสติของเขา ความรังเกียจในแววตาของฉันก็ยิ่งลึกล้ำขึ้น“ฉันเนี่ยนะ?”“เด็กคนนี้ คุณต่างหาก พ่อแท้ๆ ของเขาต่างหากที่เป็นคนฆ่า”“บนโลกนี้ไม่มีเด็กคนไหนทนสภาพเลวร้ายในคุกใต้ดินแบบนั้นได้หรอก”กู้สืออี้อึ้งไปเหมือนถูกสาปฉันเดินผ่านตัวเขาตรงไปหาเสิ่นเจ๋อรุ่ย “ช่วยพาฉันกลับหน่อยได้ไหม ฉันเดินไม่ไหวแล้ว”เขาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วพยักหน้า แต่เขาไม่ได้ให้ฉันขี่หลัง กลับช้อนตัวฉันขึ้นอุ้มในท่าเจ้าหญิงแทนกู้สืออี้รีบพุ่งเข้ามา แต่กลับถูกทหารติดอาวุธนับสิบคนขวางทางไว้เขาลืมไปแล้วว่าประเทศ D คือถิ่นของเสิ่นเจ๋อรุ่ยดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ยืนมองผู้ชายที่เขาเกลียดเข้าไส้ อุ้มผู้หญิงที่เขารักเดินจากไปแถมตอนเดินออกไป เสิ่นเจ๋อร

  • เกิดใหม่หนนี้ ขอหย่าสามีเจ้าพ่อ   บทที่ 10

    (มุมมองนางเอก)ในที่สุดฉันก็มาถึงประเทศ Dตอนแรกที่เลือกที่นี่ ไม่ใช่แค่เพราะที่นี่ไม่มีอิทธิพลของกู้สืออี้แต่เพราะนี่คือความฝันในอดีตของฉัน ฉันอยากเป็นหมอภาคสนามหลังจากแต่งงานกับกู้สืออี้ เขาก็ไม่ยอมให้ฉันออกไปทำงาน เพราะกลัวคนอื่นจะเข้าหาฉันแล้วใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่เขาถึงฉันจะไม่ได้จบจากคณะแพทยศาสตร์ แต่การติดตามกู้สืออี้ไปในสมรภูมิรบตลอดหลายปีนี้ เพื่อปกป้องเขา และเพื่อปกป้องตัวเอง ฉันจึงได้เรียนรู้วิชาการแพทย์พื้นฐานมามากมายหลายปีมานี้ ฉันเห็นคนตายต่อหน้าต่อตามานับไม่ถ้วนมีทั้งพ่อค้ายาที่ชั่วช้าสามานย์ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่โดนลูกหลงทุกครั้งที่เห็นพวกเขาล้มลงต่อหน้า ในใจฉันเจ็บปวดเหลือเกินและนี่ก็คือจุดที่ฉันกับกู้สืออี้แตกต่างกันที่สุดเขาไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องพวกนี้ เพราะการเป็นเจ้าพ่อจะใจอ่อนไม่ได้ เขาต้องเลือดเย็นไร้ความปรานี ถึงจะปกป้องลูกน้องได้พอนึกถึงใบหน้าอันเย็นชาของเขา หัวใจฉันก็ยังปวดแปลบๆเหมือนกับแผลที่มือที่ยังไม่หายดีแต่ฉันเชื่อว่า เมื่อเวลาผ่านไป ฉันจะก้าวผ่านมันไปได้อย่างแน่นอนอีกอย่างที่ประเทศ D ฉันได้เพื่อนดีๆ และยังมีเสิ่นเจ๋อรุ่ยอย

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status