Partager

บทที่ 4

Auteur: กากบาทเย่
พอได้ยินเสียงของเซวียหว่านอี้ เจินจูก็รีบเลิกม่านพุ่งตัวเข้าไป

ภาพแรกที่ประจักษ์แก่สายตาคืออนุชิวกำลังบีบคอคุณหนูของนางด้วยสีหน้าถมึงทึง เส้นเลือดสีเขียวบนหน้าผากปูดโปน เห็นได้ชัดว่าลงแรงไปมิใช่น้อย

เจินจูหมายจะรุดเข้าไปช่วยคุณหนูของตน ทว่ากลับถูกแม่เฒ่าข้างกายอนุชิวขัดขวางไว้

นางมิได้ลังเลแม้แต่น้อย รีบหันกายวิ่งตะบึงออกไปด้านนอก

แม่เฒ่าผู้นั้นเห็นท่าไม่ดี จึงรีบถลันไปที่ประตู ร้องตะโกนบอกคนด้านนอกเสียงดังลั่น “ขวางนางไว้!”

กว่าบ่าวไพร่ในเรือนจะทันตั้งตัว เจินจูก็วิ่งพ้นเขตเรือนชิงเหอไปเสียแล้ว

แม่เฒ่าเห็นดังนั้นจึงรีบรุดกลับเข้ามาดึงตัวอนุชิวออกไป

เมื่อเห็นเซวียหว่านอี้ที่ทรุดฮวบลงกองกับพื้น ร่างกายอ่อนปวกเปียก อนุชิวจึงได้สติ ตระหนักได้ทันทีว่าภัยพิบัติกำลังมาเยือน

เหตุใดนางจึงอดกลั้นโทสะไม่อยู่กันนะ

อีกทั้ง นังชั้นต่ำนี่ล่วงรู้ความจริงแล้วหรือเปล่า?

นางจะมีชีวิตอยู่ต่อไปมิได้ มิได้เด็ดขาด

เมื่อคิดได้ดังนั้น อนุชิวก็รีบสะบัดตัวจากการเกาะกุมของแม่เฒ่า พุ่งเข้าไปหมายจะปลิดชีพเซวียหว่านอี้

เซวียหว่านอี้ย่อมจงใจให้นางทำเช่นนี้

นางกำลังเดิมพัน

ใช้ชีวิตของตนเอง เดิมพันกับชีวิตของสตรีอำมหิตผู้นี้

ลำคอเจ็บปวดรวดร้าว ทุกจังหวะการหายใจที่แผ่วเบาราวกับมีไฟแผดเผา

สมองบวมเป่งจนทรมาน สายตาพร่ามัวมองสิ่งใดไม่ชัดเจน

ทว่านางกลับยังแย้มยิ้มออกมาได้

ขณะนอนราบอยู่บนพื้น นางได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

“ฮ่า ๆ ๆ อนุ ข้าต่างหากที่เป็นลูกในไส้ของท่าน เหตุใดท่านถึงต้องเอาชีวิตข้าเพื่อพี่สาวสายตรงด้วยเล่า”

อนุชิวกำลังบันดาลโทสะ อีกทั้งยังกังวลว่าเซวียหว่านอี้จะล่วงรู้ความจริง จึงมิได้สนใจสถานการณ์ภายนอกเลยแม้แต่น้อย

นางนั่งคุกเข่าลงกับพื้น สองมือบีบลำคอระหงของเซวียหว่านอี้ไว้แน่น

นางกัดฟันกรอด น้ำเสียงเจือความเคียดแค้นชิงชัง “นังชั้นต่ำเยี่ยงเจ้าคู่ควรด้วยหรือ? ข้าน่าจะบีบคอเจ้าให้ตายไปเสียแต่ตอนนั้น จะได้ไม่มาขวางทางอนาคตของคุณหนูใหญ่”

มือที่กุมลำคอออกแรงบีบหนักหน่วงขึ้น

ยามจ้องมองใบหน้าเล็ก ๆ ของเซวียหว่านอี้ที่อยู่ในการควบคุม ภายในใจรู้สึกสุขสม แต่ขณะเดียวกันก็บังเกิดความหวาดหวั่น

นังชั้นต่ำนี่ยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนเจียงซื่อมากขึ้นทุกที

เซวียหว่านอี้พยายามผลักไสอนุชิว เพื่อมิให้ตนเองต้องมาตายอยู่ที่นี่จริง ๆ

“ท่าน มิใช่ มารดาผู้ให้กำเนิดของข้า ท่านรักแต่ พี่สาวสายตรง...”

ในชั่วขณะที่เซวียหว่านอี้กำลังจะสิ้นสติ เซวียฉงก็นำคนบุกเข้ามาจากด้านนอก

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เขาก็เบิกตากว้างด้วยความโกรธแค้น

“นังหญิงอำมหิต!”

“อ๊า—”

อนุชิวกรีดร้องโหยหวน ร่างกระแทกเข้ากับโต๊ะที่อยู่ห่างออกไปจนตัวมุดเข้าไปอยู่ใต้โต๊ะ

คนอื่น ๆ ที่อยู่ข้างกายเห็นภาพนี้ต่างรู้สึกว่าช่างน่าเหลือเชื่อนัก

แม้แต่เซวียหมิงเฟยเองก็ยังรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มจะควบคุมไม่อยู่

ชาติก่อน อนุชิวบ้าคลั่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

เจินจูน้ำตาไหลพราก รีบเข้าไปประคองนางขึ้นมา

รอยช้ำบนลำคอของเซวียหว่านอี้บ่งบอกว่าอนุชิวลงมือหมายเอาชีวิต

เซวียฉงโกรธจัด แม่เฒ่าผู้นั้นตกใจจนตัวสั่น

ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปประคองนายหญิง ได้แต่คุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น

“เสือร้ายยังไม่กินลูก นังหญิงใจเหี้ยม เจ้าเป็นเพียงบ่าวอนุ กลับบังอาจปองร้ายเจ้านาย อย่าคิดว่ามีท่านแม่หนุนหลังแล้วข้าจะไม่กล้าสังหารเจ้า”

เขาหันไปมองบุตรสาวคนเล็กที่ยืนแทบไม่อยู่ ในใจย่อมมีความไม่ชอบใจนางอยู่บ้าง

“นางถูกกักบริเวณ แล้วเจ้าวิ่งมาที่นี่ทำไมกัน?”

หากไม่มา ก็คงไม่ต้องเจอเรื่องเช่นนี้มิใช่หรือ?

“แค่ก ๆ เฮือก...”

เซวียหว่านอี้กุมลำคอที่เจ็บปวดราวกับกลืนถ่านไฟแดงเข้าไป นางเงยหน้ามองเซวียฉงด้วยความตกตะลึง

เจินจูที่อยู่ด้านข้างรีบคุกเข่าลง แล้วพูดแทนนาง

“เรียนนายท่าน คุณหนูรู้สึกไม่สบายใจเจ้าค่ะ คุณหนูกล่าวว่าที่อนุชิวถูกกักบริเวณ เป็นเพราะตัวนาง...”

ไม่จำเป็นต้องพูดให้จบประโยค ทุกคนในที่นี้ต่างก็เข้าใจความหมาย

เซวียฉงจะทำอันใดได้

หรือจะให้กล่าวโทษว่าเซวียหว่านอี้ไม่ควรมาที่นี่?

“แล้วเมื่อครู่เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

หากพวกเขามาไม่ทันเวลา ชะตากรรมของตระกูลเซวียคงพลิกผันไปโดยสิ้นเชิง

โดยส่วนตัวแล้ว เซวียฉงย่อมไม่ต้องการให้บุตรีสายตรงต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง

สตรีในเรือนหลังย่อมมีหูตาคับแคบ ขุนนางราชสำนักเช่นพวกเขาต่างหากที่ล่วงรู้สถานการณ์ของจวนเจิ้นกั๋วกงมากกว่า

จวนเจิ้นกั๋วกงในยามนี้คือถ้ำมังกรแดนพยัคฆ์ เปรียบได้กับขุมนรก

หากเบื้องบนมีผู้ใดหมายปองผลประโยชน์สักนิด ราชโองการพระราชทานสมรสนี้คงไม่ตกมาถึงตระกูลเซวียซึ่งเป็นเพียงขุนนางขั้นสาม

จวนขุนนางขั้นหนึ่ง ขั้นสอง หรือจวนอ๋องจวนโหว ในเมืองหลวงมีอยู่อย่างน้อยสามสิบถึงห้าสิบแห่ง

หากมีผลประโยชน์ให้ตักตวงแม้เพียงน้อยนิด ก็คงไม่ถึงมือตระกูลเซวียของเขา

พูดให้ชัดก็คือ

การที่ฝ่าบาทพระราชทานสมรส ก็เท่ากับเลือกสตรีสักคนส่งไปเป็น “เครื่องสังเวย” ให้ตระกูลเย่

“เครื่องสังเวย” นี้ มีโอกาสตายสูงยิ่ง หรืออาจไม่ได้ผลประโยชน์ใด ๆ กลับมาเลย ซ้ำร้ายอาจถูกเย่จั๋วผูกใจเจ็บเอาได้

บุตรีอนุย่อมมีน้ำหนักไม่เท่าบุตรีสายตรง แต่ก็นับเป็นทรัพยากรที่ตระกูลฟูมฟักมาอย่างดี จะปล่อยให้สูญเปล่าได้อย่างไร

เซวียหว่านอี้ข่มความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาดั่งระลอกคลื่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“ท่านพ่อ อนุกังวลว่าหากข้าแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง จะไปกดข่มบารมีของพี่หญิงเจ้าค่ะ...”

เมื่อตกเป็นเป้าสายตา เซวียหมิงเฟยมองไปยังอนุชิวด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย

“ข้ามีคู่หมั้นอยู่แล้ว ย่อมมิได้แต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงแน่ อนุชิวจะทำเรื่องไร้ประโยชน์เหล่านี้ไปเพื่ออะไร?”

เซวียฉงก้าวเข้าไปพลิกโต๊ะคว่ำ

ยื่นมือไปหิ้วคอเสื้ออนุชิวขึ้นมา “โง่เขลาแล้วยังจิตใจชั่วช้า”

เขาลากนางไปยังโถงหน้าแล้วโยนออกไป

“ใครก็ได้ โบยสามสิบไม้!”

อนุชิวที่แสร้งทำเป็นหมดสติเพื่อรอความเมตตาจากเซวียฉงพลันลืมตาโพลง

นางตะเกียกตะกายคลานเข้าไปหาเซวียฉง คว้าชายเสื้อเขาไว้

พยายามจัดท่าทางให้ดูน่าเวทนาที่สุด แล้วร่ำไห้อ้อนวอน

“ไม่นะเจ้าคะนายท่าน อนุผิดไปแล้ว ขอนายท่านโปรดเมตตายกโทษให้อนุสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ...”

โบยสามสิบไม้ นางต้องตายแน่

“นางเป็นเพียงบุตรีอนุ จะแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตากว่าคุณหนูใหญ่ได้อย่างไร คุณหนูรองมักแสดงกิริยาล่วงเกินคุณหนูใหญ่อยู่ลับหลัง อนุเพียงกลัวว่าหากนางได้ดีแล้ว จะเป็นภัยต่อคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ...”

สายตาที่เซวียหมิงเฟยมองอนุชิวเริ่มแปรเปลี่ยนไป

มีอนุภรรยาบ้านใดที่เจียมเนื้อเจียมตัวถึงเพียงนี้กัน?

ท่านแม่ของนางต้องกล้ำกลืนความเจ็บช้ำน้ำใจมาไม่น้อยเพราะท่านพ่อลำเอียงรักใคร่อนุชิวมากกว่า

ชายหนุ่มที่เงียบมาตลอดเอ่ยปากขึ้น

เขาคือบุตรชายเพียงคนเดียวขอเจียงซื่อ นามว่าเซวียมู่เจา

“อนุชิว การแต่งงานของน้องหญิงรองกับเจิ้นกั๋วกงเป็นสมรสพระราชทาน”

“เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า หากน้องหญิงรองตายด้วยน้ำมือเจ้า ตระกูลเซวียของเราทั้งตระกูล อย่างเบาก็ถูกข้อหาหมิ่นพระเมตตาจากฮ่องเต้ ท่านพ่ออาจถูกถอดถอนจากตำแหน่งหรือเนรเทศ อย่างหนักก็ขัดราชโองการ ถูกประหารล้างตระกูล”

เสียงสะอื้นไห้อ่อนหวานพลันชะงักค้าง อนุชิวเงยหน้าขึ้น

มองเซวียฉงที่มีสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชาด้วยความงุนงง

กว่าจะรู้ตัว นางก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ

นางยังไม่ได้โง่เขลาจนเกินเยียวยา

ไม่ว่าจะแง่งอนเอาแต่ใจในจวนเพียงใด เซวียฉงก็มักจะเห็นแก่ความงามของนาง หากไม่ใช่ความผิดร้ายแรงย่อมไม่ถึงขั้นเอาชีวิต

แต่หากกระทบถึงเส้นทางขุนนางของเซวียฉง หรือเป็นภัยต่อตระกูลเซวีย ชีวิตของนางคงถึงคราวสิ้นสุดแล้ว

สั่งโบยสามสิบไม้ นับว่าเซวียฉงยังไว้ชีวิตนางแล้ว

หากยังขืนร้องขอความเมตตาอีก วันนี้เกรงว่าจะต้องตายอยู่ที่นี่

เมื่อเห็นว่าอนุชิวกำลังจะถูกลงทัณฑ์ เซวียหมิงเฟยก็เดินเข้ามาข้างกายเซวียหว่านอี้

“เจ้าจะยืนดูอยู่เฉย ๆ หรือ?”

อย่างไรเสียก็เป็นแม่ลูกกัน “สามสิบไม้ ถึงตายได้เลยนะ”

ทั้งสองสนทนากันเสียงเบา แต่ก็มิได้หลบเลี่ยงผู้คน

สองพ่อลูกตระกูลเซวียย่อมได้ยิน อนุชิวเองก็เช่นกัน

ชั่วพริบตาถัดมา นางมองเซวียหมิงเฟยผ่านม่านน้ำตา ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความตื้นตัน แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและ... ความรักใคร่

แม้แต่เซวียฉงและเซวียมู่เจาก็ยังหันมามองเซวียหว่านอี้

อนุชิวเป็นอนุคนโปรดของเซวียฉง เขาย่อมมีความรักใคร่ในตัวนางจริง ๆ

คำสั่งโบยสามสิบไม้นั้นเป็นเพียงวาจาที่หลุดปากออกมาด้วยโทสะชั่ววูบ

พอพูดจบเขาก็นึกเสียใจ

แต่ต่อหน้าบ่าวไพร่ จะให้คืนคำก็เสียหน้า จึงได้แต่หวังว่าเซวียหว่านอี้จะรู้จักอ่านสถานการณ์

“ท่านพ่อ...”

เซวียหว่านอี้ก้าวออกไป ประสานสายตากับแววตาที่ซ่อนความเคียดแค้นของอนุชิว

“โปรดยั้งมือด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 653

    มองเห็นนางแต่ไกล ถิงอวิ๋นก็ร้องบอกเสียงดังว่า “ฮูหยิน คุณชายกำลังรอท่านอยู่ขอรับ”เซวียหว่านอี้ประหลาดใจยิ่งนัก นางรีบสาวเท้าเข้าไปหา มองไปยังรถม้าอีกคันที่จอดอยู่หน้าประตูจวน เย่จั๋วก็กำลังเลิกม่านขึ้นมองนางพอดี“ท่านพี่มาได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าบอกท่านแล้วว่าไม่รู้จะกลับจวนยามใด รอนานเพียงไรแล้วหรือ?”นางไม่รอให้เย่จั๋วตอบคำ กลับหันไปเอ่ยกับฮูหยินเจียงว่า “ท่านแม่ ข้ากลับจวนก่อนนะเจ้าคะ ยามเดินทางกลับก็ระวังด้วย หากมีเวลาว่างข้าจะกลับไปเยี่ยมท่านอีก”ฮูหยินเจียงจะกล่าวอันใดได้ เจิ้นกั๋วกงมารับด้วยตนเองถึงเพียงนี้ ยังจะกล้าพูดพร่ำทำให้อีกฝ่ายต้องรอต่อไปได้หรือ?นางไม่อยากถูกคนผู้นี้หักหน้ากลางธารกำนัลหรอกนะ“ไปเถิด เหนื่อยมาจนป่านนี้แล้ว กลับไปก็รีบพักผ่อนเสีย” ฮูหยินเจียงยิ้มพลางโบกมือเซวียหว่านอี้ย่อกายอำลา แล้วหมุนตัวก้าวขึ้นรถม้าไปเมื่อเห็นนางนั่งเรียบร้อยดีแล้ว เย่จั๋วก็เอ่ยขึ้นว่า “นี่ล่วงเลยยามห้ามสัญจรมาเกือบชั่วยามครึ่งแล้ว โชคดีที่เป็นเมืองหลวง หากเป็นที่อื่นคงต้องค้างแรมอยู่ด้านนอกเป็นแน่”เป็นเช่นนั้นจริงดูท่าเขาคงจะรอมาเกือบสองชั่วยามแล้ว นับว่ายังอดทนนั่งรออยู่ไ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 652

    “ยินดีด้วยเจ้าค่ะฮูหยินผู้เฒ่า เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ” หมอตำแยอุ้มทารกน้อยในห่อผ้าเดินออกมาจากด้านใน สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดียิ่งนักแม้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังจะชิงชังเซวียหว่านอี้เพียงใด ทว่ากับหลานชายผู้นี้ นางย่อมดีใจอย่างแท้จริงนางผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น ซวนเซก้าวไปเบื้องหน้า “จริงหรือ?”“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ เป็นคุณชายน้อยที่สุขภาพแข็งแรงยิ่งนัก”ฮูหยินเจียงเองก็เบิกบานใจเช่นกัน นางชะโงกหน้ามองเด็กน้อยตามการเคลื่อนไหวของฮูหยินผู้เฒ่าหวังทารกแรกเกิดส่วนใหญ่มักมีผิวพรรณเหี่ยวย่น ดูคล้ายลูกลิงตัวน้อย ต้องรออีกสักสองวันจึงจะเปล่งปลั่งขึ้นแต่เด็กน้อยผู้นี้กลับมีผิวพรรณขาวสะอาดหมดจด ดูน่ารักน่าชังจนยากจะหาคำใดมาเปรียบ“เด็กคนนี้หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรายิ่งนัก” ฮูหยินเจียงยิ้มกล่าว “ยินดีกับฮูหยินแม่ดองด้วยนะเจ้าคะ”“ยินดีเช่นกัน ยินดีเช่นกัน นี่ก็เป็นหลานตาของฮูหยินแม่ดองมิใช่หรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังอาจมิได้เก่งกาจเรื่องการเข้าสังคมเฉกเช่นฮูหยินขุนนางทั่วไป ทว่านางก็มิได้โง่เขลาเสียทีเดียวก่อนหน้านี้นางอาจฟังน้ำเสียงดีร้ายของฮูหยินเจียงไม่ออก ทว่าครานี้ย่อมต่างออกไปหมอหล

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 651

    คาดไม่ถึงเลยว่าจะเจ็บปวดจนหลั่งน้ำตาออกมาจริง ๆ“ฮูหยิน น้ำแกงโสมเจ้าค่ะ” เจินจูเดินเข้ามา ในมือประคองชามน้ำแกงอุ่นร้อนแล้วส่งให้“ดื่มเสียสิ” เซวียหว่านอี้เอ่ย “ระหว่างทางที่มา ข้าแวะซื้อจากภัตตาคารอิ๋งเซียนมาให้เจ้า”“เหตุใดในภัตตาคารจึงมีน้ำแกงโสมขายด้วยเล่า” เซวียหมิงเฟยบ่นอุบอิบ นางประคองชามน้ำแกงขึ้นมาดื่มช้า ๆ เพื่อฟื้นฟูพละกำลัง ป้องกันมิให้หมดสติไปในยามคลอด“ท่านแม่ทัพรับประทานอาหารอยู่ที่นั่น ทางร้านจึงเคี่ยวให้เป็นพิเศษ” เซวียหว่านอี้เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจนักด้านนอกแว่วเสียงความวุ่นวายดังขึ้นครู่หนึ่ง ไม่นานนักฮูหยินเจียงและฉินเยว่ชิงก็ก้าวเข้ามาจากด้านนอก“อาหว่าน?” เมื่อเห็นบุตรสาว แววตาของฮูหยินเจียงก็ทอประกาย “มาถึงเร็วกว่าพวกเราเสียอีก”เซวียหว่านอี้พยักหน้ารับ ก่อนจะขยับหลีกทางให้พวกนางฮูหยินเจียงก้าวเข้าไปหา เอ่ยกำชับเซวียหมิงเฟยถึงเรื่องการคลอดบุตรอย่างละเอียดถี่ถ้วน“ท่านพ่ออยู่ที่ศาลาว่าการ จึงมาไม่ได้” ฉินเยว่ชิงยืนอยู่ด้านข้างพลางเอ่ยกับเซวียหว่านอี้เมื่อได้ยินดังนั้น เซวียหว่านอี้เพียงพยักหน้ารับ นางมิได้ใส่ใจกับเรื่องนี้นัก ทว่าก็มิได้แสดงท่าทีอันใดอ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 650

    ภายในห้องมีเพียงพวกเขาสองคน“ฮูหยิน ชาติก่อนเคยมีเรื่องเช่นนี้หรือไม่?”เซวียหว่านอี้ครุ่นคิด สำหรับนางแล้ว เรื่องราวในหนหลังนั้นช่างเนิ่นนานเกินไป“จำมิได้ อย่างน้อยข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน”“เช่นนั้นก็คือไม่มี” เย่จั๋วกล่าวเซวียหว่านอี้ฉงนใจ “เหตุใดจึงไม่ใช่ข้าไม่เคยได้ยินเล่าเจ้าคะ?”“เรื่องนี้มิได้จงใจปิดบัง” เย่จั๋วกล่าว “หรงเจวี๋ยคือซื่อจื่อหนิงกั๋วกง มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง หากเขาเกิดเรื่อง แวดวงขุนนางย่อมมิอาจปิดข่าวได้มิด”ในคราแรก ความสัมพันธ์ระหว่างฉู่ยวนกับนางย่อมมิได้ย่ำแย่ หากเขากลับไปแล้วสนทนาเรื่องนี้กับนางก็ถือเป็นเรื่องปกติ ในเมื่อนางจำไม่ได้ เช่นนั้นก็แปลว่าไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้นวิถีของทั้งสองชาติภพแตกต่างกัน เย่จั๋วจึงมิได้รู้สึกแปลกใจอันใดโดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนผู้หนึ่งไปได้ทั้งชีวิตยิ่งมิต้องเอ่ยถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากคนเป็น ๆ คนหนึ่ง ผลกระทบย่อมมีแต่จะยิ่งใหญ่กว่าเดิม“ซื่อจื่อหรงถูกลอบสังหารในเมืองหลวง ฝ่าบาทจะรับสั่งให้คนไปสืบสวนหรือไม่?” นางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้“ย่อมต้องทำ” แววตาของเย่

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 649

    “นี่คืออาหารบำรุงโลหิต ซื่อจื่อลองชิมดูเถิด”เซวียหว่านอี้ชี้ไปยังอาหารสองจานนั้น “ท่านพี่ไม่ชอบอาหารบำรุง ข้าจึงไม่เคยทำมาก่อน”หรงเจวี๋ยพยักหน้า “ขอบใจมาก”ส่วนเย่จั๋วนั้น เมื่อมองดูอาหารเบื้องหน้า ล้วนยังคงเป็นสิ่งที่ตนชอบเช่นเคยฮูหยินของเขามิใช่คนเลือกกิน มิได้มีสิ่งใดที่รังเกียจ และมิได้มีสิ่งใดที่โปรดปรานเป็นพิเศษทว่า…ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอาหารที่นางคิดค้นขึ้นหลังจากแต่งงานเข้ามา ในเมื่อทำเป็น ย่อมต้องเป็นของที่ชอบกินเป็นแน่“นี่คือ...” หรงเจวี๋ยมองดูแผ่นแป้งทอดสีเหลืองทองอร่าม ส่งกลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลายที่อยู่เบื้องหน้า “รสชาติเป็นเช่นไรหรือ?”“ลองชิมดูสักคำก็รู้แล้ว” เย่จั๋วคีบขึ้นมาแผ่นหนึ่งเป็นคนแรกมื้อนี้ หรงเจวี๋ยถึงกับกินจนเหงื่อซึมแผ่นแป้งทอดกรอบนอกนุ่มใน หอมจนทำให้คนวางไม่ลง อีกทั้งปลาทอดตัวเล็กที่เนื้อแน่นเคี้ยวเพลิน ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน กระทั่งก้างข้างในก็ยังเคี้ยวให้แหลกได้อย่างง่ายดายเนื้อแกะยำเย็นถือว่าใช้ได้ พ่อครัวในจวนก็ทำได้ไม่เลวนักคนสามคน อาหารหกอย่าง รสชาติของทุกจานล้วนดีเยี่ยม“อาหารบำรุงรสชาติดีทีเดียว เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมกินเล่า?” หรงเจวี๋ยกล่าว

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 648

    “อย่าคิดมากไปเลย”หรงเจวี๋ยจิบโจ๊กคำหนึ่ง รสชาติกลมกล่อมล้ำลึก ไม่รู้ว่าใส่สิ่งใดลงไปบ้าง“ข้าเพียงต้องการใช้คนผู้นั้นเป็นเหยื่อล่อปลา ได้ปรึกษาหารือกับท่านป้าก่อนลงมือแล้ว”เย่จั๋วเก็บงำท่าทีหยอกเย้า เอ่ยถามว่า “ล่อผู้ใดหรือ?”“ยามนี้ยังไม่แน่ชัด หากไม่ผิดคาดต้องเป็นองค์ชายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หรืออาจจะเป็น...”เขาชี้นิ้วขึ้นไปเบื้องบน “เจ้าย่อมรู้ วรยุทธ์ของข้านับว่าไม่เลว ในเมืองหลวงแห่งนี้ ผู้ที่เก่งกาจกว่าข้ามีเพียงหยิบมือ หากไม่รวมพวกหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาที่ยอมทิ้งชีวิตโดยไม่ไยดี”“นั่นก็จริง” เย่จั๋วพยักหน้า “ไม่ว่าจะมากหรือน้อย แต่ละจวนย่อมมีหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาอยู่บ้าง เป็นเพียงเรื่องของจำนวน ทว่าทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือสังหาร”ล้วนไม่มีข้อยกเว้นท้ายที่สุดแล้ว มิใช่ผู้ใดก็มีคุณสมบัติพอจะเป็นหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาได้ประการแรกต้องมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์เป็นเลิศ ประการรองลงมาต้องเป็นเด็กกำพร้า หากมีพรสวรรค์ดีแต่ฐานะธรรมดาสามัญ แม้มิใช่เด็กกำพร้าก็ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าคนเหล่านี้ล้วนต้องทำงานลับที่มิอาจเปิดเผยให้แก่ผู้เป็นนาย หากไร้ซึ่งฝีมืออันเก่งกาจ ย่อ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status