Share

บทที่ 4

Auteur: กากบาทเย่
พอได้ยินเสียงของเซวียหว่านอี้ เจินจูก็รีบเลิกม่านพุ่งตัวเข้าไป

ภาพแรกที่ประจักษ์แก่สายตาคืออนุชิวกำลังบีบคอคุณหนูของนางด้วยสีหน้าถมึงทึง เส้นเลือดสีเขียวบนหน้าผากปูดโปน เห็นได้ชัดว่าลงแรงไปมิใช่น้อย

เจินจูหมายจะรุดเข้าไปช่วยคุณหนูของตน ทว่ากลับถูกแม่เฒ่าข้างกายอนุชิวขัดขวางไว้

นางมิได้ลังเลแม้แต่น้อย รีบหันกายวิ่งตะบึงออกไปด้านนอก

แม่เฒ่าผู้นั้นเห็นท่าไม่ดี จึงรีบถลันไปที่ประตู ร้องตะโกนบอกคนด้านนอกเสียงดังลั่น “ขวางนางไว้!”

กว่าบ่าวไพร่ในเรือนจะทันตั้งตัว เจินจูก็วิ่งพ้นเขตเรือนชิงเหอไปเสียแล้ว

แม่เฒ่าเห็นดังนั้นจึงรีบรุดกลับเข้ามาดึงตัวอนุชิวออกไป

เมื่อเห็นเซวียหว่านอี้ที่ทรุดฮวบลงกองกับพื้น ร่างกายอ่อนปวกเปียก อนุชิวจึงได้สติ ตระหนักได้ทันทีว่าภัยพิบัติกำลังมาเยือน

เหตุใดนางจึงอดกลั้นโทสะไม่อยู่กันนะ

อีกทั้ง นังชั้นต่ำนี่ล่วงรู้ความจริงแล้วหรือเปล่า?

นางจะมีชีวิตอยู่ต่อไปมิได้ มิได้เด็ดขาด

เมื่อคิดได้ดังนั้น อนุชิวก็รีบสะบัดตัวจากการเกาะกุมของแม่เฒ่า พุ่งเข้าไปหมายจะปลิดชีพเซวียหว่านอี้

เซวียหว่านอี้ย่อมจงใจให้นางทำเช่นนี้

นางกำลังเดิมพัน

ใช้ชีวิตของตนเอง เดิมพันกับชีวิตของสตรีอำมหิตผู้นี้

ลำคอเจ็บปวดรวดร้าว ทุกจังหวะการหายใจที่แผ่วเบาราวกับมีไฟแผดเผา

สมองบวมเป่งจนทรมาน สายตาพร่ามัวมองสิ่งใดไม่ชัดเจน

ทว่านางกลับยังแย้มยิ้มออกมาได้

ขณะนอนราบอยู่บนพื้น นางได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

“ฮ่า ๆ ๆ อนุ ข้าต่างหากที่เป็นลูกในไส้ของท่าน เหตุใดท่านถึงต้องเอาชีวิตข้าเพื่อพี่สาวสายตรงด้วยเล่า”

อนุชิวกำลังบันดาลโทสะ อีกทั้งยังกังวลว่าเซวียหว่านอี้จะล่วงรู้ความจริง จึงมิได้สนใจสถานการณ์ภายนอกเลยแม้แต่น้อย

นางนั่งคุกเข่าลงกับพื้น สองมือบีบลำคอระหงของเซวียหว่านอี้ไว้แน่น

นางกัดฟันกรอด น้ำเสียงเจือความเคียดแค้นชิงชัง “นังชั้นต่ำเยี่ยงเจ้าคู่ควรด้วยหรือ? ข้าน่าจะบีบคอเจ้าให้ตายไปเสียแต่ตอนนั้น จะได้ไม่มาขวางทางอนาคตของคุณหนูใหญ่”

มือที่กุมลำคอออกแรงบีบหนักหน่วงขึ้น

ยามจ้องมองใบหน้าเล็ก ๆ ของเซวียหว่านอี้ที่อยู่ในการควบคุม ภายในใจรู้สึกสุขสม แต่ขณะเดียวกันก็บังเกิดความหวาดหวั่น

นังชั้นต่ำนี่ยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนเจียงซื่อมากขึ้นทุกที

เซวียหว่านอี้พยายามผลักไสอนุชิว เพื่อมิให้ตนเองต้องมาตายอยู่ที่นี่จริง ๆ

“ท่าน มิใช่ มารดาผู้ให้กำเนิดของข้า ท่านรักแต่ พี่สาวสายตรง...”

ในชั่วขณะที่เซวียหว่านอี้กำลังจะสิ้นสติ เซวียฉงก็นำคนบุกเข้ามาจากด้านนอก

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เขาก็เบิกตากว้างด้วยความโกรธแค้น

“นังหญิงอำมหิต!”

“อ๊า—”

อนุชิวกรีดร้องโหยหวน ร่างกระแทกเข้ากับโต๊ะที่อยู่ห่างออกไปจนตัวมุดเข้าไปอยู่ใต้โต๊ะ

คนอื่น ๆ ที่อยู่ข้างกายเห็นภาพนี้ต่างรู้สึกว่าช่างน่าเหลือเชื่อนัก

แม้แต่เซวียหมิงเฟยเองก็ยังรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มจะควบคุมไม่อยู่

ชาติก่อน อนุชิวบ้าคลั่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

เจินจูน้ำตาไหลพราก รีบเข้าไปประคองนางขึ้นมา

รอยช้ำบนลำคอของเซวียหว่านอี้บ่งบอกว่าอนุชิวลงมือหมายเอาชีวิต

เซวียฉงโกรธจัด แม่เฒ่าผู้นั้นตกใจจนตัวสั่น

ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปประคองนายหญิง ได้แต่คุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น

“เสือร้ายยังไม่กินลูก นังหญิงใจเหี้ยม เจ้าเป็นเพียงบ่าวอนุ กลับบังอาจปองร้ายเจ้านาย อย่าคิดว่ามีท่านแม่หนุนหลังแล้วข้าจะไม่กล้าสังหารเจ้า”

เขาหันไปมองบุตรสาวคนเล็กที่ยืนแทบไม่อยู่ ในใจย่อมมีความไม่ชอบใจนางอยู่บ้าง

“นางถูกกักบริเวณ แล้วเจ้าวิ่งมาที่นี่ทำไมกัน?”

หากไม่มา ก็คงไม่ต้องเจอเรื่องเช่นนี้มิใช่หรือ?

“แค่ก ๆ เฮือก...”

เซวียหว่านอี้กุมลำคอที่เจ็บปวดราวกับกลืนถ่านไฟแดงเข้าไป นางเงยหน้ามองเซวียฉงด้วยความตกตะลึง

เจินจูที่อยู่ด้านข้างรีบคุกเข่าลง แล้วพูดแทนนาง

“เรียนนายท่าน คุณหนูรู้สึกไม่สบายใจเจ้าค่ะ คุณหนูกล่าวว่าที่อนุชิวถูกกักบริเวณ เป็นเพราะตัวนาง...”

ไม่จำเป็นต้องพูดให้จบประโยค ทุกคนในที่นี้ต่างก็เข้าใจความหมาย

เซวียฉงจะทำอันใดได้

หรือจะให้กล่าวโทษว่าเซวียหว่านอี้ไม่ควรมาที่นี่?

“แล้วเมื่อครู่เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

หากพวกเขามาไม่ทันเวลา ชะตากรรมของตระกูลเซวียคงพลิกผันไปโดยสิ้นเชิง

โดยส่วนตัวแล้ว เซวียฉงย่อมไม่ต้องการให้บุตรีสายตรงต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง

สตรีในเรือนหลังย่อมมีหูตาคับแคบ ขุนนางราชสำนักเช่นพวกเขาต่างหากที่ล่วงรู้สถานการณ์ของจวนเจิ้นกั๋วกงมากกว่า

จวนเจิ้นกั๋วกงในยามนี้คือถ้ำมังกรแดนพยัคฆ์ เปรียบได้กับขุมนรก

หากเบื้องบนมีผู้ใดหมายปองผลประโยชน์สักนิด ราชโองการพระราชทานสมรสนี้คงไม่ตกมาถึงตระกูลเซวียซึ่งเป็นเพียงขุนนางขั้นสาม

จวนขุนนางขั้นหนึ่ง ขั้นสอง หรือจวนอ๋องจวนโหว ในเมืองหลวงมีอยู่อย่างน้อยสามสิบถึงห้าสิบแห่ง

หากมีผลประโยชน์ให้ตักตวงแม้เพียงน้อยนิด ก็คงไม่ถึงมือตระกูลเซวียของเขา

พูดให้ชัดก็คือ

การที่ฝ่าบาทพระราชทานสมรส ก็เท่ากับเลือกสตรีสักคนส่งไปเป็น “เครื่องสังเวย” ให้ตระกูลเย่

“เครื่องสังเวย” นี้ มีโอกาสตายสูงยิ่ง หรืออาจไม่ได้ผลประโยชน์ใด ๆ กลับมาเลย ซ้ำร้ายอาจถูกเย่จั๋วผูกใจเจ็บเอาได้

บุตรีอนุย่อมมีน้ำหนักไม่เท่าบุตรีสายตรง แต่ก็นับเป็นทรัพยากรที่ตระกูลฟูมฟักมาอย่างดี จะปล่อยให้สูญเปล่าได้อย่างไร

เซวียหว่านอี้ข่มความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาดั่งระลอกคลื่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“ท่านพ่อ อนุกังวลว่าหากข้าแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง จะไปกดข่มบารมีของพี่หญิงเจ้าค่ะ...”

เมื่อตกเป็นเป้าสายตา เซวียหมิงเฟยมองไปยังอนุชิวด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย

“ข้ามีคู่หมั้นอยู่แล้ว ย่อมมิได้แต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงแน่ อนุชิวจะทำเรื่องไร้ประโยชน์เหล่านี้ไปเพื่ออะไร?”

เซวียฉงก้าวเข้าไปพลิกโต๊ะคว่ำ

ยื่นมือไปหิ้วคอเสื้ออนุชิวขึ้นมา “โง่เขลาแล้วยังจิตใจชั่วช้า”

เขาลากนางไปยังโถงหน้าแล้วโยนออกไป

“ใครก็ได้ โบยสามสิบไม้!”

อนุชิวที่แสร้งทำเป็นหมดสติเพื่อรอความเมตตาจากเซวียฉงพลันลืมตาโพลง

นางตะเกียกตะกายคลานเข้าไปหาเซวียฉง คว้าชายเสื้อเขาไว้

พยายามจัดท่าทางให้ดูน่าเวทนาที่สุด แล้วร่ำไห้อ้อนวอน

“ไม่นะเจ้าคะนายท่าน อนุผิดไปแล้ว ขอนายท่านโปรดเมตตายกโทษให้อนุสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ...”

โบยสามสิบไม้ นางต้องตายแน่

“นางเป็นเพียงบุตรีอนุ จะแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตากว่าคุณหนูใหญ่ได้อย่างไร คุณหนูรองมักแสดงกิริยาล่วงเกินคุณหนูใหญ่อยู่ลับหลัง อนุเพียงกลัวว่าหากนางได้ดีแล้ว จะเป็นภัยต่อคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ...”

สายตาที่เซวียหมิงเฟยมองอนุชิวเริ่มแปรเปลี่ยนไป

มีอนุภรรยาบ้านใดที่เจียมเนื้อเจียมตัวถึงเพียงนี้กัน?

ท่านแม่ของนางต้องกล้ำกลืนความเจ็บช้ำน้ำใจมาไม่น้อยเพราะท่านพ่อลำเอียงรักใคร่อนุชิวมากกว่า

ชายหนุ่มที่เงียบมาตลอดเอ่ยปากขึ้น

เขาคือบุตรชายเพียงคนเดียวขอเจียงซื่อ นามว่าเซวียมู่เจา

“อนุชิว การแต่งงานของน้องหญิงรองกับเจิ้นกั๋วกงเป็นสมรสพระราชทาน”

“เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า หากน้องหญิงรองตายด้วยน้ำมือเจ้า ตระกูลเซวียของเราทั้งตระกูล อย่างเบาก็ถูกข้อหาหมิ่นพระเมตตาจากฮ่องเต้ ท่านพ่ออาจถูกถอดถอนจากตำแหน่งหรือเนรเทศ อย่างหนักก็ขัดราชโองการ ถูกประหารล้างตระกูล”

เสียงสะอื้นไห้อ่อนหวานพลันชะงักค้าง อนุชิวเงยหน้าขึ้น

มองเซวียฉงที่มีสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชาด้วยความงุนงง

กว่าจะรู้ตัว นางก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ

นางยังไม่ได้โง่เขลาจนเกินเยียวยา

ไม่ว่าจะแง่งอนเอาแต่ใจในจวนเพียงใด เซวียฉงก็มักจะเห็นแก่ความงามของนาง หากไม่ใช่ความผิดร้ายแรงย่อมไม่ถึงขั้นเอาชีวิต

แต่หากกระทบถึงเส้นทางขุนนางของเซวียฉง หรือเป็นภัยต่อตระกูลเซวีย ชีวิตของนางคงถึงคราวสิ้นสุดแล้ว

สั่งโบยสามสิบไม้ นับว่าเซวียฉงยังไว้ชีวิตนางแล้ว

หากยังขืนร้องขอความเมตตาอีก วันนี้เกรงว่าจะต้องตายอยู่ที่นี่

เมื่อเห็นว่าอนุชิวกำลังจะถูกลงทัณฑ์ เซวียหมิงเฟยก็เดินเข้ามาข้างกายเซวียหว่านอี้

“เจ้าจะยืนดูอยู่เฉย ๆ หรือ?”

อย่างไรเสียก็เป็นแม่ลูกกัน “สามสิบไม้ ถึงตายได้เลยนะ”

ทั้งสองสนทนากันเสียงเบา แต่ก็มิได้หลบเลี่ยงผู้คน

สองพ่อลูกตระกูลเซวียย่อมได้ยิน อนุชิวเองก็เช่นกัน

ชั่วพริบตาถัดมา นางมองเซวียหมิงเฟยผ่านม่านน้ำตา ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความตื้นตัน แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและ... ความรักใคร่

แม้แต่เซวียฉงและเซวียมู่เจาก็ยังหันมามองเซวียหว่านอี้

อนุชิวเป็นอนุคนโปรดของเซวียฉง เขาย่อมมีความรักใคร่ในตัวนางจริง ๆ

คำสั่งโบยสามสิบไม้นั้นเป็นเพียงวาจาที่หลุดปากออกมาด้วยโทสะชั่ววูบ

พอพูดจบเขาก็นึกเสียใจ

แต่ต่อหน้าบ่าวไพร่ จะให้คืนคำก็เสียหน้า จึงได้แต่หวังว่าเซวียหว่านอี้จะรู้จักอ่านสถานการณ์

“ท่านพ่อ...”

เซวียหว่านอี้ก้าวออกไป ประสานสายตากับแววตาที่ซ่อนความเคียดแค้นของอนุชิว

“โปรดยั้งมือด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 208

    อากาศเริ่มร้อนอบอ้าว คล้ายมีกลิ่นเหม็นเน่าจาง ๆ เจืออยู่ในสายลมวูบหนึ่งเซวียหมิงเยว่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง ใบหน้าเล็กขาวซีดไร้สีเลือด ข้างกายมีสาวใช้ผู้หนึ่งยืนอยู่ กำลังลงมือทายาให้นางความเจ็บปวดแล่นพล่านจนร่างกายนางสั่นเทา มิอาจสะกดกลั้น ความทรมานนี้ช่างแสนสาหัสยิ่งนักเมื่อทายาเสร็จสิ้น สาวใช้จึงช่วยจัดอาภรณ์ให้นางเรียบร้อย ก่อนจะผ่อนฝีเท้าเดินจากไปเงียบ ๆไม่นานนัก ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็เดินสวนทางกับสาวใช้เข้ามาด้านในเซวียหมิงเยว่มองผ่านม่านน้ำตาและเหงื่อที่โซมกายไปยังบุรุษผู้มาใหม่ นางรู้สึกคาดไม่ถึง“คุณชายสาม...”เขาคืออดีตคู่หมั้นของนางบุรุษหนุ่มสืบเท้าเข้ามาใกล้ ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างตั่งเตียง ก้มมองนางจากมุมสูง แววตาฉายความรู้สึกอันลึกล้ำยากจะเอื้อนเอ่ย“นี่คือสิ่งที่เจ้าปรารถนากระนั้นหรือ?” น้ำเสียงของเขาราบเรียบทว่าหากฟังให้ดี กลับสัมผัสได้ถึงความอาลัยอาวรณ์และความเวทนาสงสารที่แฝงอยู่เดิมทีเซวียหมิงเยว่ก็มีรูปโฉมบอบบางน่าทะนุถนอมอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน นางย่อมปรารถนาจะไขว่คว้าที่พึ่งตรงหน้า ท่าทางสั่นระริกนั้นประหนึ่งบุปผางามที่ถูกพายุฝนกระหน่ำซ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 207

    ได้ยินมาว่าทั้งสองพำนักอยู่ที่ซางโจวตลอดทั้งปีส่วนองค์หญิงใหญ่ที่ถูกปฏิเสธการแต่งงานนั้น เล่ากันว่าตรอมใจจนล้มป่วย ผ่านไปไม่ทันถึงสองปีก็สิ้นพระชนม์ด้วยความทุกข์ระทม“พี่หญิงรู้ความตื้นลึกหนาบางก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” เซวียหว่านอี้เอ่ย “หากประสบความยากลำบากอันใดที่ข้าพอจะช่วยได้ พี่หญิงมาหาข้าได้เสมอนะเจ้าคะ”เฉียนชิวสุ่ยหัวเราะเบา ๆ “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า วางใจเถิด สตรีที่ยอมเป็นอนุให้เขาได้ ความรู้และความทะเยอทะยานคงมิได้มีมากนัก ข้ารับมือไหว”วาจานี้นับว่าเป็นความจริงผู้ที่มีความทะเยอทะยานอยู่บ้าง สายตาย่อมต้องมองสูงกว่านั้นไฉนเลยจะลดตัวมาเกาะแกะกับคนตระกูลหลิวผู้นั้นความสามารถก็ไม่มี หน้าตาก็หาดีไม่ก็มีเพียงเฉียนชิวสุ่ยที่มิอาจเลือกได้เมื่อเทียบกับอีกสองตระกูล ตระกูลหลิวดูจะปกติกว่ามาก ทว่าก็เป็นเพียงการเลือกคนแคระที่สูงที่สุดในกลุ่มเท่านั้นหลังมื้อเที่ยงผ่านไปไม่นาน ฝนเม็ดเล็กก็โปรยปรายลงมาสหายทั้งสองเอนกายสนทนากันบนตั่งเหม่ยเหริน ก่อนจะลุกขึ้นนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างลายบุปผา“ตายจริง ตกอีกแล้วหรือ” เฉียนชิวสุ่ยเอ่ยขึ้น “ยามเข้าสู่คิมหันต์ ลมฟ้าอากาศช่างแปรปรวนยิ่งน

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 206

    ยามตั้งสำรับมื้อเที่ยง แม่นมก็อุ้มรั่วรั่วออกไปแล้วแม่นมผู้นี้เป็นแม่นมที่ตระกูลเฉียนส่งตัวมา อายุราวสามสิบปี เป็นคนสุขุมรอบคอบและใส่ใจยิ่งนักเมื่อทอดสายตามองอาหารตรงหน้าที่ล้วนมีแต่ของโปรดของตน เฉียนชิวสุ่ยก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจนอกจากท่านแม่แล้ว ก็เห็นจะมีแต่เซวียหว่านอี้ที่ใส่ใจนางมากที่สุดชาตินี้ได้คบหากับนาง นับว่าเป็นวาสนาของข้าโดยแท้“ไฉนจึงมีแต่ของที่ข้าชอบกิน แล้วเจ้าเล่า?” นางเอ่ยถามเจือรอยยิ้มเซวียหว่านอี้กล่าวว่า “พี่หญิงสามทานให้มากหน่อยเถิด ท่านมิได้มาเยือนบ่อยนัก ข้ามิได้ขัดสนอาหารมื้อนี้เสียหน่อย อีกอย่างท่านก็รู้ดีว่าข้านั้นมิใช่คนเลือกกิน”นางคีบเนื้อปลาส่งให้พลางเอ่ย “ของโปรดของพี่หญิง ข้าสั่งให้เฝ่ยชุ่ยไปซื้อมาจากภัตตาคารข้างนอก”ทั้งสองรับประทานไปพลางสนทนาไปพลาง ไม่นานหัวข้อการสนทนาก็วกมาถึงตระกูลหลิว“แม่สามีของท่านผู้นั้น เพียงแรกเห็นในวันแต่งงานของท่าน ข้าก็รู้สึกได้ว่ามิใช่คนที่จะคบหาด้วยง่าย ๆ แต่ก็อย่างที่เคยพูดไปเมื่อสองปีก่อน ในบรรดาตัวเลือกทั้งสามคน เขาก็นับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว ตำแหน่งขุนนางต่ำต้อยย่อมมีข้อดีของมัน อย่างน้อยเพียงตระกูลเฉียนเอ่ย

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 205

    นางพยักหน้าแย้มยิ้ม “ถูกต้องแล้ว รบกวนพี่ชายช่วยไปเรียนให้ทราบ...”“มิต้องไปเรียนหรอกขอรับ” บ่าวเฝ้าประตูยิ้มกล่าว “ฮูหยินได้กำชับพวกข้าไว้แล้ว ฮูหยินเฉียน เชิญด้านในขอรับ”แม่นมและสาวใช้แหงนมองประตูจวนอันใหญ่โตโอ่อ่าเบื้องหน้า หวนนึกถึงตระกูลหลิว เมื่อนำมาเปรียบกันแล้วย่อมเห็นถึงความซอมซ่อจนมิอาจเทียบติดเมื่อเดินตามบ่าวเฝ้าประตูเข้าไป สาวใช้รุ่นเยาว์นางหนึ่งก็รีบก้าวเข้ามาหา“คุณหนูสาม”เฉียนชิวสุ่ยเห็นนาง รอยยิ้มก็สดใสขึ้นหลายส่วน เอ่ยปากปรามว่า “วิ่งช้าหน่อย ระวังจะหกล้มเอาได้”ผู้มาคือเจินจูนั่นเองนางวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา ลมหายใจหอบกระชั้นเล็กน้อย เจินจูเอ่ยว่า “คุณหนูของบ่าวบ่นถึงอยู่หลายหนเจ้าค่ะ ยังเปรยว่าหากนับตามเวลา คุณหนูสามน่าจะมาถึงตั้งนานแล้ว”เฉียนชิวสุ่ยชอบใจที่เจินจูเรียกขานนางว่าคุณหนูสาม แม้ยามอยู่ในตระกูลฉียนนางจะใช้ชีวิตอย่างจืดจางไร้ตัวตน ทว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ทั้งมิต้องหวาดระแวงว่าจะถูกผู้ใดกลั่นแกล้งรังแกนั่นคือช่วงเวลาที่นางมิอาจหวนกลับไปได้อีกคนทั้งหมดเดินตามเจินจูมุ่งหน้าไปยังเรือนชุ่ยเวย แม่นมและสาวใช้เดินตามติดแทบไม่ห่าง แม้แต่

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 204

    “ปฏิเสธไปเถิด”เซวียหว่านอี้วางเทียบเชิญหลายฉบับลงบนโต๊ะ พลางเอ่ยกับพ่อบ้านเย่ผิงว่า “ลุงผิง ฝากเรียนท่านพี่ด้วย ยามเที่ยงข้าจะเลี้ยงรับรองสหายสนิทที่เรือนชุ่ยเวย ต้องรบกวนให้ท่านพี่รับสำรับเพียงลำพังแล้ว”นางส่งคนไปเชื้อเชิญเฉียนชิวสุ่ยแล้วนับตั้งแต่บุตรสาวของอีกฝ่ายถือกำเนิด เซวียหว่านอี้ก็ยังมิได้ยลโฉมทารกน้อยเลยยามนี้ทารกน้อยอายุครบเดือนแล้ว ย่อมสามารถพาออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกได้เย่ผิงยิ้มรับคำ “ขอรับฮูหยิน ต้องการให้บ่าวไพร่ไปซื้อหาอาหารรสเลิศจากภายนอกกลับมาหรือไม่ขอรับ?”“ข้าให้เฝ่ยชุ่ยไปจัดการแล้ว เมนูปลาจากภัตตาคารของเรา ก็จะจัดส่งไปให้ทางฝั่งท่านพี่ด้วยเช่นกัน”เป็นดังเช่นที่เซวียหมิงเฟยเคยกล่าวไว้ สหายสนิทที่แท้จริงของนาง เห็นจะมีเพียงเฉียนชิวสุ่ยผู้เดียวเท่านั้นแม้อีกฝ่ายจะมีอายุมากกว่านางหลายปี ทว่านิสัยใจคอกลับอ่อนโยนและจิตใจดีงามยิ่งนักน่าเสียดายที่คนทั้งสองต่างก็ออกเรือนกับบุรุษผิดคน……อีกด้านหนึ่ง เฉียนชิวสุ่ยสวมอาภรณ์ให้บุตรสาวดูมงคลยิ่ง ส่วนตัวนางเองก็ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดสีเหลืองนวล ดูแล้วสดใสขึ้นไม่น้อยครั้นจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย บุรุษรูปร่างสันทัด

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 203

    “นายน้อย อีกไม่กี่วันหมอเทวดาฉีจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงขอรับ” หัวหน้าองครักษ์กล่าว “เวลานี้พำนักอยู่ที่ชิงโจว”เย่อันได้ยินดังนั้น ก็กล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดีว่า “หรือว่าหาหญ้าเกล็ดมังกรพบแล้ว?”หัวหน้าองครักษ์พยักหน้าอย่างหนักแน่น “พี่น้องที่ร่วมเดินทางทางฝั่งนั้นส่งข่าวกลับมา ว่าค้นพบในป่าลึกอันกว้างใหญ่ที่เฉียนโจวขอรับ เช่นนี้พิษในกายของนายน้อยก็จะขจัดออกไปได้กว่าครึ่งแล้วใช่หรือไม่?”หญ้าเกล็ดมังกร คือหญ้าที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดของมังกรกระนั้นหรือ?หัวหน้าองครักษ์มิได้กระจ่างแจ้งในเรื่องนี้ และยิ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน แม้แต่ก่อนหน้าที่หมอเทวดาฉีจะเอ่ยถึง เขาก็มิเคยได้ยินมาก่อนกล่าวกันว่าเสาะหาได้ยากยิ่ง อีกทั้งสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตนั้นแสนเข็ญ มักขึ้นในป่าทึบที่อับชื้นและอบอ้าว เติบโตท่ามกลางซากสิ่งปฏิกูล ดูดซับพิษร้ายจากซากผุพังเหล่านั้น จึงมีสรรพคุณในการถอนพิษที่รุนแรงยิ่งนัก ดังคำกล่าวที่ว่าใช้พิษต้านพิษเย่อันยิ้มกล่าวว่า “นี่เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างยาวนาน จำเป็นต้องค่อย ๆ ขจัดออกไป หมอเทวดาฉีเคยกล่าวไว้ว่า อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงสองปี จึงจะสามารถขับพิษในกายออกได้จนหมดส

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status