Share

บทที่ 3

Author: กากบาทเย่
เจียงซื่อถอนหายใจแผ่วเบา

นางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้บุตรสาวฟังอย่างคร่าว ๆ

เซวียหมิงเฟยมีรอยยิ้มประดับใบหน้า “ท่านแม่ อย่างไรเสียอนุชิวก็หวังดีต่อลูกนะเจ้าคะ น้องหญิงเองก็ปลอดภัยดีแล้ว โทษทัณฑ์ทั้งหักเบี้ยหวัดและกักบริเวณนี้ ดูจะหนักหนาเกินไปสักหน่อย”

ผู้พูดมิได้ใส่ใจ

แต่ฮูหยินเจียงกลับรู้สึกแสลงหูอย่างน่าประหลาด

เพื่อหวังดีต่อบุตรสาวของนาง ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น

แต่อนุชิวต้องการสิ่งใดกัน?

แม้เจิ้นกั๋วกงในยามนี้จะเป็นคนพิการ แต่บรรดาศักดิ์นั้นคือของจริง

หากเซวียหว่านอี้ได้เป็นฮูหยินเจิ้นกั๋วกง แม้แต่นางที่เป็นนายหญิงใหญ่ของตระกูลเซวีย ก็ยังต้องคารวะอดีตบุตรสาวอนุผู้นี้

ถึงยามนั้น สถานะของอนุชิวย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

เรื่องที่มีแต่ผลดีไม่มีผลเสียต่ออนุชิวเช่นนี้ เหตุใดจึงต้องบีบบังคับบุตรสาวแให้ถึงแก่ความตายด้วย?

ต่อให้นางพยายามเอาอกเอาใจเพียงใด หากสิ้นบุตรสาวในไส้ไปแล้ว ชั่วชีวิตที่เหลือของอนุชิวก็ไร้ที่พึ่งพิง

ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

“อนุชิวดีต่อเจ้ามากหรือ?”

ฮูหยินเจียงเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เซวียหมิงเฟยซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับผ้าทออันหรูหรา พยักหน้ารับโดยมิได้สังเกตสิ่งใด

“เจ้าค่ะ หลายปีมานี้ เสื้อผ้าของลูกไม่น้อยเลยที่อนุชิวเป็นผู้ตัดเย็บ ฝีเข็มละเอียด ประณีตงดงาม สวมใส่สบาย สมกับเป็นคนที่เคยรับใช้อยู่ข้างกายท่านย่าเจ้าค่ะ”

นางชูผ้าพับหนึ่งขึ้นมา “ท่านแม่ ท่านดูสีนี้สิเจ้าคะ ขับผิวข้าหรือไม่?”

ชาติก่อนไม่มีเหตุการณ์ตกน้ำเช่นนี้

เมื่อชาตินี้เกิดเรื่องราวผิดแผกไป เซวียหมิงเฟยจึงมิได้คิดมาก

มิเช่นนั้นเล่า?

อนุชิวรักใคร่เอ็นดูนาง เมื่อเห็นเซวียหว่านอี้ได้แต่งงานดีกว่านาง จึงดุด่าว่ากล่าวไปไม่กี่คำเท่านั้น

เรื่องเหล่านี้เซวียหมิงเฟยคุ้นชินมานานแล้ว จากการเอาอกเอาใจวันแล้ววันเล่าของอนุชิว

นางเป็นบุตรีสายตรงของตระกูลเซวีย คนทั้งจวนรักใคร่นาง ย่อมเป็นเรื่องสมควรแล้ว

ต่อให้เซวียหว่านอี้เป็นบุตรสาวของอนุชิวแล้วอย่างไร

ก็แค่อนุคนหนึ่ง การเอาใจใส่บุตรีสายตรงเช่นนาง ย่อมมิใช่เรื่องผิดแผกอันใด

ผู้ใดจะคาดคิดว่าน้องสาวต่างมารดาผู้นั้นจะเปราะบางถึงเพียงนี้ เพียงเพราะคำพูดไม่กี่ประโยคก็คิดสั้นฆ่าตัวตาย

ทำเอาอนุชิวต้องถูกหักเบี้ยหวัดและกักบริเวณ ช่างอกตัญญูเสียจริง

ฮูหยินเจียงไม่ชอบอนุชิว

ไม่ว่าสามีของผู้ใด หากใส่ใจอนุภรรยา ย่อมไม่มีทางรู้สึกสบายใจได้

ตอนนี้แม้แต่บุตรสาวในไส้ของตนก็ยังเอ่ยปากชมอนุผู้นั้นไม่ขาดปาก ฮูหยินเจียงแม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง ทว่าในใจกลับรู้สึกประหลาดพิกลอย่างบอกไม่ถูก

เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้

นางสังหรณ์ใจว่าตนเองได้มองข้ามบางสิ่งไป

……

ยามรุ่งสาง เซวียหว่านอี้ลืมตาโพลง หอบหายใจถี่กระชั้น

ความเจ็บปวดที่ไม่อาจทานทนแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย

“ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว…”

นางนอนขดตัว กอดตัวเองไว้แน่น

บอกตัวเองว่าไม่ต้องกลัว นางได้เกิดใหม่แล้ว ความเจ็บปวดตลอดสี่ห้าปีนั้นไม่มีอยู่แล้ว

ทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา

นางพร่ำบอกตัวเองซ้ำ ๆ จนกระทั่งขอบฟ้าเริ่มทอแสงสีขาว จึงได้ผล็อยหลับไปด้วยความสะลึมสะลืออีกครั้ง

คุณหนูรองแห่งเรือนว่างซู เป็นเพียงคนนอกสายตาในจวนแห่งนี้

ไม่ถึงกับถูกทารุณ แต่ก็ถูกเมินเฉยอย่างสิ้นเชิง

ในจวนสกุลเซวีย บ่าวไพร่ต่างพากันเอาอกเอาใจและยกยอปอปั้นเซวียหมิงเฟย

ส่วนคุณหนูรองที่เกิดจากอนุผู้นี้ ภายใต้กฎระเบียบ กลับไม่มีผู้ใดใส่ใจ

ฮูหยินเจียงเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยในเรือน นางย่อมไม่ลดตัวลงมาจัดการกับบุตรีอนุคนหนึ่ง

ถึงจะเป็นลูกอนุ แต่ก็ยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเซวีย เป็นหมากตัวหนึ่งที่ใช้เชื่อมสัมพันธ์ทางการแต่งงานได้

เรื่องที่เงินเพียงเล็กน้อยก็สามารถแก้ไขได้ ไม่มีเหตุผลอันใดที่ต้องไปข่มเหงรังแก

สิ่งเดียวที่แตกต่างคือ สินเดิมของฮูหยินเจียงจะเก็บไว้ให้บุตรสาวของตนเท่านั้น

มารดาผู้ให้กำเนิดของเซวียหว่านอี้ เป็นเพียงสาวใช้ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า ไม่มีทรัพย์สินติดตัวเลยแม้แต่น้อย

อีกสองเดือนนางจะต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงแล้ว

สถานที่แห่งนั้นเป็นเช่นไร ครึ่งชีวิตหลังของนางถูกกำหนดไว้แล้ว

ไร้บุตร ต้องเป็นม่าย ไร้ซึ่งความหวังใด ๆ

ต่อให้เซวียหว่านอี้ตื่นสาย ไม่ได้ไปคารวะเช้าที่เรือนทิงหลาน ฮูหยินเจียงก็มิได้ว่ากล่าวอันใด

เมื่อวานเพิ่งจะตกน้ำ ศักดิ์ศรีของฮูหยินเจียงในตระกูลเซวีย มิได้ขึ้นอยู่กับการมาคารวะเช้าเย็นของบุตรีอนุคนหนึ่ง

“คุณหนู พวกเรามาทำอะไรที่นี่หรือเจ้าคะ?”

เจินจูติดตามอยู่ข้างกายเซวียหว่านอี้ ยืนอยู่หน้าเรือนชิงเหอ ซึ่งเป็นที่พำนักของอนุชิว

แม้จะถูกนายท่านสั่งกักบริเวณ แต่ก็มิได้ห้ามผู้อื่นเข้าไปด้านใน

เซวียหว่านอี้มองดูเรือนตรงหน้าอย่างเงียบงัน

“เฝ่ยชุ่ยยังไม่กลับมาอีกหรือ?”

ก่อนนอนเมื่อคืน นางสั่งให้เฝ่ยชุ่ยออกไปทำธุระตั้งแต่เช้าตรู่

นี่ก็ใกล้จะยามซื่อแล้ว ยังไม่กลับมา นับว่าผิดปกติอยู่บ้าง

เจินจูกับเฝ่ยชุ่ยเป็นสาวใช้คนสนิทของเซวียหว่านอี้ ชาติก่อนพวกนางติดตามนางแต่งเข้าตระกูลฉู่ด้วยความจงรักภักดี

จวบจนฉู่ยวนได้เป็นมหาอำมาตย์ นางถูกคุมขังและทารุณกรรม สาวใช้ทั้งสองพยายามช่วยนางจนถูกบ่าวไพร่ตระกูลฉู่รัดคอตายต่อหน้านางทั้งเป็น

เจินจูลดเสียงต่ำลงเอ่ยว่า “ยังเลยเจ้าค่ะ แต่เฝ่ยชุ่ยหัวไว ไม่ทำให้งานที่คุณหนูสั่งเสียหายแน่นอนเจ้าค่ะ ท่านวางใจเถิด”

นางย่อมวางใจ เพียงแต่กังวลว่าเฝ่ยชุ่ยจะประสบเหตุไม่คาดฝันเท่านั้น

นางก้าวเท้าเดินไปยังเรือนชิงเหอ

“ประเดี๋ยวเจ้ารออยู่ที่หน้าประตู”

เจินจูเดินตามไป “เจ้าค่ะ คุณหนู”

ณ เรือนชิงเหอ

นับตั้งแต่ถูกกักบริเวณเมื่อวาน อนุชิวก็ตกอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดกระวนกระวาย และถึงขั้นเคียดแค้น

บ่าวไพร่ในเรือนต่างหวาดกลัวจนไม่กล้าหายใจแรง เกรงว่าจะไปล่วงเกินนายหญิงผู้นี้เข้า

อย่าเห็นว่าอนุชิวเป็นเพียงอนุภรรยา แต่วิธีการทรมานคนของนางนั้นค่อนข้างโหดเหี้ยมอำมหิตนัก

เมื่อเห็นเซวียหว่านอี้ บ่าวไพร่ที่ปกติไม่เคยมีสีหน้าดี ๆ ให้นาง ต่างก็อดดีใจขึ้นมาไม่ได้

เหตุผลไม่มีอะไรมาก อนุชิวไม่ชอบบุตรสาวคนนี้ เมื่อนางมา อนุก็จะได้ระบายโทสะ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาก็จะดีขึ้นบ้าง

เซวียหว่านอี้เมินเฉยต่อบ่าวไพร่ในลาน เดินตรงเข้าไปในห้องโถง

ส่วนเจินจูยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู คอยกันไม่ให้ใครเข้าใกล้มาได้ยินวาจาที่ไม่สมควรได้ยิน

“เจ้ามาดูเรื่องน่าขันของข้าหรือ?”

เมื่ออนุชิวเห็นเซวียหว่านอี้ ความอัปยศอดสูตลอดทั้งคืนทำให้ใบหน้าที่เคยงดงามเย้ายวนฉายแววบิดเบี้ยวดูดุร้าย

“ปีกกล้าขาแข็งแล้วจริง ๆ นึกไม่ถึงว่าข้าจะถูกลูกชั้นต่ำอย่างเจ้าเล่นงานเอาได้ รู้อย่างนี้ตอนที่เจ้าเกิดมา ข้าน่าจะบีบคอเจ้าให้ตายไปเสียตั้งแต่แรก”

แววตาของนางฉายแววอำมหิตราวกับภูตผีร้าย จ้องเขม็งไปยังเด็กสาวตรงหน้า

เซวียหว่านอี้กวาดสายตามองไปรอบห้อง นอกจากหญิงรับใช้สูงวัยคนสนิทข้างกายนางแล้ว ก็ไม่มีบุคคลที่สี่อยู่อีก

เซวียหว่านอี้มองนาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ฐานะนังชั้นต่ำนี้ เหมาะกับท่านยิ่งนัก”

สิ้นเสียง หญิงรับใช้สูงวัยที่ยืนอยู่ข้างอนุชิวก็ถึงกับตะลึงงัน

ดูเหมือนไม่อยากเชื่อว่าเด็กสาวที่เคยขลาดกลัวผู้นั้น บัดนี้จะกล้าต่อปากต่อคำกับมารดาผู้ให้กำเนิด

ประโยคนี้ไปสะกิดถูกปมด้อยเรื่องชาติกำเนิดของอนุชิวเข้าอย่างจัง นางลุกพรวดขึ้นทันที เงื้อมือฟาดลงมาที่เซวียหว่านอี้

นางมิได้หลบ และไม่ได้ตอบโต้

ใบหน้าฉายแววเย้ยหยันขึ้นในทันใด

ฝ่ามือนั้นชะงักค้างอยู่ที่ข้างแก้มของนาง มิได้ฟาดลงมา

เซวียหว่านอี้เลิกคิ้ว รอยยิ้มยิ่งลึกล้ำ “ดูท่า ท่านก็ยังพอมีสมองอยู่บ้าง”

ตบฝ่ามือนี้ลงไปจะแลกกับสิ่งใด อนุชิวย่อมไม่รู้

แต่นางจะไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย หนำซ้ำอาจถูกเซวียหว่านอี้เล่นงานหนักกว่าเดิม

“เจ้าต้องการอะไรกันแน่?”

อนุชิวโกรธจนหน้ามืดตาลาย คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีวันที่ตนถูกนังชั้นต่ำที่ตนเคยดูถูกที่สุดวางแผนเล่นงานเอาได้

มิหนำซ้ำ ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ นางกลับไม่มีหนทางตอบโต้เลยแม้แต่น้อย

หากเซวียหว่านอี้ตาย ผู้ที่ต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงก็มีแต่บุตรสาวในไส้ของนางเท่านั้น

แม้จะมีเกียรติยศของเจิ้นกั๋วกง แต่อีกฝ่ายพิการซ้ำยังไม่อาจร่วมอภิรมย์ได้ มีเพียงฐานะแล้วจะมีประโยชน์อันใด

ชั่วชีวิตนี้ถูกกำหนดให้ต้องเป็นม่ายทั้งเป็น

เซวียหว่านอี้ยิ้มพลางก้าวเข้าไป กระซิบที่ข้างหูของนาง

กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “อนุ ท่านผู้นั้นช่างเหมือนกับท่านมากขึ้นทุกทีเลยนะเจ้าคะ”

รูม่านตาของอนุชิวหดเกร็งอย่างรุนแรง

ทันใดนั้น ในห้องก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น

“อ๊า—”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 653

    มองเห็นนางแต่ไกล ถิงอวิ๋นก็ร้องบอกเสียงดังว่า “ฮูหยิน คุณชายกำลังรอท่านอยู่ขอรับ”เซวียหว่านอี้ประหลาดใจยิ่งนัก นางรีบสาวเท้าเข้าไปหา มองไปยังรถม้าอีกคันที่จอดอยู่หน้าประตูจวน เย่จั๋วก็กำลังเลิกม่านขึ้นมองนางพอดี“ท่านพี่มาได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าบอกท่านแล้วว่าไม่รู้จะกลับจวนยามใด รอนานเพียงไรแล้วหรือ?”นางไม่รอให้เย่จั๋วตอบคำ กลับหันไปเอ่ยกับฮูหยินเจียงว่า “ท่านแม่ ข้ากลับจวนก่อนนะเจ้าคะ ยามเดินทางกลับก็ระวังด้วย หากมีเวลาว่างข้าจะกลับไปเยี่ยมท่านอีก”ฮูหยินเจียงจะกล่าวอันใดได้ เจิ้นกั๋วกงมารับด้วยตนเองถึงเพียงนี้ ยังจะกล้าพูดพร่ำทำให้อีกฝ่ายต้องรอต่อไปได้หรือ?นางไม่อยากถูกคนผู้นี้หักหน้ากลางธารกำนัลหรอกนะ“ไปเถิด เหนื่อยมาจนป่านนี้แล้ว กลับไปก็รีบพักผ่อนเสีย” ฮูหยินเจียงยิ้มพลางโบกมือเซวียหว่านอี้ย่อกายอำลา แล้วหมุนตัวก้าวขึ้นรถม้าไปเมื่อเห็นนางนั่งเรียบร้อยดีแล้ว เย่จั๋วก็เอ่ยขึ้นว่า “นี่ล่วงเลยยามห้ามสัญจรมาเกือบชั่วยามครึ่งแล้ว โชคดีที่เป็นเมืองหลวง หากเป็นที่อื่นคงต้องค้างแรมอยู่ด้านนอกเป็นแน่”เป็นเช่นนั้นจริงดูท่าเขาคงจะรอมาเกือบสองชั่วยามแล้ว นับว่ายังอดทนนั่งรออยู่ไ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 652

    “ยินดีด้วยเจ้าค่ะฮูหยินผู้เฒ่า เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ” หมอตำแยอุ้มทารกน้อยในห่อผ้าเดินออกมาจากด้านใน สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดียิ่งนักแม้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังจะชิงชังเซวียหว่านอี้เพียงใด ทว่ากับหลานชายผู้นี้ นางย่อมดีใจอย่างแท้จริงนางผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น ซวนเซก้าวไปเบื้องหน้า “จริงหรือ?”“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ เป็นคุณชายน้อยที่สุขภาพแข็งแรงยิ่งนัก”ฮูหยินเจียงเองก็เบิกบานใจเช่นกัน นางชะโงกหน้ามองเด็กน้อยตามการเคลื่อนไหวของฮูหยินผู้เฒ่าหวังทารกแรกเกิดส่วนใหญ่มักมีผิวพรรณเหี่ยวย่น ดูคล้ายลูกลิงตัวน้อย ต้องรออีกสักสองวันจึงจะเปล่งปลั่งขึ้นแต่เด็กน้อยผู้นี้กลับมีผิวพรรณขาวสะอาดหมดจด ดูน่ารักน่าชังจนยากจะหาคำใดมาเปรียบ“เด็กคนนี้หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรายิ่งนัก” ฮูหยินเจียงยิ้มกล่าว “ยินดีกับฮูหยินแม่ดองด้วยนะเจ้าคะ”“ยินดีเช่นกัน ยินดีเช่นกัน นี่ก็เป็นหลานตาของฮูหยินแม่ดองมิใช่หรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังอาจมิได้เก่งกาจเรื่องการเข้าสังคมเฉกเช่นฮูหยินขุนนางทั่วไป ทว่านางก็มิได้โง่เขลาเสียทีเดียวก่อนหน้านี้นางอาจฟังน้ำเสียงดีร้ายของฮูหยินเจียงไม่ออก ทว่าครานี้ย่อมต่างออกไปหมอหล

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 651

    คาดไม่ถึงเลยว่าจะเจ็บปวดจนหลั่งน้ำตาออกมาจริง ๆ“ฮูหยิน น้ำแกงโสมเจ้าค่ะ” เจินจูเดินเข้ามา ในมือประคองชามน้ำแกงอุ่นร้อนแล้วส่งให้“ดื่มเสียสิ” เซวียหว่านอี้เอ่ย “ระหว่างทางที่มา ข้าแวะซื้อจากภัตตาคารอิ๋งเซียนมาให้เจ้า”“เหตุใดในภัตตาคารจึงมีน้ำแกงโสมขายด้วยเล่า” เซวียหมิงเฟยบ่นอุบอิบ นางประคองชามน้ำแกงขึ้นมาดื่มช้า ๆ เพื่อฟื้นฟูพละกำลัง ป้องกันมิให้หมดสติไปในยามคลอด“ท่านแม่ทัพรับประทานอาหารอยู่ที่นั่น ทางร้านจึงเคี่ยวให้เป็นพิเศษ” เซวียหว่านอี้เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจนักด้านนอกแว่วเสียงความวุ่นวายดังขึ้นครู่หนึ่ง ไม่นานนักฮูหยินเจียงและฉินเยว่ชิงก็ก้าวเข้ามาจากด้านนอก“อาหว่าน?” เมื่อเห็นบุตรสาว แววตาของฮูหยินเจียงก็ทอประกาย “มาถึงเร็วกว่าพวกเราเสียอีก”เซวียหว่านอี้พยักหน้ารับ ก่อนจะขยับหลีกทางให้พวกนางฮูหยินเจียงก้าวเข้าไปหา เอ่ยกำชับเซวียหมิงเฟยถึงเรื่องการคลอดบุตรอย่างละเอียดถี่ถ้วน“ท่านพ่ออยู่ที่ศาลาว่าการ จึงมาไม่ได้” ฉินเยว่ชิงยืนอยู่ด้านข้างพลางเอ่ยกับเซวียหว่านอี้เมื่อได้ยินดังนั้น เซวียหว่านอี้เพียงพยักหน้ารับ นางมิได้ใส่ใจกับเรื่องนี้นัก ทว่าก็มิได้แสดงท่าทีอันใดอ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 650

    ภายในห้องมีเพียงพวกเขาสองคน“ฮูหยิน ชาติก่อนเคยมีเรื่องเช่นนี้หรือไม่?”เซวียหว่านอี้ครุ่นคิด สำหรับนางแล้ว เรื่องราวในหนหลังนั้นช่างเนิ่นนานเกินไป“จำมิได้ อย่างน้อยข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน”“เช่นนั้นก็คือไม่มี” เย่จั๋วกล่าวเซวียหว่านอี้ฉงนใจ “เหตุใดจึงไม่ใช่ข้าไม่เคยได้ยินเล่าเจ้าคะ?”“เรื่องนี้มิได้จงใจปิดบัง” เย่จั๋วกล่าว “หรงเจวี๋ยคือซื่อจื่อหนิงกั๋วกง มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง หากเขาเกิดเรื่อง แวดวงขุนนางย่อมมิอาจปิดข่าวได้มิด”ในคราแรก ความสัมพันธ์ระหว่างฉู่ยวนกับนางย่อมมิได้ย่ำแย่ หากเขากลับไปแล้วสนทนาเรื่องนี้กับนางก็ถือเป็นเรื่องปกติ ในเมื่อนางจำไม่ได้ เช่นนั้นก็แปลว่าไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้นวิถีของทั้งสองชาติภพแตกต่างกัน เย่จั๋วจึงมิได้รู้สึกแปลกใจอันใดโดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนผู้หนึ่งไปได้ทั้งชีวิตยิ่งมิต้องเอ่ยถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากคนเป็น ๆ คนหนึ่ง ผลกระทบย่อมมีแต่จะยิ่งใหญ่กว่าเดิม“ซื่อจื่อหรงถูกลอบสังหารในเมืองหลวง ฝ่าบาทจะรับสั่งให้คนไปสืบสวนหรือไม่?” นางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้“ย่อมต้องทำ” แววตาของเย่

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 649

    “นี่คืออาหารบำรุงโลหิต ซื่อจื่อลองชิมดูเถิด”เซวียหว่านอี้ชี้ไปยังอาหารสองจานนั้น “ท่านพี่ไม่ชอบอาหารบำรุง ข้าจึงไม่เคยทำมาก่อน”หรงเจวี๋ยพยักหน้า “ขอบใจมาก”ส่วนเย่จั๋วนั้น เมื่อมองดูอาหารเบื้องหน้า ล้วนยังคงเป็นสิ่งที่ตนชอบเช่นเคยฮูหยินของเขามิใช่คนเลือกกิน มิได้มีสิ่งใดที่รังเกียจ และมิได้มีสิ่งใดที่โปรดปรานเป็นพิเศษทว่า…ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอาหารที่นางคิดค้นขึ้นหลังจากแต่งงานเข้ามา ในเมื่อทำเป็น ย่อมต้องเป็นของที่ชอบกินเป็นแน่“นี่คือ...” หรงเจวี๋ยมองดูแผ่นแป้งทอดสีเหลืองทองอร่าม ส่งกลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลายที่อยู่เบื้องหน้า “รสชาติเป็นเช่นไรหรือ?”“ลองชิมดูสักคำก็รู้แล้ว” เย่จั๋วคีบขึ้นมาแผ่นหนึ่งเป็นคนแรกมื้อนี้ หรงเจวี๋ยถึงกับกินจนเหงื่อซึมแผ่นแป้งทอดกรอบนอกนุ่มใน หอมจนทำให้คนวางไม่ลง อีกทั้งปลาทอดตัวเล็กที่เนื้อแน่นเคี้ยวเพลิน ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน กระทั่งก้างข้างในก็ยังเคี้ยวให้แหลกได้อย่างง่ายดายเนื้อแกะยำเย็นถือว่าใช้ได้ พ่อครัวในจวนก็ทำได้ไม่เลวนักคนสามคน อาหารหกอย่าง รสชาติของทุกจานล้วนดีเยี่ยม“อาหารบำรุงรสชาติดีทีเดียว เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมกินเล่า?” หรงเจวี๋ยกล่าว

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 648

    “อย่าคิดมากไปเลย”หรงเจวี๋ยจิบโจ๊กคำหนึ่ง รสชาติกลมกล่อมล้ำลึก ไม่รู้ว่าใส่สิ่งใดลงไปบ้าง“ข้าเพียงต้องการใช้คนผู้นั้นเป็นเหยื่อล่อปลา ได้ปรึกษาหารือกับท่านป้าก่อนลงมือแล้ว”เย่จั๋วเก็บงำท่าทีหยอกเย้า เอ่ยถามว่า “ล่อผู้ใดหรือ?”“ยามนี้ยังไม่แน่ชัด หากไม่ผิดคาดต้องเป็นองค์ชายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หรืออาจจะเป็น...”เขาชี้นิ้วขึ้นไปเบื้องบน “เจ้าย่อมรู้ วรยุทธ์ของข้านับว่าไม่เลว ในเมืองหลวงแห่งนี้ ผู้ที่เก่งกาจกว่าข้ามีเพียงหยิบมือ หากไม่รวมพวกหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาที่ยอมทิ้งชีวิตโดยไม่ไยดี”“นั่นก็จริง” เย่จั๋วพยักหน้า “ไม่ว่าจะมากหรือน้อย แต่ละจวนย่อมมีหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาอยู่บ้าง เป็นเพียงเรื่องของจำนวน ทว่าทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือสังหาร”ล้วนไม่มีข้อยกเว้นท้ายที่สุดแล้ว มิใช่ผู้ใดก็มีคุณสมบัติพอจะเป็นหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาได้ประการแรกต้องมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์เป็นเลิศ ประการรองลงมาต้องเป็นเด็กกำพร้า หากมีพรสวรรค์ดีแต่ฐานะธรรมดาสามัญ แม้มิใช่เด็กกำพร้าก็ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าคนเหล่านี้ล้วนต้องทำงานลับที่มิอาจเปิดเผยให้แก่ผู้เป็นนาย หากไร้ซึ่งฝีมืออันเก่งกาจ ย่อ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status