Share

บทที่ 3

Auteur: กากบาทเย่
เจียงซื่อถอนหายใจแผ่วเบา

นางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้บุตรสาวฟังอย่างคร่าว ๆ

เซวียหมิงเฟยมีรอยยิ้มประดับใบหน้า “ท่านแม่ อย่างไรเสียอนุชิวก็หวังดีต่อลูกนะเจ้าคะ น้องหญิงเองก็ปลอดภัยดีแล้ว โทษทัณฑ์ทั้งหักเบี้ยหวัดและกักบริเวณนี้ ดูจะหนักหนาเกินไปสักหน่อย”

ผู้พูดมิได้ใส่ใจ

แต่ฮูหยินเจียงกลับรู้สึกแสลงหูอย่างน่าประหลาด

เพื่อหวังดีต่อบุตรสาวของนาง ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น

แต่อนุชิวต้องการสิ่งใดกัน?

แม้เจิ้นกั๋วกงในยามนี้จะเป็นคนพิการ แต่บรรดาศักดิ์นั้นคือของจริง

หากเซวียหว่านอี้ได้เป็นฮูหยินเจิ้นกั๋วกง แม้แต่นางที่เป็นนายหญิงใหญ่ของตระกูลเซวีย ก็ยังต้องคารวะอดีตบุตรสาวอนุผู้นี้

ถึงยามนั้น สถานะของอนุชิวย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

เรื่องที่มีแต่ผลดีไม่มีผลเสียต่ออนุชิวเช่นนี้ เหตุใดจึงต้องบีบบังคับบุตรสาวแให้ถึงแก่ความตายด้วย?

ต่อให้นางพยายามเอาอกเอาใจเพียงใด หากสิ้นบุตรสาวในไส้ไปแล้ว ชั่วชีวิตที่เหลือของอนุชิวก็ไร้ที่พึ่งพิง

ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

“อนุชิวดีต่อเจ้ามากหรือ?”

ฮูหยินเจียงเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เซวียหมิงเฟยซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับผ้าทออันหรูหรา พยักหน้ารับโดยมิได้สังเกตสิ่งใด

“เจ้าค่ะ หลายปีมานี้ เสื้อผ้าของลูกไม่น้อยเลยที่อนุชิวเป็นผู้ตัดเย็บ ฝีเข็มละเอียด ประณีตงดงาม สวมใส่สบาย สมกับเป็นคนที่เคยรับใช้อยู่ข้างกายท่านย่าเจ้าค่ะ”

นางชูผ้าพับหนึ่งขึ้นมา “ท่านแม่ ท่านดูสีนี้สิเจ้าคะ ขับผิวข้าหรือไม่?”

ชาติก่อนไม่มีเหตุการณ์ตกน้ำเช่นนี้

เมื่อชาตินี้เกิดเรื่องราวผิดแผกไป เซวียหมิงเฟยจึงมิได้คิดมาก

มิเช่นนั้นเล่า?

อนุชิวรักใคร่เอ็นดูนาง เมื่อเห็นเซวียหว่านอี้ได้แต่งงานดีกว่านาง จึงดุด่าว่ากล่าวไปไม่กี่คำเท่านั้น

เรื่องเหล่านี้เซวียหมิงเฟยคุ้นชินมานานแล้ว จากการเอาอกเอาใจวันแล้ววันเล่าของอนุชิว

นางเป็นบุตรีสายตรงของตระกูลเซวีย คนทั้งจวนรักใคร่นาง ย่อมเป็นเรื่องสมควรแล้ว

ต่อให้เซวียหว่านอี้เป็นบุตรสาวของอนุชิวแล้วอย่างไร

ก็แค่อนุคนหนึ่ง การเอาใจใส่บุตรีสายตรงเช่นนาง ย่อมมิใช่เรื่องผิดแผกอันใด

ผู้ใดจะคาดคิดว่าน้องสาวต่างมารดาผู้นั้นจะเปราะบางถึงเพียงนี้ เพียงเพราะคำพูดไม่กี่ประโยคก็คิดสั้นฆ่าตัวตาย

ทำเอาอนุชิวต้องถูกหักเบี้ยหวัดและกักบริเวณ ช่างอกตัญญูเสียจริง

ฮูหยินเจียงไม่ชอบอนุชิว

ไม่ว่าสามีของผู้ใด หากใส่ใจอนุภรรยา ย่อมไม่มีทางรู้สึกสบายใจได้

ตอนนี้แม้แต่บุตรสาวในไส้ของตนก็ยังเอ่ยปากชมอนุผู้นั้นไม่ขาดปาก ฮูหยินเจียงแม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง ทว่าในใจกลับรู้สึกประหลาดพิกลอย่างบอกไม่ถูก

เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้

นางสังหรณ์ใจว่าตนเองได้มองข้ามบางสิ่งไป

……

ยามรุ่งสาง เซวียหว่านอี้ลืมตาโพลง หอบหายใจถี่กระชั้น

ความเจ็บปวดที่ไม่อาจทานทนแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย

“ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว…”

นางนอนขดตัว กอดตัวเองไว้แน่น

บอกตัวเองว่าไม่ต้องกลัว นางได้เกิดใหม่แล้ว ความเจ็บปวดตลอดสี่ห้าปีนั้นไม่มีอยู่แล้ว

ทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา

นางพร่ำบอกตัวเองซ้ำ ๆ จนกระทั่งขอบฟ้าเริ่มทอแสงสีขาว จึงได้ผล็อยหลับไปด้วยความสะลึมสะลืออีกครั้ง

คุณหนูรองแห่งเรือนว่างซู เป็นเพียงคนนอกสายตาในจวนแห่งนี้

ไม่ถึงกับถูกทารุณ แต่ก็ถูกเมินเฉยอย่างสิ้นเชิง

ในจวนสกุลเซวีย บ่าวไพร่ต่างพากันเอาอกเอาใจและยกยอปอปั้นเซวียหมิงเฟย

ส่วนคุณหนูรองที่เกิดจากอนุผู้นี้ ภายใต้กฎระเบียบ กลับไม่มีผู้ใดใส่ใจ

ฮูหยินเจียงเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยในเรือน นางย่อมไม่ลดตัวลงมาจัดการกับบุตรีอนุคนหนึ่ง

ถึงจะเป็นลูกอนุ แต่ก็ยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเซวีย เป็นหมากตัวหนึ่งที่ใช้เชื่อมสัมพันธ์ทางการแต่งงานได้

เรื่องที่เงินเพียงเล็กน้อยก็สามารถแก้ไขได้ ไม่มีเหตุผลอันใดที่ต้องไปข่มเหงรังแก

สิ่งเดียวที่แตกต่างคือ สินเดิมของฮูหยินเจียงจะเก็บไว้ให้บุตรสาวของตนเท่านั้น

มารดาผู้ให้กำเนิดของเซวียหว่านอี้ เป็นเพียงสาวใช้ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า ไม่มีทรัพย์สินติดตัวเลยแม้แต่น้อย

อีกสองเดือนนางจะต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงแล้ว

สถานที่แห่งนั้นเป็นเช่นไร ครึ่งชีวิตหลังของนางถูกกำหนดไว้แล้ว

ไร้บุตร ต้องเป็นม่าย ไร้ซึ่งความหวังใด ๆ

ต่อให้เซวียหว่านอี้ตื่นสาย ไม่ได้ไปคารวะเช้าที่เรือนทิงหลาน ฮูหยินเจียงก็มิได้ว่ากล่าวอันใด

เมื่อวานเพิ่งจะตกน้ำ ศักดิ์ศรีของฮูหยินเจียงในตระกูลเซวีย มิได้ขึ้นอยู่กับการมาคารวะเช้าเย็นของบุตรีอนุคนหนึ่ง

“คุณหนู พวกเรามาทำอะไรที่นี่หรือเจ้าคะ?”

เจินจูติดตามอยู่ข้างกายเซวียหว่านอี้ ยืนอยู่หน้าเรือนชิงเหอ ซึ่งเป็นที่พำนักของอนุชิว

แม้จะถูกนายท่านสั่งกักบริเวณ แต่ก็มิได้ห้ามผู้อื่นเข้าไปด้านใน

เซวียหว่านอี้มองดูเรือนตรงหน้าอย่างเงียบงัน

“เฝ่ยชุ่ยยังไม่กลับมาอีกหรือ?”

ก่อนนอนเมื่อคืน นางสั่งให้เฝ่ยชุ่ยออกไปทำธุระตั้งแต่เช้าตรู่

นี่ก็ใกล้จะยามซื่อแล้ว ยังไม่กลับมา นับว่าผิดปกติอยู่บ้าง

เจินจูกับเฝ่ยชุ่ยเป็นสาวใช้คนสนิทของเซวียหว่านอี้ ชาติก่อนพวกนางติดตามนางแต่งเข้าตระกูลฉู่ด้วยความจงรักภักดี

จวบจนฉู่ยวนได้เป็นมหาอำมาตย์ นางถูกคุมขังและทารุณกรรม สาวใช้ทั้งสองพยายามช่วยนางจนถูกบ่าวไพร่ตระกูลฉู่รัดคอตายต่อหน้านางทั้งเป็น

เจินจูลดเสียงต่ำลงเอ่ยว่า “ยังเลยเจ้าค่ะ แต่เฝ่ยชุ่ยหัวไว ไม่ทำให้งานที่คุณหนูสั่งเสียหายแน่นอนเจ้าค่ะ ท่านวางใจเถิด”

นางย่อมวางใจ เพียงแต่กังวลว่าเฝ่ยชุ่ยจะประสบเหตุไม่คาดฝันเท่านั้น

นางก้าวเท้าเดินไปยังเรือนชิงเหอ

“ประเดี๋ยวเจ้ารออยู่ที่หน้าประตู”

เจินจูเดินตามไป “เจ้าค่ะ คุณหนู”

ณ เรือนชิงเหอ

นับตั้งแต่ถูกกักบริเวณเมื่อวาน อนุชิวก็ตกอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดกระวนกระวาย และถึงขั้นเคียดแค้น

บ่าวไพร่ในเรือนต่างหวาดกลัวจนไม่กล้าหายใจแรง เกรงว่าจะไปล่วงเกินนายหญิงผู้นี้เข้า

อย่าเห็นว่าอนุชิวเป็นเพียงอนุภรรยา แต่วิธีการทรมานคนของนางนั้นค่อนข้างโหดเหี้ยมอำมหิตนัก

เมื่อเห็นเซวียหว่านอี้ บ่าวไพร่ที่ปกติไม่เคยมีสีหน้าดี ๆ ให้นาง ต่างก็อดดีใจขึ้นมาไม่ได้

เหตุผลไม่มีอะไรมาก อนุชิวไม่ชอบบุตรสาวคนนี้ เมื่อนางมา อนุก็จะได้ระบายโทสะ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาก็จะดีขึ้นบ้าง

เซวียหว่านอี้เมินเฉยต่อบ่าวไพร่ในลาน เดินตรงเข้าไปในห้องโถง

ส่วนเจินจูยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู คอยกันไม่ให้ใครเข้าใกล้มาได้ยินวาจาที่ไม่สมควรได้ยิน

“เจ้ามาดูเรื่องน่าขันของข้าหรือ?”

เมื่ออนุชิวเห็นเซวียหว่านอี้ ความอัปยศอดสูตลอดทั้งคืนทำให้ใบหน้าที่เคยงดงามเย้ายวนฉายแววบิดเบี้ยวดูดุร้าย

“ปีกกล้าขาแข็งแล้วจริง ๆ นึกไม่ถึงว่าข้าจะถูกลูกชั้นต่ำอย่างเจ้าเล่นงานเอาได้ รู้อย่างนี้ตอนที่เจ้าเกิดมา ข้าน่าจะบีบคอเจ้าให้ตายไปเสียตั้งแต่แรก”

แววตาของนางฉายแววอำมหิตราวกับภูตผีร้าย จ้องเขม็งไปยังเด็กสาวตรงหน้า

เซวียหว่านอี้กวาดสายตามองไปรอบห้อง นอกจากหญิงรับใช้สูงวัยคนสนิทข้างกายนางแล้ว ก็ไม่มีบุคคลที่สี่อยู่อีก

เซวียหว่านอี้มองนาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ฐานะนังชั้นต่ำนี้ เหมาะกับท่านยิ่งนัก”

สิ้นเสียง หญิงรับใช้สูงวัยที่ยืนอยู่ข้างอนุชิวก็ถึงกับตะลึงงัน

ดูเหมือนไม่อยากเชื่อว่าเด็กสาวที่เคยขลาดกลัวผู้นั้น บัดนี้จะกล้าต่อปากต่อคำกับมารดาผู้ให้กำเนิด

ประโยคนี้ไปสะกิดถูกปมด้อยเรื่องชาติกำเนิดของอนุชิวเข้าอย่างจัง นางลุกพรวดขึ้นทันที เงื้อมือฟาดลงมาที่เซวียหว่านอี้

นางมิได้หลบ และไม่ได้ตอบโต้

ใบหน้าฉายแววเย้ยหยันขึ้นในทันใด

ฝ่ามือนั้นชะงักค้างอยู่ที่ข้างแก้มของนาง มิได้ฟาดลงมา

เซวียหว่านอี้เลิกคิ้ว รอยยิ้มยิ่งลึกล้ำ “ดูท่า ท่านก็ยังพอมีสมองอยู่บ้าง”

ตบฝ่ามือนี้ลงไปจะแลกกับสิ่งใด อนุชิวย่อมไม่รู้

แต่นางจะไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย หนำซ้ำอาจถูกเซวียหว่านอี้เล่นงานหนักกว่าเดิม

“เจ้าต้องการอะไรกันแน่?”

อนุชิวโกรธจนหน้ามืดตาลาย คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีวันที่ตนถูกนังชั้นต่ำที่ตนเคยดูถูกที่สุดวางแผนเล่นงานเอาได้

มิหนำซ้ำ ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ นางกลับไม่มีหนทางตอบโต้เลยแม้แต่น้อย

หากเซวียหว่านอี้ตาย ผู้ที่ต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงก็มีแต่บุตรสาวในไส้ของนางเท่านั้น

แม้จะมีเกียรติยศของเจิ้นกั๋วกง แต่อีกฝ่ายพิการซ้ำยังไม่อาจร่วมอภิรมย์ได้ มีเพียงฐานะแล้วจะมีประโยชน์อันใด

ชั่วชีวิตนี้ถูกกำหนดให้ต้องเป็นม่ายทั้งเป็น

เซวียหว่านอี้ยิ้มพลางก้าวเข้าไป กระซิบที่ข้างหูของนาง

กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “อนุ ท่านผู้นั้นช่างเหมือนกับท่านมากขึ้นทุกทีเลยนะเจ้าคะ”

รูม่านตาของอนุชิวหดเกร็งอย่างรุนแรง

ทันใดนั้น ในห้องก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น

“อ๊า—”
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 208

    อากาศเริ่มร้อนอบอ้าว คล้ายมีกลิ่นเหม็นเน่าจาง ๆ เจืออยู่ในสายลมวูบหนึ่งเซวียหมิงเยว่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง ใบหน้าเล็กขาวซีดไร้สีเลือด ข้างกายมีสาวใช้ผู้หนึ่งยืนอยู่ กำลังลงมือทายาให้นางความเจ็บปวดแล่นพล่านจนร่างกายนางสั่นเทา มิอาจสะกดกลั้น ความทรมานนี้ช่างแสนสาหัสยิ่งนักเมื่อทายาเสร็จสิ้น สาวใช้จึงช่วยจัดอาภรณ์ให้นางเรียบร้อย ก่อนจะผ่อนฝีเท้าเดินจากไปเงียบ ๆไม่นานนัก ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็เดินสวนทางกับสาวใช้เข้ามาด้านในเซวียหมิงเยว่มองผ่านม่านน้ำตาและเหงื่อที่โซมกายไปยังบุรุษผู้มาใหม่ นางรู้สึกคาดไม่ถึง“คุณชายสาม...”เขาคืออดีตคู่หมั้นของนางบุรุษหนุ่มสืบเท้าเข้ามาใกล้ ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างตั่งเตียง ก้มมองนางจากมุมสูง แววตาฉายความรู้สึกอันลึกล้ำยากจะเอื้อนเอ่ย“นี่คือสิ่งที่เจ้าปรารถนากระนั้นหรือ?” น้ำเสียงของเขาราบเรียบทว่าหากฟังให้ดี กลับสัมผัสได้ถึงความอาลัยอาวรณ์และความเวทนาสงสารที่แฝงอยู่เดิมทีเซวียหมิงเยว่ก็มีรูปโฉมบอบบางน่าทะนุถนอมอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน นางย่อมปรารถนาจะไขว่คว้าที่พึ่งตรงหน้า ท่าทางสั่นระริกนั้นประหนึ่งบุปผางามที่ถูกพายุฝนกระหน่ำซ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 207

    ได้ยินมาว่าทั้งสองพำนักอยู่ที่ซางโจวตลอดทั้งปีส่วนองค์หญิงใหญ่ที่ถูกปฏิเสธการแต่งงานนั้น เล่ากันว่าตรอมใจจนล้มป่วย ผ่านไปไม่ทันถึงสองปีก็สิ้นพระชนม์ด้วยความทุกข์ระทม“พี่หญิงรู้ความตื้นลึกหนาบางก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” เซวียหว่านอี้เอ่ย “หากประสบความยากลำบากอันใดที่ข้าพอจะช่วยได้ พี่หญิงมาหาข้าได้เสมอนะเจ้าคะ”เฉียนชิวสุ่ยหัวเราะเบา ๆ “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า วางใจเถิด สตรีที่ยอมเป็นอนุให้เขาได้ ความรู้และความทะเยอทะยานคงมิได้มีมากนัก ข้ารับมือไหว”วาจานี้นับว่าเป็นความจริงผู้ที่มีความทะเยอทะยานอยู่บ้าง สายตาย่อมต้องมองสูงกว่านั้นไฉนเลยจะลดตัวมาเกาะแกะกับคนตระกูลหลิวผู้นั้นความสามารถก็ไม่มี หน้าตาก็หาดีไม่ก็มีเพียงเฉียนชิวสุ่ยที่มิอาจเลือกได้เมื่อเทียบกับอีกสองตระกูล ตระกูลหลิวดูจะปกติกว่ามาก ทว่าก็เป็นเพียงการเลือกคนแคระที่สูงที่สุดในกลุ่มเท่านั้นหลังมื้อเที่ยงผ่านไปไม่นาน ฝนเม็ดเล็กก็โปรยปรายลงมาสหายทั้งสองเอนกายสนทนากันบนตั่งเหม่ยเหริน ก่อนจะลุกขึ้นนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างลายบุปผา“ตายจริง ตกอีกแล้วหรือ” เฉียนชิวสุ่ยเอ่ยขึ้น “ยามเข้าสู่คิมหันต์ ลมฟ้าอากาศช่างแปรปรวนยิ่งน

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 206

    ยามตั้งสำรับมื้อเที่ยง แม่นมก็อุ้มรั่วรั่วออกไปแล้วแม่นมผู้นี้เป็นแม่นมที่ตระกูลเฉียนส่งตัวมา อายุราวสามสิบปี เป็นคนสุขุมรอบคอบและใส่ใจยิ่งนักเมื่อทอดสายตามองอาหารตรงหน้าที่ล้วนมีแต่ของโปรดของตน เฉียนชิวสุ่ยก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจนอกจากท่านแม่แล้ว ก็เห็นจะมีแต่เซวียหว่านอี้ที่ใส่ใจนางมากที่สุดชาตินี้ได้คบหากับนาง นับว่าเป็นวาสนาของข้าโดยแท้“ไฉนจึงมีแต่ของที่ข้าชอบกิน แล้วเจ้าเล่า?” นางเอ่ยถามเจือรอยยิ้มเซวียหว่านอี้กล่าวว่า “พี่หญิงสามทานให้มากหน่อยเถิด ท่านมิได้มาเยือนบ่อยนัก ข้ามิได้ขัดสนอาหารมื้อนี้เสียหน่อย อีกอย่างท่านก็รู้ดีว่าข้านั้นมิใช่คนเลือกกิน”นางคีบเนื้อปลาส่งให้พลางเอ่ย “ของโปรดของพี่หญิง ข้าสั่งให้เฝ่ยชุ่ยไปซื้อมาจากภัตตาคารข้างนอก”ทั้งสองรับประทานไปพลางสนทนาไปพลาง ไม่นานหัวข้อการสนทนาก็วกมาถึงตระกูลหลิว“แม่สามีของท่านผู้นั้น เพียงแรกเห็นในวันแต่งงานของท่าน ข้าก็รู้สึกได้ว่ามิใช่คนที่จะคบหาด้วยง่าย ๆ แต่ก็อย่างที่เคยพูดไปเมื่อสองปีก่อน ในบรรดาตัวเลือกทั้งสามคน เขาก็นับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว ตำแหน่งขุนนางต่ำต้อยย่อมมีข้อดีของมัน อย่างน้อยเพียงตระกูลเฉียนเอ่ย

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 205

    นางพยักหน้าแย้มยิ้ม “ถูกต้องแล้ว รบกวนพี่ชายช่วยไปเรียนให้ทราบ...”“มิต้องไปเรียนหรอกขอรับ” บ่าวเฝ้าประตูยิ้มกล่าว “ฮูหยินได้กำชับพวกข้าไว้แล้ว ฮูหยินเฉียน เชิญด้านในขอรับ”แม่นมและสาวใช้แหงนมองประตูจวนอันใหญ่โตโอ่อ่าเบื้องหน้า หวนนึกถึงตระกูลหลิว เมื่อนำมาเปรียบกันแล้วย่อมเห็นถึงความซอมซ่อจนมิอาจเทียบติดเมื่อเดินตามบ่าวเฝ้าประตูเข้าไป สาวใช้รุ่นเยาว์นางหนึ่งก็รีบก้าวเข้ามาหา“คุณหนูสาม”เฉียนชิวสุ่ยเห็นนาง รอยยิ้มก็สดใสขึ้นหลายส่วน เอ่ยปากปรามว่า “วิ่งช้าหน่อย ระวังจะหกล้มเอาได้”ผู้มาคือเจินจูนั่นเองนางวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา ลมหายใจหอบกระชั้นเล็กน้อย เจินจูเอ่ยว่า “คุณหนูของบ่าวบ่นถึงอยู่หลายหนเจ้าค่ะ ยังเปรยว่าหากนับตามเวลา คุณหนูสามน่าจะมาถึงตั้งนานแล้ว”เฉียนชิวสุ่ยชอบใจที่เจินจูเรียกขานนางว่าคุณหนูสาม แม้ยามอยู่ในตระกูลฉียนนางจะใช้ชีวิตอย่างจืดจางไร้ตัวตน ทว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ทั้งมิต้องหวาดระแวงว่าจะถูกผู้ใดกลั่นแกล้งรังแกนั่นคือช่วงเวลาที่นางมิอาจหวนกลับไปได้อีกคนทั้งหมดเดินตามเจินจูมุ่งหน้าไปยังเรือนชุ่ยเวย แม่นมและสาวใช้เดินตามติดแทบไม่ห่าง แม้แต่

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 204

    “ปฏิเสธไปเถิด”เซวียหว่านอี้วางเทียบเชิญหลายฉบับลงบนโต๊ะ พลางเอ่ยกับพ่อบ้านเย่ผิงว่า “ลุงผิง ฝากเรียนท่านพี่ด้วย ยามเที่ยงข้าจะเลี้ยงรับรองสหายสนิทที่เรือนชุ่ยเวย ต้องรบกวนให้ท่านพี่รับสำรับเพียงลำพังแล้ว”นางส่งคนไปเชื้อเชิญเฉียนชิวสุ่ยแล้วนับตั้งแต่บุตรสาวของอีกฝ่ายถือกำเนิด เซวียหว่านอี้ก็ยังมิได้ยลโฉมทารกน้อยเลยยามนี้ทารกน้อยอายุครบเดือนแล้ว ย่อมสามารถพาออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกได้เย่ผิงยิ้มรับคำ “ขอรับฮูหยิน ต้องการให้บ่าวไพร่ไปซื้อหาอาหารรสเลิศจากภายนอกกลับมาหรือไม่ขอรับ?”“ข้าให้เฝ่ยชุ่ยไปจัดการแล้ว เมนูปลาจากภัตตาคารของเรา ก็จะจัดส่งไปให้ทางฝั่งท่านพี่ด้วยเช่นกัน”เป็นดังเช่นที่เซวียหมิงเฟยเคยกล่าวไว้ สหายสนิทที่แท้จริงของนาง เห็นจะมีเพียงเฉียนชิวสุ่ยผู้เดียวเท่านั้นแม้อีกฝ่ายจะมีอายุมากกว่านางหลายปี ทว่านิสัยใจคอกลับอ่อนโยนและจิตใจดีงามยิ่งนักน่าเสียดายที่คนทั้งสองต่างก็ออกเรือนกับบุรุษผิดคน……อีกด้านหนึ่ง เฉียนชิวสุ่ยสวมอาภรณ์ให้บุตรสาวดูมงคลยิ่ง ส่วนตัวนางเองก็ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดสีเหลืองนวล ดูแล้วสดใสขึ้นไม่น้อยครั้นจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย บุรุษรูปร่างสันทัด

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 203

    “นายน้อย อีกไม่กี่วันหมอเทวดาฉีจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงขอรับ” หัวหน้าองครักษ์กล่าว “เวลานี้พำนักอยู่ที่ชิงโจว”เย่อันได้ยินดังนั้น ก็กล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดีว่า “หรือว่าหาหญ้าเกล็ดมังกรพบแล้ว?”หัวหน้าองครักษ์พยักหน้าอย่างหนักแน่น “พี่น้องที่ร่วมเดินทางทางฝั่งนั้นส่งข่าวกลับมา ว่าค้นพบในป่าลึกอันกว้างใหญ่ที่เฉียนโจวขอรับ เช่นนี้พิษในกายของนายน้อยก็จะขจัดออกไปได้กว่าครึ่งแล้วใช่หรือไม่?”หญ้าเกล็ดมังกร คือหญ้าที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดของมังกรกระนั้นหรือ?หัวหน้าองครักษ์มิได้กระจ่างแจ้งในเรื่องนี้ และยิ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน แม้แต่ก่อนหน้าที่หมอเทวดาฉีจะเอ่ยถึง เขาก็มิเคยได้ยินมาก่อนกล่าวกันว่าเสาะหาได้ยากยิ่ง อีกทั้งสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตนั้นแสนเข็ญ มักขึ้นในป่าทึบที่อับชื้นและอบอ้าว เติบโตท่ามกลางซากสิ่งปฏิกูล ดูดซับพิษร้ายจากซากผุพังเหล่านั้น จึงมีสรรพคุณในการถอนพิษที่รุนแรงยิ่งนัก ดังคำกล่าวที่ว่าใช้พิษต้านพิษเย่อันยิ้มกล่าวว่า “นี่เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างยาวนาน จำเป็นต้องค่อย ๆ ขจัดออกไป หมอเทวดาฉีเคยกล่าวไว้ว่า อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงสองปี จึงจะสามารถขับพิษในกายออกได้จนหมดส

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status