Share

บทที่ 5

Penulis: กากบาทเย่
อนุชิวจะตายมิได้ อย่างน้อยในเวลานี้ก็ยังตายมิได้

หากนางตายไป เรื่องที่นางกับเซวียหมิงเฟยถูกสลับตัวกัน มิกลายเป็นไร้หลักฐานยืนยันหรอกหรือ?

ความดุดันในแววตาของเซวียฉงลดทอนลง

เขาปรายตามองอนุชิวที่นั่งหมดสภาพอยู่บนพื้น แล้วกล่าวว่า “ต่อให้เด็กทั้งสองจะขอความเมตตาแทนเจ้า แต่ความผิดที่ก่อขึ้นยากจะหลีกพ้นโทษทัณฑ์ เปลี่ยนเป็นโบยสิบไม้”

กล่าวจบ ก็แค่นเสียงเย็นชา แล้วสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

สิบไม้

อนุชิวถอนหายใจด้วยความโล่งอก

อย่างน้อยก็รักษาชีวิตเอาไว้ได้ นางรอดตายแล้ว

เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเซวียหมิงเฟย แววตานั้นเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่

ทว่ายามหางตาเหลือบไปเห็นเซวียหว่านอี้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง แววตานั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งร้ายในชั่วพริบตา

เซวียหมิงเฟยถูกสายตาเยี่ยงนั้นจ้องมองจนรู้สึกอึดอัด นางขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ท่านพี่ ที่นี่มีพ่อบ้านเซวียคอยดูอยู่ พวกเรากลับกันเถอกเจ้าค่ะ”

วันนี้ฮูหยินเจียงเข้าวัง มิเช่นนั้นเหตุการณ์เช่นนี้ นางคงไม่มีทางยอมให้เซวียหมิงเฟยเอ่ยปากขอความเมตตาเป็นแน่

เซวียมู่เจามิได้ปฏิเสธ เขาพาน้องสาวเดินจากไป

……

เซวียหว่านอี้ยืนมองอนุชิวถูกโบยจนกรีดร้องโหยหวนด้วย “สีหน้าเป็นกังวล” เสียงช่างไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก

เมื่อสิ้นสุดการลงทัณฑ์ นางก็กำชับให้แม่นมดูแลท่านแม่ให้ดีด้วยท่าที “อาลัยอาวรณ์” ท่ามกลางสายตาเคียดแค้นของอนุชิว แล้วเดินจากไป

ทันทีที่ก้าวเข้ามาในเรือนว่างซู เฝ่ยชุ่ยก็รีบตรงเข้ามาหา

เมื่อเห็นรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำบนลำคอขาวผ่องของเซวียหว่านอี้ นางก็ตกใจอย่างมาก

“คุณหนู เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ?”

นางรีบไปนำยาแก้ฟกช้ำมาอย่างร้อนรน เตรียมจะทายาให้นางอย่างระมัดระวัง

เซวียหว่านอี้มิได้ปฏิเสธ

“ได้ความว่าอย่างไรบ้าง?”

เฝ่ยชุ่ยลดเสียงลงกระซิบตอบ “เป็นอย่างที่คุณหนูคาดการณ์ไว้เจ้าค่ะ แม่เฒ่าผู้นั้นอยู่ในเมืองหลวง เพิ่งกลับมาเมื่อห้าปีก่อน บ่าวทำตามที่คุณหนูสั่ง มิได้ทำให้พวกเขาตื่นตกใจเจ้าค่ะ”

“นางยังคงรับจ้างทำคลอดอยู่ บุตรชายและลูกสะใภ้เปิดร้านน้ำชาอยู่ที่ประตูเมืองทางทิศใต้ ยังมีหลานชายตัวน้อยอีกคนเรียนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาในเมืองทิศใต้เจ้าค่ะ”

เฝ่ยชุ่ยทายาให้เซวียหว่านอี้อย่างเบามือและละเอียดลออ ก่อนจะเดินไปล้างมืออีกด้านหนึ่ง

“คุณหนู พวกเราจะทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะ?”

เมื่อนึกถึงเรื่องที่อนุชิวสับเปลี่ยนตัวคุณหนูซึ่งเป็นบุตรีสายตรง อีกทั้งหลายปีมานี้ยังดุด่าว่ากล่าวคุณหนูด้วยถ้อยคำหยาบคาย เฝ่ยชุ่ยและเจินจูจะมิโกรธแค้นได้อย่างไร

ยิ่งได้เห็นว่าท่านผู้นั้นใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมีหน้ามีตามากเพียงใด ก็ยิ่งรู้สึกคับแค้นใจแทนคุณหนูของตนมากขึ้น

“รอ!”

เซวียหว่านอี้จิบน้ำ ทว่ายามกลืนลงคอกลับเจ็บปวดจนใบหน้าซีดเผือด

นางวางจอกชาลง มองออกไปนอกหน้าต่าง บนท้องนภามีวิหคโผบินอย่างอิสรเสรี

ช่วงเวลาหลายปีที่ถูกตัดแขนขาแล้วยัดลงในไห นางเฝ้าโหยหาอิสรภาพแห่ง “ความตาย” อยู่ตลอดเวลา

เฝ่ยชุ่ยไม่เข้าใจ “รออะไรหรือเจ้าคะ คุณหนู?”

หากรอนานกว่านี้ คุณหนูของนางคงต้องแต่งเข้าไปในจวนเจิ้นกั๋วกงเป็นแน่

ดูภายนอกเหมือนจะมีเกียรติยศสูงส่ง แต่หากดีจริง มีหรือคุณหนูใหญ่จะยอมยกการแต่งงานที่ดีเช่นนี้ให้ผู้อื่น

ขอเพียงมีผลประโยชน์แม้เพียงน้อยนิด ก็ไม่มีทางตกถึงมือคุณหนูของนาง

เซวียหว่านอี้มิได้เอ่ยวาจา นางเจ็บคอเหลือเกิน

เพียงแค่ตบหลังมือเฝ่ยชุ่ยเบา ๆ เป็นเชิงบอกให้ไปทำงานของตน

รออะไรน่ะหรือ?

ย่อมต้องรอปฏิกิริยาจากฮูหยินเจียงอย่างไรเล่า

……

ณ เรือนทิงหลาน

ฮูหยินเจียงกลับมาจากวังหลวงในช่วงบ่ายคล้อย

ทันทีที่กลับมาถึง ก็เอ่ยถามไถ่ตามความเคยชิน

“ฮูหยิน คนที่เรือนชิงเหอถูกนายท่านลงโทษเจ้าค่ะ”

แม่นมหลินเป็นสินเดิมของฮูหยินเจียง มิได้ตามเข้าวังไปด้วย ย่อมรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในจวนเป็นอย่างดี

ฮูหยินเจียงชะงักไปเล็กน้อย ค่อนข้างแปลกใจ

“โบยสิบไม้เจ้าค่ะ” แม่นมหลินรายงาน “นางคิดจะบีบคอคุณหนูรองให้ตายไปเจ้าค่ะ”

ถ้อยคำนี้ ฮูหยินเจียงฟังเข้าใจ

แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจนัก

บีบคอให้ตายงั้นรึ?

“นางเป็นบ้าอะไรขึ้นมา?”

ฮูหยินเจียงยิ้มเยาะ

หากคนในเรือนว่างซูตายไป ตระกูลเซวียก็จะต้องโชคร้ายครั้งใหญ่

“เรื่องการแต่งงานกับจวนเจิ้นกั๋วกง เมื่อเช้านี้นายท่านได้ทูลฝ่าบาทในท้องพระโรงแล้วว่าตกลงเลือกนาง”

หากคล้อยหลังมิทันไร คนก็สิ้นใจไปเสีย…

“แม่นม เจ้าไม่รู้สึกแปลกใจบ้างหรือ?”

เมื่อคืนนางนอนไม่หลับทั้งคืน รู้สึกสังหรณ์ใจว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก

แม่นมหลินเปลี่ยนชุดลำลองให้ฮูหยินเจียง แล้วประคองนางไปนั่งลง

แล้วยืนอยู่ด้านข้างรินน้ำชาให้นาง

“ฮูหยินหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

ฮูหยินเจียงกล่าว “ไม่มีอะไร เจ้าพูดต่อไปเถิด”

แม่นมหลินจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรือนชิงเหออย่างละเอียดโดยไม่มีตกหล่น

ฮูหยินเจียงตั้งใจฟัง ยามรู้ว่าอนุชิวโชคร้าย นางก็มีความสุข

“...”

อยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่ถ้อยคำกลับจุกอยู่ที่ริมฝีปาก เปล่งเสียงไม่ออก

“ฮูหยิน คุณหนูได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านอย่างดี จิตใจจึงดีงามบริสุทธิ์ ท่านควรจะภูมิใจนะเจ้าคะ”

“คุณหนูอยู่แต่ในเรือน ย่อมไม่เข้าใจวิธีการเอาตัวรอดในเรือนหลัง จึงอาจทำเรื่องที่ทำให้ท่านลำบากใจไปบ้าง ค่อย ๆ สอนกันไปเถิดเจ้าค่ะ อย่าให้เสียน้ำใจแม่ลูกเลย”

นางอยู่รับใช้ฮูหยินเจียงมาหลายปี ย่อมรู้ดีว่าอนุชิวคือหนามยอกอกของนาง

บัดนี้คุณหนูใหญ่ออกหน้าขอความเมตตาให้นาง ฮูหยินย่อมรู้สึกขัดเคืองใจเป็นธรรมดา

ฮูหยินเจียงถอนหายใจ “จวนจะออกเรือนอยู่แล้ว หากยังไม่เข้าใจเรื่องราวในเรือนหลัง ต่อไปจะต้องเสียเปรียบผู้อื่นเป็นแน่”

……

ณ จวนเจิ้นกั๋วกง

ชายหนุ่มสวมหน้ากากที่นั่งอยู่บนรถเข็น มองราชโองการสมรสพระราชทานด้วยแววตาเรียบเฉย ไม่อาจคาดเดาอารมณ์

เขาไม่เอ่ยวาจา ผู้อัญเชิญราชโองการที่อยู่ตรงหน้าก็มิกล้าเอ่ยปาก

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชาว่า

“กระหม่อม รับราชโองการ ขอบพระคุณ”

ขันทีผู้ส่งราชโองการโล่งอกขึ้นมาทันที ยิ้มออกมาอย่างจริงใจ

“เช่นนั้น บ่าวขอตัวกลับไปทูลรายงานฝ่าบาทก่อนขอรับ”

ชายหนุ่มไม่เอ่ยวาจา องครักษ์ข้างกายก้าวออกไปสองก้าว “ข้าไปส่งขันที”

ขันทีกล่าวปฏิเสธตามมารยาท ก่อนจะเดินสนทนาเสียงเบาออกไปพร้อมกับองครักษ์ผู้นั้น

จวนเจิ้นกั๋วกงแห่งนี้ฝ่าบาทพระราชทานให้ตระกูลเย่เมื่อต้นปี ไม่ว่าจะเป็นขนาดพื้นที่หรือทำเลที่ตั้ง ล้วนดีเยี่ยมหาที่เปรียบมิได้

เพียงแต่ตระกูลเย่ในยามนี้เหลือเพียงเขาที่เป็นทายาทคนเดียว ซ้ำยังเสียโฉม พิการ และถูกพิษร้ายแรง ต่อให้บรรดาลูกหลานเชื้อพระวงศ์จะหมายปองจวนแห่งนี้ ก็ไม่มีใครกล้าแย่งชิงกับเขา

พิการ ไร้ทายาท ไม่ช้าก็เร็วต้องตายตกไป ตอนนี้ถือว่าไว้หน้าตระกูลเย่สักครั้ง

จวนกั๋วกงอันกว้างใหญ่ มีเจ้านายเพียงคนเดียว จึงดูอ้างว้างว่างเปล่า

เขาขยับข้อมือเล็กน้อย คลี่ราชโองการออกบนตัก

“คุณชาย จะให้ไปสืบดูหรือไม่ขอรับ?”

ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เพื่อขอความเห็นจากชายหนุ่ม

คุณชายมิได้ตั้งใจจะแต่งงาน ทว่าฝ่าบาททรงรู้สึกผิดต่อตระกูลเย่อย่างลึกซึ้ง จึงมีพระประสงค์แรงกล้าที่จะเป็นพ่อสื่อให้

สอบถามไปทั่วเมืองหลวง คุณหนูตระกูลผู้ดีที่เคยหลงใหลได้ปลื้มคุณชายในอดีต บัดนี้กลับพากันหลบหนี

ต่อให้อยากแต่งให้คุณชาย บิดามารดาของพวกนางก็คงไม่ยินยอม

หากเขาตาย ตระกูลเย่ก็คงสิ้นไร้ทายาทจริง ๆ

แววตาภายใต้หน้ากากจับจ้องไปที่นามนั้น “สืบมาให้ละเอียด”

“ขอรับ!” ชายวัยกลางคนรับคำสั่งแล้วจากไป

เขาเงยหน้าขึ้น มองท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้มเหนือศีรษะ

ไม่แปลกใจเลยหากคืนนี้จะมีพายุฝนโหมกระหน่ำ และเขาคงจะได้หลับฝันดีสักตื่น

“ไปห้องตำรา”

สิ้นเสียง คนผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นด้านหลัง เข็นรถของเขามุ่งหน้าไปยังห้องตำรา

เขาไม่ได้อยากแต่งงาน หากแต่งเข้ามาแล้วต้องเป็นม่ายทั้งเป็น เขาก็มิได้มีจิตใจโหดเหี้ยมถึงเพียงนั้น

ทว่ายามนี้เขาเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ การปฏิเสธจึงไร้ผล

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขอเพียงอีกฝ่ายไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย จวนเจิ้นกั๋วกงในยามนี้ก็จะเป็นเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดให้นาง ปกป้องให้นางไร้ทุกข์ไปชั่วชีวิต

แต่หากนางคิดไม่ซื่อ คฤหาสน์อันกว้างใหญ่และหรูหราแห่งนี้ ก็จะเป็นหลุมฝังศพของนาง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 653

    มองเห็นนางแต่ไกล ถิงอวิ๋นก็ร้องบอกเสียงดังว่า “ฮูหยิน คุณชายกำลังรอท่านอยู่ขอรับ”เซวียหว่านอี้ประหลาดใจยิ่งนัก นางรีบสาวเท้าเข้าไปหา มองไปยังรถม้าอีกคันที่จอดอยู่หน้าประตูจวน เย่จั๋วก็กำลังเลิกม่านขึ้นมองนางพอดี“ท่านพี่มาได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าบอกท่านแล้วว่าไม่รู้จะกลับจวนยามใด รอนานเพียงไรแล้วหรือ?”นางไม่รอให้เย่จั๋วตอบคำ กลับหันไปเอ่ยกับฮูหยินเจียงว่า “ท่านแม่ ข้ากลับจวนก่อนนะเจ้าคะ ยามเดินทางกลับก็ระวังด้วย หากมีเวลาว่างข้าจะกลับไปเยี่ยมท่านอีก”ฮูหยินเจียงจะกล่าวอันใดได้ เจิ้นกั๋วกงมารับด้วยตนเองถึงเพียงนี้ ยังจะกล้าพูดพร่ำทำให้อีกฝ่ายต้องรอต่อไปได้หรือ?นางไม่อยากถูกคนผู้นี้หักหน้ากลางธารกำนัลหรอกนะ“ไปเถิด เหนื่อยมาจนป่านนี้แล้ว กลับไปก็รีบพักผ่อนเสีย” ฮูหยินเจียงยิ้มพลางโบกมือเซวียหว่านอี้ย่อกายอำลา แล้วหมุนตัวก้าวขึ้นรถม้าไปเมื่อเห็นนางนั่งเรียบร้อยดีแล้ว เย่จั๋วก็เอ่ยขึ้นว่า “นี่ล่วงเลยยามห้ามสัญจรมาเกือบชั่วยามครึ่งแล้ว โชคดีที่เป็นเมืองหลวง หากเป็นที่อื่นคงต้องค้างแรมอยู่ด้านนอกเป็นแน่”เป็นเช่นนั้นจริงดูท่าเขาคงจะรอมาเกือบสองชั่วยามแล้ว นับว่ายังอดทนนั่งรออยู่ไ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 652

    “ยินดีด้วยเจ้าค่ะฮูหยินผู้เฒ่า เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ” หมอตำแยอุ้มทารกน้อยในห่อผ้าเดินออกมาจากด้านใน สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดียิ่งนักแม้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังจะชิงชังเซวียหว่านอี้เพียงใด ทว่ากับหลานชายผู้นี้ นางย่อมดีใจอย่างแท้จริงนางผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น ซวนเซก้าวไปเบื้องหน้า “จริงหรือ?”“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ เป็นคุณชายน้อยที่สุขภาพแข็งแรงยิ่งนัก”ฮูหยินเจียงเองก็เบิกบานใจเช่นกัน นางชะโงกหน้ามองเด็กน้อยตามการเคลื่อนไหวของฮูหยินผู้เฒ่าหวังทารกแรกเกิดส่วนใหญ่มักมีผิวพรรณเหี่ยวย่น ดูคล้ายลูกลิงตัวน้อย ต้องรออีกสักสองวันจึงจะเปล่งปลั่งขึ้นแต่เด็กน้อยผู้นี้กลับมีผิวพรรณขาวสะอาดหมดจด ดูน่ารักน่าชังจนยากจะหาคำใดมาเปรียบ“เด็กคนนี้หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรายิ่งนัก” ฮูหยินเจียงยิ้มกล่าว “ยินดีกับฮูหยินแม่ดองด้วยนะเจ้าคะ”“ยินดีเช่นกัน ยินดีเช่นกัน นี่ก็เป็นหลานตาของฮูหยินแม่ดองมิใช่หรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังอาจมิได้เก่งกาจเรื่องการเข้าสังคมเฉกเช่นฮูหยินขุนนางทั่วไป ทว่านางก็มิได้โง่เขลาเสียทีเดียวก่อนหน้านี้นางอาจฟังน้ำเสียงดีร้ายของฮูหยินเจียงไม่ออก ทว่าครานี้ย่อมต่างออกไปหมอหล

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 651

    คาดไม่ถึงเลยว่าจะเจ็บปวดจนหลั่งน้ำตาออกมาจริง ๆ“ฮูหยิน น้ำแกงโสมเจ้าค่ะ” เจินจูเดินเข้ามา ในมือประคองชามน้ำแกงอุ่นร้อนแล้วส่งให้“ดื่มเสียสิ” เซวียหว่านอี้เอ่ย “ระหว่างทางที่มา ข้าแวะซื้อจากภัตตาคารอิ๋งเซียนมาให้เจ้า”“เหตุใดในภัตตาคารจึงมีน้ำแกงโสมขายด้วยเล่า” เซวียหมิงเฟยบ่นอุบอิบ นางประคองชามน้ำแกงขึ้นมาดื่มช้า ๆ เพื่อฟื้นฟูพละกำลัง ป้องกันมิให้หมดสติไปในยามคลอด“ท่านแม่ทัพรับประทานอาหารอยู่ที่นั่น ทางร้านจึงเคี่ยวให้เป็นพิเศษ” เซวียหว่านอี้เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจนักด้านนอกแว่วเสียงความวุ่นวายดังขึ้นครู่หนึ่ง ไม่นานนักฮูหยินเจียงและฉินเยว่ชิงก็ก้าวเข้ามาจากด้านนอก“อาหว่าน?” เมื่อเห็นบุตรสาว แววตาของฮูหยินเจียงก็ทอประกาย “มาถึงเร็วกว่าพวกเราเสียอีก”เซวียหว่านอี้พยักหน้ารับ ก่อนจะขยับหลีกทางให้พวกนางฮูหยินเจียงก้าวเข้าไปหา เอ่ยกำชับเซวียหมิงเฟยถึงเรื่องการคลอดบุตรอย่างละเอียดถี่ถ้วน“ท่านพ่ออยู่ที่ศาลาว่าการ จึงมาไม่ได้” ฉินเยว่ชิงยืนอยู่ด้านข้างพลางเอ่ยกับเซวียหว่านอี้เมื่อได้ยินดังนั้น เซวียหว่านอี้เพียงพยักหน้ารับ นางมิได้ใส่ใจกับเรื่องนี้นัก ทว่าก็มิได้แสดงท่าทีอันใดอ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 650

    ภายในห้องมีเพียงพวกเขาสองคน“ฮูหยิน ชาติก่อนเคยมีเรื่องเช่นนี้หรือไม่?”เซวียหว่านอี้ครุ่นคิด สำหรับนางแล้ว เรื่องราวในหนหลังนั้นช่างเนิ่นนานเกินไป“จำมิได้ อย่างน้อยข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน”“เช่นนั้นก็คือไม่มี” เย่จั๋วกล่าวเซวียหว่านอี้ฉงนใจ “เหตุใดจึงไม่ใช่ข้าไม่เคยได้ยินเล่าเจ้าคะ?”“เรื่องนี้มิได้จงใจปิดบัง” เย่จั๋วกล่าว “หรงเจวี๋ยคือซื่อจื่อหนิงกั๋วกง มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง หากเขาเกิดเรื่อง แวดวงขุนนางย่อมมิอาจปิดข่าวได้มิด”ในคราแรก ความสัมพันธ์ระหว่างฉู่ยวนกับนางย่อมมิได้ย่ำแย่ หากเขากลับไปแล้วสนทนาเรื่องนี้กับนางก็ถือเป็นเรื่องปกติ ในเมื่อนางจำไม่ได้ เช่นนั้นก็แปลว่าไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้นวิถีของทั้งสองชาติภพแตกต่างกัน เย่จั๋วจึงมิได้รู้สึกแปลกใจอันใดโดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนผู้หนึ่งไปได้ทั้งชีวิตยิ่งมิต้องเอ่ยถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากคนเป็น ๆ คนหนึ่ง ผลกระทบย่อมมีแต่จะยิ่งใหญ่กว่าเดิม“ซื่อจื่อหรงถูกลอบสังหารในเมืองหลวง ฝ่าบาทจะรับสั่งให้คนไปสืบสวนหรือไม่?” นางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้“ย่อมต้องทำ” แววตาของเย่

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 649

    “นี่คืออาหารบำรุงโลหิต ซื่อจื่อลองชิมดูเถิด”เซวียหว่านอี้ชี้ไปยังอาหารสองจานนั้น “ท่านพี่ไม่ชอบอาหารบำรุง ข้าจึงไม่เคยทำมาก่อน”หรงเจวี๋ยพยักหน้า “ขอบใจมาก”ส่วนเย่จั๋วนั้น เมื่อมองดูอาหารเบื้องหน้า ล้วนยังคงเป็นสิ่งที่ตนชอบเช่นเคยฮูหยินของเขามิใช่คนเลือกกิน มิได้มีสิ่งใดที่รังเกียจ และมิได้มีสิ่งใดที่โปรดปรานเป็นพิเศษทว่า…ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอาหารที่นางคิดค้นขึ้นหลังจากแต่งงานเข้ามา ในเมื่อทำเป็น ย่อมต้องเป็นของที่ชอบกินเป็นแน่“นี่คือ...” หรงเจวี๋ยมองดูแผ่นแป้งทอดสีเหลืองทองอร่าม ส่งกลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลายที่อยู่เบื้องหน้า “รสชาติเป็นเช่นไรหรือ?”“ลองชิมดูสักคำก็รู้แล้ว” เย่จั๋วคีบขึ้นมาแผ่นหนึ่งเป็นคนแรกมื้อนี้ หรงเจวี๋ยถึงกับกินจนเหงื่อซึมแผ่นแป้งทอดกรอบนอกนุ่มใน หอมจนทำให้คนวางไม่ลง อีกทั้งปลาทอดตัวเล็กที่เนื้อแน่นเคี้ยวเพลิน ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน กระทั่งก้างข้างในก็ยังเคี้ยวให้แหลกได้อย่างง่ายดายเนื้อแกะยำเย็นถือว่าใช้ได้ พ่อครัวในจวนก็ทำได้ไม่เลวนักคนสามคน อาหารหกอย่าง รสชาติของทุกจานล้วนดีเยี่ยม“อาหารบำรุงรสชาติดีทีเดียว เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมกินเล่า?” หรงเจวี๋ยกล่าว

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 648

    “อย่าคิดมากไปเลย”หรงเจวี๋ยจิบโจ๊กคำหนึ่ง รสชาติกลมกล่อมล้ำลึก ไม่รู้ว่าใส่สิ่งใดลงไปบ้าง“ข้าเพียงต้องการใช้คนผู้นั้นเป็นเหยื่อล่อปลา ได้ปรึกษาหารือกับท่านป้าก่อนลงมือแล้ว”เย่จั๋วเก็บงำท่าทีหยอกเย้า เอ่ยถามว่า “ล่อผู้ใดหรือ?”“ยามนี้ยังไม่แน่ชัด หากไม่ผิดคาดต้องเป็นองค์ชายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หรืออาจจะเป็น...”เขาชี้นิ้วขึ้นไปเบื้องบน “เจ้าย่อมรู้ วรยุทธ์ของข้านับว่าไม่เลว ในเมืองหลวงแห่งนี้ ผู้ที่เก่งกาจกว่าข้ามีเพียงหยิบมือ หากไม่รวมพวกหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาที่ยอมทิ้งชีวิตโดยไม่ไยดี”“นั่นก็จริง” เย่จั๋วพยักหน้า “ไม่ว่าจะมากหรือน้อย แต่ละจวนย่อมมีหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาอยู่บ้าง เป็นเพียงเรื่องของจำนวน ทว่าทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือสังหาร”ล้วนไม่มีข้อยกเว้นท้ายที่สุดแล้ว มิใช่ผู้ใดก็มีคุณสมบัติพอจะเป็นหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาได้ประการแรกต้องมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์เป็นเลิศ ประการรองลงมาต้องเป็นเด็กกำพร้า หากมีพรสวรรค์ดีแต่ฐานะธรรมดาสามัญ แม้มิใช่เด็กกำพร้าก็ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าคนเหล่านี้ล้วนต้องทำงานลับที่มิอาจเปิดเผยให้แก่ผู้เป็นนาย หากไร้ซึ่งฝีมืออันเก่งกาจ ย่อ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status