Share

บทที่ 5

Auteur: กากบาทเย่
อนุชิวจะตายมิได้ อย่างน้อยในเวลานี้ก็ยังตายมิได้

หากนางตายไป เรื่องที่นางกับเซวียหมิงเฟยถูกสลับตัวกัน มิกลายเป็นไร้หลักฐานยืนยันหรอกหรือ?

ความดุดันในแววตาของเซวียฉงลดทอนลง

เขาปรายตามองอนุชิวที่นั่งหมดสภาพอยู่บนพื้น แล้วกล่าวว่า “ต่อให้เด็กทั้งสองจะขอความเมตตาแทนเจ้า แต่ความผิดที่ก่อขึ้นยากจะหลีกพ้นโทษทัณฑ์ เปลี่ยนเป็นโบยสิบไม้”

กล่าวจบ ก็แค่นเสียงเย็นชา แล้วสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

สิบไม้

อนุชิวถอนหายใจด้วยความโล่งอก

อย่างน้อยก็รักษาชีวิตเอาไว้ได้ นางรอดตายแล้ว

เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเซวียหมิงเฟย แววตานั้นเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่

ทว่ายามหางตาเหลือบไปเห็นเซวียหว่านอี้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง แววตานั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งร้ายในชั่วพริบตา

เซวียหมิงเฟยถูกสายตาเยี่ยงนั้นจ้องมองจนรู้สึกอึดอัด นางขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ท่านพี่ ที่นี่มีพ่อบ้านเซวียคอยดูอยู่ พวกเรากลับกันเถอกเจ้าค่ะ”

วันนี้ฮูหยินเจียงเข้าวัง มิเช่นนั้นเหตุการณ์เช่นนี้ นางคงไม่มีทางยอมให้เซวียหมิงเฟยเอ่ยปากขอความเมตตาเป็นแน่

เซวียมู่เจามิได้ปฏิเสธ เขาพาน้องสาวเดินจากไป

……

เซวียหว่านอี้ยืนมองอนุชิวถูกโบยจนกรีดร้องโหยหวนด้วย “สีหน้าเป็นกังวล” เสียงช่างไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก

เมื่อสิ้นสุดการลงทัณฑ์ นางก็กำชับให้แม่นมดูแลท่านแม่ให้ดีด้วยท่าที “อาลัยอาวรณ์” ท่ามกลางสายตาเคียดแค้นของอนุชิว แล้วเดินจากไป

ทันทีที่ก้าวเข้ามาในเรือนว่างซู เฝ่ยชุ่ยก็รีบตรงเข้ามาหา

เมื่อเห็นรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำบนลำคอขาวผ่องของเซวียหว่านอี้ นางก็ตกใจอย่างมาก

“คุณหนู เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ?”

นางรีบไปนำยาแก้ฟกช้ำมาอย่างร้อนรน เตรียมจะทายาให้นางอย่างระมัดระวัง

เซวียหว่านอี้มิได้ปฏิเสธ

“ได้ความว่าอย่างไรบ้าง?”

เฝ่ยชุ่ยลดเสียงลงกระซิบตอบ “เป็นอย่างที่คุณหนูคาดการณ์ไว้เจ้าค่ะ แม่เฒ่าผู้นั้นอยู่ในเมืองหลวง เพิ่งกลับมาเมื่อห้าปีก่อน บ่าวทำตามที่คุณหนูสั่ง มิได้ทำให้พวกเขาตื่นตกใจเจ้าค่ะ”

“นางยังคงรับจ้างทำคลอดอยู่ บุตรชายและลูกสะใภ้เปิดร้านน้ำชาอยู่ที่ประตูเมืองทางทิศใต้ ยังมีหลานชายตัวน้อยอีกคนเรียนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาในเมืองทิศใต้เจ้าค่ะ”

เฝ่ยชุ่ยทายาให้เซวียหว่านอี้อย่างเบามือและละเอียดลออ ก่อนจะเดินไปล้างมืออีกด้านหนึ่ง

“คุณหนู พวกเราจะทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะ?”

เมื่อนึกถึงเรื่องที่อนุชิวสับเปลี่ยนตัวคุณหนูซึ่งเป็นบุตรีสายตรง อีกทั้งหลายปีมานี้ยังดุด่าว่ากล่าวคุณหนูด้วยถ้อยคำหยาบคาย เฝ่ยชุ่ยและเจินจูจะมิโกรธแค้นได้อย่างไร

ยิ่งได้เห็นว่าท่านผู้นั้นใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมีหน้ามีตามากเพียงใด ก็ยิ่งรู้สึกคับแค้นใจแทนคุณหนูของตนมากขึ้น

“รอ!”

เซวียหว่านอี้จิบน้ำ ทว่ายามกลืนลงคอกลับเจ็บปวดจนใบหน้าซีดเผือด

นางวางจอกชาลง มองออกไปนอกหน้าต่าง บนท้องนภามีวิหคโผบินอย่างอิสรเสรี

ช่วงเวลาหลายปีที่ถูกตัดแขนขาแล้วยัดลงในไห นางเฝ้าโหยหาอิสรภาพแห่ง “ความตาย” อยู่ตลอดเวลา

เฝ่ยชุ่ยไม่เข้าใจ “รออะไรหรือเจ้าคะ คุณหนู?”

หากรอนานกว่านี้ คุณหนูของนางคงต้องแต่งเข้าไปในจวนเจิ้นกั๋วกงเป็นแน่

ดูภายนอกเหมือนจะมีเกียรติยศสูงส่ง แต่หากดีจริง มีหรือคุณหนูใหญ่จะยอมยกการแต่งงานที่ดีเช่นนี้ให้ผู้อื่น

ขอเพียงมีผลประโยชน์แม้เพียงน้อยนิด ก็ไม่มีทางตกถึงมือคุณหนูของนาง

เซวียหว่านอี้มิได้เอ่ยวาจา นางเจ็บคอเหลือเกิน

เพียงแค่ตบหลังมือเฝ่ยชุ่ยเบา ๆ เป็นเชิงบอกให้ไปทำงานของตน

รออะไรน่ะหรือ?

ย่อมต้องรอปฏิกิริยาจากฮูหยินเจียงอย่างไรเล่า

……

ณ เรือนทิงหลาน

ฮูหยินเจียงกลับมาจากวังหลวงในช่วงบ่ายคล้อย

ทันทีที่กลับมาถึง ก็เอ่ยถามไถ่ตามความเคยชิน

“ฮูหยิน คนที่เรือนชิงเหอถูกนายท่านลงโทษเจ้าค่ะ”

แม่นมหลินเป็นสินเดิมของฮูหยินเจียง มิได้ตามเข้าวังไปด้วย ย่อมรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในจวนเป็นอย่างดี

ฮูหยินเจียงชะงักไปเล็กน้อย ค่อนข้างแปลกใจ

“โบยสิบไม้เจ้าค่ะ” แม่นมหลินรายงาน “นางคิดจะบีบคอคุณหนูรองให้ตายไปเจ้าค่ะ”

ถ้อยคำนี้ ฮูหยินเจียงฟังเข้าใจ

แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจนัก

บีบคอให้ตายงั้นรึ?

“นางเป็นบ้าอะไรขึ้นมา?”

ฮูหยินเจียงยิ้มเยาะ

หากคนในเรือนว่างซูตายไป ตระกูลเซวียก็จะต้องโชคร้ายครั้งใหญ่

“เรื่องการแต่งงานกับจวนเจิ้นกั๋วกง เมื่อเช้านี้นายท่านได้ทูลฝ่าบาทในท้องพระโรงแล้วว่าตกลงเลือกนาง”

หากคล้อยหลังมิทันไร คนก็สิ้นใจไปเสีย…

“แม่นม เจ้าไม่รู้สึกแปลกใจบ้างหรือ?”

เมื่อคืนนางนอนไม่หลับทั้งคืน รู้สึกสังหรณ์ใจว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก

แม่นมหลินเปลี่ยนชุดลำลองให้ฮูหยินเจียง แล้วประคองนางไปนั่งลง

แล้วยืนอยู่ด้านข้างรินน้ำชาให้นาง

“ฮูหยินหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

ฮูหยินเจียงกล่าว “ไม่มีอะไร เจ้าพูดต่อไปเถิด”

แม่นมหลินจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรือนชิงเหออย่างละเอียดโดยไม่มีตกหล่น

ฮูหยินเจียงตั้งใจฟัง ยามรู้ว่าอนุชิวโชคร้าย นางก็มีความสุข

“...”

อยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่ถ้อยคำกลับจุกอยู่ที่ริมฝีปาก เปล่งเสียงไม่ออก

“ฮูหยิน คุณหนูได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านอย่างดี จิตใจจึงดีงามบริสุทธิ์ ท่านควรจะภูมิใจนะเจ้าคะ”

“คุณหนูอยู่แต่ในเรือน ย่อมไม่เข้าใจวิธีการเอาตัวรอดในเรือนหลัง จึงอาจทำเรื่องที่ทำให้ท่านลำบากใจไปบ้าง ค่อย ๆ สอนกันไปเถิดเจ้าค่ะ อย่าให้เสียน้ำใจแม่ลูกเลย”

นางอยู่รับใช้ฮูหยินเจียงมาหลายปี ย่อมรู้ดีว่าอนุชิวคือหนามยอกอกของนาง

บัดนี้คุณหนูใหญ่ออกหน้าขอความเมตตาให้นาง ฮูหยินย่อมรู้สึกขัดเคืองใจเป็นธรรมดา

ฮูหยินเจียงถอนหายใจ “จวนจะออกเรือนอยู่แล้ว หากยังไม่เข้าใจเรื่องราวในเรือนหลัง ต่อไปจะต้องเสียเปรียบผู้อื่นเป็นแน่”

……

ณ จวนเจิ้นกั๋วกง

ชายหนุ่มสวมหน้ากากที่นั่งอยู่บนรถเข็น มองราชโองการสมรสพระราชทานด้วยแววตาเรียบเฉย ไม่อาจคาดเดาอารมณ์

เขาไม่เอ่ยวาจา ผู้อัญเชิญราชโองการที่อยู่ตรงหน้าก็มิกล้าเอ่ยปาก

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชาว่า

“กระหม่อม รับราชโองการ ขอบพระคุณ”

ขันทีผู้ส่งราชโองการโล่งอกขึ้นมาทันที ยิ้มออกมาอย่างจริงใจ

“เช่นนั้น บ่าวขอตัวกลับไปทูลรายงานฝ่าบาทก่อนขอรับ”

ชายหนุ่มไม่เอ่ยวาจา องครักษ์ข้างกายก้าวออกไปสองก้าว “ข้าไปส่งขันที”

ขันทีกล่าวปฏิเสธตามมารยาท ก่อนจะเดินสนทนาเสียงเบาออกไปพร้อมกับองครักษ์ผู้นั้น

จวนเจิ้นกั๋วกงแห่งนี้ฝ่าบาทพระราชทานให้ตระกูลเย่เมื่อต้นปี ไม่ว่าจะเป็นขนาดพื้นที่หรือทำเลที่ตั้ง ล้วนดีเยี่ยมหาที่เปรียบมิได้

เพียงแต่ตระกูลเย่ในยามนี้เหลือเพียงเขาที่เป็นทายาทคนเดียว ซ้ำยังเสียโฉม พิการ และถูกพิษร้ายแรง ต่อให้บรรดาลูกหลานเชื้อพระวงศ์จะหมายปองจวนแห่งนี้ ก็ไม่มีใครกล้าแย่งชิงกับเขา

พิการ ไร้ทายาท ไม่ช้าก็เร็วต้องตายตกไป ตอนนี้ถือว่าไว้หน้าตระกูลเย่สักครั้ง

จวนกั๋วกงอันกว้างใหญ่ มีเจ้านายเพียงคนเดียว จึงดูอ้างว้างว่างเปล่า

เขาขยับข้อมือเล็กน้อย คลี่ราชโองการออกบนตัก

“คุณชาย จะให้ไปสืบดูหรือไม่ขอรับ?”

ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เพื่อขอความเห็นจากชายหนุ่ม

คุณชายมิได้ตั้งใจจะแต่งงาน ทว่าฝ่าบาททรงรู้สึกผิดต่อตระกูลเย่อย่างลึกซึ้ง จึงมีพระประสงค์แรงกล้าที่จะเป็นพ่อสื่อให้

สอบถามไปทั่วเมืองหลวง คุณหนูตระกูลผู้ดีที่เคยหลงใหลได้ปลื้มคุณชายในอดีต บัดนี้กลับพากันหลบหนี

ต่อให้อยากแต่งให้คุณชาย บิดามารดาของพวกนางก็คงไม่ยินยอม

หากเขาตาย ตระกูลเย่ก็คงสิ้นไร้ทายาทจริง ๆ

แววตาภายใต้หน้ากากจับจ้องไปที่นามนั้น “สืบมาให้ละเอียด”

“ขอรับ!” ชายวัยกลางคนรับคำสั่งแล้วจากไป

เขาเงยหน้าขึ้น มองท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้มเหนือศีรษะ

ไม่แปลกใจเลยหากคืนนี้จะมีพายุฝนโหมกระหน่ำ และเขาคงจะได้หลับฝันดีสักตื่น

“ไปห้องตำรา”

สิ้นเสียง คนผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นด้านหลัง เข็นรถของเขามุ่งหน้าไปยังห้องตำรา

เขาไม่ได้อยากแต่งงาน หากแต่งเข้ามาแล้วต้องเป็นม่ายทั้งเป็น เขาก็มิได้มีจิตใจโหดเหี้ยมถึงเพียงนั้น

ทว่ายามนี้เขาเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ การปฏิเสธจึงไร้ผล

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขอเพียงอีกฝ่ายไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย จวนเจิ้นกั๋วกงในยามนี้ก็จะเป็นเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดให้นาง ปกป้องให้นางไร้ทุกข์ไปชั่วชีวิต

แต่หากนางคิดไม่ซื่อ คฤหาสน์อันกว้างใหญ่และหรูหราแห่งนี้ ก็จะเป็นหลุมฝังศพของนาง
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 208

    อากาศเริ่มร้อนอบอ้าว คล้ายมีกลิ่นเหม็นเน่าจาง ๆ เจืออยู่ในสายลมวูบหนึ่งเซวียหมิงเยว่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง ใบหน้าเล็กขาวซีดไร้สีเลือด ข้างกายมีสาวใช้ผู้หนึ่งยืนอยู่ กำลังลงมือทายาให้นางความเจ็บปวดแล่นพล่านจนร่างกายนางสั่นเทา มิอาจสะกดกลั้น ความทรมานนี้ช่างแสนสาหัสยิ่งนักเมื่อทายาเสร็จสิ้น สาวใช้จึงช่วยจัดอาภรณ์ให้นางเรียบร้อย ก่อนจะผ่อนฝีเท้าเดินจากไปเงียบ ๆไม่นานนัก ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็เดินสวนทางกับสาวใช้เข้ามาด้านในเซวียหมิงเยว่มองผ่านม่านน้ำตาและเหงื่อที่โซมกายไปยังบุรุษผู้มาใหม่ นางรู้สึกคาดไม่ถึง“คุณชายสาม...”เขาคืออดีตคู่หมั้นของนางบุรุษหนุ่มสืบเท้าเข้ามาใกล้ ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างตั่งเตียง ก้มมองนางจากมุมสูง แววตาฉายความรู้สึกอันลึกล้ำยากจะเอื้อนเอ่ย“นี่คือสิ่งที่เจ้าปรารถนากระนั้นหรือ?” น้ำเสียงของเขาราบเรียบทว่าหากฟังให้ดี กลับสัมผัสได้ถึงความอาลัยอาวรณ์และความเวทนาสงสารที่แฝงอยู่เดิมทีเซวียหมิงเยว่ก็มีรูปโฉมบอบบางน่าทะนุถนอมอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน นางย่อมปรารถนาจะไขว่คว้าที่พึ่งตรงหน้า ท่าทางสั่นระริกนั้นประหนึ่งบุปผางามที่ถูกพายุฝนกระหน่ำซ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 207

    ได้ยินมาว่าทั้งสองพำนักอยู่ที่ซางโจวตลอดทั้งปีส่วนองค์หญิงใหญ่ที่ถูกปฏิเสธการแต่งงานนั้น เล่ากันว่าตรอมใจจนล้มป่วย ผ่านไปไม่ทันถึงสองปีก็สิ้นพระชนม์ด้วยความทุกข์ระทม“พี่หญิงรู้ความตื้นลึกหนาบางก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” เซวียหว่านอี้เอ่ย “หากประสบความยากลำบากอันใดที่ข้าพอจะช่วยได้ พี่หญิงมาหาข้าได้เสมอนะเจ้าคะ”เฉียนชิวสุ่ยหัวเราะเบา ๆ “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า วางใจเถิด สตรีที่ยอมเป็นอนุให้เขาได้ ความรู้และความทะเยอทะยานคงมิได้มีมากนัก ข้ารับมือไหว”วาจานี้นับว่าเป็นความจริงผู้ที่มีความทะเยอทะยานอยู่บ้าง สายตาย่อมต้องมองสูงกว่านั้นไฉนเลยจะลดตัวมาเกาะแกะกับคนตระกูลหลิวผู้นั้นความสามารถก็ไม่มี หน้าตาก็หาดีไม่ก็มีเพียงเฉียนชิวสุ่ยที่มิอาจเลือกได้เมื่อเทียบกับอีกสองตระกูล ตระกูลหลิวดูจะปกติกว่ามาก ทว่าก็เป็นเพียงการเลือกคนแคระที่สูงที่สุดในกลุ่มเท่านั้นหลังมื้อเที่ยงผ่านไปไม่นาน ฝนเม็ดเล็กก็โปรยปรายลงมาสหายทั้งสองเอนกายสนทนากันบนตั่งเหม่ยเหริน ก่อนจะลุกขึ้นนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างลายบุปผา“ตายจริง ตกอีกแล้วหรือ” เฉียนชิวสุ่ยเอ่ยขึ้น “ยามเข้าสู่คิมหันต์ ลมฟ้าอากาศช่างแปรปรวนยิ่งน

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 206

    ยามตั้งสำรับมื้อเที่ยง แม่นมก็อุ้มรั่วรั่วออกไปแล้วแม่นมผู้นี้เป็นแม่นมที่ตระกูลเฉียนส่งตัวมา อายุราวสามสิบปี เป็นคนสุขุมรอบคอบและใส่ใจยิ่งนักเมื่อทอดสายตามองอาหารตรงหน้าที่ล้วนมีแต่ของโปรดของตน เฉียนชิวสุ่ยก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจนอกจากท่านแม่แล้ว ก็เห็นจะมีแต่เซวียหว่านอี้ที่ใส่ใจนางมากที่สุดชาตินี้ได้คบหากับนาง นับว่าเป็นวาสนาของข้าโดยแท้“ไฉนจึงมีแต่ของที่ข้าชอบกิน แล้วเจ้าเล่า?” นางเอ่ยถามเจือรอยยิ้มเซวียหว่านอี้กล่าวว่า “พี่หญิงสามทานให้มากหน่อยเถิด ท่านมิได้มาเยือนบ่อยนัก ข้ามิได้ขัดสนอาหารมื้อนี้เสียหน่อย อีกอย่างท่านก็รู้ดีว่าข้านั้นมิใช่คนเลือกกิน”นางคีบเนื้อปลาส่งให้พลางเอ่ย “ของโปรดของพี่หญิง ข้าสั่งให้เฝ่ยชุ่ยไปซื้อมาจากภัตตาคารข้างนอก”ทั้งสองรับประทานไปพลางสนทนาไปพลาง ไม่นานหัวข้อการสนทนาก็วกมาถึงตระกูลหลิว“แม่สามีของท่านผู้นั้น เพียงแรกเห็นในวันแต่งงานของท่าน ข้าก็รู้สึกได้ว่ามิใช่คนที่จะคบหาด้วยง่าย ๆ แต่ก็อย่างที่เคยพูดไปเมื่อสองปีก่อน ในบรรดาตัวเลือกทั้งสามคน เขาก็นับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว ตำแหน่งขุนนางต่ำต้อยย่อมมีข้อดีของมัน อย่างน้อยเพียงตระกูลเฉียนเอ่ย

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 205

    นางพยักหน้าแย้มยิ้ม “ถูกต้องแล้ว รบกวนพี่ชายช่วยไปเรียนให้ทราบ...”“มิต้องไปเรียนหรอกขอรับ” บ่าวเฝ้าประตูยิ้มกล่าว “ฮูหยินได้กำชับพวกข้าไว้แล้ว ฮูหยินเฉียน เชิญด้านในขอรับ”แม่นมและสาวใช้แหงนมองประตูจวนอันใหญ่โตโอ่อ่าเบื้องหน้า หวนนึกถึงตระกูลหลิว เมื่อนำมาเปรียบกันแล้วย่อมเห็นถึงความซอมซ่อจนมิอาจเทียบติดเมื่อเดินตามบ่าวเฝ้าประตูเข้าไป สาวใช้รุ่นเยาว์นางหนึ่งก็รีบก้าวเข้ามาหา“คุณหนูสาม”เฉียนชิวสุ่ยเห็นนาง รอยยิ้มก็สดใสขึ้นหลายส่วน เอ่ยปากปรามว่า “วิ่งช้าหน่อย ระวังจะหกล้มเอาได้”ผู้มาคือเจินจูนั่นเองนางวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา ลมหายใจหอบกระชั้นเล็กน้อย เจินจูเอ่ยว่า “คุณหนูของบ่าวบ่นถึงอยู่หลายหนเจ้าค่ะ ยังเปรยว่าหากนับตามเวลา คุณหนูสามน่าจะมาถึงตั้งนานแล้ว”เฉียนชิวสุ่ยชอบใจที่เจินจูเรียกขานนางว่าคุณหนูสาม แม้ยามอยู่ในตระกูลฉียนนางจะใช้ชีวิตอย่างจืดจางไร้ตัวตน ทว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ทั้งมิต้องหวาดระแวงว่าจะถูกผู้ใดกลั่นแกล้งรังแกนั่นคือช่วงเวลาที่นางมิอาจหวนกลับไปได้อีกคนทั้งหมดเดินตามเจินจูมุ่งหน้าไปยังเรือนชุ่ยเวย แม่นมและสาวใช้เดินตามติดแทบไม่ห่าง แม้แต่

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 204

    “ปฏิเสธไปเถิด”เซวียหว่านอี้วางเทียบเชิญหลายฉบับลงบนโต๊ะ พลางเอ่ยกับพ่อบ้านเย่ผิงว่า “ลุงผิง ฝากเรียนท่านพี่ด้วย ยามเที่ยงข้าจะเลี้ยงรับรองสหายสนิทที่เรือนชุ่ยเวย ต้องรบกวนให้ท่านพี่รับสำรับเพียงลำพังแล้ว”นางส่งคนไปเชื้อเชิญเฉียนชิวสุ่ยแล้วนับตั้งแต่บุตรสาวของอีกฝ่ายถือกำเนิด เซวียหว่านอี้ก็ยังมิได้ยลโฉมทารกน้อยเลยยามนี้ทารกน้อยอายุครบเดือนแล้ว ย่อมสามารถพาออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกได้เย่ผิงยิ้มรับคำ “ขอรับฮูหยิน ต้องการให้บ่าวไพร่ไปซื้อหาอาหารรสเลิศจากภายนอกกลับมาหรือไม่ขอรับ?”“ข้าให้เฝ่ยชุ่ยไปจัดการแล้ว เมนูปลาจากภัตตาคารของเรา ก็จะจัดส่งไปให้ทางฝั่งท่านพี่ด้วยเช่นกัน”เป็นดังเช่นที่เซวียหมิงเฟยเคยกล่าวไว้ สหายสนิทที่แท้จริงของนาง เห็นจะมีเพียงเฉียนชิวสุ่ยผู้เดียวเท่านั้นแม้อีกฝ่ายจะมีอายุมากกว่านางหลายปี ทว่านิสัยใจคอกลับอ่อนโยนและจิตใจดีงามยิ่งนักน่าเสียดายที่คนทั้งสองต่างก็ออกเรือนกับบุรุษผิดคน……อีกด้านหนึ่ง เฉียนชิวสุ่ยสวมอาภรณ์ให้บุตรสาวดูมงคลยิ่ง ส่วนตัวนางเองก็ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดสีเหลืองนวล ดูแล้วสดใสขึ้นไม่น้อยครั้นจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย บุรุษรูปร่างสันทัด

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 203

    “นายน้อย อีกไม่กี่วันหมอเทวดาฉีจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงขอรับ” หัวหน้าองครักษ์กล่าว “เวลานี้พำนักอยู่ที่ชิงโจว”เย่อันได้ยินดังนั้น ก็กล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดีว่า “หรือว่าหาหญ้าเกล็ดมังกรพบแล้ว?”หัวหน้าองครักษ์พยักหน้าอย่างหนักแน่น “พี่น้องที่ร่วมเดินทางทางฝั่งนั้นส่งข่าวกลับมา ว่าค้นพบในป่าลึกอันกว้างใหญ่ที่เฉียนโจวขอรับ เช่นนี้พิษในกายของนายน้อยก็จะขจัดออกไปได้กว่าครึ่งแล้วใช่หรือไม่?”หญ้าเกล็ดมังกร คือหญ้าที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดของมังกรกระนั้นหรือ?หัวหน้าองครักษ์มิได้กระจ่างแจ้งในเรื่องนี้ และยิ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน แม้แต่ก่อนหน้าที่หมอเทวดาฉีจะเอ่ยถึง เขาก็มิเคยได้ยินมาก่อนกล่าวกันว่าเสาะหาได้ยากยิ่ง อีกทั้งสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตนั้นแสนเข็ญ มักขึ้นในป่าทึบที่อับชื้นและอบอ้าว เติบโตท่ามกลางซากสิ่งปฏิกูล ดูดซับพิษร้ายจากซากผุพังเหล่านั้น จึงมีสรรพคุณในการถอนพิษที่รุนแรงยิ่งนัก ดังคำกล่าวที่ว่าใช้พิษต้านพิษเย่อันยิ้มกล่าวว่า “นี่เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างยาวนาน จำเป็นต้องค่อย ๆ ขจัดออกไป หมอเทวดาฉีเคยกล่าวไว้ว่า อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงสองปี จึงจะสามารถขับพิษในกายออกได้จนหมดส

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status