Se connecterมองเห็นนางแต่ไกล ถิงอวิ๋นก็ร้องบอกเสียงดังว่า “ฮูหยิน คุณชายกำลังรอท่านอยู่ขอรับ”เซวียหว่านอี้ประหลาดใจยิ่งนัก นางรีบสาวเท้าเข้าไปหา มองไปยังรถม้าอีกคันที่จอดอยู่หน้าประตูจวน เย่จั๋วก็กำลังเลิกม่านขึ้นมองนางพอดี“ท่านพี่มาได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าบอกท่านแล้วว่าไม่รู้จะกลับจวนยามใด รอนานเพียงไรแล้วหรือ?”นางไม่รอให้เย่จั๋วตอบคำ กลับหันไปเอ่ยกับฮูหยินเจียงว่า “ท่านแม่ ข้ากลับจวนก่อนนะเจ้าคะ ยามเดินทางกลับก็ระวังด้วย หากมีเวลาว่างข้าจะกลับไปเยี่ยมท่านอีก”ฮูหยินเจียงจะกล่าวอันใดได้ เจิ้นกั๋วกงมารับด้วยตนเองถึงเพียงนี้ ยังจะกล้าพูดพร่ำทำให้อีกฝ่ายต้องรอต่อไปได้หรือ?นางไม่อยากถูกคนผู้นี้หักหน้ากลางธารกำนัลหรอกนะ“ไปเถิด เหนื่อยมาจนป่านนี้แล้ว กลับไปก็รีบพักผ่อนเสีย” ฮูหยินเจียงยิ้มพลางโบกมือเซวียหว่านอี้ย่อกายอำลา แล้วหมุนตัวก้าวขึ้นรถม้าไปเมื่อเห็นนางนั่งเรียบร้อยดีแล้ว เย่จั๋วก็เอ่ยขึ้นว่า “นี่ล่วงเลยยามห้ามสัญจรมาเกือบชั่วยามครึ่งแล้ว โชคดีที่เป็นเมืองหลวง หากเป็นที่อื่นคงต้องค้างแรมอยู่ด้านนอกเป็นแน่”เป็นเช่นนั้นจริงดูท่าเขาคงจะรอมาเกือบสองชั่วยามแล้ว นับว่ายังอดทนนั่งรออยู่ไ
“ยินดีด้วยเจ้าค่ะฮูหยินผู้เฒ่า เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ” หมอตำแยอุ้มทารกน้อยในห่อผ้าเดินออกมาจากด้านใน สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดียิ่งนักแม้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังจะชิงชังเซวียหว่านอี้เพียงใด ทว่ากับหลานชายผู้นี้ นางย่อมดีใจอย่างแท้จริงนางผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น ซวนเซก้าวไปเบื้องหน้า “จริงหรือ?”“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ เป็นคุณชายน้อยที่สุขภาพแข็งแรงยิ่งนัก”ฮูหยินเจียงเองก็เบิกบานใจเช่นกัน นางชะโงกหน้ามองเด็กน้อยตามการเคลื่อนไหวของฮูหยินผู้เฒ่าหวังทารกแรกเกิดส่วนใหญ่มักมีผิวพรรณเหี่ยวย่น ดูคล้ายลูกลิงตัวน้อย ต้องรออีกสักสองวันจึงจะเปล่งปลั่งขึ้นแต่เด็กน้อยผู้นี้กลับมีผิวพรรณขาวสะอาดหมดจด ดูน่ารักน่าชังจนยากจะหาคำใดมาเปรียบ“เด็กคนนี้หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรายิ่งนัก” ฮูหยินเจียงยิ้มกล่าว “ยินดีกับฮูหยินแม่ดองด้วยนะเจ้าคะ”“ยินดีเช่นกัน ยินดีเช่นกัน นี่ก็เป็นหลานตาของฮูหยินแม่ดองมิใช่หรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังอาจมิได้เก่งกาจเรื่องการเข้าสังคมเฉกเช่นฮูหยินขุนนางทั่วไป ทว่านางก็มิได้โง่เขลาเสียทีเดียวก่อนหน้านี้นางอาจฟังน้ำเสียงดีร้ายของฮูหยินเจียงไม่ออก ทว่าครานี้ย่อมต่างออกไปหมอหล
คาดไม่ถึงเลยว่าจะเจ็บปวดจนหลั่งน้ำตาออกมาจริง ๆ“ฮูหยิน น้ำแกงโสมเจ้าค่ะ” เจินจูเดินเข้ามา ในมือประคองชามน้ำแกงอุ่นร้อนแล้วส่งให้“ดื่มเสียสิ” เซวียหว่านอี้เอ่ย “ระหว่างทางที่มา ข้าแวะซื้อจากภัตตาคารอิ๋งเซียนมาให้เจ้า”“เหตุใดในภัตตาคารจึงมีน้ำแกงโสมขายด้วยเล่า” เซวียหมิงเฟยบ่นอุบอิบ นางประคองชามน้ำแกงขึ้นมาดื่มช้า ๆ เพื่อฟื้นฟูพละกำลัง ป้องกันมิให้หมดสติไปในยามคลอด“ท่านแม่ทัพรับประทานอาหารอยู่ที่นั่น ทางร้านจึงเคี่ยวให้เป็นพิเศษ” เซวียหว่านอี้เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจนักด้านนอกแว่วเสียงความวุ่นวายดังขึ้นครู่หนึ่ง ไม่นานนักฮูหยินเจียงและฉินเยว่ชิงก็ก้าวเข้ามาจากด้านนอก“อาหว่าน?” เมื่อเห็นบุตรสาว แววตาของฮูหยินเจียงก็ทอประกาย “มาถึงเร็วกว่าพวกเราเสียอีก”เซวียหว่านอี้พยักหน้ารับ ก่อนจะขยับหลีกทางให้พวกนางฮูหยินเจียงก้าวเข้าไปหา เอ่ยกำชับเซวียหมิงเฟยถึงเรื่องการคลอดบุตรอย่างละเอียดถี่ถ้วน“ท่านพ่ออยู่ที่ศาลาว่าการ จึงมาไม่ได้” ฉินเยว่ชิงยืนอยู่ด้านข้างพลางเอ่ยกับเซวียหว่านอี้เมื่อได้ยินดังนั้น เซวียหว่านอี้เพียงพยักหน้ารับ นางมิได้ใส่ใจกับเรื่องนี้นัก ทว่าก็มิได้แสดงท่าทีอันใดอ
ภายในห้องมีเพียงพวกเขาสองคน“ฮูหยิน ชาติก่อนเคยมีเรื่องเช่นนี้หรือไม่?”เซวียหว่านอี้ครุ่นคิด สำหรับนางแล้ว เรื่องราวในหนหลังนั้นช่างเนิ่นนานเกินไป“จำมิได้ อย่างน้อยข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน”“เช่นนั้นก็คือไม่มี” เย่จั๋วกล่าวเซวียหว่านอี้ฉงนใจ “เหตุใดจึงไม่ใช่ข้าไม่เคยได้ยินเล่าเจ้าคะ?”“เรื่องนี้มิได้จงใจปิดบัง” เย่จั๋วกล่าว “หรงเจวี๋ยคือซื่อจื่อหนิงกั๋วกง มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง หากเขาเกิดเรื่อง แวดวงขุนนางย่อมมิอาจปิดข่าวได้มิด”ในคราแรก ความสัมพันธ์ระหว่างฉู่ยวนกับนางย่อมมิได้ย่ำแย่ หากเขากลับไปแล้วสนทนาเรื่องนี้กับนางก็ถือเป็นเรื่องปกติ ในเมื่อนางจำไม่ได้ เช่นนั้นก็แปลว่าไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้นวิถีของทั้งสองชาติภพแตกต่างกัน เย่จั๋วจึงมิได้รู้สึกแปลกใจอันใดโดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนผู้หนึ่งไปได้ทั้งชีวิตยิ่งมิต้องเอ่ยถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากคนเป็น ๆ คนหนึ่ง ผลกระทบย่อมมีแต่จะยิ่งใหญ่กว่าเดิม“ซื่อจื่อหรงถูกลอบสังหารในเมืองหลวง ฝ่าบาทจะรับสั่งให้คนไปสืบสวนหรือไม่?” นางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้“ย่อมต้องทำ” แววตาของเย่
“นี่คืออาหารบำรุงโลหิต ซื่อจื่อลองชิมดูเถิด”เซวียหว่านอี้ชี้ไปยังอาหารสองจานนั้น “ท่านพี่ไม่ชอบอาหารบำรุง ข้าจึงไม่เคยทำมาก่อน”หรงเจวี๋ยพยักหน้า “ขอบใจมาก”ส่วนเย่จั๋วนั้น เมื่อมองดูอาหารเบื้องหน้า ล้วนยังคงเป็นสิ่งที่ตนชอบเช่นเคยฮูหยินของเขามิใช่คนเลือกกิน มิได้มีสิ่งใดที่รังเกียจ และมิได้มีสิ่งใดที่โปรดปรานเป็นพิเศษทว่า…ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอาหารที่นางคิดค้นขึ้นหลังจากแต่งงานเข้ามา ในเมื่อทำเป็น ย่อมต้องเป็นของที่ชอบกินเป็นแน่“นี่คือ...” หรงเจวี๋ยมองดูแผ่นแป้งทอดสีเหลืองทองอร่าม ส่งกลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลายที่อยู่เบื้องหน้า “รสชาติเป็นเช่นไรหรือ?”“ลองชิมดูสักคำก็รู้แล้ว” เย่จั๋วคีบขึ้นมาแผ่นหนึ่งเป็นคนแรกมื้อนี้ หรงเจวี๋ยถึงกับกินจนเหงื่อซึมแผ่นแป้งทอดกรอบนอกนุ่มใน หอมจนทำให้คนวางไม่ลง อีกทั้งปลาทอดตัวเล็กที่เนื้อแน่นเคี้ยวเพลิน ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน กระทั่งก้างข้างในก็ยังเคี้ยวให้แหลกได้อย่างง่ายดายเนื้อแกะยำเย็นถือว่าใช้ได้ พ่อครัวในจวนก็ทำได้ไม่เลวนักคนสามคน อาหารหกอย่าง รสชาติของทุกจานล้วนดีเยี่ยม“อาหารบำรุงรสชาติดีทีเดียว เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมกินเล่า?” หรงเจวี๋ยกล่าว
“อย่าคิดมากไปเลย”หรงเจวี๋ยจิบโจ๊กคำหนึ่ง รสชาติกลมกล่อมล้ำลึก ไม่รู้ว่าใส่สิ่งใดลงไปบ้าง“ข้าเพียงต้องการใช้คนผู้นั้นเป็นเหยื่อล่อปลา ได้ปรึกษาหารือกับท่านป้าก่อนลงมือแล้ว”เย่จั๋วเก็บงำท่าทีหยอกเย้า เอ่ยถามว่า “ล่อผู้ใดหรือ?”“ยามนี้ยังไม่แน่ชัด หากไม่ผิดคาดต้องเป็นองค์ชายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หรืออาจจะเป็น...”เขาชี้นิ้วขึ้นไปเบื้องบน “เจ้าย่อมรู้ วรยุทธ์ของข้านับว่าไม่เลว ในเมืองหลวงแห่งนี้ ผู้ที่เก่งกาจกว่าข้ามีเพียงหยิบมือ หากไม่รวมพวกหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาที่ยอมทิ้งชีวิตโดยไม่ไยดี”“นั่นก็จริง” เย่จั๋วพยักหน้า “ไม่ว่าจะมากหรือน้อย แต่ละจวนย่อมมีหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาอยู่บ้าง เป็นเพียงเรื่องของจำนวน ทว่าทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือสังหาร”ล้วนไม่มีข้อยกเว้นท้ายที่สุดแล้ว มิใช่ผู้ใดก็มีคุณสมบัติพอจะเป็นหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาได้ประการแรกต้องมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์เป็นเลิศ ประการรองลงมาต้องเป็นเด็กกำพร้า หากมีพรสวรรค์ดีแต่ฐานะธรรมดาสามัญ แม้มิใช่เด็กกำพร้าก็ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าคนเหล่านี้ล้วนต้องทำงานลับที่มิอาจเปิดเผยให้แก่ผู้เป็นนาย หากไร้ซึ่งฝีมืออันเก่งกาจ ย่อ







