ความอึดอัดที่เกิดขึ้นรอบด้านส่งผลให้เจียลี่หายใจไม่คล่องนัก กระทั่งฝีเท้าคู่หนึ่งเดินตรงมายังจุดที่เธอนั่งอยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นอี้เฉินสามีของเธอนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้ว สังเกตได้ว่าใบหน้าของเขาไม่ค่อยสบอารมณ์ เจียลี่ลังเลว่าควรทักทายเขาดีไหม ทว่าพอจะอ้าปากอี้ฉินกลับมองข้ามหัวเธอไปเลย
ซึ่งดูก็รู้ว่าเขาจงใจหลีกเลี่ยงการสนทนากับเธอ!
“สบายดีกันนะครับ” คฤหาสน์อี้อยู่ห่างไกลออกไปจากตัวเมือง นานหนถึงได้พบปะกับพวกท่าน ฉินเหยียนสวมกอดลูกชายด้วยความคิดถึง พวกเขาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันจนลืมเจียลี่ที่นั่งเม้มปากกุมมือเหนือหน้าตักด้วยความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน จะมีก็แต่คุณปู่ที่ถามถึงอาการบาดเจ็บ สักพักท่านก็แทรกบทสนทนาระหว่างแม่ลูก
“แกไปไหนมาอี้เฉินถึงได้กลับบ้านเอามืดค่ำ”
“ทำงานครับ” อี้เฉินตอบทันทีแบบที่ไม่ต้องคิดให้เสียเวลา
อี้หยางหรี่ตามองหลานชาย สถานการณ์ตกอยู่ในความเงียบ ถึงจะไม่ค่อยได้เจอหน้าค่าตา แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายกำลังโกหก
“โธ่คุณพ่อคะ ทำงานก็เหนื่อยพอตัวแล้วแท้ๆ ยังจะแบกเรื่องไม่เป็นเรื่องมารบกวนจิตใจหลานอีก” จังหวะที่พูดก็ปรายตามองลูกสะใภ้
เจียลี่ยิ้มแห้งอยู่ภายในใจ เธอกลายร่างเป็นหินให้ขนาดนี้แล้วยังไม่วายโดนหางเลขไปด้วย
“จะทำอะไรฉันไม่เคยว่า มีแต่สนับสนุนแกทั้งนั้นอี้เฉิน…แล้วก็อย่าให้เรื่องที่กำลังทำอยู่มันเกินเลยนักล่ะ” ในน้ำเสียงที่นิ่งสงบกลับทำให้คนฟังรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย เพราะดูเหมือนว่าคุณปู่จะมองหลานชายคนนี้ทะลุปรุโปร่งไปเสียหมด
“ครับ” อี้เฉินกดใบหน้าลงต่ำมีแวบหนึ่งที่สบตากับเจียลี่ เขามองเธออย่างเย็นชา ในขณะเดียวกันเจียลี่กลับส่งยิ้มซื่อๆ กลับมาคล้ายว่าเรื่องทั้งหมดเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งที่ความจริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นเธอข้องเกี่ยวไปแล้วเก้าสิบเก้าจุดเก้าเปอร์เซ็นต์!
“ชอบขู่หลานอยู่เรื่อยเลยนะคะ”
“ก็เพราะเธอที่ให้ท้ายลูกอยู่เรื่อย แค่ทำตัวเป็นสามีที่ดียังทำไม่ได้”
“คุณพ่อพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคะ! คนบางคนก็ไม่สมควรให้ทำตัวดีด้วยนักหรอกค่ะ” หนนี้ปลายเสียงกระแทกมายังเจียลี่โดยตรง ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาก็รู้เลยว่าแม่สามีกำลังว่าให้ใคร แต่ที่แปลกก็คือคนถูกว่ายังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้ลุกขึ้นโวยวายเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตนเองอย่างที่ชอบทำเสมอมา เปลือกตาสีอ่อนกะพริบขึ้นลงช้าๆ เจียลี่นั่งกุมมือฟังบทสนทนาอย่างตั้งใจโดยที่ไม่ได้สังเกตเลยว่าสายตาสามคู่กำลังเพ่งมองมาที่เธอราวกับเฝ้ารออะไรบางอย่าง
อะไร? เจียลี่ทำตัวไม่ถูกอีกแล้ว เธอชี้นิ้วจิ้มหน้าอกตัวเองแล้วถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันต้องพูดอะไรหรือเปล่า”
มารยานักนะ! เป็นคำกล่าวหาที่เอ่ยขึ้นเพียงในใจ ลูกสะใภ้จอมเจ้าเล่ห์คนนี้ช่างมารยาเหลือเกิน คิดจะใช้ท่าทีใสซื่อโจมตีกลับอย่างเงียบๆ ก็ถือว่าเจ้าหล่อนอัปเดตความร้ายอยู่หรอก แต่ลืมไปหรือเปล่าก้อนกรวดยังไงก็เป็นก้อนกรวดอยู่วันยังค่ำ!
“ดูเหมือนว่าคนที่ไม่ควรทำตัวดีด้วยจะไม่ใช่หนูเจียลี่แล้ว”คุณปู่เอ่ยยิ้มๆ ทำให้ฉินเหยียนรู้สึกเสียหน้า มือกำเข้าหากันแน่นจนปลายเล็บขึ้นสีแดงก่ำ
อี้เฉินจ้องใบหน้ารูปไข่ของภรรยานิ่ง เดิมทีหากถูกพูดจาแดกดันใส่กันไม่มีทางที่เจียลี่จะนั่งทนฟังได้นานเกินสามวิด้วยซ้ำ ถือว่าเธอเก็บอารมณ์ได้ดี และไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนผู้หญิงคนนี้ก็สามารถทำให้บ้านเขาลุกเป็นไฟได้เสมอ
การมาของคุณปู่เป็นไปตามที่อี้เฉินคาดการณ์ไว้ เพราะก่อนที่ท่านจะกลับได้พูดคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว
“แม่เลขาเจินเจินอะไรนั่น บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่ปลื้ม”
อี้เฉินถอนหายใจแรงๆ เป็นการต่อต้านทางอ้อม
“หลานรักของคุณปู่ ผมเองก็ไม่ปลื้มเช่นกันครับ”
“เพราะแกไม่เคยเปิดใจ”
“พยายามแล้วครับ แต่เธอทำตัวน่าเบื่อเกินไป”
“ทำตัวน่าสนุกนักนี่”
อี้เฉินหลุบตาลงต่ำถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง
“อยากจะพูดอะไรก็พูดมาเถอะครับ”
อี้หยางหรี่ตามองหลานชายอยู่ครู่หนึ่ง มือเหี่ยวย่นแตะเบาๆ ที่บ่ากว้างสามครั้ง
“ฉันรู้ว่าแกไม่ชอบเจียลี่ แต่แกควรจะไว้หน้าเธอบ้าง” อี้เฉินเงยหน้าขึ้นสบตาคุณปู่นิ่ง
“งั้นปู่ก็น่าจะรู้ว่าผมพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วจริงๆ”
“ยัง แกยังไม่ได้พยายามอะไรเลยด้วยซ้ำ”
“แล้วจะให้ผมทำอะไรได้อีก”
“เลิกข้องแวะกับเจินเจินซะ ไล่เธอออก…ทำได้หรือเปล่า”
“…”
แน่นอนว่าไม่ได้ แต่อี้เฉินไม่ได้พูดออกไปตามตรง เขาใช้ความเงียบเป็นคำตอบ ซึ่งปู่เองก็น่าจะเดาได้
“อย่าทำให้ตระกูลต้องอับอายขายขี้หน้าไปมากกว่านี้เลยอี้เฉิน ข่าวเรื่องเจียลี่ขับรถตกสะพานเพราะเห็นแกอยู่กับผู้หญิงคนอื่นนั่นก็มากเกินพอแล้ว ฉันหมดเงินไปตั้งเท่าไรกว่าจะปกปิดสิ่งที่แกทำไว้ เพราะฉะนั้น...ช่วยทำให้มันถูกต้องสักทีเถอะ”
“ผมว่าสิ่งที่ควรทำตอนนี้คือการแยกทางกับเจียลี่มากกว่านะครับ ไม่ใช่มาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างผม ต้นเหตุคือผมไม่ควรแต่งงานใช้ชีวิตกับเธอตั้งแต่แรก” อี้เฉินตาแดงก่ำ มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน การแต่งงานที่เขาควรได้เลือกคู่ครองด้วยตัวเองกลับถูกผู้หญิงคนนั้นพรากไปหมดสิ้นทุกอย่าง แม้แต่อิสระในการใช้ชีวิตก็ยังต้องถูกคุณปู่คอยบงการจับสายจูงเสมอ
“บางทีผมก็สงสัยนะครับ ผมหรือเธอกันแน่ที่เป็นหลานแท้ๆ ปู่ไม่เคยฟังเสียงผมเลยด้วยซ้ำ ดีแต่ช่วยในสิ่งที่ผมไม่ต้องการ”
อี้หยางตั้งท่าจะแก้ไขสิ่งที่หลานชายกล่าวออกมา ทว่าอีกฝ่ายไม่อยู่รอฟัง เรียวขายาวทั้งสองข้างก้าวฉับๆ ออกไปทั้งอารมณ์ขุ่นมัว อี้หยางส่ายหน้าช้าๆ ดูเหมือนว่าพูดอะไรออกไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์…
ตอนที่อี้เฉินเดินกลับเข้าบ้านก็เห็นเจียลี่นั่งรออยู่ที่โซฟา เธอเงยหน้ามองเขาพร้อมลุกขึ้นยืน ริมฝีปากบางคล้ายจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ในเวลานี้อี้เฉินไม่มีอารมณ์จะฟัง อย่าว่าแต่ฟังเลย แม้แต่หน้าก็ไม่อยากจะเห็นด้วยซ้ำ อี้เฉินเดินผ่านหน้าภรรยาราวกับเธอเป็นเพียงธาตุอากาศ
เจียลี่จึงโพล่งออกไป
“ขอโทษนะคะ พอดีฉันค่อนข้างสับสน ฉันอยากรู้ว่า เอ่อ…เราไม่ได้นอนห้องเดียวกันเหรอคะ” เพราะข้าวของในห้องของเธอไม่มีของเขาอยู่เลยสักชิ้น
อี้เฉินชะงักฝ่าเท้า เขาหลับตาลงช้าๆ รู้สึกได้ถึงเส้นเลือดข้างขมับที่พากันเต้นตุบๆ รับบทเป็นนางความจำเสื่อมงั้นสินะ เฮอะ!
อี้เฉินหน้าบึ้งตึงค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเจียลี่
“ไม่”
เจียลี่เม้มปาก กัดเบาๆ เพื่อเรียกสติ ในองศาการยืนของเราสองคนและระยะที่ค่อนข้างประชิด ทำให้เธอหายใจไม่คล่องนัก...
“งั้น…ก่อนหน้านี้เราทะเลาะกันหรือเปล่าคะ ทำไมฉัน…”
“ไม่!” ไม่รอให้เธอพูดจบอี้เฉินก็แทรกขึ้นมาเสียงแข็งเอาดื้อๆ เธอคิดว่าเขากำลังขึ้นเสียงใส่กันมากกว่า
“โอเค นอกจากเราจะไม่เหมือนคู่รักทั่วไปแล้ว ฉันก็ไม่เห็นถึงเหตุผลที่เราต้องอยู่บ้านเดียวกัน ทั้งที่คุณก็เอาแต่เย็นชาใส่กันแบบนี้ งั้นขอถามเราจะแต่งงานกันทำไม”
อี้เฉินยิ้มหยัน แขนทั้งสองข้างยกขึ้นกอดอก
“เลิกเล่นละครเถอะเจียลี่ ต้องให้บอกกี่ครั้งว่าฉันไม่หลงกลลูกไม้ตื้นๆ เรื่องการแต่งงานก็อย่าพูดเหมือนว่าฉันเป็นฝ่ายต้องการ ทั้งที่ทุกอย่างมันเป็นมารยาของเธอ”
เจียลี่เริ่มจะหัวอุ่นขึ้นมานิดๆ กับวาจาร้ายกาจ เธอจะไปตรัสรู้ได้ยังไงกันในเมื่อเธอไม่ใช่คุณหนูเจียลี่เมียแสนอาภัพของเขานี่! และบอกตามตรง ความรู้สึกที่เด่นชัดสุดในตอนนี้คือไม่ชอบ ไม่ชอบขี้หน้าไอ้หมอนี่เอาซะเลย คิดว่าตัวเองหล่อมากมั้ง…ก็หล่อแหละในระดับหนึ่ง แต่ขอโทษทีเถอะอะไรคือการมากล่าวหาคนอื่นเล่นละคร!
บอกไปเลยดีมั้ยว่าเธอไม่ใช่เมียของเขา? ไม่ดีแน่ๆ ดูทรงแล้วเขาต้องหาว่าเธอสติฟั่นเฟือน ไม่ก็ปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อเรียกร้องความสนใจ
เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ มุมปากบางยกยิ้มเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่อี้เฉินจะไม่มีวันได้เห็น เพราะเธอยิ้มในใจน่ะ… เรื่องราวคร่าวๆ ที่ได้รับรู้จากแม่บ้านเฟ่ย หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัวบ่งชัดว่าเจ้าของร่างไม่ใช่ไก่กา ดูท่าแล้วน่าจะอยู่ในระดับบิ๊กบอส ทั้งมีคุณปู่อี้หยางคอยสนับสนุน การันตีได้ว่าเธอคนนี้ไม่ธรรมดา ก็แค่ผู้ชายปากร้ายห่วยๆ มีดีที่เบ้าหน้าฟ้าประทานแล้วยังไงล่ะ เธอไม่ทนอยู่ด้วยหรอกนะ ชีวิตมีอะไรให้ต้องทำอีกเยอะ อย่างน้อยในตอนนี้เธอไม่ได้เป็นมะเร็งอีกแล้ว สิ่งต่างๆ ที่อยากจะทำแน่นอนว่าเธอไม่เคยล้มเลิก พอคิดได้เช่นนั้นเจียลี่ก็ยืดอกตัวตรง แพขนตาหนากะพริบขึ้นลงช้าๆ ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยแน่วแน่ และแฝงไว้ด้วยความถือดี
ชีวิตสงบสุขเท่านั้นที่เธอต้องการ...
“งั้นเรามาหย่ากันเถอะ”
คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำนั้นหลุดจากปากเจียลี่ เท่าที่จำความได้เธออดทนมาโดยตลอด ไม่ว่าเขาจะเย็นชา หรือหมางเมินใส่กันแค่ไหนก็ตาม
อี้เฉินกวาดตามองหญิงสาวตรงหน้าพยายามมองหาสิ่งผิดสังเกต ไม่ว่าจะแววตาหรือด้วยสีหน้าที่จริงจัง เธอปรารถนาเช่นนั้นจริงๆ หรือเพียงแค่แกล้งทำกันแน่
หากเป็นเช่นนั้นเธอต้องเสียใจที่เอ่ยปากออกมา เพราะอย่าหวังว่าเขาจะเหนี่ยวรั้ง
“ได้ ถ้าเธอต้องการ”
เช้าวันรุ่งขึ้นอี้เฉินตามทนายมาที่บ้าน แม่บ้านเฟ่ยขึ้นไปตามเจียลี่ลงมาข้างล่างตามคำสั่งของอี้เฉิน ตอนนั้นเองที่หัวคิ้วของอี้เฉินขมวดเล็กน้อย ขอบตาเจียลี่ยังคงปกติไม่ได้บวมช้ำผ่านการร้องห่มร้องไห้อย่างที่คาดเดาไว้ ตรงกันข้ามดวงตาคู่นั้นดูเปล่งประกาย มีวูบหนึ่งที่เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อน…
ช่างหัวเถอะ วันนี้ฟ้าเปิดทางแล้ว เขาไม่อยากเก็บเรื่องของเธอมาคิดให้ปวดหัวอีก ทนายความอธิบายรายละเอียดและทรัพย์สินในส่วนที่ต้องแบ่งกัน บ้านหลังนี้เดิมทีเป็นของขวัญวันแต่งงานที่คุณปู่มอบให้ อี้เฉินใจกว้างไม่ขอรับไว้ และยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจียลี่ ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้คัดค้านยินดีรับไว้ด้วยความเต็มใจ นอกจากจะยกบ้านให้แล้ว เขายังมอบเงินจำนวนหนึ่งให้อีกด้วย พออ่านถึงตรงนี้เจียลี่เริ่มแปลกใจเล็กน้อย เขากำลังดูถูกกันอยู่หรือเปล่า ในเมื่อตระกูลลี่ร่ำรวย เงินเล็กน้อยจากอี้เฉินแทบไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ แม่บ้านเฟ่ยกับครอบครัวยังคงทำงานให้เจียลี่เหมือนเดิม ในเอกสารบอกว่าคนจ่ายเงินเดือนจะยังเป็นอี้เฉิน แล้วจะเรียกว่าตัดขาดกันได้เหรอในเมื่อเขายังมีส่วนเกี่ยวข้องการจ่ายเงินเดือนให้แม่บ้านของเธออยู่!?
อี้เฉินนั่งไขว่ห้างเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างผ่อนคลาย สายตาเย็นชาไร้ความรู้สึกตอนที่บรรจงเซ็นชื่อในใบหย่า
ทว่าเจียลี่ยังคงคาใจ
“คุณไม่จำเป็นต้องออกเงินส่วนของแม่บ้านก็ได้นี่คะ ในเมื่อเราหย่ากันแล้ว ฉันจะเป็นคนจัดการเอง”
“ไม่ดีหรือไง ไม่ต้องออกเงินเองน่ะ”
“หรือว่าคุณปอกลอกฉันไปหมดแล้ว?” เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบาฟังให้ดีคล้ายคำอุทานลอยๆ เสียมากกว่า แต่ไม่อาจรอดพ้นไปจากการได้ยินของอีกฝ่าย
ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงเฉียบพลัน
“เพี้ยนไปแล้วหรือไง!”
“ฉันก็แค่สงสัย...แต่ก็เอาเถอะ แล้วแต่คุณแล้วกัน” เจียลี่ลอบเบ้ปาก ในเมื่ออยากอวดว่าตัวเองร่ำรวยขนาดนั้นก็เชิญตามสบาย เธอไม่สนอยู่แล้ว ขอเพียงแค่เป็นอิสระจากชีวิตคู่ที่ไร้ความสมดุลก็เพียงพอแล้ว
“ถ้าไม่มีอะไรข้องใจก็รีบเซ็นเถอะ ฉันจะไปแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างไร้เยื่อใย หากเป็นคนที่เคยอยู่กินกันมานานถึงสองปีคงร้องไห้เสียใจกับการกระทำไม่แยแสของสามี นับว่าโชคดีที่เจียลี่ไม่มีความทรงจำ หรือผูกพันกับชายคนนี้
“แล้วคุณปู่…”
“ฉันเคลียร์เอง”
ก็ดี…เจียลี่พยักหน้าช้าๆ ริมฝีปากขบเม้มเข้าหากันเล็กน้อย จากนั้นก็ตวัดลายเซ็นไปบนเนื้อกระดาษสีขาวนวลอย่างใจเย็น
อี้เฉินรู้สึกวูบไหวในอกเล็กน้อย เหมือนเรื่องหนักหนาในชีวิตได้พากันกระโดดลงจากบ่ากว้างที่ต้องแบกรับความหนักอึ้งมาอย่างยาวนาน พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเจียลี่นั่งอมยิ้ม เธอดูไม่เหมือนเจียลี่คนเดิมที่เขารู้จัก… พอรู้ว่าถูกจ้องรอยยิ้มนั้นก็หายวับไปกับตา อี้เฉินส่งเสียงครางประชดเบาๆ ในลำคอ
เอาเถอะ ต่อไปนี้ก็ขอให้เธอโชคดีกับชีวิตใหม่แล้วกันเจียลี่…