Masuk“เจ้าคะ? แต่ที่สวยยามนี้เริ่มร้อน...”
“ช่างประไร บอกเขาว่า...” ซูหนิงเอ๋อเดินกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้
“ข้ายังไม่ว่าง” ชิงเยว่เบิกตากว้างอีกครั้ง
“แต่คุณหนูเจ้าคะ จะให้คุณชายกู้นั่งรอที่สวนร้อนๆ แบบนั้น...”
“ข้ารู้”
“ถ้าเช่นนั้น...”
“ให้เขารอที่สวนตามที่ข้าบอก อ้อ...ไม่ต้องเสิร์ฟน้ำชา ข้าจะเอาไปให้เขาเอง” คำตอบนั้นทำให้สาวใช้ทั้งสองคนมองหน้ากันเพราะตั้งแต่หมั้นหมายกับกู้เหวินเฉิงมา ซูหนิงเอ๋อไม่เคยปล่อยให้เขารอแม้แต่ครั้งเดียวและไม่เคยให้เขาต้องลำบากสักเพียงนิดกับการนั่งรอนาง
แต่วันนี้...นางกลับบอกให้เขารอในที่ๆ แดดร้อนแบบนั้น ซูหนิงเอ๋อหลับตาลงช้าๆ ในหัวของนางมีแต่ภาพของบุรุษที่ยืนมองนางถูกกรอกยาพิษเคียงข้างชู้รัก ชาติที่แล้วนางเคยรอเขารอให้เขามาเข้าหอ รอให้เขาช่วย รอให้เขาเห็นคุณค่าของนางแต่จนถึงวันที่นางตาย...เขาก็ไม่เคยทำ
“กู้เหวินเฉิง” ริมฝีปากของนางขยับเบาๆ
“ครั้งนี้ เจ้าจะได้รู้บ้างว่า...” ดวงตาของหญิงสาวเปิดขึ้นเต็มไปด้วยความเย็นชา
“การเป็นฝ่ายรอผู้อื่นมันรู้สึกเช่นไร”
ผ่านไปครึ่งชั่วยามสาวใช้คนเดิมก็รีบวิ่งกลับเข้ามาอีกครั้ง
“คุณหนูเจ้าคะ!”
“อะไรอีก”
“คุณชายกู้บอกว่า...หากคุณหนูไม่ออกไปพบ เขาจะมาพบท่านถึงเรือนเจ้าค่ะ” ซูหนิงเอ๋อหัวเราะในลำคอ นั่นสินะกู้เหวินเฉิงเป็นคนเช่นนี้ เขาไม่เคยชอบให้ใครขัดใจ ในชาติที่แล้วนางไม่เคยเห็นนิสัยด้านนี้ เพราะนางยอมเขาทุกอย่าง แต่ชาตินี้...นางจะทำให้เขารู้ว่าเซียวหนิงเอ๋อคนเดิมตายไปแล้ว
“ให้เขาเข้ามา”
“เจ้าค่ะ”
ไม่นานนักเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากด้านนอก หัวใจของซูหนิงเอ๋อกระตุกวูบแม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อเห็นบุรุษในชุดสีฟ้าเดินผ่านประตูเข้ามา...มือของนางก็เย็นเฉียบ กู้เหวินเฉิงเขายังมีชีวิตอยู่ยังหนุ่มแน่น ยังมีใบหน้าหล่อเหลาที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้นางหลงใหลและยังมีรอยยิ้มอ่อนโยนแบบเดิม รอยยิ้มที่นางเคยคิดว่าอบอุ่น แต่วันนี้...ซูหนิงเอ๋อเห็นเพียงใบหน้าของคนที่เคยยืนมองนางตาย
“หนิงเอ๋อ” เสียงของเขาอ่อนโยนเหลือเกิน
“เหตุใดวันนี้จึงให้ข้ารอนานถึงเพียงนี้ ในสวนร้อนก็ร้อน น้ำชาสกถ้วยก็ไม่มี” หากเป็นเมื่อก่อน นางคงรีบขอโทษเขาแต่วันนี้ซูหนิงเอ๋อกลับยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ข้าให้ท่านรอแล้วอย่างไร” รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้เหวินเฉิงแข็งค้างไปชั่วขณะ
“หนิงเอ๋อ...เจ้าพูดอะไร” ซูหนิงเอ๋อวางถ้วยชาลง เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของนางสงบนิ่ง
“ข้าถามว่าท่านรอข้าแล้วอย่างไร” กู้เหวินเฉิงขมวดคิ้ว
“เจ้ากำลังโกรธข้าอยู่หรือ”
“ข้าจะโกรธท่านเรื่องอะไรเล่า”
“เช่นนั้นเหตุใดวันนี้เจ้าจึงแปลกไป” ซูหนิงเอ๋อยิ้มบางๆ นางอยากตอบเขาเหลือเกินว่าเพราะนางตายไปแล้วครั้งหนึ่ง เพราะนางรู้แล้วว่าใต้ใบหน้าอ่อนโยนของเขาซ่อนความโหดเหี้ยมเอาไว้เพียงใด เพราะนางรู้ว่าอีกสามเดือนข้างหน้า...บุรุษตรงหน้าจะขายนางให้ชายคนอื่น
แต่ไม่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา นางต้องใจเย็นต้องรู้ให้ได้ว่าในชาติที่แล้ว เขาวางแผนอะไรเอาไว้บ้าง
“ข้าเพียงรู้สึกว่า...” ซูหนิงเอ๋อหยุดเล็กน้อย ก่อนยิ้มให้เขา
“บางทีที่ผ่านมา ข้าอาจตามใจท่านมากเกินไปหน่อย” ดวงตาของกู้เหวินเฉิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาจ้องมองนางราวกับกำลังพยายามค้นหาว่ามีบางอย่างผิดปกติแต่เพียงครู่เดียว รอยยิ้มอ่อนโยนก็กลับมาอีกครั้ง
“หนิงเอ๋อ” เขาเดินเข้ามาใกล้
“ผู้ใดทำให้เจ้าไม่สบายใจหรือ” คำพูดอ่อนโยน น้ำเสียงห่วงใย ทุกอย่างเหมือนเดิม หากเป็นซูหนิงเอ๋อคนก่อน นางคงเชื่อไปแล้ว แต่หญิงสาวในตอนนี้เพียงมองเขาแล้วนึกถึงคำพูดในชาติที่แล้ว
ส่วนเจ้า...ก็เป็นเพียงหมารับใช้ตัวหนึ่ง
ความเกลียดชังแล่นขึ้นมาในอกแต่นางยังยิ้ม
“ไม่มีใคร”
“เช่นนั้นก็ดี” กู้เหวินเฉิงยื่นมือออกมาเหมือนจะจับมือนาง แต่ซูหนิงเอ๋อกลับชักมือหนีโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศในห้องพลันเงียบลง มือของเขาค้างอยู่กลางอากาศซูหนิงเอ๋อเองก็ชะงัก นางลืมไปว่า...ในเวลานี้ นางยังรักเขาอยู่ อย่างน้อยก็ในสายตาของทุกคนหากเปลี่ยนไปมากเกินไป เขาจะต้องสงสัย หญิงสาวจึงรีบลดสายตาลง
“เรื่องอื่นข้ายอมเจ้าได้ แต่เรื่องนี้ไม่มีทาง”“หากหม่อมฉันอยากเดินเล่นในสวนล่ะเพคะ?”“ข้าจะไปกับเจ้า”“หากหม่อมฉันอยากกินขนมตอนกลางคืน?”“ข้าจะให้ห้องครัวทำให้”“หากหม่อมฉันอยากกินของที่ห้องครัวไม่มี?”“ข้าจะให้คนออกไปหามา” นางจ้องเขา ก่อนหัวเราะจนไหล่สั่น“ท่านอ๋อง ทรงตามใจหม่อมฉันถึงเพียงนี้ ระวังลูกคนนี้จะเอาแต่ใจเหมือนพระองค์นะเพคะ” เซียวเฉิงเย่ยกคิ้ว“หากเหมือนข้า อย่างน้อยก็ต้องรู้จักปกป้องคนที่ตนรัก” เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนก้มลงแนบหน้าผากกับหน้าผากของนาง“แต่หากเหมือนเจ้า ก็คงฉลาดจนทำให้ข้าปวดหัวตั้งแต่ยังพูดไม่ได้” ซูหนิงเอ๋อยกมือทุบอกเขาเบาๆ ขณะที่เสียงหัวเราะของทั้งสองดังขึ้นพร้อมกันนอกหน้าต่าง แสงตะวันสุดท้ายของวันค่อยๆ ลับหายไป ทว่าภายในเรือนกลับสว่างไสวด้วยโคมไฟและความสุขที่ไม่มีสิ่งใดมาพรากไปได้ง่ายๆ อีกแล้วคืนนั้น หลังจากซูหนิงเอ๋อหลับไปแล้ว เซียวเฉิงเย่ยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง เขามองใบหน้าสงบของภรรยา ก่อนค่อยๆ วางฝ่ามือลงบนหน้าท้องของนางอย่างแผ่วเบา“เจ้าตัวเล็ก...” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงที่แม้แต่ตนเองยังไม่คุ้นเคย“พ่อไม่รู้ว่าเจ้าจะเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง แต่พ่อสัญญาว
เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน ฤดูร้อนค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ต้นท้อในจวนอ๋องผลัดใบจนเหลือเพียงกิ่งก้าน ทว่าภายในเรือนกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นเช้าวันหนึ่ง ซูหนิงเอ๋อตื่นขึ้นมาพร้อมอาการคลื่นไส้ นางเพิ่งจิบชาร้อนไปได้ไม่กี่คำก็ต้องรีบวางถ้วยลง ชิงเยว่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้ามาประคอง“พระชายา ทรงเป็นอะไรไปเพคะ? หรือเมื่อคืนทรงพักผ่อนไม่เพียงพอ?”“ข้าเองก็ไม่รู้ ช่วงนี้ข้าเหนื่อยง่าย ทั้งยังไม่ค่อยอยากอาหาร” ชิงเยว่ขมวดคิ้ว ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาของนางพลันเบิกกว้าง“พระชายา...ประจำเดือนของพระองค์คราวนี้มาหรือยังเพคะ?” ซูหนิงเอ๋อชะงักไปทันที นางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ส่ายหน้าชิงเยวยกมือปิดปาก แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น“เช่นนั้นหม่อมฉันจะรีบไปเชิญท่านหมอเดี๋ยวนี้เพคะ!”“ชิงเยว่ อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป บางทีอาจเป็นเพียงเพราะช่วงนี้ข้าพักผ่อนไม่พอเท่านั้น” ถึงจะกล่าวเช่นนั้น แต่เมื่ออยู่ตามลำพัง ซูหนิงเอ๋อกลับอดยกมือขึ้นแตะหน้าท้องของตนเองไม่ได้ ความคิดหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจเป็นไปได้หรือไม่...ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หมอประจำจวนก็เดินทางมาถึง เขาตรวจชีพจรให้นางอย่างละเอียด ก่อ
สามวันหลังจากเหตุการณ์ในศาลาร้าง จวนอ๋องเซียวเฉิงเย่ก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ทว่าความสงบครานี้มิได้เกิดจากการที่ทุกคนลืมเรื่องราวที่ผ่านมา แต่เป็นเพราะคนที่คิดก่อการร้ายถูกจับกุมจนหมดสิ้นจากการสอบสวน ชายชุดเทามีนามว่าเย่ฉางเฟิง เป็นผู้ที่ยังคงภักดีต่อเศษซากอำนาจของตระกูลเย่ที่ถูกเนรเทศ เขาลอบเข้ามาในเมืองหลวงหลายเดือนก่อนเพื่อวางแผนกำจัดเซียวเฉิงเย่ โดยเชื่อว่าหากท่านอ๋องสิ้นพระชนม์ กองกำลังที่อยู่ภายใต้อำนาจของเขาจะต้องแตกกระจาย และความลับเกี่ยวกับคดีเก่าของตระกูลเย่จะถูกฝังไปตลอดกาลส่วนหลินเยว่หรู แม้จะมิใช่ผู้วางแผนทั้งหมด แต่นางก็รู้เห็นและยินยอมช่วยเหลือ เพราะความทะเยอทะยานและความริษยาบังตาท้ายที่สุด นางถูกส่งตัวไปยังศาลหลวงเพื่อรับโทษตามความผิดที่ตนก่อ ส่วนเย่ฉางเฟิงและผู้สมรู้ร่วมคิดถูกสอบสวนขยายผลต่อไป หลักฐานที่รวบรวมได้ทำให้คดีเก่าซึ่งถูกปิดบังมานานเริ่มปรากฏแสงสว่าง เซียวเฉิงเย่จึงไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเงาของผู้ที่คิดสังหารตนเองอีกต่อไปเมื่อทุกอย่างคลี่คลาย เขากลับมาที่เรือนของซูหนิงเอ๋อในยามเย็นเช่นเคยนางกำลังนั่งอยู่ใต้ต้นท้อ อ่านบัญชีรายรับรายจ่ายของจว
ชายชุดเทาก้าวเข้ามาใกล้ น้ำเสียงเย็นเยียบราวกับกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่ง“พรุ่งนี้เจ้าจงหาข้ออ้างไปพบเซียวเฉิงเย่ อ้างว่าเจ้ารู้สึกไม่สบายใจที่พระชายาซูหมดสติ และต้องการช่วยสืบหาคนร้าย เมื่อเขาเห็นว่าเจ้าเป็นประโยชน์ บางทีเขาอาจลดความระแวงลงบ้าง” หลินเยว่หรูหัวเราะอย่างขมขื่น“ท่านคิดว่าท่านอ๋องจะเชื่อข้าหรือ? วันนี้ข้าเพิ่งปรากฏตัวในสวน พระชายาซูก็หมดสติทันที ต่อให้ข้าไม่ใช่คนลงมือ คนทั้งจวนก็คงสงสัยข้าไปแล้ว”“เช่นนั้นเจ้าก็ต้องทำให้พวกเขาเชื่อว่าเจ้าเองก็เป็นเหยื่อ!” ชายชุดเทากดเสียงต่ำลง ก่อนยื่นมือออกมาตรงหน้านาง“เอาของที่ข้าให้เจ้าออกมา” หลินเยว่หรูชะงัก มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำห่อผ้าแน่นขึ้น“ท่านจะเอาคืนหรือ?”“ข้าต้องตรวจสอบบางอย่าง”“ไม่!” นางปฏิเสธทันที ก่อนจะรู้ตัวว่าตนตอบเร็วเกินไป จึงรีบผ่อนน้ำเสียง“ข้าหมายถึง...ของชิ้นนี้สำคัญต่อแผนการของเราไม่ใช่หรือ หากท่านเอาคืนไป แล้วข้าจะทำอย่างไรต่อ?” แววตาของชายชุดเทาเปลี่ยนเป็นเย็นชา“หลินเยว่หรู เจ้าคิดว่าตนเองยังมีสิทธิ์ต่อรองกับข้าอีกหรือ?”“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!”“ถ้าเช่นนั้นก็เอามา!” เขายื่นมือเข้าคว้าแขนเ
ค่ำคืนมาเยือนอย่างเงียบงัน ภายในจวนอ๋อง แสงโคมตามระเบียงค่อยๆ ดับลงทีละดวง เหลือเพียงแสงสลัวจากโคมหน้าประตูเรือนรับรองและเสียงลมพัดผ่านยอดไม้เป็นระยะหลินเยว่หรูนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง นางเปลี่ยนเป็นชุดสีเข้มเรียบง่าย เส้นผมเกล้าไว้อย่างหลวมๆ บนโต๊ะมีเพียงปิ่นไม้หนึ่งอันกับถ้วยชาที่ยังไม่ได้แตะต้อง นางมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองแดง หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอก พระชายาซูหมดสติไปแล้วจริงหรือหากเซียวเฉิงเย่รู้ว่านางเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ต่อให้เขาเคยมีไมตรีต่อนางมากเพียงใด ก็คงไม่มีวันปล่อยนางไปง่ายๆแต่หากนางไม่ไปพบชายชุดเทา อีกฝ่ายย่อมคิดว่านางกำลังทรยศต่อข้อตกลงหลินเยว่หรูหลุบตาลง มือลูบห่อผ้าที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อโดยไม่รู้ตัวในที่สุด นางก็ลุกขึ้น เปิดประตูออกไปอย่างระมัดระวัง“คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ?” สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกเอ่ยถามด้วยความสงสัย หลินเยว่หรูชะงักเพียงชั่วอึดใจ ก่อนตอบเสียงเรียบ“ข้านอนไม่หลับ อยากออกไปเดินรับลมสักครู่ เจ้าไม่ต้องตามมา”“แต่ว่า...”“ข้าบอกว่าไม่ต้องตามมา!” น้ำเสียงที่แข็งกร้าวทำให้สาวใช้ก้มหน้าลงทันที หลินเยว่หรูไม่เสียเวลาพูดต่อ น
เมื่อถึงตำหนัก หมอหลวงก็รีบเข้ามาตรวจอาการทันที เซียวเฉิงเย่ยืนอยู่ข้างเตียง ไม่ยอมถอยห่างแม้แต่ก้าวเดียว ขณะที่ชิงเยว่ยืนตัวสั่นอยู่ไม่ไกล ดวงตาแดงก่ำด้วยความกังวล ผ่านไปครู่ใหญ่ หมอหลวงจึงถอนเข็มเงินออกจากข้อมือของซูหนิงเอ๋อ ก่อนค้อมกายลงอย่างระมัดระวัง“ทูลท่านอ๋อง พระชายามีอาการคล้ายได้รับพิษพ่ะย่ะค่ะ แต่พิษยังไม่แสดงอาการรุนแรงนัก กระหม่อมจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมจึงจะระบุได้ว่าเป็นพิษชนิดใด”“พิษ?” เสียงของเซียวเฉิงเย่เย็นลงทันที“เจ้าหมายความว่ามีคนวางยานาง?” หมอหลวงก้มหน้าต่ำ“กระหม่อมยังไม่กล้ายืนยันพ่ะย่ะค่ะ แต่จากอาการในขณะนี้ มีความเป็นไปได้สูง” ภายในห้องพลันเงียบงันเซียวเฉิงเย่กำหมัดแน่น เส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“ตรวจให้ละเอียดที่สุด หากต้องใช้ยาหรือสมุนไพรชนิดใด ให้ไปนำมาทันที ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด ข้าต้องการให้นางปลอดภัย”“กระหม่อมรับบัญชา!” หมอหลวงรีบถอยออกไปจัดยา เซียวเฉิงเย่นั่งลงข้างเตียง เอื้อมมือไปจับมือของซูหนิงเอ๋อไว้ ปลายนิ้วของนางเย็นกว่าปกติ เขาจึงประคองมือทั้งสองข้างของนางไว้ในฝ่ามือตนเอง ราวกับต้องการถ่ายทอดความอบอุ่นทั้งหมดให้นาง“หนิง







