LOGINนับตั้งแต่วันที่หวังซีซวนได้เจอกับเซี่ยฟาน เขาก็ทดสอบจิตใจและความอดทนของเซี่ยฟานตลอดเวลา เซี่ยฟานนั้นเดิมทีไม่ค่อยมีปากมีเสียงอะไร เวลาโดนหวังซีซวนแกล้ง เขาก็นิ่งเงียบไม่ตอบโต้ ครั้นเจอหวังซีซวนดื้อ เอาแต่ใจ เขาก็ใจเย็นรอคอยและทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จ เซี่ยฟานปลอบใจตนเองว่าอย่างน้อยที่นี่ก็ดีกว่ามาก
แต่สิ่งที่เขาคิดกลับเป็นแค่เพียงฉากหนึ่งที่ได้เห็นในเวลานั้น สถานที่เงียบสงบเริ่มกลับมาครึกครื้น เซี่ยฟานได้เห็นคนรุ่นเดียวกันมากมายในสำนัก คุณชายทั้งเจ็ด ลูกศิษย์ คนรับใช้ คนงาน ความวุ่นวายก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ
แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้รู้ว่า ที่นี่ก็ไม่ต่างจากนรกขุมเดิม แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เขาก็มีความหวังอยู่เสมอ เซี่ยฟานเรียนรู้จากสองพี่น้องคู่นั้นว่าต้องทำงานแล้วเก็บหอมรอมริบ จากนั้นไถ่ถอนตัวเอง เขาก็จะได้เป็นอิสระ
เขาอดทนกับความเอาแต่ใจของหวังซีซวนมาได้สองเดือน แล้วก็ได้รู้ว่าหวังซีซวนเป็นคนที่อ่อนแอสุดในบรรดาคุณชายทั้งเจ็ด รวมถึงลูกศิษย์หลายสิบคนของหวังเฉิงเย่
สำนักตระกูลหวังเป็นสถานที่ฝึกวิชาสร้างขึ้นใหม่ เติบโตอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงแค่สิบปีด้วยฝีมือของหวังเฉิงเย่ แต่ละวันคุณชายและลูกศิษย์ต่างฝึกหนัก เนื้อตัวได้แผลไม่เว้นวัน แต่ก็ยังไม่วายชอบมารังแกหวังซีซวนอยู่เรื่อย
“หวังซีซวน เจ้าน่ะ มีสิทธิ์อะไรถึงไม่ต้องฝึกอย่างพวกข้า” คุณชายหกถามเขาพร้อมง้างมือหมายจะตีหัวของหวังซีซวน
เซี่ยฟานเห็นดังนั้นจึงเอาตัวเข้ามาขวาง
“เจ้านี่ หาเรื่องใส่ตัว?” คุณชายหกตวาดใส่เขาแล้วผลักเซี่ยฟานออกไป กำลังง้างมือทุบหวังซีซวนอีกรอบ เซี่ยฟานลุกขึ้นพยายามวิ่งเข้ามาแต่ถูกมือข้างหนึ่งของคนที่ตัวใหญ่กว่าดึงเอาไว้
“พี่สี่!” เสียงของคุณชายหกดังขึ้น หลบสายตาเขา
“เฮอะ เรื่องแค่นี้ยังจัดการไม่ได้ แล้วจะเอาชนะเจ้าสามได้เช่นไร” คุณชายสี่เยาะเย้ยเขา วันนี้อารมณ์ดีจึงมาดูน้องต่างมารดาทั้งสองคนทะเลาะกัน
“ก็เจ้าทาสนี่มาขวางข้า” เขาพยายามโบ้ยความผิดให้เซี่ยฟาน
“ขวางแล้วอย่างไร แค่ทาสคนเดียว จัดการไม่ได้รึ” คุณชายสี่มองเซี่ยฟานด้วยหางตา
คุณชายหกไม่รอช้า เห็นว่าพี่สี่ของเขาจับตัวเซี่ยฟานเอาไว้ จึงเริ่มลงมือกับหวังซีซวน ไม่อย่างนั้นแล้ว คนที่จะโดนทุบตีคงจะเป็นเขาอย่างแน่นอน
ระบบการปกครองภายในสำนักตระกูลหวังนั้น แตกต่างจากสำนักอื่น ๆ คือ ไม่ว่าจะเป็นบุตรของเขาหรือลูกศิษย์ย่อมมีค่าเท่ากัน แต่ละวันล้วนต้องต่อสู้กันเองเพื่อฝึกฝนอย่างเคร่งครัดและทำคะแนนให้ตนเองอยู่ระดับที่สูงกว่าเดิม คนที่แข็งแกร่งที่สุดย่อมเป็นผู้อยู่รอด
เซี่ยฟานที่เห็นหวังซีซวนโดนทุบตีก็แปลกใจ ตอนอยู่กับเขาดูไม่เหมือนคนที่จะยอมใครง่าย ๆ แต่พอเห็นสภาพของเขาแล้วก็นึกถึงคู่พี่น้องสองคน เซี่ยฟานสะบัดข้อมือให้หลุดจากเงื้อมมือของคุณชายสี่ แล้ววิ่งไปกอดหวังซีซวนเอาไว้ ยอมโดนคนอื่นทำร้ายอีกคราเพื่อปกป้องเจ้าเด็กน้อยเอาแต่ใจ
หลังจากที่คนเหล่านั้นพอใจแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไป เซี่ยฟานนำยามาทาแผลให้หวังซีซวนอย่างอ่อนโยน
“เจ้าเข้ามายุ่งทำไม” เขาทำเสียงฮึดฮัด ในใจเริ่มลังเลว่าเซี่ยฟานไม่เหมือนคนอื่น ๆ แต่ก็ยังไม่อยากยอมรับใครง่าย ๆ เพราะทุกคนที่เข้ามาที่นี่ ย่อมต้องหวังผลประโยชน์ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
เซี่ยฟานไม่ตอบอะไร ยังคงทายาให้หวังซีซวนเงียบ ๆ
“เซี่ยฟาน ข้าพูดกับเจ้าอยู่” เสียงเล็ก ๆ เริ่มหงุดหงิด
“ข้ามีหน้าที่ดูแลคุณชายขอรับ”
“แต่ทำแบบนั้น เจ้าจะตายได้นะ” หวังซีซวนสงสัย “ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอะไรกับเจ้ากันแน่”
วันต่อมาเรื่องราวแบบเดิมยังคงเกิดขึ้นวนเวียน ไม่เจอฤทธิ์ของคุณชายหก ก็จะเจอคุณชายรอง หรือไม่ก็คุณชายใหญ่ ชีวิตของหวังซีซวนไม่ง่ายเลย แต่ถึงแม้ว่าเขาจะอ่อนแอที่สุด เขาก็เป็นคนที่ฉลาดที่สุดเช่นกัน
และเมื่อได้เห็นว่าเซี่ยฟานปฏิบัติกับตนเช่นไร เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าไม่มีพิษภัย ไม่ได้เป็นคนของใคร ไม่ได้หวังประโยชน์อะไรจากเขา
“เซี่ยฟาน เจ้ามานี่สิ” หวังซีซวนหยิบยาตลับหนึ่งออกมาแล้วทาแผลให้เซี่ยฟาน
“คุณชายทำอะไรหรือขอรับ ข้าทาเองได้” เซี่ยฟานตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขา เด็กน้อยเอาแต่ใจวันนี้ดูเป็นเด็กน้อยที่น่ารักอย่างไรอย่างนั้น
“ข้าจะทายาให้เจ้า อยู่นิ่ง ๆ” เขาแตะยาจากตลับแล้วป้ายบนใบหน้าของเซี่ยฟาน แขน ขา ลำตัวทีละนิด “สภาพเจ้า ดูไม่ได้เลย” หวังซีซวนส่ายหน้าถอนหายใจ ร่างกายของเขาไม่เป็นอะไรมากก็เพราะเซี่ยฟานช่วยเอาไว้
“ขอบคุณขอรับ”
“เซี่ยฟาน ที่ผ่านมา ข้าขอโทษ” หวังซีซวนเอ่ยขึ้น สายตามีความจริงใจซ่อนอยู่
“เรื่องอันใดหรือ” เซี่ยฟานกำลังงุนงงกับคำพูดของเขา แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีใครขอโทษเขาสักครั้ง
“ข้าแกล้งเจ้า อารมณ์เสียใส่ ทำให้เจ้าต้องถูกเจ้าพวกนั้นรังแกไปด้วย ข้าขอโทษจริง ๆ” เขาพาเซี่ยฟานไปนั่งที่โต๊ะแล้วพูดอย่างจริงจัง “สักวันหนึ่ง ข้าจะพาเจ้าหนีไปจากที่นี่”
“คุณชายหมายความว่าอย่างไร”
“เจ้าไม่อยากหรือ” หวังซีซวนคิ้วขมวด คนบ้าที่ไหนจะอยากอยู่ที่แบบนี้กัน
“ข้าเป็นทาส ทำงานเก็บอัฐไว้ได้ส่วนหนึ่งก็ไถ่ถอนตนเองได้นี่ขอรับ ไม่จำเป็นจะต้องหนีเสียหน่อย” เซี่ยฟานอธิบายสิ่งที่เขารู้มาให้หวังซีซวนฟัง
“เฮ้อ..” หวังซีซวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ต่อให้เจ้าเก็บอัฐกองเท่าภูเขาได้ เจ้าก็ไถ่ถอนตนเองไม่ได้หรอก คนที่จะออกไปจากสำนักได้ มีแต่คนที่หมดลมหายใจแล้วเท่านั้น” สีหน้าของหวังซีซวนไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจ เขามีแผนในใจแล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา จึงต้องยอมทำตัวเป็นคนอ่อนแอตามน้ำไปเพื่อไม่ให้ใครมายุ่งกับเขา แม้สถานการณ์จริงจะตรงกันข้ามก็เถอะ
“คนตายเท่านั้นหรือ” ราวกับแสงสว่างในใจของเซี่ยฟานเริ่มมอดลง สีหน้าเขาสลด ห่อเหี่ยวจนหวังซีซวนสังเกตได้
“ข้าถึงบอกเจ้าอย่างไรเล่า ว่าข้าจะพาเจ้าหนีไปด้วย ข้ากำลังพยายามอยู่ สักวันต้องสำเร็จแน่นอน เจ้าจะหนีไปกับข้าหรือไม่” หวังซีซวนถามเขาอีกครั้งให้แน่ใจ
“ไปขอรับ” หากจะมีวิธีใดที่หลุดพ้นไปได้ เซี่ยฟานย่อมไม่ลังเล
“แต่ตอนนี้ ต้องตามน้ำไปก่อน จำไว้ว่า ใครมารังแกก็ยอม ๆ ไปบ้าง ไม่เช่นนั้นเจ้าจะโดนหนักกว่าเดิม ข้าจะสอนวิธีซับแรงให้เจ้า อย่าได้บอกใครเชียวล่ะ” หวังซีซวนกระชิบเบา ๆ ไม่อยากให้ใครได้ยิน นั่นเป็นหนึ่งในวิชาทางฝั่งมารดาของเขาที่ทิ้งเอาไว้ให้ ไม่รวมวิชากลั่นยารักษาที่ทำให้อาการช้ำในหายไปในชั่วข้ามคืน
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นไม้ตายที่หวังซีซวนเก็บไว้ต่อรองกับบิดาของเขาเพื่อไม่ต้องเข้าฝึกเหมือนคุณชายคนอื่น ๆ
“แผลตรงนี้ ตรงนี้ แล้วก็ตรงนี้ สองวันก็หายแล้ว ถึงบาดแผลข้างนอกจะดูเจ็บหนัก แต่ข้างในร่างกายเจ้าจะแข็งแรงดี เจ้าไม่ต้องห่วง” หวังซีซวนภูมิใจในฝีมือกลั่นยาของตนเอง
“ขอบคุณขอรับ” เซี่ยฟานตอบเรียบง่าย ในหัวของเขากำลังคิดตามสิ่งที่หวังซีซวนพูด วันนี้ได้รู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมายเหลือเกิน
นับแต่นั้นมา หวังซีซวนก็เป็นฝ่ายติดเขางอมแงมราวกับว่าเซี่ยฟานเป็นพี่ชายคนหนึ่ง ยามอยู่ต่อหน้าคนอื่นก็แกล้งทำเป็นดุด่า พาลใส่เซี่ยฟาน แต่ลับหลังที่อยู่กันสองคนก็กลายเป็นเด็กน้อยน่ารัก
เซี่ยฟานเองก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าความสัมพันธ์แบบพี่น้องนั้นเป็นเช่นไร เขารู้แล้วว่าทำไมคู่พี่น้องสองคนนั้นถึงรักและดูแลปกป้องกัน
“ข้าจะดูแลคุณชายเอง” เซี่ยฟานลูบหัวเขาอย่างอ่อนโยน อย่างน้อย เขาก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
“ข้าพร้อมก็ได้ เจ้าอย่าร้องไห้นะ” เหลียนเฟินผุดลุกขึ้นโอบกอดรอบคอคนตรงหน้ากระซิบแผ่วเบา “ข้าอยากให้เจ้าหลั่งในกายข้าอีก เมื่อครู่มันไหลออกมาหมดแล้ว”รอยยิ้มมุมปากปรากฏบนใบหน้าที่มีน้ำตา พลันกระซิบเรียกอย่างอ่อนโยน “ฟูเหรินของข้า เหลียนเฟินของข้า”เช้าอีกเจ็ดวันต่อมาเสี่ยวหยุนพาเหลียนเฟินเข้าไปเดินเที่ยวเล่นที่ข้างในตลาดเหมือนอย่างเคย ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ฟูเหริน ท่านจำได้หรือไม่ว่าวันนี้สำคัญอย่างไร”“…” เหลียนเฟินครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแต่จำไม่ได้จึงส่ายหน้า“วันที่ท่านเจอข้ากำลังถูกเด็กที่โตกว่าทำร้ายอย่างไรเล่า ท่านซื้ออาหารให้ข้ากินด้วยนะ” แม้วันวานช่วงเยาว์วัยที่ผ่านมาจะเจ็บปวดแต่กลับนึกถึงได้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเพราะเวลานี้มีคนรักอยู่ข้างกาย“อืม…” เหลียนเฟินจำได้เป็นอย่างดี “เจ้าเอาแต่อ้อนวอนให้ข้าพาเจ้ากลับมาที่บ้านด้วย ไม่กลัวหรืออย่างไรว่าข้าจะจับเจ้าไปกิน”เสี่ยวหยุนหัวเราะร่า “เวลานั้น ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าอยากอยู่กับท่าน ข้าเหมือนได้เจอแสงสว่างในชีวิต”“อย่างนั้นหรือ” เขาเพิ่งรู้ว่าเด็กน้อยในวันวานคิดอย่างไรตอนที่เจอเขาครั้งแรก“เวลานี้ ท่านยังเป็นแสงสว่างที่ให้ความอบอุ่นแก่ข้า
สามเดือนต่อมาเช้าวันหนึ่งเสี่ยวหยุนมองเหลียนเฟินที่กำลังนอนหลับใหลในอ้อมกอดของเขา สายตาเต็มไปด้วยความรักท่วมท้นในใจก่อนจะพึมพำร่ายอาคมอย่างหนึ่งขึ้นมาพลันกรีดปลายนิ้วจนได้เลือดหยดหนึ่งหลอมรวมกับลูกกลมสีฟ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้เป็นวิชาที่เขาเพิ่งคิดค้นขึ้นมาได้แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกเสี่ยวหยุนตั้งชื่ออาคมนั้นว่า “พันธะวิญญาณ” อาคมที่สามารถผูกวิญญาณของพวกเขาทั้งสองไว้ด้วยกันในทุก ๆ ชาติ ไม่ว่าเหลียนเฟินจะเกิดเป็นผู้ใด อยู่ที่ไหน เขาจะรู้ได้ในทันที นับต่อจากนี้ไม่มีพรากจากลมหายใจของร่างบางในอ้อมกอดสัมผัสแผ่นอกกว้างของเขาเตือนสติให้รู้ตัว ล้มเลิกความคิดเช่นนั้น เสี่ยวหยุนยิ้มมุมปากพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วบีบอาคมนั้นให้แตกสลายไปริมฝีปากจุมพิตหน้าผากเรียกเหลียนเฟินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฟูเหรินของข้า”“อืม…” เหลียนเฟินยังคงงัวเงียพลันได้รับจุมพิตที่แก้ม โลมเลียลงลำคอ สัมผัสเรียวลิ้นร้อนชื้นดูดเม้มก่อนจะถูกใครบางคนคร่อมร่างกายท่อนบนเอาไว้“ฟูเหริน ท่านยังไม่ตื่นอีกหรือ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยอกล้อเหมือนอย่างเคยเสี่ยวหยุนยิ้มกว้างแล้วมุดเข้าไปข้างในผ้าห่ม เริ่มเกลี่ยล
“ฟูเหริน หากท่านหลับไป ข้าก็จะไม่ได้ยินเสียงท่านน่ะสิ” เสี่ยวหยุนเพิ่งคิดได้จึงถอนตัวออกมาชั่วขณะแล้วหมุนตัวเหลียนเฟินให้หันหน้ามาหาพลางอุ้มยืนขึ้นก่อนจะสอดใส่ส่วนขึงขังของตัวเองเข้าไปใหม่ “ฟูเหริน อย่าดิ้นสิ เดี๋ยวก็ตกลงมาหรอก”ครั้นถูกอุ้มลอยพื้น ขาสองข้างอ้ากว้างพาดบนท่อนแขนแกร่งของเสี่ยวหยุน จากที่จะหลับเมื่อครู่ก็ตื่นเต็มตารู้ตัวแล้วว่าคืนนี้คงไม่อาจหนีพ้นคนดื้อจนกว่าเขาจะพอใจ“เจ้าอย่าเดิน…” เหลียนเฟินโอบกอดคออีกฝ่ายเอาไว้เพราะกลัวตกแต่เสี่ยวหยุนกลับไม่ยอมหยุด “มันโดนตรงนั้น อือ… เจ้าจะออกไปไหนเสี่ยวหยุน” เขาถามทันทีที่เห็นอีกฝ่ายเปิดประตูออกกว้าง“อากาศยามค่ำคืนดียิ่งนัก ข้าจะพาท่านเดินเล่น” ทุกย่างก้าวทำให้ส่วนชูชันผลุบเข้าผลุบออกจนเหลียนเฟินครางกระเส่าไปด้วย “ข้าง… ข้างนอกไม่ได้นะ” ใบหน้าของเขาแดงขึ้นกว่าเดิมไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายจึงเล่นอะไรเช่นนี้ คิดในใจว่าผู้ใดเขาเดินเล่นกันอย่างนี้ ร่างกายเปลือยเปล่าทั้งคู่ ข้างล่างแนบแน่นติดกันไม่มีช่องว่าง อีกทั้งกลิ่นกามารมณ์ยังโอบฟุ้งรอบตัวเสี่ยวหยุนกระซิบบอก “ข้าร่ายอาคมปิดเรือน ไม่มีผู้ใดรู้หรอกว่าเราสองคนกำลังร่วมรักกัน”“ถึงอย่างน
เหลียนเฟินนอนนิ่งบนแผ่นอกของเขา ส่วนล่างกระตุกบีบแก่นกายที่ค้างอยู่ราวกับเชิญชวนจึงถูกพลิกตัวเป็นฝ่ายนอนใต้ร่างพลางโดนเสี่ยวหยุนจับขาสองข้างยกขึ้นแล้วขย่มสะโพกเป็นจังหวะ“ข้าเพิ่งจะ…อ๊ะ...” เหลียนเฟินไม่ทันได้พูดอะไรก็ต้องเม้มปากตัวเองอีกครั้ง มือสองข้างจับหมอนที่วางอยู่ ขยำจนผ้ายับยู่ยี่ ลมหายใจร้อนหอบถี่ ฟังแล้วยิ่งกระตุ้นให้อีกฝ่ายเกิดความต้องการอย่างยิ่งยวดแก่นกายที่ครูดเข้าออกเร่งขึ้นอย่างเร่าร้อนจนน้ำที่ปล่อยเอาไว้เมื่อครู่กระเซ็นเปรอะเปื้อน คนกระทำยิ้มมุมปากชอบใจยิ่งนักที่ได้เห็นร่องรอยของเขาบนตัวคนรัก เมื่อโพรงเนื้อโอบรอบจนมิดแน่นขนัดยิ่งเสียวซ่านจนตาเหลือกลอย “อือ… เหลียนเฟิน” ในใจวนเวียนแต่คำว่า อีกนิด ข้าขออีกนิดในขณะที่คนใต้ร่างแทบคุมสติตัวเองไม่อยู่ พึมพำแผ่วเบา “ข้าไม่ไหวแล้ว… อย่าเพิ่งขยับ”“จะให้ข้าหยุดจริงหรือ” เขาเอ่ยถามแต่ส่วนลับยังคงกระทุ้งเข้า ๆ ออก ๆ บดเบียดภายใน หยอกล้อเหลียนเฟินเพราะอยากเห็นสีหน้าแดงระเรื่อ สุขสม พลันวางขาทั้งสองข้างลงแล้วพลิกตัวเหลียนเฟินให้นอนคว่ำในพริบตาก่อนจะยกสะโพกเขาขึ้นเสี่ยวหยุนสอดใส่ส่วนล่างเข้าไปช่องทางหลังอีกครั้งจนท้องน้อยสัมผัส
“ข้าเพิ่งรู้ตัวว่าเสียเวลามามาก จากนี้ไปข้าจะชดใช้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างจนกว่าฟูเหรินจะพึงพอใจ” มือไม้สองข้างของเขาง่วนอยู่กับการถอดเสื้อผ้าให้คนตรงหน้าพลางกวาดสายตามองเรือนร่างไร้อาภรณ์ปิดบัง“ชดใช้… แบบใดหรือ” เหลียนเฟินยังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องเปลื้องผ้าเขาแล้วบอกว่าจะชดใช้ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง“เริ่มจากคืนนี้ ข้าจะทำหน้าที่สามีของท่าน” เสี่ยวหยุนถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกบ้าง “แล้ววันพรุ่งนี้ ข้าจะหุงหาอาหาร ปัดกวาดเช็ดถู ดูแลปกป้องท่าน”“เจ้าก็ทำเช่นนั้นทุกวันไม่ใช่หรือ ข้าพึงพอใจแล้ว” เหลียนเฟินยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “ข้าอยากรู้ว่าเจ้าอยู่กับข้าแล้วมีความสุขหรือไม่”“สิ่งที่ข้าชอบที่สุดคือการได้อยู่กับท่าน ฟูเหริน” เขาวางมือข้างหนึ่งลงบนหน้าท้องเรียบของเหลียนเฟินแผ่วเบา “ข้าดีใจยิ่งนักที่ครานี้ได้เป็นสามีของท่าน ได้เป็นคนที่ท่านรักเสียที”“ฟูจวิน อย่าบอกนะว่าจะร้องไห้อีกแล้ว” เขารีบพุ่งตัวขึ้นมาจับแก้มสองข้างของเสี่ยวหยุนเพราะไม่อยากเห็นน้ำตา “ทำอย่างไรดีจึงจะปลอบใจเจ้าได้”เหลียนเฟินครุ่นคิดอย่างนักพลางดันตัวให้อีกฝ่ายนอนราบกับเตียงแล้วขึ้นคร่อมด้วยสีหน้าเขินอายเล็กน้อยเพราะไม่เคยทำ
เหลียนเฟินโอบแขนรอบคอของเสี่ยวหยุนกดแรงโน้มตัวเขาลงมาหา จ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตาพลันยิ้มอ่อนโยน เอ่ยกระซิบยืนยันความรู้สึกของตัวเอง “ข้ารักเจ้า”คนได้ฟังคำรักน้ำตาไหลเอ่อไม่อาจกั้นด้วยความรู้สึกผิดระคนกับความรู้สึกอื่น ๆ ในใจ แม้รู้ตัวว่าไม่สมควรมายืนอยู่ข้างเขาแต่เวลานี้ก็ไม่อาจขยับกายหรือเบือนหน้าหนีอีกฝ่ายได้เลยเขารักเหลียนเฟิน ผู้เป็นฟูเหรินของเขาและไม่อยากถูกพรากจากอีกแล้ว ทั้งยังดีใจเพราะใบหน้าที่มองเขาในเวลานี้ไม่ใช่ใบหน้าของคนที่เกลียดชังเขาจนต้องจ่อปลายกระบี่เข้าหาราวกับแค้นเคืองกันมาเนิ่นนาน“เสี่ยวหยุน” เสียงเรียกหาอ่อนหวานจับใจ “ยังคงจำได้อยู่ใช่หรือไม่ว่าเวลานี้เจ้าคือฟูจวินของข้า”“…” เขาพยักหน้าเล็กน้อย เม้มปากแน่นแล้วกอดเหลียนเฟินเอาไว้ ครั้นสะสางความหลัง ปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างพลันคลี่คลาย ไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีกต่อไปหวังซีซวนและพรรคพวกแวะมาหาพวกเขาเหมือนอย่างเคย สังเกตได้ว่าบรรยากาศระหว่างพวกเขาทั้งสองคนดูอึมครึมเล็กน้อย ดวงตาเสี่ยวหยุนบวมช้ำปรากฏเด่นชัดจนอดถามไม่ได้“ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าข้าชอบทำให้เขาร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง” เหลียนเฟินพูดออกมาเหมือนรู
สายลมเอื่อยพัดยอดดอกหญ้าสีขาวพลิ้วไหวลู่เอนไปทางซ้าย ดวงตาของเสี่ยวหยุนจ้องมองภาพของใครบางคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ยามได้เห็นคนในใจมักจะยิ้มแย้มโดยไม่รู้ตัวหากแต่ครานี้กลับชะงักงันเพราะใบหน้าที่คุ้นเคยเหมือนเยาว์วัยลงไปหลายปี ทั้งสีหน้า แววตาที่เศร้าสร้อยทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจเหลือเกิน เสี่ยวหยุ
ขณะที่สำนักตระกูลหวังและพรรคบุปผาทมิฬกำลังต่อสู้แลกคมกระบี่กัน หวังเยี่ยนหลงก็ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด
เรือนบุปผาของจ้งซูหนี่ว์ ซือหยางนำสำรับอาหารและยามาให้นางเพื่อรักษา
หลายวันต่อมา สตรีที่อยู่ในเรือนดอกโบตั๋นเรียกชายลึกลับเข้

![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





