Masuk“แม่นางหลิน อาหารว่างเจ้าคะ” เสียงสาวใช้ที่ยกถาดอาหารว่างและน้ำชามาให้ดังขึ้นมาจากหน้าห้อง พร้อมกับเดินก้มหน้าก้มตาเข้ามา
หากจำไม่ผิดหลินฉงหยูเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วัน เสวี่ยเหวินเจิ้งเคยจะมอบสาวใช้ให้นาง แต่ฮูหยินเสวี่ยผู้เป็นมารดากลับไม่ยินยอม ให้นางอยู่ในฐานะแขกแต่ไม่ให้มีสาวใช้ปรนนิบัติเป็นการส่วนตัว เสวี่ยเหวินเจิ้งจึงให้สาวใช้มาปรนนิบัตินางเฉพาะเรื่องทั่วไปเท่านั้น
“ขอบใจเจ้ามาก”
เมื่อได้ยินคำขอบคุณ สาวใช้ที่เคยถูกข่มเหงก็ต้องประหลาดใจ ครั้งก่อนนางยกอาหารมา หลินฉงหยูตำหนิว่าอาหารเย็นชืดแล้วปัดถ้วยชามหล่นลงพื้น พอคุณชายใหญ่เสวี่ยมาถึงก็ฟ้องว่าถูกกลั่นแกล้ง ตนเกือบจะโดยสั่งโบย ดีที่พ่อบ้านไปรายงานเสวี่ยฮูหยินตนจึงไม่ถูกลงโทษ
“จะให้ข้านำผ้าไปซักเลยหรือไม่” ผินเยว่ถามเสียงเบา
“อืม เอาไปสิ” หลินฉงหยูพยักหน้ารับ ให้นางซักเองก็คงไม่รู้หรอกว่าซักยังไงแล้วซักที่ไหน ให้เป็นหน้าที่ของสาวใช้น่ะดีแล้ว
“เจ้าชื่ออะไร” ยังไม่ทันได้ก้าวไปหยิบเสื้อผ้าที่อยู่หลังฉากกั้นก็ถูกถามขึ้นมา ผินเยว่ตัวสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความกังวลก่อนจะบอกชื่อตัวเองไป
“ผินเยว่เจ้าค่ะ”
“อาเยว่ ซักผ้าเสร็จแล้วเจ้าเข้ามาหาข้า ข้ามีเรื่องจะสอบถามเจ้า” หลินฉงหยูพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร ไม่เชิงเป็นการออกคำสั่งนัก
“เจ้าค่ะ” สาวใช้รับปาก แล้วรีบไปหยิบเสื้อผ้าของนางออกไปจากห้อง
หลินฉงหยูนั่งลงที่โต๊ะมุกกลางห้อง รินน้ำชาแล้วนั่งจิบอย่างช้า ๆ พร้อมกับใช้ความคิดไปด้วย
สักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าพร้อมกับ ประตูห้องที่ถูกเปิดออก คนที่เดินเข้ามามีใบหน้าที่หล่อเหลา ส่วนประกอบของใบหน้าลงตัวกันอย่างเหมาะเจาะ หากเดาไม่ผิดเขาคือพระเอกของนิยายเรื่องนี้
“เสวี่ยเหวินเจิ้ง?” หลินฉงหยูเรียกชื่อตัวละครที่น่าหมั่นไส้เพราะมองความจริงไม่ออกด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่มั่นใจนัก
“เจ้าเรียกข้าเช่นนั้น เป็นอะไรไป ไม่เรียกพี่เหวินเจิ้งแล้วหรือ” ขุนนางหนุ่มในวัยยี่สิบสองเดินเข้ามาในห้อง นางลุกขึ้นคารวะตามธรรมเนียมอย่างในนิยาย รอให้เขานั่งลงแล้วจึงนั่งตาม
“พี่เหวินเจิ้งมาหาข้ามีธุระอันใดหรือไม่” โชคดีที่เคยดูละครจีนโบราณอยู่มาก จึงแสดงท่าทีและพูดจาได้เข้ากับยุคสมัย พร้อมกับเตือนตัวเองว่าต่อไปไม่ว่าจะความคิดหรือคำพูดจาจะต้องไม่หลุดพูดภาษาปัจจุบัน
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าไปที่เรือนรับรองของคุณหนูโจว ไปทำอะไรหรือ”
คำถามนั้นทำให้นางเงียบไป สถานการณ์เปลี่ยนจึงทำให้เรื่องนี้ไม่ไปถึงหูเสวี่ยฮูหยินจึงไม่ได้เกิดเรื่องราวใหญ่โต แต่สาวใช้คงเอาไปพูดต่อ ๆ กันเอง
“ข้าหากำไลหยกที่ท่านเคยให้ข้าไม่เจอ เข้าใจว่าเป็นคุณหนูโจว คิดมากว่านางอยากแย่งกำไลไปจากข้า คงเพราะกังวลเรื่องที่นางเป็นคู่หมั้นของท่านจนคิดมากไป เป็นข้าที่เลอะเลือนและได้ขอโทษคุณหนูโจวไปแล้ว หากพี่เหวินเจิ้งจะโกรธข้าก็เข้าใจ” หลินฉงหยูกล่าวตามความจริง
หนึ่งในแผนการคือการที่อยากถูกเขาขับไล่ออกจากสกุลเสวี่ย เดินทางไปใช้ชีวิตที่ชนบท แต่คิดดูแล้วถ้าถูกส่งมาในบทบาทนางร้ายคงทำเช่นนั้นไม่ได้ จึงได้ล้มเลิกแผนการนี้ไป
แผนการต่อมาคือการเปลี่ยนสถานการณ์ให้ตนเองได้เปรียบและอยู่รอด กว่าจะถึงงานแต่งงานของเสวี่ยเหวินเจิ้งและโจวเยี่ยนหงก็อีกสามเดือน สามเดือนนี้นางจะต้องหาทางออกจากสกุลเสวี่ย ไม่ยอมใช้ผู้ชายร่วมกับใคร และเปลี่ยนตอนจบให้หลินฉงหยูยังมีชีวิตอยู่ จากนั้นจะได้ออกจากโลกนิยายหรือว่าจะกลายเป็นตัวเอกต่อไปก็ค่อยว่ากันในภายหลัง
“เฮ้อ เอาเถอะ ข้าเข้าใจเจ้า ข้ารับปากว่าจะตบแต่งเจ้าเป็นภรรยาแต่ไม่สามารถให้ตำแหน่งฮูหยินแก่เจ้าได้ ข้าละอายใจยิ่งนัก” เสวี่ยเหวินเจิ้งพูดด้วยความหนักอก น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความกังวล
เขาไม่ได้มีใจต่อคุณหนูโจวแม้แต่น้อย อยากแต่งงานครองรักกับหลินฉงหยู สตรีที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ตอนที่บาดเจ็บจากการถูกโจรป่าดักปล้นขณะที่เดินทางไปต่างเมือง
นางยอมที่จะอยู่ในฐานะแขกของเขา พอแต่งงานกับโจวเยี่ยนหงก็เป็นได้แค่นางบำเรออุ่นเตียงให้แก่เขาเท่านั้น แต่หลินฉงหยูก็ยินยอมเพื่อให้ได้อยู่กับตน เขาช่างซาบซึ้งและรู้สึกผิดต่อนางยิ่งนัก
“ข้าต่างหากที่ละอายใจ ท่านมีคู่หมั้นอยู่แล้วแทนที่ข้าจะยอมแพ้แล้วเป็นฝ่ายถอยกลับไป แต่กลับดึงดันจะอยู่ต่อที่นี่ นอกจากจะทำให้ท่านและสกุลเสวี่ยลำบากใจแล้ว ยังทำให้ว่าที่ฮูหยินน้อยเสวี่ยรู้สึกแย่ ยังไม่แต่งงานว่าที่สามีก็พาหญิงอื่นมาด้วยแล้ว ถ้าข้าออกไปจากสกุลเสวี่ยตอนนี้ก็คงจะดีต่อทุกฝ่าย” น้ำเสียงนั้นสั่นเบาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
หลินฉงหยูแสดงได้สมบทบาทนางร้ายจนอดหมั่นไส้ตัวเองไม่ได้
“เจ้าห้ามไปจากข้า หากไม่มีเจ้าข้าจะอยู่ได้อย่างไร ฉงหยู อย่าได้คิดจะไปจากสกุลเสวี่ย ข้าสัญญาว่าในภายภาคหน้าข้าจะทำให้เจ้ามีหน้ามีตา ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในฐานะ...นั้น” เขาไม่อยากเอ่ยคำว่านางบำเรอให้นางรู้สึกสะเทือนใจ
หลินฉงหยูคิดอยู่แล้วว่าการไปจากสกุลเสวี่ยนั้นไม่ง่าย ถ้าง่ายแบบนั้นนางก็คงไม่มาโผล่ในนิยายเรื่องนี้
“และถึงแม้ข้าจะแต่งงานกับนาง ข้าก็จะไม่เข้าหอด้วย ทุก ๆ คืนของข้าจะเป็นของเจ้า” เขาให้คำสัญญา แต่นางรู้ว่ามันไม่จริง ไม่เช่นนั้นโจวเยี่ยนหงจะตั้งครรภ์ได้อย่างไร
อีกสามเดือนในคืนแต่งงาน เขาจะถูกมารดาวางยากำหนัดในสุรา ทั้งเขาและโจวเยี่ยนหงต่างก็ถูกวางยาด้วยกันในคืนเข้าหอ จนนำมาสู่การตั้งครรภ์หลังจากคืนนั้นเพียงครั้งเดียว
“อย่าสัญญาเลยเจ้าค่ะ ชายหญิงอยู่ชิดใกล้ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าภายภาคหน้าจะเกิดอะไรขึ้น จากนี้ไปจนถึงวันแต่งงานท่านมีโอกาสศึกษานิสัยใจคอกับคุณหนูโจวและอาจจะเกิดความรักต่อกัน ถึงตอนนั้นท่านจะรู้ว่าที่ท่านรู้สึกต่อข้าเป็นเพียงความรู้สึกที่อยากตอบแทนบุญคุณเท่านั้น” นางกล่าวเสียงนุ่มพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ
“ไม่ใช่ ข้า...”
“อย่าเพิ่งปฏิเสธเลยเจ้าค่ะ ข้าอยากให้ท่านกับนางได้พูดคุยและสนิทสนมกันเอาไว้ อย่างน้อยถึงท่านมั่นใจว่าไม่ได้คิดจะรักนาง แต่หากนางเข้าใจท่านและเป็นมิตรต่อข้า ข้าเองก็จะได้อยู่อย่างสงบสุข เช่นนั้นจะไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ หากท่านตั้งแง่กับนาง ฮูหยินใหญ่และฮูหยินผู้เฒ่าอาจจะไม่พอใจและคิดว่าเป็นเพราะข้ายุยงท่าน” หลินฉงหยูหว่านล้อมให้เขาเห็นด้วย
นางจะใช้โอกาสนี้เปิดโอกาสให้ทั้งคู่รักกัน จากนั้นหากนางจะไปจากที่นี่เสวี่ยเหวินเจิ้งก็จะไม่ต้องลำบากใจและรั้งนางไว้ หลินฉงหยูจะกลายเป็นเพียงตัวประกอบที่เข้ามาทำให้พระนางรักกันแล้วจากไป ไม่ใช่นางร้ายที่ทำลายความรักอีกต่อไป
“ได้ ข้าจะทำดีกับนาง และผูกมิตรเอาไว้ แต่เจ้าจะทำใจได้หรือ ไม่ใช่ว่าจะคิดมากจนเก็บเอาไปนอนร้องไห้หรอกนะ” เขาพูดเย้านางในตอนท้าย
หลินฉงหยูยกแขนเสื้อขึ้นปิดปากที่กำลังยิ้มกว้างกับคำพูดของเขา หากเป็นตัวละครตัวจริงคงอกแตกตายไปแล้วกระมัง แต่นางที่สวมบทบาทหลินฉงหยูในตอนนี้ มีแต่จะยินดีหากเขารักกับโจวเยี่ยนหงได้
************************
“อาเหม่ย อาเหม่ย” เสียงเรียกชื่อเดิมก่อนจะมาอยู่ในโลกของนิยายดังแว่วอยู่ข้างใบหูเจ้าของร่างบอบบางนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในชุดลายทางสีน้ำเงินสลับขาว กำลังขยับเปลือกตาตาเสียงเรียก“อาเหม่ย รู้สึกตัวได้แล้ว เธอทำฉันใจหายแล้วนะ” เสียงของเพื่อนรักอย่างลู่หมินหมิ่นเรียกชื่ออีกครั้ง คราวนี้หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับมองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงง“ท่านพี่ ท่านพี่” จางเหม่ยหลินที่กลับมายังโลกความจริงร้องหาเสวี่ยอี้เทียนด้วยความตกใจและเป็นกังวล เขาสัญญาแล้วว่าจะอยู่ตอนที่นางตื่นในทุก ๆ เช้า แต่ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น“เรียกหาสามี เธอแต่งงานแล้วเหรอ” หมินหมิ่นพูดแล้วเอามือวางแตะที่หน้าผากของเพื่อนรักเพื่อเทียบอุณหภูมิกับหน้าผากของตน“ที่นี่ โรงพยาบาลเหรอ” จางเหม่ยหลินกล่าวด้วยความใจหาย ความทรงจำสุดท้ายคือกำลังมีความสุขกับครอบครัวของเธอ“ก็ใช่นะสิ จะเข้าหน้าหนาวแล้วสงสัยฝนหลงฤดูน่ะ เมื่อวานนี้พายุเลยเข้าไฟดับไปครึ่งเมือง ฉันเลยว่าจะไปอาศัยด้วยสักคืน โทรหาเธอแล้วก็ไม่รับสาย พอไปถึงก็พบนอนสลบอยู่หน้าทีวี ก็เลยพามาโรงพยาบาลเนี่ยแหละ เธอหลับไปตั้งหนึ่งวันเต็ม ๆ ร
เทศกาลโคมไฟที่เมืองหลวงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เสวี่ยหยางอี้ผู้เป็นพี่ชายจูงมือมารดา ในขณะที่เสวี่ยฟางหนิงแฝดผู้น้องกำลังถูกบิดาอุ้มอย่างเอาใจ“อาหนิงเดินเองได้แล้ว ข้ายังเดินเองเลย”“ก็ใครใช้ให้ท่านกินเยอะจนอวบอ้วนเล่า ท่านแม่อุ้มท่านไม่ไหว แต่ท่านพ่ออุ้มข้าไหว” เสียงเล็ก ๆ นั้นต่อปากต่อคำกับผู้เป็นพี่ชายอย่างไม่มีใครยอมใคร“เช่นนั้นก็ดี ท่านพี่อุ้มหนิงเอ๋อร์อย่าได้ปล่อยเชียว ข้ากับอี้เอ๋อร์จะไปเดินซื้อถังหูลู่และผลไม้เชื่อมทางนั้น” เมื่อได้ยินว่ามารดากับพี่ชายจะเดินไปซื้อขนมมีหรือว่าเสวี่ยฟางหนิงจะทนไหว สายตามองมารดากับพี่ชายเดินไปทางแผงขายขนมหวานอย่างไม่คลาดสายตา“ท่านพ่อปล่อยข้าลง ข้าโตแล้วเดินเองได้เจ้าค่ะ” เสียงเล็ก ๆ นั้นพูดออดอ้อนพร้อมทำท่ากะพริบตาปริบ ๆ เหมือนมารดาไม่มีผิด“เอาล่ะ ผินเยว่ตามคุณหนูไปด้วย” เสวี่ยอี้เทียนบอกแก่สาวใช้ที่อยู่ติดตามรับใช้ดูแลภรรยาและลูก ๆ ของตนเองด้วยความภักดียืนมองเด็กทั้งสองอยู่กับภรรยาแล้วจูงมือคนละข้างกลับมาพร้อมกับถังหูลู่คนละไม้แล้วยิ้มให้กับภรรยาที่วันนี้อนุญาตให้ลูก ๆ กินของหวานได้ เพราะปกติแล้วจ
หลังงานเลี้ยงสิ้นสุดก็ยังไม่มีวี่แววว่าคนในจวนจะตามหาโจวเยี่ยนหงพบ ทุกอย่างดูปกติและราบรื่นดี มีเพียงแต่ครอบครัวสกุลเสวี่ยแห่งเป่ยโจวเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเห็นว่าแขกเหรื่อกลับจนหมดแล้ว เสวี่ยอี้เทียนที่ผิดสังเกตจึงตัดสินใจถามบิดาถึงความวุ่นวายที่ตนสังเกตเห็น“ท่านพ่อ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น”“เยี่ยนหงนางหนีออกมา ตอนนี้ยังหาตัวไม่เจอ เจ้ากับสะใภ้รีบกลับไปก่อนเถอะ คืนนี้คงค้างที่สกุลเสวี่ยไม่ได้แล้ว ข้าจะให้คนพาไปพักโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งในเป่ยโจวแทน” เสวี่ยซิ่วหยุนนึกถึงความปลอดภัยของบุตรชายและสะใภ้คนเล็กหลินฉงหยูได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเอะใจอะไรบางอย่าง ในนิยายต้นฉบับก่อนที่เนื้อเรื่องจะเปลี่ยนแปลง ตอนที่นางถูกขับไล่จากสกุลเสวี่ยแล้วกลับมาแก้แค้น ได้ซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะขนาดใหญ่ที่ใช้วางป้ายบูชาบรรพชนในหอบรรพบุรุษ“ค้นหาทุกที่หรือยังเจ้าคะ”“เราค้นหาทุกที่แล้ว แต่ก็ไม่พบนาง ที่ห้องของเจิ้นเฟยก็ไม่มี” อันเหม่ยจิงตอบอย่างร้อนใจ ตอนนี้ห้องของเสวี่ยเจิ้นเฟยหลานชายคนโตก็มีคนคอยคุ้มกันอย่างหนาแน่ เพราะเกรงว่านางจะเข้าไปทำร้าย“ที่หอบรร
รถม้าของจวนเจ้ากรมพิธีการเสวี่ยอี้เทียนกำลังเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางหลักจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่ทางเหนือเพื่อไปร่วมงานฉลองวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเสวี่ย เป็นการกลับไปยังตระกูลใหญ่หลังจากที่ออกมาได้เกือบหลายปีแล้วในตู้รถม้ามีเสวี่ยอี้เทียนและภรรยา บุตรชายหญิงฝาแฝดวัยกำลังน่ารักน่าชังอยู่กับโหรวเซ่าฉีที่จวนไม่ได้ร่วมเดินทางในครั้งนี้“ตั้งแต่คลอดลูก ๆ ข้าไม่เคยห่างจากพวกเขาข้ามคืนเลย ตอนนี้คิดถึงเจ้าสองแสบนั่นเสียแล้ว” หลินฉงหยูพูดกับสามีด้วยน้ำเสียงที่ใจหาย“เจ้าเดินทางไปตรวจสอบบัญชีที่ลั่วหยางออกจะบ่อย”“แต่ลั่วหยางกับจวนเราห่างกันเพียงไม่กี่ลี้ เดินทางไปกลับใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามดี แต่ว่าไปเป่ยโจวกว่าจะถึงก็กว่าครึ่งค่อนวัน เสร็จงานก็มืดค่ำต้องได้พักค้างคืนจึงจะเดินทางกลับได้ในยามเช้า” เสียงหวานยังคงบ่นออกมาด้วยความคิดถึงลูกแฝดทั้งสอง“แต่ข้ากลับมองว่านี่เป็นการดี เราไม่ได้อยู่ตามลำพังมานานแล้ว ลูก ๆ ของเจ้าเอาแต่หาข้ออ้างไม่มานอนที่ห้องก็เรียกให้เจ้าไปกล่อม กว่าจะกลับห้องข้าก็หลับไปหลายตื่นแล้ว กลับเป่ยโจวคราวนี้ข้าจะต้องใช้เวลากับเจ้าให้คุ้ม
จวนเจ้ากรมพิธีการเสวี่ยขึ้นป้ายจวนและจัดเลี้ยงอย่างเอิกเกริก เสวี่ยฮูหยินหลินฉงหยูต้อนรับแขกเหรื่อด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มในขณะที่อายุครรภ์ได้แปดเดือนเศษเมื่อตระกูลเสวี่ยจากเป่ยโจวมาถึงตามเทียบเชิญ นางก็อุ้มท้องอุ้ยอ้ายออกไปต้อนรับพร้อมกับสามีโหรวเซ่าฉีคารวะอดีตสามีแล้วยิ้มต้อนรับกับการมาแสดงความยินดีด้วยตนเองของเขาและเสวี่ยเหวินเจิ้ง สบตากันด้วยมิตรภาพที่ดีงามหลังจากตกลงแยกทางกันเพื่อความเจริญก้าวหน้าของบุตรชาย“เสนาบดีเสวี่ยสบายดีหรือไม่” นางกล่าวถามขณะที่พาไปนั่งยังโต๊ะที่เตรียมเอาไว้“สบายดี” อดีตสามีตอบแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนจะหันไปยิ้มให้แก่บุตรชายคนรอง ไม่สนคำครหาว่าตัดขาดกันแล้วแต่ก็ยังไปมาหาสู่กันเพราะบุตรชายคนรองได้รับตำแหน่งขุนนางในขณะเดียวกันเสวี่ยอี้เทียนกับภรรยาก็เชิญเสวี่ยเหวินเจิ้งนั่งลงใกล้ ๆ กับบิดา“ได้ยินข่าวว่าฮูหยินของท่านให้กำเนิดคุณชายน้อยแล้ว ข้าขอยินดีด้วย” เสวี่ยอี้เทียนกล่าวยินดีกับพี่ชาย เสวี่ยเหวินเจิ้งพยักหน้ารับ มองน้องชายและอดีตหญิงที่ตนผลักไสด้วยความรู้สึกผิด“ขอบคุณเจ้ากรมเสวี่ย” เมื่อตัดขาดกัน
ณ จวนเสวี่ยป๋อ เมืองเป่ยโจวโจวเยี่ยนหงที่อายุครรภ์ใกล้จะครบกำหนดคลอดในอีกไม่กี่วันกำลังนั่งหายใจฟืดฟาดด้วยโทสะที่หนักอึ้งเมื่อพ่อสามีและสามีมาถึงหน้าประตูจวน ฟางฮุ่ยก็เดินเข้ามารายงาน ทำให้ร่างที่อุ้ยอ้ายเพราะขนาดครรภ์ของนางต้องค่อย ๆ ลุกอย่างยากลำบากแล้วเดินไปที่ห้องโถงใหญ่เพื่อรอต้อนรับสามี“ท่านพ่อ ท่านพี่” นางกล่าวเสียงเรียบแล้วทำการคารวะตามธรรมเนียม แววตาที่มองเสวี่ยเหวินเจิ้งนั้นหาได้อ่อนโยนอย่างแต่ก่อนไม่ แม้แต่พ่อสามีเองก็รู้สึกอึดอัดใจกับสะใภ้ผู้นี้“เดินทางมาเหนื่อย ข้าจะไปแช่น้ำอุ่นเสียหน่อย” เสวี่ยซิ่วหยุนกล่าวกับบุตรชายเสียงเรียบ แล้วเดินกลับไปยังเรือนพักของตนเองโดยไม่ถามไถ่ลูกสะใภ้ที่หน้าบึ้งตึง“ฮูหยิน เจ้าท้องโตขนาดนี้ไม่ต้องออกมาต้อนรับข้าให้ลำบาก” เสวี่ยเหวินเจิ้งกล่าวอย่างอ่อนโยน แม้ในใจจะเหน็ดเหนื่อยและอึดอัดกับการกระทำของนางตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา หากแต่ก็ยอมเพราะรู้ว่าก่อนหน้านี้ตนเคยทำผิดกับนางเอาไว้กำหนดการแต่งงานของพวกเขาเลื่อนเข้ามาเพราะนางตั้งครรภ์ แม้น้อยคนนักจะรู้แต่ก็ทำให้นางรู้สึกอับอายคนในตระกูลและเสื่อมเสีย







