LOGINประตูห้องของหลินฉงหยูถูกเปิดขึ้นในตอนเช้า ทำให้เจ้าของห้องที่นอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มงัวเงียตื่นขึ้นมา ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างด้วยความตกใจกับเสียงปลุกนั้น
“หลินฉงหยู ฮูหยินใหญ่ให้มาตามเจ้าไปช่วยงานที่ครัว ไม่รู้เลยหรือว่าพรุ่งนี้มีงานสำคัญ” เสียงดุดันของไป๋ช่วน บ่าวรับใช้ข้างกายอันเหม่ยจิงมารดาของเสวี่ยเหวินเจิ้ง กำลังปลุกนางขึ้นมาเพื่อให้ไปช่วยงานในครัว
ร่างอรชรลุกขึ้นนั่งมองคนที่เข้ามาปลุก พลางคิดว่าสมัยนี้จะเข้าห้องใครก็ได้ไม่ต้องเคาะขออนุญาตกันเลยหรือ แล้วงานฉลองก็พรุ่งนี้เช้าแต่กลับมาปลุกให้ไปเตรียมของในห้องครัวตั้งแต่วันนี้แต่เช้ามืด เนื้อสัตว์จะไม่มีกลิ่น ผักจะไม่เหี่ยวหรอกหรือ แบบนี้จงใจกลั่นแกล้งนางชัด ๆ
“เดี๋ยวข้าตามออกไป” น้ำเสียงนั้นรับปากอย่างเสียไม่ได้
“ให้มันเร็ว ๆ เข้าล่ะ” สาวใช้รุ่นใหญ่กล่าวก่อนจะเดินนำสาวใช้อีกสองคนออกไป มาปลุกแค่นี้ก็มากันตั้งสามคน ตั้งใจจะข่มขวัญให้นางกลัวหรืออย่างไรกัน
หลินฉงหยูเดินไปหลังฉากกั้น คิดได้ว่ารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องการแต่งกายไม่ต้องกล่าวถึงให้มาก เพียงหลับตาแล้วจินตนาการถึงฉากต่อไปที่ตนแต่งตัวเสร็จแล้ว พอรู้สึกถึงอะไรบางอย่างแล้วลืมตาขึ้นก็ปรากฏอยู่ที่หน้าห้องครัวแล้ว
“ง่ายจัง” ริมฝีปากยกยิ้มเบา ๆ อย่างพอใจกับทักษะที่ใช้ได้ในโลกที่ตนอยู่
พอก้าวเข้าไปในห้องครัวก็ไม่เห็นว่าจะมีความวุ่นวายอะไรมากนัก คนในห้องครัวก็ทำหน้าที่ของตนเองตามปกติ
“นี่เจ้าน่ะ มาช่วยทางนี้” ซ่งมามา แม่ครัวใหญ่ที่คุมห้องครัวกวักมือเรียกนางให้เดินเข้าไปหา
“ซอยขิงจัดใส่จาน เสร็จแล้วก็หั่นเห็ดหอม” ซ่งมามาชี้ไปยังตะกร้าวางผักที่อยู่ด้านซ้ายมือแล้วบอกสิ่งที่จะให้นางทำ
“งานเลี้ยงสำหรับวันพรุ่งนี้ ต้องทำอาหารตั้งแต่วันนี้หรือ” นางกล่าวถามด้วยความใคร่รู้
“อาหารของวันพรุ่งนี้ก็ต้องทำของวันพรุ่งนี้สิ วันนี้ทำแค่อาหารขึ้นโต๊ะให้เรือนใหญ่ ฝึกฝีมือไว้ตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้เวลามาช่วยงานจะได้ไม่ต้องสอนกันให้ยุ่งยาก” หัวหน้าแม่ครัวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน
หลินฉงหยูพยักหน้าเข้าใจ ในนิยายไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ กล่าวเพียงแค่ว่าโจวเยี่ยนหงช่วยตกแต่งในเรือนและดูแลความเรียบร้อย ส่วนนางไม่ได้ทำผลงานอะไรในงานนี้
หญิงสาวเดินไปหยิบผักมาทำตามที่ซ่งมามาสั่ง นำขิงและเห็ดหอมไปล้างจากนั้นก็ปอกเปลือกขิงแล้วนำมาซอยเป็นเส้นฝอยอย่างประณีต และหั่นเห็ดหอมเป็นรูปทรงลูกเต๋าแล้วนำไปใส่จานแยกเอาไว้
“เสร็จแล้ว ให้ข้าช่วยทำอะไรอีก” นางรายงานความคืบหน้าพร้อมทั้งถามหางานเพิ่ม
ซ่งมามามองผลงานการซอยขิงและหั่นเห็ดหอมนั้นด้วยความพอใจ จากนั้นก็หันไปมองที่นอกหน้าต่าง ทำท่าทางเหมือนกับว่ารอคำสั่งจากใคร แล้วหันกลับมาสั่งงานที่ยากขึ้นกับนาง
หลินฉงหยูมองผ่านหาตาก็เห็นว่าบ่าวข้างกายอันเหม่ยจิงยืนอยู่ไกล ๆ แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ไม่อยากทำตัวมีปัญหาอีก
“เอาปลาไปล้าง ขอดเกล็ดแล้วควักไส้ให้เรียบร้อย จากนั้นก็เอาไปทำปลาเปรี้ยวหวาน รีบทำเข้า ทุกคนมีงานล้นมือ” ซ่งมามาสั่งงานแล้วหันไปเร่งบ่าวคนอื่นต่อ
“ปลาเปรี้ยวหวานหรือ ได้เลย เดี๋ยวแม่จัดให้” ริมฝีปากนั้นพึมพำแล้วจัดการทำอาหารอย่างที่ตัวเองถนัด
ในยุคปัจจุบันเธอคือจางเหม่ยหลิน สาวน้อยร้อยงานที่สู้ชีวิต ไรเดอร์ส่งอาหาร ผู้ช่วยกุ๊กในร้านอาหาร บาริสต้ามือชงเครื่องดื่ม พนักงานในร้านดอกไม้ พนักงานขายเสื้อผ้าแบรนด์เนมในห้างฯ แม้กระทั่งในบ่อนแบบผิดกฎหมายก็เคยเป็นคนแจกไพ่มาแล้ว แค่ให้ทำอาหารง่าย ๆ มีหรือว่าจะทำไม่ได้
ปลาที่อยู่ในอ่างไม้ถูกทำให้ตายแล้วจึงง่ายต่อการที่จะนำไปประกอบอาหาร การขอดเกล็ดปลาและควักไส้ไม่เป็นปัญหาสำหรับอดีตผู้ช่วยกุ๊กที่ทำงานในครัวแทบทุกอย่าง
จากนั้นก็นำมาประกอบอาหารโดยที่นำเครื่องปรุงเท่าที่มีมาชิมรสว่าให้รสและกลิ่นแบบไหน จากนั้นก็ใช้สัญชาตญาณในการคำนวณปริมาณเครื่องปรุงและทำออกมาได้สำเร็จ
“อาหารเสร็จแล้ว” นางหันไปบอกซ่งมามา แล้วสังเกตว่าอีกฝ่ายมีแววตาที่ประหลาดใจและเหมือนผิดหวังที่นางทำออกมาได้สำเร็จ คงคิดว่าตนจะทำไม่ได้แล้วหาเรื่องต่อว่า
ตอนนั้นเองไป๋ช่วนก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางที่เย่อหยิ่ง นางเป็นบ่าวคนสนิทของเสวี่ยฮูหยินและคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่กว่าบ่าวในครัว ไม่เว้นแม้แต่ซ่งมามาที่เป็นคนเก่าแก่และมีอำนาจมากกว่าตน ในห้องครัวนี้นางใหญ่สุดแต่ก็แค่ในครัวเท่านั้น ในเรือนสกุลเสวี่ยนางคิดว่าตนเองเป็นรองแค่จางมามาที่เป็นบ่าวคนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้น
“อาหารเสร็จหรือยัง ยกอาหารไปเรือนใหญ่ได้แล้ว” น้ำเสียงนั้นกล่าวราวกับว่าตนเองเป็นนายในเรือน
“เสร็จแล้ว” ซ่งมามากล่าวเสียงเรียบ
ไป๋ช่วนหันหลังไปพยักหน้าให้สาวใช้ที่ติดตามมาช่วยยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วไปที่ห้องโถงของเรือนใหญ่ คนที่นั่งรับประทานอาหารในห้องนั้นมีเพียงคนของสกุลเสวี่ยและโจวเยี่ยนหงที่ได้รับคำเชิญเท่านั้น ส่วนหลินฉงหยูไม่มีสิทธิ์ได้ร่วมโต๊ะ
เมื่ออาหารถูกทยอยนำออกไป ซ่งมามาก็เรียกให้คนในห้องครัวไปยังห้องครัวเล็กที่เป็นห้องครัวของบ่าวเพื่อทำอาหารเลี้ยงคนรับใช้ในเรือน แม้อาหารจะไม่ได้เลิศหรูมากและถูกจำกัดเนื้อสัตว์ แต่ว่าก็ถือว่าสกุลเสวี่ยเมตตามากแล้ว
หลินฉงหยูตามไปที่ห้องครัวเล็ก วันนี้อาหารเช้าของพวกบ่าวคือผัดผักใส่เนื้อสัตว์ที่สับละเอียดไม่ได้เป็นชิ้นเพื่อให้ทุกคนได้กินอย่างเท่าเทียม น้ำแกงที่ทำจากโครงกระดูกไก่ที่มีเศษเนื้อติดอยู่ และผัดหัวผักกาด ซึ่งก็ไม่ได้แย่อะไร
“บ่าวในเรือนต้องทำอาหารกินแบบนี้หรือ” นางถามขึ้นเมื่อเห็นว่าคนครัวกำลังทำอาหารอยู่ตรงหน้า ในกระทะใบใหญ่นั้นดูมีเนื้อสัตว์น้อยก็จริง แต่ผักและการปรุงก็น่ากินไม่น้อย
“ไม่เสมอไปหรอก บางวันอาหารของเจ้านายก็แบ่งกินกันได้ทั่วถึง วันไหนเหลือมากก็ได้กินกัน วันไหนมีน้อยพวกสาวใช้ในเรือนบางคนที่รับใช้ใกล้ชิดก็ได้กินอาหารที่เหลือของเจ้านายก่อนมาถึงพวกก้นครัว เราจึงต้องเตรียมอาหารสำรองตามวัตถุดิบที่เหลือในแต่ละวัน ถึงอย่างนั้นอาหารพวกนี้ก็ยังดีกว่าอาหารของชาวบ้านข้างนอกด้วยซ้ำ” ซ่งมามากล่าวเสียงเรียบ
“บ่าวต้องทำอาหารกินเองเนี่ยนะ?” หลินฉงหยูได้ยินก็ประหลาดใจ เคยได้ยินมาว่านายที่ดีควรจะให้บ่าวร่วมสุขด้วย ตัวเองกินอาหารแบบใดก็ควรแบ่งเหลือไว้ให้บ่าวกินแบบนั้น อย่างน้อยอาหารสิบอย่างก็ควรมีแบ่งไว้หกอย่าง ไม่เช่นนั้นจะถูกครหาว่าเป็นนายที่ตระหนี่ถี่เหนียว
แต่ในความเป็นจริงบ่าวในเรือนนี้ต้องทำอาหารกินเองเพราะไม่รู้ว่าอาหารจะเหลือถึงพวกตนหรือไม่ และขนาดเป็นบ่าวด้วยกันก็ยังแบ่งชนชั้นกันเองว่าบ่าวในเรือน บ่าวก้นครัว และบ่าวที่ใช้แรงงาน
รายละเอียดพวกนี้ในนิยายไม่ได้กล่าวถึงเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นพอได้มารับรู้อะไรแบบนี้ก็อดหงุดหงิดใจเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งชนชั้นของบ่าวในเรือนด้วยกันไม่ได้ โดยเฉพาะพวกคนที่รับใช้เจ้านายอย่างใกล้ชิดที่มักจะคิดว่าตนเองมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่สถานะก็ไม่ต่างกัน
************************
ขณะที่เดินกลับไปยังหอนอนหลินฉงหยูก็สังเกตไปยังรอบ ๆ บริเวณ ในใจอยากข้ามฉากไปโดยไม่ต้องเก็บรายละเอียดเหล่านี้ แต่ว่าอยากถามข้อมูลอื่น ๆ จากผินเยว่ไปในตัว“เรือนรับรองอยู่ทางด้านซ้ายเจ้าค่ะ ห้องใหญ่เป็นที่พำนักของคุณหนูโจวอยู่ส่วนหน้า ส่วนห้องเล็กตรงสุดทางเดินเป็นของท่าน” ผินเยว่กล่าวขณะที่เดินผ่านทางเดินไปยังเรือนรับรอง“เรื่องเมื่อหลายวันก่อนที่ข้าทำไม่ดีกับเจ้า ข้าต้องขอโทษด้วย เป็นความผิดข้าเอง ช่วงนั้นข้าแค่กดดันและรู้สึกแย่ที่ตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับ แต่กลับเอาไปลงกับเจ้าแทน” คำขอโทษที่ผินเยว่ไม่คิดว่าจะได้ยินทำให้นางรู้สึกประหลาดใจ“เจ้าค่ะ” สาวใช้วัยสิบหกไม่รู้จะตอบกลับเช่นไรจึงได้แต่ตอบรับไปสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพไม่มีนายที่ขอโทษบ่าว แต่นางยังไม่ใช่เจ้านายและไม่มีวันได้เป็นเจ้านาย ดังนั้นหากจะขอโทษเพื่อผูกมิตรก็คงไม่ผิดนักขณะที่กำลังเดินเข้าสู่ทางเดินที่จะไปเรือนรับรอง หลินฉงหยูก็เห็นว่าเสวี่ยเหวินเจิ้งเดินมากับโจวเยี่ยนหงโดยมีสาวใช้ของนางเดินตามมาห่าง ๆ ใบหน้าคุณหนูใหญ่โจวนั้นดูยิ้มแย้ม กิริยาอ่อนหวาน และแฝงไว้ด้วยความเขินอายเมื่อได้เดินเคียงข้างบุรุษในขณะที่เสวี่ยเหวินเจ
อาหารถูกจัดเป็นสำรับแยกของแต่ละคน อาหารของวันนี้มีแต่อาหารที่ฮูหยินผู้เฒ่าชอบ โดยเฉพาะปลาผัดเปรี้ยวหวานที่วันนี้สีของอาหารดูมีสีสันและหน้าตาต่างจากที่เคย“ปลาผัดเปรี้ยวหวานนี้ดูต่างจากที่เคย เปลี่ยนคนทำหรือ” หม่าหรูหรง เหล่าฮูหยินถามด้วยน้ำเสียงที่สงสัย“ว่าไงอาช่วน อาหารจานนี้ใครเป็นผู้ทำ” อันเหม่ยจิงผู้เป็นลูกสะใภ้หันไปถามบ่าวคนสนิทของตน พร้อมกับยิ้มส่งสัญญาณให้แก่กัน“เรียนฮูหยิน ปลาผัดเปรี้ยวหวานนี้เป็นฝีมือของแม่นางหลินเจ้าค่ะ” ไป๋ช่วนรายงานด้วยน้ำเสียงที่สุภาพเสวี่ยเหวินเจิ้งอมยิ้มอย่างพอใจเมื่อรู้ว่าอาหารตรงหน้าเป็นฝีมือของหญิงที่ตนรักใคร่ โจวเยี่ยนหงสังเกตสีหน้าของชายคู่หมั้นก็อดรู้สึกน้อยใจไม่ได้หญิงชราที่นั่งอยู่ตำแหน่งสูงสุดของบ้านกินปลาเปรี้ยวหวานแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ“รสชาติดี หวานนำ เปรี้ยวตาม รสชาติกลมกล่อมไปอีกแบบ กินแล้วรู้สึกสดชื่นดี” คำกล่าวชมนั้นทำให้เสวี่ยเหวินเจิ้งอมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ“ปลาเปรี้ยวหวานจานนี้ถือว่าทำได้ดีจริง ๆ” เสวี่ยซิ่วหยุน เสนาบดีกรมยุติธรรม บิดาของเสวี่ยเหวินเจิ้งเองก็ชื่นชอบในรสชาตินี้ และกล่าวชมออกมาตามตรง จนภรรยาอย่างอันเหม่ยจิงสบตาก
ประตูห้องของหลินฉงหยูถูกเปิดขึ้นในตอนเช้า ทำให้เจ้าของห้องที่นอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มงัวเงียตื่นขึ้นมา ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างด้วยความตกใจกับเสียงปลุกนั้น“หลินฉงหยู ฮูหยินใหญ่ให้มาตามเจ้าไปช่วยงานที่ครัว ไม่รู้เลยหรือว่าพรุ่งนี้มีงานสำคัญ” เสียงดุดันของไป๋ช่วน บ่าวรับใช้ข้างกายอันเหม่ยจิงมารดาของเสวี่ยเหวินเจิ้ง กำลังปลุกนางขึ้นมาเพื่อให้ไปช่วยงานในครัวร่างอรชรลุกขึ้นนั่งมองคนที่เข้ามาปลุก พลางคิดว่าสมัยนี้จะเข้าห้องใครก็ได้ไม่ต้องเคาะขออนุญาตกันเลยหรือ แล้วงานฉลองก็พรุ่งนี้เช้าแต่กลับมาปลุกให้ไปเตรียมของในห้องครัวตั้งแต่วันนี้แต่เช้ามืด เนื้อสัตว์จะไม่มีกลิ่น ผักจะไม่เหี่ยวหรอกหรือ แบบนี้จงใจกลั่นแกล้งนางชัด ๆ“เดี๋ยวข้าตามออกไป” น้ำเสียงนั้นรับปากอย่างเสียไม่ได้“ให้มันเร็ว ๆ เข้าล่ะ” สาวใช้รุ่นใหญ่กล่าวก่อนจะเดินนำสาวใช้อีกสองคนออกไป มาปลุกแค่นี้ก็มากันตั้งสามคน ตั้งใจจะข่มขวัญให้นางกลัวหรืออย่างไรกันหลินฉงหยูเดินไปหลังฉากกั้น คิดได้ว่ารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องการแต่งกายไม่ต้องกล่าวถึงให้มาก เพียงหลับตาแล้วจินตนาการถึงฉากต่อไปที่ตนแต่งตัวเสร็จแล้ว พอรู้สึกถึงอะไรบางอย่างแล้วล
“แม่นางหลิน อาหารว่างเจ้าคะ” เสียงสาวใช้ที่ยกถาดอาหารว่างและน้ำชามาให้ดังขึ้นมาจากหน้าห้อง พร้อมกับเดินก้มหน้าก้มตาเข้ามาหากจำไม่ผิดหลินฉงหยูเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วัน เสวี่ยเหวินเจิ้งเคยจะมอบสาวใช้ให้นาง แต่ฮูหยินเสวี่ยผู้เป็นมารดากลับไม่ยินยอม ให้นางอยู่ในฐานะแขกแต่ไม่ให้มีสาวใช้ปรนนิบัติเป็นการส่วนตัว เสวี่ยเหวินเจิ้งจึงให้สาวใช้มาปรนนิบัตินางเฉพาะเรื่องทั่วไปเท่านั้น“ขอบใจเจ้ามาก”เมื่อได้ยินคำขอบคุณ สาวใช้ที่เคยถูกข่มเหงก็ต้องประหลาดใจ ครั้งก่อนนางยกอาหารมา หลินฉงหยูตำหนิว่าอาหารเย็นชืดแล้วปัดถ้วยชามหล่นลงพื้น พอคุณชายใหญ่เสวี่ยมาถึงก็ฟ้องว่าถูกกลั่นแกล้ง ตนเกือบจะโดยสั่งโบย ดีที่พ่อบ้านไปรายงานเสวี่ยฮูหยินตนจึงไม่ถูกลงโทษ“จะให้ข้านำผ้าไปซักเลยหรือไม่” ผินเยว่ถามเสียงเบา“อืม เอาไปสิ” หลินฉงหยูพยักหน้ารับ ให้นางซักเองก็คงไม่รู้หรอกว่าซักยังไงแล้วซักที่ไหน ให้เป็นหน้าที่ของสาวใช้น่ะดีแล้ว“เจ้าชื่ออะไร” ยังไม่ทันได้ก้าวไปหยิบเสื้อผ้าที่อยู่หลังฉากกั้นก็ถูกถามขึ้นมา ผินเยว่ตัวสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความกังวลก่อนจะบอกชื่อตัวเองไป“ผินเยว่เจ้าค่ะ”“อาเยว่ ซักผ้าเสร็จแล้วเจ้าเข้ามาห
เสียงฟ้าร้องดังจนหลังคาเรือนสะเทือน ทำให้หญิงงามที่กำลังเงื้อมือสุดแขนเตรียมจะตบหน้าสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่ต้องชะงักค้างเอาไว้ดวงตาเรียวเล็กสั่นไหวด้วยความงุนงง มองไปรอบ ๆ ด้วยความประหลาดใจโดยที่ยังเงื้อมือเล็ก ๆ ของตนค้างเอาไว้“ตบข้าเลยสิเจ้าคะ หากจะทำให้แม่นางหลินพอใจ แต่อย่าทำร้ายคุณหนูของข้า” เสียงของหญิงวัยสิบเจ็ดที่ออกรับแทนคุณหนูของตน ทำให้คนที่ถูกเรียกว่า แม่นางหลิน ค่อย ๆ ลดมือของตนเองลง แล้วยิ่งแปลกใจกับสถานการณ์ตรงหน้า‘นี่เรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แล้วฉากโบราณพวกนี้กับคนพวกนี้คืออะไรกัน’ หญิงสาวคิดด้วยความงุนงง“หลินฉงหยู จะรังแกกันมากไปแล้วนะ ของก็อยู่กับตัวเจ้า จะมาใส่ร้ายข้าได้หรือ ข้าโจวเยี่ยนหงแม้จะไม่ใช่หญิงที่คุณชายเสวี่ยรัก แต่อย่างน้อยข้าก็จะได้ตบแต่งเข้าไปเป็นภรรยาอย่างถูกต้อง ส่วนเจ้าแม้จะได้รับความรักแล้วอย่างไร สกุลเสวี่ยไม่มีใครยอมรับเจ้าแม้กระทั่งสถานะอนุก็ไม่ได้แต่งเข้า หากข้าจะจัดการเจ้าจริง ๆ ด้วยตำแหน่งบุตรีแม่ทัพปราบอุดร ถึงตอนนั้นคิดว่าเสวี่ยเหวินเจิ้งจะปกป้องเจ้าได้หรือ” สตรีที่ชื่อโจวเยี่ยนหงกล่าวขึ้นมา ไม่ยอมให้ตนถูกใส่ร้ายหญิงสาวผู้ที่ไม่รู้ว่าตนมา







