Masukประตูห้องของหลินฉงหยูถูกเปิดขึ้นในตอนเช้า ทำให้เจ้าของห้องที่นอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มงัวเงียตื่นขึ้นมา ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างด้วยความตกใจกับเสียงปลุกนั้น
“หลินฉงหยู ฮูหยินใหญ่ให้มาตามเจ้าไปช่วยงานที่ครัว ไม่รู้เลยหรือว่าพรุ่งนี้มีงานสำคัญ” เสียงดุดันของไป๋ช่วน บ่าวรับใช้ข้างกายอันเหม่ยจิงมารดาของเสวี่ยเหวินเจิ้ง กำลังปลุกนางขึ้นมาเพื่อให้ไปช่วยงานในครัว
ร่างอรชรลุกขึ้นนั่งมองคนที่เข้ามาปลุก พลางคิดว่าสมัยนี้จะเข้าห้องใครก็ได้ไม่ต้องเคาะขออนุญาตกันเลยหรือ แล้วงานฉลองก็พรุ่งนี้เช้าแต่กลับมาปลุกให้ไปเตรียมของในห้องครัวตั้งแต่วันนี้แต่เช้ามืด เนื้อสัตว์จะไม่มีกลิ่น ผักจะไม่เหี่ยวหรอกหรือ แบบนี้จงใจกลั่นแกล้งนางชัด ๆ
“เดี๋ยวข้าตามออกไป” น้ำเสียงนั้นรับปากอย่างเสียไม่ได้
“ให้มันเร็ว ๆ เข้าล่ะ” สาวใช้รุ่นใหญ่กล่าวก่อนจะเดินนำสาวใช้อีกสองคนออกไป มาปลุกแค่นี้ก็มากันตั้งสามคน ตั้งใจจะข่มขวัญให้นางกลัวหรืออย่างไรกัน
หลินฉงหยูเดินไปหลังฉากกั้น คิดได้ว่ารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องการแต่งกายไม่ต้องกล่าวถึงให้มาก เพียงหลับตาแล้วจินตนาการถึงฉากต่อไปที่ตนแต่งตัวเสร็จแล้ว พอรู้สึกถึงอะไรบางอย่างแล้วลืมตาขึ้นก็ปรากฏอยู่ที่หน้าห้องครัวแล้ว
“ง่ายจัง” ริมฝีปากยกยิ้มเบา ๆ อย่างพอใจกับทักษะที่ใช้ได้ในโลกที่ตนอยู่
พอก้าวเข้าไปในห้องครัวก็ไม่เห็นว่าจะมีความวุ่นวายอะไรมากนัก คนในห้องครัวก็ทำหน้าที่ของตนเองตามปกติ
“นี่เจ้าน่ะ มาช่วยทางนี้” ซ่งมามา แม่ครัวใหญ่ที่คุมห้องครัวกวักมือเรียกนางให้เดินเข้าไปหา
“ซอยขิงจัดใส่จาน เสร็จแล้วก็หั่นเห็ดหอม” ซ่งมามาชี้ไปยังตะกร้าวางผักที่อยู่ด้านซ้ายมือแล้วบอกสิ่งที่จะให้นางทำ
“งานเลี้ยงสำหรับวันพรุ่งนี้ ต้องทำอาหารตั้งแต่วันนี้หรือ” นางกล่าวถามด้วยความใคร่รู้
“อาหารของวันพรุ่งนี้ก็ต้องทำของวันพรุ่งนี้สิ วันนี้ทำแค่อาหารขึ้นโต๊ะให้เรือนใหญ่ ฝึกฝีมือไว้ตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้เวลามาช่วยงานจะได้ไม่ต้องสอนกันให้ยุ่งยาก” หัวหน้าแม่ครัวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน
หลินฉงหยูพยักหน้าเข้าใจ ในนิยายไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ กล่าวเพียงแค่ว่าโจวเยี่ยนหงช่วยตกแต่งในเรือนและดูแลความเรียบร้อย ส่วนนางไม่ได้ทำผลงานอะไรในงานนี้
หญิงสาวเดินไปหยิบผักมาทำตามที่ซ่งมามาสั่ง นำขิงและเห็ดหอมไปล้างจากนั้นก็ปอกเปลือกขิงแล้วนำมาซอยเป็นเส้นฝอยอย่างประณีต และหั่นเห็ดหอมเป็นรูปทรงลูกเต๋าแล้วนำไปใส่จานแยกเอาไว้
“เสร็จแล้ว ให้ข้าช่วยทำอะไรอีก” นางรายงานความคืบหน้าพร้อมทั้งถามหางานเพิ่ม
ซ่งมามามองผลงานการซอยขิงและหั่นเห็ดหอมนั้นด้วยความพอใจ จากนั้นก็หันไปมองที่นอกหน้าต่าง ทำท่าทางเหมือนกับว่ารอคำสั่งจากใคร แล้วหันกลับมาสั่งงานที่ยากขึ้นกับนาง
หลินฉงหยูมองผ่านหาตาก็เห็นว่าบ่าวข้างกายอันเหม่ยจิงยืนอยู่ไกล ๆ แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ไม่อยากทำตัวมีปัญหาอีก
“เอาปลาไปล้าง ขอดเกล็ดแล้วควักไส้ให้เรียบร้อย จากนั้นก็เอาไปทำปลาเปรี้ยวหวาน รีบทำเข้า ทุกคนมีงานล้นมือ” ซ่งมามาสั่งงานแล้วหันไปเร่งบ่าวคนอื่นต่อ
“ปลาเปรี้ยวหวานหรือ ได้เลย เดี๋ยวแม่จัดให้” ริมฝีปากนั้นพึมพำแล้วจัดการทำอาหารอย่างที่ตัวเองถนัด
ในยุคปัจจุบันเธอคือจางเหม่ยหลิน สาวน้อยร้อยงานที่สู้ชีวิต ไรเดอร์ส่งอาหาร ผู้ช่วยกุ๊กในร้านอาหาร บาริสต้ามือชงเครื่องดื่ม พนักงานในร้านดอกไม้ พนักงานขายเสื้อผ้าแบรนด์เนมในห้างฯ แม้กระทั่งในบ่อนแบบผิดกฎหมายก็เคยเป็นคนแจกไพ่มาแล้ว แค่ให้ทำอาหารง่าย ๆ มีหรือว่าจะทำไม่ได้
ปลาที่อยู่ในอ่างไม้ถูกทำให้ตายแล้วจึงง่ายต่อการที่จะนำไปประกอบอาหาร การขอดเกล็ดปลาและควักไส้ไม่เป็นปัญหาสำหรับอดีตผู้ช่วยกุ๊กที่ทำงานในครัวแทบทุกอย่าง
จากนั้นก็นำมาประกอบอาหารโดยที่นำเครื่องปรุงเท่าที่มีมาชิมรสว่าให้รสและกลิ่นแบบไหน จากนั้นก็ใช้สัญชาตญาณในการคำนวณปริมาณเครื่องปรุงและทำออกมาได้สำเร็จ
“อาหารเสร็จแล้ว” นางหันไปบอกซ่งมามา แล้วสังเกตว่าอีกฝ่ายมีแววตาที่ประหลาดใจและเหมือนผิดหวังที่นางทำออกมาได้สำเร็จ คงคิดว่าตนจะทำไม่ได้แล้วหาเรื่องต่อว่า
ตอนนั้นเองไป๋ช่วนก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางที่เย่อหยิ่ง นางเป็นบ่าวคนสนิทของเสวี่ยฮูหยินและคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่กว่าบ่าวในครัว ไม่เว้นแม้แต่ซ่งมามาที่เป็นคนเก่าแก่และมีอำนาจมากกว่าตน ในห้องครัวนี้นางใหญ่สุดแต่ก็แค่ในครัวเท่านั้น ในเรือนสกุลเสวี่ยนางคิดว่าตนเองเป็นรองแค่จางมามาที่เป็นบ่าวคนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้น
“อาหารเสร็จหรือยัง ยกอาหารไปเรือนใหญ่ได้แล้ว” น้ำเสียงนั้นกล่าวราวกับว่าตนเองเป็นนายในเรือน
“เสร็จแล้ว” ซ่งมามากล่าวเสียงเรียบ
ไป๋ช่วนหันหลังไปพยักหน้าให้สาวใช้ที่ติดตามมาช่วยยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วไปที่ห้องโถงของเรือนใหญ่ คนที่นั่งรับประทานอาหารในห้องนั้นมีเพียงคนของสกุลเสวี่ยและโจวเยี่ยนหงที่ได้รับคำเชิญเท่านั้น ส่วนหลินฉงหยูไม่มีสิทธิ์ได้ร่วมโต๊ะ
เมื่ออาหารถูกทยอยนำออกไป ซ่งมามาก็เรียกให้คนในห้องครัวไปยังห้องครัวเล็กที่เป็นห้องครัวของบ่าวเพื่อทำอาหารเลี้ยงคนรับใช้ในเรือน แม้อาหารจะไม่ได้เลิศหรูมากและถูกจำกัดเนื้อสัตว์ แต่ว่าก็ถือว่าสกุลเสวี่ยเมตตามากแล้ว
หลินฉงหยูตามไปที่ห้องครัวเล็ก วันนี้อาหารเช้าของพวกบ่าวคือผัดผักใส่เนื้อสัตว์ที่สับละเอียดไม่ได้เป็นชิ้นเพื่อให้ทุกคนได้กินอย่างเท่าเทียม น้ำแกงที่ทำจากโครงกระดูกไก่ที่มีเศษเนื้อติดอยู่ และผัดหัวผักกาด ซึ่งก็ไม่ได้แย่อะไร
“บ่าวในเรือนต้องทำอาหารกินแบบนี้หรือ” นางถามขึ้นเมื่อเห็นว่าคนครัวกำลังทำอาหารอยู่ตรงหน้า ในกระทะใบใหญ่นั้นดูมีเนื้อสัตว์น้อยก็จริง แต่ผักและการปรุงก็น่ากินไม่น้อย
“ไม่เสมอไปหรอก บางวันอาหารของเจ้านายก็แบ่งกินกันได้ทั่วถึง วันไหนเหลือมากก็ได้กินกัน วันไหนมีน้อยพวกสาวใช้ในเรือนบางคนที่รับใช้ใกล้ชิดก็ได้กินอาหารที่เหลือของเจ้านายก่อนมาถึงพวกก้นครัว เราจึงต้องเตรียมอาหารสำรองตามวัตถุดิบที่เหลือในแต่ละวัน ถึงอย่างนั้นอาหารพวกนี้ก็ยังดีกว่าอาหารของชาวบ้านข้างนอกด้วยซ้ำ” ซ่งมามากล่าวเสียงเรียบ
“บ่าวต้องทำอาหารกินเองเนี่ยนะ?” หลินฉงหยูได้ยินก็ประหลาดใจ เคยได้ยินมาว่านายที่ดีควรจะให้บ่าวร่วมสุขด้วย ตัวเองกินอาหารแบบใดก็ควรแบ่งเหลือไว้ให้บ่าวกินแบบนั้น อย่างน้อยอาหารสิบอย่างก็ควรมีแบ่งไว้หกอย่าง ไม่เช่นนั้นจะถูกครหาว่าเป็นนายที่ตระหนี่ถี่เหนียว
แต่ในความเป็นจริงบ่าวในเรือนนี้ต้องทำอาหารกินเองเพราะไม่รู้ว่าอาหารจะเหลือถึงพวกตนหรือไม่ และขนาดเป็นบ่าวด้วยกันก็ยังแบ่งชนชั้นกันเองว่าบ่าวในเรือน บ่าวก้นครัว และบ่าวที่ใช้แรงงาน
รายละเอียดพวกนี้ในนิยายไม่ได้กล่าวถึงเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นพอได้มารับรู้อะไรแบบนี้ก็อดหงุดหงิดใจเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งชนชั้นของบ่าวในเรือนด้วยกันไม่ได้ โดยเฉพาะพวกคนที่รับใช้เจ้านายอย่างใกล้ชิดที่มักจะคิดว่าตนเองมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่สถานะก็ไม่ต่างกัน
************************
“อาเหม่ย อาเหม่ย” เสียงเรียกชื่อเดิมก่อนจะมาอยู่ในโลกของนิยายดังแว่วอยู่ข้างใบหูเจ้าของร่างบอบบางนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในชุดลายทางสีน้ำเงินสลับขาว กำลังขยับเปลือกตาตาเสียงเรียก“อาเหม่ย รู้สึกตัวได้แล้ว เธอทำฉันใจหายแล้วนะ” เสียงของเพื่อนรักอย่างลู่หมินหมิ่นเรียกชื่ออีกครั้ง คราวนี้หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับมองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงง“ท่านพี่ ท่านพี่” จางเหม่ยหลินที่กลับมายังโลกความจริงร้องหาเสวี่ยอี้เทียนด้วยความตกใจและเป็นกังวล เขาสัญญาแล้วว่าจะอยู่ตอนที่นางตื่นในทุก ๆ เช้า แต่ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น“เรียกหาสามี เธอแต่งงานแล้วเหรอ” หมินหมิ่นพูดแล้วเอามือวางแตะที่หน้าผากของเพื่อนรักเพื่อเทียบอุณหภูมิกับหน้าผากของตน“ที่นี่ โรงพยาบาลเหรอ” จางเหม่ยหลินกล่าวด้วยความใจหาย ความทรงจำสุดท้ายคือกำลังมีความสุขกับครอบครัวของเธอ“ก็ใช่นะสิ จะเข้าหน้าหนาวแล้วสงสัยฝนหลงฤดูน่ะ เมื่อวานนี้พายุเลยเข้าไฟดับไปครึ่งเมือง ฉันเลยว่าจะไปอาศัยด้วยสักคืน โทรหาเธอแล้วก็ไม่รับสาย พอไปถึงก็พบนอนสลบอยู่หน้าทีวี ก็เลยพามาโรงพยาบาลเนี่ยแหละ เธอหลับไปตั้งหนึ่งวันเต็ม ๆ ร
เทศกาลโคมไฟที่เมืองหลวงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เสวี่ยหยางอี้ผู้เป็นพี่ชายจูงมือมารดา ในขณะที่เสวี่ยฟางหนิงแฝดผู้น้องกำลังถูกบิดาอุ้มอย่างเอาใจ“อาหนิงเดินเองได้แล้ว ข้ายังเดินเองเลย”“ก็ใครใช้ให้ท่านกินเยอะจนอวบอ้วนเล่า ท่านแม่อุ้มท่านไม่ไหว แต่ท่านพ่ออุ้มข้าไหว” เสียงเล็ก ๆ นั้นต่อปากต่อคำกับผู้เป็นพี่ชายอย่างไม่มีใครยอมใคร“เช่นนั้นก็ดี ท่านพี่อุ้มหนิงเอ๋อร์อย่าได้ปล่อยเชียว ข้ากับอี้เอ๋อร์จะไปเดินซื้อถังหูลู่และผลไม้เชื่อมทางนั้น” เมื่อได้ยินว่ามารดากับพี่ชายจะเดินไปซื้อขนมมีหรือว่าเสวี่ยฟางหนิงจะทนไหว สายตามองมารดากับพี่ชายเดินไปทางแผงขายขนมหวานอย่างไม่คลาดสายตา“ท่านพ่อปล่อยข้าลง ข้าโตแล้วเดินเองได้เจ้าค่ะ” เสียงเล็ก ๆ นั้นพูดออดอ้อนพร้อมทำท่ากะพริบตาปริบ ๆ เหมือนมารดาไม่มีผิด“เอาล่ะ ผินเยว่ตามคุณหนูไปด้วย” เสวี่ยอี้เทียนบอกแก่สาวใช้ที่อยู่ติดตามรับใช้ดูแลภรรยาและลูก ๆ ของตนเองด้วยความภักดียืนมองเด็กทั้งสองอยู่กับภรรยาแล้วจูงมือคนละข้างกลับมาพร้อมกับถังหูลู่คนละไม้แล้วยิ้มให้กับภรรยาที่วันนี้อนุญาตให้ลูก ๆ กินของหวานได้ เพราะปกติแล้วจ
หลังงานเลี้ยงสิ้นสุดก็ยังไม่มีวี่แววว่าคนในจวนจะตามหาโจวเยี่ยนหงพบ ทุกอย่างดูปกติและราบรื่นดี มีเพียงแต่ครอบครัวสกุลเสวี่ยแห่งเป่ยโจวเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเห็นว่าแขกเหรื่อกลับจนหมดแล้ว เสวี่ยอี้เทียนที่ผิดสังเกตจึงตัดสินใจถามบิดาถึงความวุ่นวายที่ตนสังเกตเห็น“ท่านพ่อ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น”“เยี่ยนหงนางหนีออกมา ตอนนี้ยังหาตัวไม่เจอ เจ้ากับสะใภ้รีบกลับไปก่อนเถอะ คืนนี้คงค้างที่สกุลเสวี่ยไม่ได้แล้ว ข้าจะให้คนพาไปพักโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งในเป่ยโจวแทน” เสวี่ยซิ่วหยุนนึกถึงความปลอดภัยของบุตรชายและสะใภ้คนเล็กหลินฉงหยูได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเอะใจอะไรบางอย่าง ในนิยายต้นฉบับก่อนที่เนื้อเรื่องจะเปลี่ยนแปลง ตอนที่นางถูกขับไล่จากสกุลเสวี่ยแล้วกลับมาแก้แค้น ได้ซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะขนาดใหญ่ที่ใช้วางป้ายบูชาบรรพชนในหอบรรพบุรุษ“ค้นหาทุกที่หรือยังเจ้าคะ”“เราค้นหาทุกที่แล้ว แต่ก็ไม่พบนาง ที่ห้องของเจิ้นเฟยก็ไม่มี” อันเหม่ยจิงตอบอย่างร้อนใจ ตอนนี้ห้องของเสวี่ยเจิ้นเฟยหลานชายคนโตก็มีคนคอยคุ้มกันอย่างหนาแน่ เพราะเกรงว่านางจะเข้าไปทำร้าย“ที่หอบรร
รถม้าของจวนเจ้ากรมพิธีการเสวี่ยอี้เทียนกำลังเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางหลักจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่ทางเหนือเพื่อไปร่วมงานฉลองวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเสวี่ย เป็นการกลับไปยังตระกูลใหญ่หลังจากที่ออกมาได้เกือบหลายปีแล้วในตู้รถม้ามีเสวี่ยอี้เทียนและภรรยา บุตรชายหญิงฝาแฝดวัยกำลังน่ารักน่าชังอยู่กับโหรวเซ่าฉีที่จวนไม่ได้ร่วมเดินทางในครั้งนี้“ตั้งแต่คลอดลูก ๆ ข้าไม่เคยห่างจากพวกเขาข้ามคืนเลย ตอนนี้คิดถึงเจ้าสองแสบนั่นเสียแล้ว” หลินฉงหยูพูดกับสามีด้วยน้ำเสียงที่ใจหาย“เจ้าเดินทางไปตรวจสอบบัญชีที่ลั่วหยางออกจะบ่อย”“แต่ลั่วหยางกับจวนเราห่างกันเพียงไม่กี่ลี้ เดินทางไปกลับใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามดี แต่ว่าไปเป่ยโจวกว่าจะถึงก็กว่าครึ่งค่อนวัน เสร็จงานก็มืดค่ำต้องได้พักค้างคืนจึงจะเดินทางกลับได้ในยามเช้า” เสียงหวานยังคงบ่นออกมาด้วยความคิดถึงลูกแฝดทั้งสอง“แต่ข้ากลับมองว่านี่เป็นการดี เราไม่ได้อยู่ตามลำพังมานานแล้ว ลูก ๆ ของเจ้าเอาแต่หาข้ออ้างไม่มานอนที่ห้องก็เรียกให้เจ้าไปกล่อม กว่าจะกลับห้องข้าก็หลับไปหลายตื่นแล้ว กลับเป่ยโจวคราวนี้ข้าจะต้องใช้เวลากับเจ้าให้คุ้ม
จวนเจ้ากรมพิธีการเสวี่ยขึ้นป้ายจวนและจัดเลี้ยงอย่างเอิกเกริก เสวี่ยฮูหยินหลินฉงหยูต้อนรับแขกเหรื่อด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มในขณะที่อายุครรภ์ได้แปดเดือนเศษเมื่อตระกูลเสวี่ยจากเป่ยโจวมาถึงตามเทียบเชิญ นางก็อุ้มท้องอุ้ยอ้ายออกไปต้อนรับพร้อมกับสามีโหรวเซ่าฉีคารวะอดีตสามีแล้วยิ้มต้อนรับกับการมาแสดงความยินดีด้วยตนเองของเขาและเสวี่ยเหวินเจิ้ง สบตากันด้วยมิตรภาพที่ดีงามหลังจากตกลงแยกทางกันเพื่อความเจริญก้าวหน้าของบุตรชาย“เสนาบดีเสวี่ยสบายดีหรือไม่” นางกล่าวถามขณะที่พาไปนั่งยังโต๊ะที่เตรียมเอาไว้“สบายดี” อดีตสามีตอบแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนจะหันไปยิ้มให้แก่บุตรชายคนรอง ไม่สนคำครหาว่าตัดขาดกันแล้วแต่ก็ยังไปมาหาสู่กันเพราะบุตรชายคนรองได้รับตำแหน่งขุนนางในขณะเดียวกันเสวี่ยอี้เทียนกับภรรยาก็เชิญเสวี่ยเหวินเจิ้งนั่งลงใกล้ ๆ กับบิดา“ได้ยินข่าวว่าฮูหยินของท่านให้กำเนิดคุณชายน้อยแล้ว ข้าขอยินดีด้วย” เสวี่ยอี้เทียนกล่าวยินดีกับพี่ชาย เสวี่ยเหวินเจิ้งพยักหน้ารับ มองน้องชายและอดีตหญิงที่ตนผลักไสด้วยความรู้สึกผิด“ขอบคุณเจ้ากรมเสวี่ย” เมื่อตัดขาดกัน
ณ จวนเสวี่ยป๋อ เมืองเป่ยโจวโจวเยี่ยนหงที่อายุครรภ์ใกล้จะครบกำหนดคลอดในอีกไม่กี่วันกำลังนั่งหายใจฟืดฟาดด้วยโทสะที่หนักอึ้งเมื่อพ่อสามีและสามีมาถึงหน้าประตูจวน ฟางฮุ่ยก็เดินเข้ามารายงาน ทำให้ร่างที่อุ้ยอ้ายเพราะขนาดครรภ์ของนางต้องค่อย ๆ ลุกอย่างยากลำบากแล้วเดินไปที่ห้องโถงใหญ่เพื่อรอต้อนรับสามี“ท่านพ่อ ท่านพี่” นางกล่าวเสียงเรียบแล้วทำการคารวะตามธรรมเนียม แววตาที่มองเสวี่ยเหวินเจิ้งนั้นหาได้อ่อนโยนอย่างแต่ก่อนไม่ แม้แต่พ่อสามีเองก็รู้สึกอึดอัดใจกับสะใภ้ผู้นี้“เดินทางมาเหนื่อย ข้าจะไปแช่น้ำอุ่นเสียหน่อย” เสวี่ยซิ่วหยุนกล่าวกับบุตรชายเสียงเรียบ แล้วเดินกลับไปยังเรือนพักของตนเองโดยไม่ถามไถ่ลูกสะใภ้ที่หน้าบึ้งตึง“ฮูหยิน เจ้าท้องโตขนาดนี้ไม่ต้องออกมาต้อนรับข้าให้ลำบาก” เสวี่ยเหวินเจิ้งกล่าวอย่างอ่อนโยน แม้ในใจจะเหน็ดเหนื่อยและอึดอัดกับการกระทำของนางตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา หากแต่ก็ยอมเพราะรู้ว่าก่อนหน้านี้ตนเคยทำผิดกับนางเอาไว้กำหนดการแต่งงานของพวกเขาเลื่อนเข้ามาเพราะนางตั้งครรภ์ แม้น้อยคนนักจะรู้แต่ก็ทำให้นางรู้สึกอับอายคนในตระกูลและเสื่อมเสีย







