Masukสายตาคมกริบของ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ กวาดมองร่างที่เปียกปอนและสั่นเทาบนเตียงด้วยความรู้สึกที่อ่านได้ง่ายดาย มันคือความ "เบื่อหน่าย"
เขาไม่ได้มีความห่วงใย หรือแม้แต่ความโกรธเกรี้ยวในแววตานั้น มีเพียงความเอือมระอาอย่างถึงที่สุด ราวกับกำลังมองดูเด็กเอาแต่ใจที่ลงไปดิ้นพราดๆ กับพื้นเพื่ออยากได้ของเล่น
สำหรับเขา นี่ก็แค่การแสดงฉากหนึ่ง เป็นลูกไม้ตื้นๆ เพื่อ "เรียกร้องความสนใจ" เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา นางคงหวังให้เขาวิ่งเข้ามาประคอง พร่ำบอกคำรัก หรือแสดงความหึงหวง แต่มันไม่มีวันเกิดขึ้น เพราะความอดทนของเขาที่มีต่อสตรีผู้นี้มันหมดไปนานแล้ว
"พอใจหรือยัง?" เขาถามเสียงเรียบ "เลิกเล่นละครได้แล้ว"
ทว่าสิ่งที่หลุดออกมาจากปากของหญิงสาวตรงหน้า กลับไม่ใช่คำตัดพ้อต่อว่า หรือคำอ้อนวอนขอความรักอย่างที่เขาคาดคิด ริมฝีปากที่ซีดขาวและสั่นระริกของนางขยับช้าๆ
"หย่ากับข้าเถอะ..."
คำพูดนั้นแผ่วเบา แต่กลับดังก้องกังวานในความเงียบ
เยว่ซินไม่ได้พูดเพื่อประชดประชัน แต่เธอพูดเพราะไม่อาจทนมองหน้าผู้ชายคนนี้ได้อีกต่อไป ทุกครั้งที่สบตาเขา ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกมีดกรีดแทงหัวใจก็กำเริบขึ้นมา มันคือความเจ็บปวดที่ตกค้างมาจากเจ้าของร่างเดิม ความรักที่แปรเปลี่ยนเป็นความชอกช้ำจนแทบใจสลาย
เธอกัดริมฝีปากแน่นเพื่อข่มความเจ็บปวด พลางหลบสายตาเขา ในหัวสมองตอนนี้กำลังสับสนวุ่นวายจนแทบระเบิด
(นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...)
จิตใต้สำนึกของเธอกรีดร้องลั่น เธอยกมือขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบๆ
(ฉันไม่ใช่เยว่ซิน! ฉันไม่ใช่พระชายาบ้าบออะไรนี่!)
ภาพความทรงจำที่แท้จริงซ้อนทับขึ้นมา เธอคือลูกครึ่งไทย-จีน หญิงสาวยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศไทยมาโดยตลอด เธอมีความฝัน มีเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือการสืบสานธุรกิจครอบครัว เธอจึงตัดสินใจสอบชิงทุนและบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศจีน คณะแพทย์แผนจีน สาขาสมุนไพรและการปรุงยา เพื่อจะนำความรู้กลับไปพัฒนาธุรกิจที่บ้าน
(ฉันจำได้ว่าฉันแค่นอนหลับ... ฉันเหนื่อยจากการทำวิทยานิพนธ์ แล้วก็เผลอหลับไปบนเตียงในหอพัก...)
แต่พอตื่นขึ้นมา กลับมาอยู่ในร่างของใครก็ไม่รู้ ในยุคสมัยที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเทอร์เน็ต แถมยังมีสามีที่เย็นชาจนน่าขนลุกยืนจ้องหน้าอยู่แบบนี้!
ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ เมื่อความคิดหนึ่งแวบเข้ามา... แล้วร่างจริงของเธอล่ะ? ร่างของ "นักศึกษาปริญญาโท" ที่นอนอยู่ในหอพักนั้น ตอนนี้จะเป็นอย่างไร? หรือว่าเธอจะตายไปแล้ว? ไหลตายไปเฉยๆ อย่างนั้นหรือ?
ภาพใบหน้าของพ่อกับแม่ที่ใจดี และพี่ชายที่คอยตามใจเธอเสมอ ลอยเข้ามาในห้วงความคิด ป่านนี้พวกเขาจะรู้หรือยัง? ถ้าพวกเขามาเจอร่างที่ไร้วิญญาณของเธอ พวกเขาจะเสียใจขนาดไหน?
"ฮึก..."
น้ำตาเม็ดโตไหลพรากลงมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากชายตรงหน้า แต่เพราะความคิดถึงบ้านและความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ
จวิ้นอวี้มองดูน้ำตานั้นด้วยความไม่เข้าใจ คิ้วเข้มขมวดมุ่น แววตาของนางดูเจ็บปวดและสูญเสียอย่างแท้จริง ไม่เหมือนมารยาที่เขาเคยเห็น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาหายเบื่อหน่าย
"จะหย่างั้นรึ?" เขาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ฝันไปเถอะ"
"ทำไมล่ะ?"
คำถามนั้นหลุดออกจากปากของเยว่ซินอย่างแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยที่บวมช้ำจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีรัตติกาลของเขาอย่างค้นหา
"ในเมื่อท่านรักคนอื่น ในเมื่อเราไม่ได้รักกัน แล้วทำไมท่านถึงไม่ยอมหย่า?"
เธอมองเขาด้วยสายตาที่เจือไปด้วยความคาดหวังเล็กๆ คาดหวังในความเป็นมนุษย์ของเขา ลึกๆ แล้วเธอแอบหวังว่าที่เขาปฏิเสธเสียงแข็งเมื่อครู่ อาจจะเป็นเพราะเขายังมี 'เศษเสี้ยวความผูกพัน' ต่อเจ้าของร่างเดิมหลงเหลืออยู่บ้าง หรืออย่างน้อย เขาก็คงไม่อยากทนเห็นหน้าผู้หญิงที่เขาเกลียดทุกวันหรอก ใช่ไหม?
ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมา มีเพียงแววตาที่แฝงความดูแคลนและรอยยิ้มที่มุมปากที่เต็มไปด้วยความสมเพช
"หึ..."
จวิ้นอวี้แค่นเสียงในลำคอ เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนเยว่ซินต้องผงะถอยหลัง
"ดูเหมือนว่าการจมน้ำในครั้งนี้ จะทำให้เจ้า 'โง่' ลงไปจริงๆ สินะ"
คำพูดนั้นเสียดแทงจนหน้าชา แต่ประโยคต่อมากลับกรีดลึกยิ่งกว่า
"เยว่ซิน เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตัวเองเป็นใคร? และข้าเป็นใคร?" น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง "การแต่งงานพระราชทานระหว่างเชื้อพระวงศ์กับบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารครึ่งค่อนแผ่นดิน เจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล่นขายของที่นึกจะเลิกก็เลิกได้ง่ายๆ อย่างนั้นรึ?"
ฉับพลันนั้น เยว่ซินก็รู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นจัดสาดซัดเข้าที่หน้าอีกครั้ง ความทรงจำและความรู้ของเจ้าของร่างเดิมไหลบ่าเข้ามาตอกย้ำความผิดพลาดของเธอ
ใช่... เธอ "ลืม" ไปเสียสนิท
เธอเอาตรรกะของคนยุคปัจจุบันที่ว่า 'หมดรักก็แค่หย่า' มาใช้ตัดสินเรื่องราวในยุคโบราณแห่งนี้ สำหรับที่นี่ การหย่าร้างไม่ใช่เรื่องของคนสองคน แต่มันคือเรื่องของ "การเมือง" และ "อำนาจ"
จวิ้นอวี้เหยียดยิ้มเย็นชาเมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของนาง
"บิดาของเจ้า ท่านแม่ทัพเยว่ ผู้ซึ่งรักลูกสาวคนเดียวยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ ยอมมอบอำนาจสนับสนุนข้า ก็เพื่อให้เจ้านั่งอยู่บนตำแหน่งพระชายาเอก" เขากระซิบความจริงที่โหดร้ายใส่หน้านาง "หากข้าหย่ากับเจ้า ก็เท่ากับข้าประกาศสงครามกับตระกูลเยว่ และทำลายฐานอำนาจของตัวเอง"
เขาใช้มือเชยคางมนของนางขึ้น บังคับให้สบตา
"เข้าใจหรือยัง? ว่าทำไมข้าถึงไม่หย่า?"
ไม่ใช่เพราะรัก ไม่ใช่เพราะผูกพัน และไม่ใช่เพราะสงสาร
"ตราบใดที่เจ้ายังนั่งอยู่ตรงนี้ ในฐานะพระชายา กองทัพตระกูลเยว่ก็จะยังอยู่ภายใต้การควบคุมของข้า"
ดวงตาของเยว่ซินสั่นระริก ความคาดหวังเมื่อครู่แหลกสลายกลายเป็นผุยผง เธอไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า "หมาก" ตัวหนึ่งบนกระดานการเมืองของพวกเขา เขาไม่ได้เก็บเธอไว้เพราะพิศวาส แต่เก็บไว้เป็น "ตัวประกัน" เพื่อค้ำจุนอำนาจของตัวเองต่างหาก!
บทที่ 8: ค่ำคืนแห่งพันธนาการดวงตาหงส์ที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับโลหิต ฉายแววความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่กำลังปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง สติสัมปชัญญะของบุรุษตรงหน้าดูเหมือนจะขาดผึงลงไปทุกขณะลมหายใจของเขาหอบกระชั้น ไอร้อนระอุแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนเยว่ซินสัมผัสได้ถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามา(ชิบหายแล้ว... อาการตาขวาง หายใจแรง ตัวร้อนเป็นไฟแบบนี้...)เยว่ซินกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว(มันไม่ใช่พิษธรรมดาแน่ๆ แต่นี่มัน... ยาปลุกกำหนัด! แถมยังแรงชนิดช้างสารยังล้ม!)"เยว่... ซิน..."สุรเสียงทุ้มต่ำครางเรียกนามของนางอย่างยากลำบาก ทว่าแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ ร่างสูงโถมกายลงมา ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดใบหน้า ก่อนที่เขาจะโน้มลงมาหมายจะครอบครองริมฝีปากอิ่ม"อย่านะ!"เยว่ซินเบี่ยงหน้าหลบด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด ทำให้ริมฝีปากที่ร้อนดั่งถ่านไฟของเขาพลาดเป้า เฉียดผ่านพวงแก้มเนียนไปประทับลงที่ซอกคอขาวผ่องแทน สัมผัสเปียกชื้นและรุนแรงทำให้ขนกายของนางลุกชันนางพยายามดิ้นรนสุดชีวิต สองมือทั้งทุบทั้งผลักแผงอกกว้างที่แข็งแกร่งปานกำแพงเหล็ก"ตั้
ตอนที่ 7 : แผนร้ายหรือกับดักรักเยว่ซินกลับมาถึงเรือนพักด้วยจิตใจที่เบิกบานและเบาสบายกว่าทุกครั้ง การได้รู้ว่าตนเองไม่ใช่ "คนแปลกหน้า" เพียงลำพังในโลกต่างมิตินี้ ทำให้ความหวาดกลัวและความเหงาลึกๆ ในใจเบาบางลงไปมาก(ป่านนี้พ่อกับแม่ แล้วก็เฮีย จะเป็นยังไงบ้างนะ...)ความคิดถึงครอบครัวในโลกปัจจุบันผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง พวกเขาคงกำลังร้องไห้เสียใจ หรือกำลังวุ่นวายกับการจัดการร่างที่ไร้วิญญาณของเธอ... แค่คิดน้ำตาก็พาลจะซึมแต่แล้วเธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ในโลกนี้เธอก็มีครอบครัวเหมือนกัน(จะว่าไป... ฉันยังไม่เคยเจอ 'ท่านแม่ทัพเยว่' พ่อของร่างนี้เลยนี่นา)ในความทรงจำเดิม ท่านแม่ทัพรักและตามใจลูกสาวคนนี้มาก จนเสียผู้เสียคน แต่เยว่ซินคนใหม่กลับรู้สึกว่า เธอควรจะหาเวลาไปเยี่ยมท่านบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และศึกษานิสัยใจคอไว้ เวลาต้องออกงานสังคมหรือเจอกันข้างนอก จะได้ไม่ทำตัวเปิ่นๆ ให้ใครจับได้"พระชายาเพคะ น้ำอุ่นเตรียมพร้อมแล้วเพคะ ผสมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบอย่างที่ท่านชอบด้วย" ชิงเหอเดินมารายงานเสียงใส"ขอบใจมาก"เยว่ซินปลดเปลื้องอาภรณ์รุ่มร่ามออก แล้วก้าวลงไปแช่ในถังไม้ใบใหญ่ที่
ตอนที่ 6 : กฎเหล็กของผู้มาเยือน"พี่หลิน..." เยว่ซินเรียกสรรพนามแบบคนกันเอง "คือฉันถามจริงๆ นะ เพราะดูเหมือนพี่จะรู้จักเจ้าของร่างนี้ดี ยัย 'เยว่ซิน' คนเดิมเนี่ย... ร้ายกาจมากไหม?"หลินเวยเลิกคิ้ว "ถามว่าร้ายไหมเหรอ? หึ..." นางหัวเราะในลำคอ "เรียกว่า นรกส่งมาเกิด ยังน้อยไป วีรกรรมนางยาวเป็นหางว่าว แต่ที่แสบที่สุดคือเรื่องที่ทำกับฉันนี่แหละ นางวางแผนใส่ร้ายว่าฉันคบชู้ แล้วจัดฉากให้พี่ชายของนางมาเจอ ฉันเกือบโดนสั่งตายเพราะแผนนางนะยะ!"เยว่ซินหน้าถอดสี รีบยกมือไหว้ปลกๆ ด้วยความรู้สึกผิดแทนเจ้าของร่าง"เฮ้ย! จริงดิ! พี่... ฉันขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ ถึงฉันจะไม่ใช่คนทำ แต่ตอนนี้ฉันอยู่ในร่างนี้ ฉันรู้สึกผิดชะมัดเลย... นี่ฉันเป็นศัตรูของเพื่อนร่วมชะตากรรมเหรอเนี่ย"หลินเวยเห็นท่าทางสำนึกผิดจนตัวลีบของเยว่ซินแล้วก็อดขำไม่ได้ นางโบกมือปัดๆ"โอ๊ย ช่างมันเถอะ! ไม่ต้องขอโทษหรอก เธอไม่ใช่ยัยนั่นสักหน่อย อีกอย่างนะ..."หลินเวยยักไหล่ ทำหน้าเอือมระอา"ถึงไม่มีแผนการของยัยเยว่ซิน ยังไงฉันกับอีตาแม่ทัพบ้านั่นก็ไปกันไม่รอดอยู่ดี""อ้าว ทำไมล่ะ? พี่ชายเจ้าของร่างนี้... แม่ทัพเยว่เฉิน เขาไม่ดีเหรอ?""ดีไหมน่
ตอนที่ 5 : พันธมิตรข้ามมิติเมื่อ หยางเฟย กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในชุดเครื่องแบบองครักษ์เต็มยศ ความหล่อเหลาก็ยิ่งทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว!ชุดเกราะหนังสีดำขลิบเงินขับเน้นช่วงไหล่ที่กว้างผ่าเผย เอวสอบรับกับเข็มขัดเส้นหนาที่คาดดาบประจำกายเอาไว้ ท่วงท่าการเดินที่มั่นคงและแววตาที่มุ่งมั่นทำเอา เยว่ซิน แทบจะละสายตาไม่ได้(อื้มหืม... งานดีพรีเมียม! ถึงสามีจะเย็นชาเป็นก้อนน้ำแข็ง แต่อย่างน้อยสวรรค์ก็ยังเมตตา ส่งอาหารตาชั้นเลิศมาให้เชยชมอยู่ใกล้ๆ แค่เห็นหน้าหล่อๆ ของหยางเฟยวันละนิด จิตใจที่ห่อเหี่ยวก็กระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที!)ภายในรถม้าคันหรูที่ประทับตราจวนอ๋อง เยว่ซินละสายตาจากองครักษ์หนุ่มที่ขี่ม้าขนาบข้างรถม้า หันมาถามสาวใช้คนสนิท"ชิงเหอ ข้าอยากได้เสื้อผ้าใหม่ ชุดในตู้มัน... เอิ่ม... ลิเก... เอ้ย! มันฉูดฉาดไปหน่อย ข้าอยากได้ที่มันเรียบหรูดูแพง เจ้ามีร้านแนะนำไหม?"ชิงเหอนั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าดูลำบากใจอย่างเห็นได้ชัดในใจของนางคิดถึงร้านผ้าที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองหลวงตอนนี้ "หออาภรณ์สกุลหลิน" ของ หลินเวย... อดีตพี่สะใภ้ของพระชายานั่นเองแต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองนั้น... ยิ่งกว่าไฟกับน้
ตอนที่ 4 : ทวงคืนความภักดีหลังจากเดินหนีออกมาจากท่านอ๋องจอมเก๊กได้สักพัก ความหงุดหงิดก็เริ่มคลายลง เยว่ซินสูดหายใจลึกๆ พยายามปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ เมื่อความเจ็บปวดที่หัวใจสงบลง สมองอันชาญฉลาดแบบนักธุรกิจสาวก็เริ่มทำงานทันที"ชิงเหอ" เยว่ซินหันไปกระซิบถามบ่าวคนสนิทที่เดินตามต้อยๆ "ข้าถามอะไรหน่อยสิ""เพคะพระชายา?""ข้า... เอ้ย 'เรา' น่ะ มีเงินไหม? มีเยอะเท่าไหร่? แล้วสินเดิมที่ข้าแต่งเข้ามาล่ะ อยู่ที่ไหน?"ดวงตาของชิงเหอเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ"โธ่ พระชายา ท่านลืมไปแล้วหรือเพคะ? ท่านเป็นถึงบุตรสาวคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่ สินเดิมที่ท่านขนมาตอนแต่งงานน่ะ ยาวเหยียดเป็นสิบๆ ลี้! หีบทองคำ หีบผ้าไหม หีบเครื่องประดับ มีเต็มห้องคลังจนแทบจะล้นออกมา ท่านรวยยิ่งกว่าคลังหลวงบางเมืองเสียอีกนะเพคะ!""จริงดิ!"เยว่ซินเผลออุทานออกมาด้วยความดีใจ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้า(เยี่ยม! รวย! สวย! แล้วจะไปง้อผู้ชายพรรค์นั้นทำไม! ในเมื่อมีทุนรอนขนาดนี้ ฉันก็สามารถใช้ชีวิตเสวยสุขได้สบายๆ หรือจะเอาไปลงทุนทำธุรกิจต่อยอดก็ยังได้!)"งั้นวันนี้อากาศดี" เยว่ซิน
ตอนที่ 3 : การเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจทราบได้สำหรับ เยว่ซิน ที่เคยชินกับการเหลือบมองนาฬิกาข้อมือหรือหน้าจอมือถือ การใช้ชีวิตในยุคโบราณที่ไร้ซึ่งเครื่องบอกเวลาที่แม่นยำช่างเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดพิลึก ที่นี่ไม่มีเข็มวินาที ไม่มีตัวเลขดิจิทัล มีเพียงการกะเกณฑ์จากแสงอาทิตย์และเสียงบอกเวลาจากหอระฆังไกลลิบ"ชิงเหอ ตอนนี้กี่โมงแล้ว?""ทูลพระชายา ยามซื่อ (09.00-11.00 น.) เจ้าค่ะ""แล้วตอนนี้ล่ะ?""ยามอู่ (11.00-13.00 น.) เจ้าค่ะ"สาวใช้คนสนิทอย่าง ชิงเหอ กลายเป็นนาฬิกาเดินได้ส่วนตัวของเธอไปโดยปริยาย เยว่ซินต้องคอยหันไปถามนางอยู่ตลอดเวลาเพื่อประเมินกิจวัตรประจำวันของตัวเองนับตั้งแต่วันที่ฟื้นขึ้นมา นี่ก็ผ่านไปเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้วหนึ่งอาทิตย์ที่เธอไม่เห็นแม้แต่เงาของสามีผู้สูงศักดิ์ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้หายเงียบไปราวกับตายจากกัน ซึ่งนั่นถือว่าเป็นเรื่องดีที่สุดสำหรับเยว่ซิน"ไม่ต้องมาให้เห็นหน้าแหละดี จะได้ไม่ต้องปวดใจ" เธอบ่นพึมพำขณะเดินทอดน่องออกมาสูดอากาศที่สวนหลังเรือนทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับดูประหลาดพิกลทุกย่างก้าวที่เยว่ซินเยื้องย่างผ่าน เหล่าบ่าวไพร่ ข้







