Masukเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจทราบได้
สำหรับ เยว่ซิน ที่เคยชินกับการเหลือบมองนาฬิกาข้อมือหรือหน้าจอมือถือ การใช้ชีวิตในยุคโบราณที่ไร้ซึ่งเครื่องบอกเวลาที่แม่นยำช่างเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดพิลึก ที่นี่ไม่มีเข็มวินาที ไม่มีตัวเลขดิจิทัล มีเพียงการกะเกณฑ์จากแสงอาทิตย์และเสียงบอกเวลาจากหอระฆังไกลลิบ
"ชิงเหอ ตอนนี้กี่โมงแล้ว?"
"ทูลพระชายา ยามซื่อ (09.00-11.00 น.) เจ้าค่ะ"
"แล้วตอนนี้ล่ะ?"
"ยามอู่ (11.00-13.00 น.) เจ้าค่ะ"
สาวใช้คนสนิทอย่าง ชิงเหอ กลายเป็นนาฬิกาเดินได้ส่วนตัวของเธอไปโดยปริยาย เยว่ซินต้องคอยหันไปถามนางอยู่ตลอดเวลาเพื่อประเมินกิจวัตรประจำวันของตัวเอง
นับตั้งแต่วันที่ฟื้นขึ้นมา นี่ก็ผ่านไปเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว
หนึ่งอาทิตย์ที่เธอไม่เห็นแม้แต่เงาของสามีผู้สูงศักดิ์ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้หายเงียบไปราวกับตายจากกัน ซึ่งนั่นถือว่าเป็นเรื่องดีที่สุดสำหรับเยว่ซิน
"ไม่ต้องมาให้เห็นหน้าแหละดี จะได้ไม่ต้องปวดใจ" เธอบ่นพึมพำขณะเดินทอดน่องออกมาสูดอากาศที่สวนหลังเรือน
ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับดูประหลาดพิกล
ทุกย่างก้าวที่เยว่ซินเยื้องย่างผ่าน เหล่าบ่าวไพร่ ข้าทาส และนางกำนัล ต่างพากันสะดุ้งโหยงและรีบกุลีกุจอหลบหนีหายไปจนหมดสิ้น ราวกับเห็นพญามัจจุราชเดินดิน ใครที่หลบไม่ทันก็รีบทรุดตัวลงเอาหน้าแนบพื้น ตัวสั่นงันงกไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
ชื่อเสียงความโหดร้ายและอารมณ์ร้ายกาจของเจ้าของร่างเดิม คงฝังรากลึกจนกลายเป็นความหวาดกลัวจับจิตใจของคนพวกนี้ไปเสียแล้ว
"เฮ้อ... นี่ฉันเป็นนางมารร้ายหรือไงนะ"
ตุ้บ!
ทันใดนั้น ร่างผอมเกร็งของชายชราคนหนึ่งก็เสียหลักล้มลงขวางทางเดินของเธออย่างจัง ด้วยความที่ขาข้างหนึ่งลีบเล็กและเดินกะเผลก ทำให้เขาหลบ "พายุอารมณ์" ของพระชายาไม่ทันเหมือนคนอื่น
"ขะ... ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ! บ่าวสมควรตาย! บ่าวสมควรตาย!"
คนสวนชรารีบโขกศีรษะกับพื้นหินรัวๆ จนหน้าผากเริ่มแดงช้ำ ร่างกายผอมโซสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ บ่าวไพร่คนอื่นที่แอบมองอยู่ไกลๆ ต่างกลั้นหายใจ หลับตาปี๋ด้วยความหวาดเสียว
ตายแน่... ตาเฒ่าจางต้องโดนสั่งโบยจนตายแน่ๆ ที่บังอาจขวางทางเดินพระชายา!
เยว่ซินชะงักเท้า เธอก้มมองชายชราที่กำลังสั่นกลัว แล้วสายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับบางอย่าง
เลือดสีแดงสดกำลังซึมออกมาจากขากางเกงเก่าขาดรุ่งริ่งของเขา บริเวณหน้าแข้งที่กระแทกกับขอบหินเมื่อครู่
สัญชาตญาณของ "หมอ" และผู้ศึกษาเรื่องสมุนไพรตื่นตัวขึ้นทันที!
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" เธอสั่งเสียงเข้ม
ชายชราสะดุ้งเฮือก หยุดโขกหัวแต่ยังคงหมอบราบกับพื้น รอรับชะตากรรมอันโหดร้าย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมา กลับทำให้ทุกคนที่แอบมองอยู่ต้องอ้าปากค้าง
เยว่ซินไม่ได้เรียกหานางกำนัลเพื่อนำแส้มาโบย แต่เธอกลับ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ กับพื้นดินสกปรก ตรงหน้าชายชราคนนั้น!
"เจ้าเจ็บตรงไหน? ขาหักหรือเปล่า?"
น้ำเสียงที่ถามไถ่นั้น แม้จะเจือความตื่นตระหนก แต่กลับเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างที่พวกเขาไม่เคยได้ยินจากปากพระชายามาก่อน เยว่ซินไม่รังเกียจที่จะใช้มือขาวผ่องของนาง เอื้อมไปถลกขากางเกงที่เปื้อนดินโคลนของชายชราขึ้นเพื่อดูบาดแผล
"แผลลึกเหมือนกันนะเนี่ย เส้นเลือดฝอยน่าจะแตก" เธอพึมพำวิเคราะห์อาการ ก่อนจะหันขวับไปตะโกนสั่งสาวใช้ที่ยืนตะลึงอยู่ด้านหลัง
"ชิงเหอ! ยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบไปตามหมอมาเร็วเข้า! บอกว่ามีคนบาดเจ็บ เลือดไหลไม่หยุด!"
"พะ... เพคะ?" ชิงเหอยังคงงงงัน
"เร็วสิ!! เดี๋ยวเขาก็ช็อกหรอก!" เยว่ซินตวาดเร่ง
"เพคะ! หม่อมฉันไปเดี๋ยวนี้เพคะ!"
ขณะที่ชิงเหอวิ่งออกไป เยว่ซินก็หันกลับมาหาคนสวนชราที่เงยหน้ามองนางด้วยแววตาตื่นตะลึง นางฉีกชายผ้าเช็ดหน้าไหมราคาแพงลิบลิ่วของตัวเองโดยไม่เสียดาย เพื่อนำมากดห้ามเลือดที่บาดแผลให้เขา
"อดทนหน่อยนะลุง เดี๋ยวหมอก็มาแล้ว" เธอยิ้มปลอบโยน "คราวหลังขาเจ็บก็ระวังหน่อย อย่ารีบวิ่งแบบนี้อีก เข้าใจไหม?"
ภาพของพระชายาผู้สูงศักดิ์ นั่งคลุกฝุ่นอยู่กับพื้นเพื่อปฐมพยาบาลให้คนสวนชั้นต่ำ กลายเป็นภาพที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งจวนอ๋อง
ภายในเวลาไม่ถึงชั่วยาม เรื่องราวความเมตตา (ที่ดูแปลกประหลาด) ของนาง ก็ถูกเล่าลือกันปากต่อปาก ตั้งแต่โรงครัวยันคอกม้า ว่าวันนี้พระชายาไม่ได้สั่งโบยใคร แต่กลับช่วยชีวิตคนไว้ด้วยมือของนางเอง!
ข่าวลือเรื่องที่พระชายาผู้อารมณ์ร้ายยอมเปื้อนฝุ่นคุกเข่าทำแผลให้คนสวนชรา แพร่สะพัดไปราวกับปีกแมลง จนกระทั่งลอยเข้าหูของ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ ภายในเวลาไม่นาน
"นางเนี่ยนะ ช่วยคน?"
จวิ้นอวี้เลิกคิ้วสูง มุมปากยกยิ้มหยันเมื่อได้รับรายงานจากองครักษ์ เขาปัดเรื่องไร้สาระนี้ทิ้งไปจากหัว คิดว่าเป็นเพียงข่าวลือที่บิดเบือน หรือไม่ก็เป็นแผนการสร้างภาพลักษณ์จอมปลอมของนางอีกตามเคย
ด้วยความเบื่อหน่ายจากกองงานราชการ เขาจึงตัดสินใจเดินออกมาสูดอากาศภายนอก โดยมุ่งหน้าไปยัง "สวนบุปผาสวรรค์" ซึ่งเป็นสวนส่วนกลางขนาดใหญ่ของจวนอ๋อง
สวนแห่งนี้งดงามราวกับภาพวาดจากปลายพู่กันของจิตรกรเอก สระบัวหลวงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลาง น้ำใสแจ๋วจนมองเห็นฝูงปลาคาร์ปหลากสีว่ายวนเวียน สะพานหินโค้งสลักลวดลายมงคลทอดข้ามสระ เชื่อมต่อไปยังศาลารับลมแปดเหลี่ยม รอบด้านรายล้อมด้วยต้นหลิวที่ทิ้งกิ่งระย้าล้อเล่นกับสายลม และแปลงดอกไม้นานาพันธุ์ที่แข่งกันชูช่อส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ
ทว่าความสงบเงียบที่เขาถวิลหากลับถูกทำลายลง เมื่อสายตาคมกริบปะทะเข้ากับร่างบางของสตรีผู้หนึ่งที่ยืนอยู่บนสะพานหิน
เยว่ซิน
จวิ้นอวี้ชะงักฝีเท้า เตรียมจะหันหลังกลับทันทีด้วยความรำคาญใจ แต่ทว่า... บางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไปของนางกลับตรึงเท้าของเขาไว้
นางหันหน้ามาสบตาเขาพอดี
วินาทีนั้น จวิ้นอวี้รับรู้ได้ทันทีว่าสายตาของนางเปลี่ยนไป... โดยสิ้นเชิง
ปกติแล้ว ยามใดที่พบนาง เยว่ซินมักจะส่งสายตาหวานหยดย้อย ยั่วยวน และเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ร้อนแรงจนน่าอึดอัดมาให้เขาเสมอ นางจะรีบวิ่งถลาเข้ามาหา พยายามสัมผัสตัว หรือพูดจาออดอ้อนให้น่ารำคาญ
แต่วันนี้ ดวงตาคู่นั้นกลับ "ว่างเปล่า" และ "เย็นชา" ราวกับกำลังมองดูต้นไม้ใบหญ้า หรือก้อนหินข้างทางที่ไร้ความหมาย
ไม่ใช่แค่สายตา แม้แต่รูปโฉมของนางก็เปลี่ยนไปจนเขาแทบจำไม่ได้
เยว่ซินในวันนี้ไม่ได้สวมชุดสีฉูดฉาดปักเลื่อมทองระยิบระยับเหมือนนกยูงรำแพนอย่างเคย แต่กลับสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย ไร้ลวดลายวิจิตรพิสดาร ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นเพียงครึ่งศีรษะปักปิ่นหยกด้ามเดียว ปล่อยให้ผมส่วนที่เหลือทิ้งตัวลงมาคลอเคลียแผ่นหลัง
และที่น่าตกตะลึงที่สุดคือใบหน้า...
เครื่องประทินโฉมหนาเตอะ แป้งขาววอก และชาดสีแดงสดที่นางชอบพอกจนเหมือนงิ้วโรงเล็ก ได้หายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่แต่งแต้มเพียงบางเบา เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อตามธรรมชาติ และดวงตากลมโตที่ส่องประกายดุจดวงดาว
จวิ้นอวี้เผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ภายใต้หน้ากากเครื่องสำอางหนาเตอะนั้น พระชายาของเขางดงามถึงเพียงนี้... งดงามราวกับเทพธิดาที่หลุดออกมาจากภาพวาด
"พระ... พระชายาเพคะ ท่านอ๋องเสด็จเพคะ"
เสียงกระซิบสั่นๆ ของชิงเหอ ปลุกให้เยว่ซินตื่นจากภวังค์ นางเอกถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างไม่สบอารมณ์
(ซวยชะมัด ดันมาเจอโจทย์เก่าเข้าจนได้)
"ทำความเคารพสิเพคะ พระชายา" ชิงเหอเร่งยิกๆ เพราะกลัวนางจะทำตัวเสียมารยาท
เยว่ซินกลอกตาเล็กน้อย ก่อนจะย่อตัวลงทำความเคารพตามธรรมเนียมอย่างรวดเร็วและแข็งกระด้าง
"ถวายพระพรท่านอ๋อง"
น้ำเสียงนั้นราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ พอพูดจบ นางก็ยืดตัวขึ้นทันที โดยไม่รอให้เขาอนุญาต แล้วก้าวเท้าเดินผ่านร่างของเขาไปหน้าตาเฉย...
เดินผ่านไป... ราวกับเขาเป็นเพียง "ธาตุอากาศ" ที่ไม่มีตัวตน!
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรจากตัวนาง ลอยมาแตะจมูกจวิ้นอวี้ในจังหวะที่นางเดินสวนไป เขาได้แต่ยืนนิ่งงันด้วยความมึนงง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาถูกนางเมินเฉยอย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้
ทว่าทันทีที่เดินลับหลังเขามา เยว่ซินต้องรีบยกมือขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายของตัวเอง
"อึก..."
ความรู้สึกเจ็บแปลบและหน่วงหนักที่หัวใจแล่นริ้วขึ้นมาอีกแล้ว... มันคือความโหยหาและความอาลัยอาวรณ์ของเจ้าของร่างเดิมที่ตอบสนองต่อการได้เจอชายคนรัก น้ำตาเจ้ากรรมพาลจะเอ่อคลอขึ้นมา ทั้งที่สมองของเธอกำลังนึกด่าเขาอยู่
(หยุดเดี๋ยวนี้นะ! หัวใจบ้านี่! จะไปเจ็บปวดเพราะผู้ชายพรรค์นั้นทำไมกัน!)
เยว่ซินสบถในใจอย่างหัวเสีย เธอเกลียดความรู้สึกที่ควบคุมไม่ได้นี้เหลือเกิน เธอกัดฟันแน่น เร่งฝีเท้าเดินหนีไปให้ไกลที่สุด หงุดหงิดแทบบ้าที่ร่างกายนี้ยังคงทรยศเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
ตอนพิเศษ : วิวาห์รัก... สัญญาใจข้ามภพณ จวนขุนนางกรมพิธีการเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วท้องถนน ขบวนเจ้าสาวที่ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตาเคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูวิวาห์ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมืองเยว่ซิน ในชุดคลุมท้องอ่อนๆ สีชมพูหวาน ยืนเกาะแขน ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ มองดูภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับภาพเจ้าบ่าวในชุดสีแดงมงคลจูงมือเจ้าสาวที่คลุมหน้าด้วยผ้าแดงเดินข้ามกระถางไฟ... ภาพการกราบไหว้ฟ้าดิน... และภาพรอยยิ้มแห่งความสุขของคู่บ่าวสาว"เฮ้อ..."เยว่ซินเผลอถอนหายใจออกมาเบาๆ โดยไม่รู้ตัว"เบื่อหรือ?" จวิ้นอวี้ก้มลงถามกระซิบ "ถ้าเจ้าเหนื่อย เรากลับกันเลยไหม? เจ้ากำลังท้องกำลังไส้ ไม่ควรยืนนาน""เปล่าเพคะ ไม่ได้เบื่อ..." เยว่ซินส่ายหน้า นางมองไปที่คู่บ่าวสาวอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม "ข้าแค่... อิจฉานิดหน่อย""อิจฉา?" คิ้วเข้มของท่านอ๋องเลิกขึ้นสูง "เจ้าเป็นถึงพระชายาเอกของข้า มีอำนาจวาสนาเหนือสตรีทั้งแผ่นดิน ยังมีสิ่งใดต้องอิจฉาเมียขุนนางผู้น้อยอีก?"เยว่ซินย่นจมูกใส่เขา "ท่านไม่เข้าใจหัวอกผู้หญิงหรอก... จริงอยู่ที่ข้าแต่งงานกับท่านแล้ว แต่ตอนนั้น... คนที่เข้
บทส่งท้าย : กาลเวลาและพรหมลิขิตนิรันดร์กาลเวลาผันผ่านดั่งสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ...จากเหมันต์ฤดูอันหนาวเหน็บสู่วสันตฤดูที่มวลบุปผาบานสะพรั่ง เรื่องราวร้ายๆ และมรสุมชีวิตที่เคยถาโถมเข้ามาในจวนอ๋อง บัดนี้ได้จางหายไปกลายเป็นเพียงตะกอนความทรงจำ ทิ้งไว้เพียงความสงบสุขและกลิ่นอายของความรักที่อบอวลไปทั่วทุกตารางนิ้วณ ศาลารับลมกลางสระบัว จวนอ๋องแสงแดดยามบ่ายสาดส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ เยว่ซิน ในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆา นั่งพิงหมอนอิงใบนุ่ม อ่านตำราแพทย์เล่มหนาด้วยท่าทีผ่อนคลาย บนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้ามีขนมกุ้ยฮวาและชาร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นวางอยู่ชีวิตของนางในตอนนี้... เรียกได้ว่า "สมบูรณ์แบบ"กิจการร้านค้าของ หลินเวย รุ่งเรืองจนขยายสาขาไปทั่วเมืองหลวง ส่วน มู่หลาน เพื่อนสาวนักฆ่าหน้าตาย ก็ยังคงรับศึกหนักกับ อ๋องจวิ้นเจี๋ย (พี่รอง) ที่ดูเหมือนไม่ยอมให้ห่างกายทุกอย่างลงตัว... จนเยว่ซินแทบจะลืมไปแล้วว่า ตนเองเคยเป็นใคร หรือมาจากที่ไหน"อ่านตำราอีกแล้วหรือ?"เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ จะเดินเข้ามาโอบไหล่นางอย่างเป็นธรรมช
ตอนที่ 45 : บทสรุปแห่งพันธสัญญาณ ห้องรับรองส่วนตัว เรือนพระชายาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ เยว่ซิน ฟื้นคืนชีพ ที่ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ ยอมอนุญาตให้คนนอกเข้ามาเยี่ยมภรรยาถึงในเรือน หลังจากที่เขาหวงแหนนางราวกับจงอางหวงไข่มานานนับเดือนทันทีที่บานประตูเปิดออก หลินเวย และ มู่หลาน ก็พุ่งตัวเข้ามา"เยว่ซิน!!"สามสาวโผเข้ากอดกันกลม น้ำตาแห่งความดีใจไหลพราก โดยเฉพาะหลินเวยที่ร้องไห้จนตัวโยน ส่วนมู่หลานแม้จะพยายามรักษามาดเข้ม แต่ขอบตาก็แดงก่ำด้วยความโล่งใจ"นึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว... นึกว่าเธอทิ้งพวกเราไปแล้วจริงๆ" หลินเวยสะอื้นหลังจากปรับทุกข์และตรวจเช็คสภาพร่างกายกันจนพอใจ เยว่ซินก็สั่งให้บ่าวไพร่ถอยออกไปจนหมด เหลือเพียงพวกนางสามคนในห้องเยว่ซินเริ่มเล่าเรื่องราวตลอด 7 วันที่วิญญาณออกจากร่างให้เพื่อนฟังอย่างละเอียด... เรื่องที่นางกลับไปเห็นงานศพของตัวเอง เห็นพ่อแม่ร้องไห้ และเห็นร่างที่ถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่าน"สรุปคือ... ที่โลกนู้น ฉันตายไปแล้วจริงๆ พี่" เยว่ซินสรุปด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็งขึ้น แววตาเด็ดเดี่ยว"ในโลกอนาคตไม่มีที่ให้ฉันกลับไปแล้ว... ที่นี่คือบ้านของฉัน และจวิ้นอวี้คือครอบครัว
ตอนที่ 44 : การเกิดใหม่และความลับที่ซ่อนเร้นณ จวนอ๋อง... วันที่ปาฏิหาริย์บังเกิดข่าวการฟื้นคืนสติของ พระชายาเยว่ซิน แพร่สะพัดไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว เฉพาะในหมู่คนสนิทและผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกเรือนพักเท่านั้นความตึงเครียดที่ปกคลุมจวนมาตลอดเจ็ดวัน มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความตกตะลึงและความยินดีจนทำอะไรไม่ถูก บ่าวไพร่บางคนถึงกับทรุดลงกราบไหว้ฟ้าดิน เพราะทุกคนต่างรู้ดีอยู่เต็มอกว่า... ร่างที่นอนอยู่บนเตียงนั้นสิ้นลมไปแล้วแต่เพราะ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ ผู้เปรียบเสมือนมัจจุราชที่ยืนขวางประตูยมโลก เขาใช้ดาบพาดคอทุกคนที่กล้าเอ่ยปากเรื่อง "การตายของพระชายา" และสั่งตายทุกคนที่คิดจะแพร่งพรายข่าวการตายออกไป... ความบ้าคลั่งและความเชื่อมั่นอันแรงกล้าของเขา ได้ฉุดรั้งนางกลับมาได้สำเร็จจริงๆ!"พระชายา!! ฮือๆๆๆ!"ชิงเหอ สาวใช้คนสนิท ถลาร่างเข้ามาในห้องเป็นคนแรกเมื่อได้รับการแจ้งข่าว นางลืมกฎเกณฑ์มารยาทไปจนหมดสิ้น ทรุดตัวลงข้างเตียง กุมมือนายหญิงของตนมาแนบหน้าผาก ร้องไห้โฮจนตัวสั่นเทา"บ่าวนึกว่า... บ่าวนึกว่าจะไม่ได้เห็นหน้าพระองค์อีกแล้ว... ฮือ..."แม้แต่ หยางเฟย องครักษ์หนุ่มผู้เคร่งขร
ตอนที่ 43 : การหลอมรวมดวงจิตความอาลัยอาวรณ์ ความเจ็บปวด และความรักต่อครอบครัวรัดรึงหัวใจจนแน่น... แต่แล้ว... ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้น เสียงเรียกที่ทรงพลังยิ่งกว่าความตายก็ดังแหวกมิติเข้ามา"เยว่ซิน... กลับมาหาข้า..."เสียงของ จวิ้นอวี้... ผู้ชายอีกคนหนึ่งที่กำลังจะขาดใจตายหากไม่มีเธอพิมพ์ชะงัก... มองดูพ่อกับแม่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจหันหลังให้กับภาพความทรงจำในห้องนอน... เพื่อมุ่งหน้าไปตามเสียงเรียกนั้น(ลาก่อนนะคะ... ชาตินี้หนูทำบุญมาน้อย แต่หนูสัญญา... ว่าหนูจะไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในร่างนั้นให้คุ้มค่าที่สุด)แรงดึงดูดมหาศาลกระชากเธอกลับสู่ความมืดมิด...ณ ห้วงมิติสีขาวโพลน... รอยต่อระหว่างภพหลังจากที่วิญญาณของพิมพ์ถูกกระชากกลับมาจากห้องนอนในโลกปัจจุบัน นางไม่ได้ตื่นขึ้นในทันที แต่กลับลอยละล่องมาหยุดอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่ง... ที่ซึ่งไม่มีทิศทาง ไม่มีกาลเวลา มีเพียงพื้นน้ำนิ่งสงบราวกับกระจกเงาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้าของนาง... ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนหันหลังให้สตรีในชุดจีนโบราณสีแดงสดปักลายหงส์... ผมยาวสลวยถึงกลางหลัง แผ่นหลังนั้นดูบอบบางและคุ้นตาเหลือเกิน"คุณ..
ตอนที่ 42 : เจ็ดวันแห่งการจากลาณ ห้องบรรทมที่ถูกปิดตาย... วันที่เจ็ดของการจากลาภายในห้องกว้างที่เคยอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น บัดนี้กลับเงียบสงัดวังเวง มีเพียงแสงเทียนวูบไหวที่ส่องกระทบเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งนิ่งงันอยู่ข้างเตียงราวกับรูปสลักหินจวิ้นอวี้ ในสภาพอิดโรย ดวงตาลึกโหลและแดงช้ำจากการไม่ได้นอนมาหลายคืน นั่งกุมมือที่เย็นเฉียบของภรรยาเอาไว้แนบแก้มบนเตียงกว้าง... ร่างไร้วิญญาณของ เยว่ซิน นอนสงบนิ่ง นางสวมชุดผ้าไหมสีกลีบบัวปักลายหงส์คู่มังกรที่งดงามวิจิตรที่สุด ซึ่งเขาเป็นคนบรรจงสวมใส่ให้นางด้วยมือของเขาเอง ใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา กลบความซีดเผือดจนดูเหมือนคนที่มีเลือดฝาดในสายตาของจวิ้นอวี้... นางยังคงสวยสดใส งดงามราวกับเจ้าหญิงนิทราที่กำลังหลับฝันหวานทว่า... ความเป็นจริงที่โหดร้ายกลับซ่อนอยู่ใน "ขวดแก้วใบเล็ก" ที่วางอยู่บนหัวเตียงหมอหลวงได้มอบ 'โอสถตรึงสังขาร' ซึ่งเป็นยาวิเศษหายากที่ช่วยคงสภาพร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อย... แต่มันมีฤทธิ์อยู่ได้เพียง "สองอาทิตย์" เท่านั้นหากครบกำหนดสิบสี่วัน แล้วนางยังไม่ฟื้น... ร่างกายที่งดงามนี้จะเริ่มเน่







