Masuk
ปัง!
เสียงประตูไม้สักบานหนาหนักถูกกระแทกปิดลงจากด้านนอกดังก้องกังวานไปทั่วห้องบรรทมที่กว้างใหญ่ ตามมาด้วยเสียงลงกลอนแม่กุญแจเหล็ก "กริ๊ก!" ที่ชัดเจนและบาดหูราวกับเสียงลั่นไกประหาร
ความเงียบสงัดโรยตัวลงมาปกคลุมทันที... เป็นความเงียบที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเสียงตะโกน
เยว่ซิน ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตู มือเรียวเล็กที่กำสาบเสื้อคลุมไหล่แน่นจนข้อนิ้วซีดขาวสั่นระริก นางหันขวับไปทุบประตูอย่างแรง
"เฮ้ย! เดี๋ยวสิ! ปิดทำไม! ไหนบอกให้มาดูคนป่วย!"
ไร้เสียงตอบรับ... ไม่มีแม้แต่เงาขององครักษ์หรือบ่าวไพร่ที่เพิ่งลากนางออกมาจากเตียงนอนกลางดึก
"บ้าเอ๊ย..."
หญิงสาวสบถพึมพำ ก้มลงมองสภาพตัวเองแล้วอยากจะร้องไห้ ภายใต้ผ้าคลุมไหล่ผืนหนาที่คว้ามาได้อย่างลวกๆ นี้ นางสวมเพียงชุดนอนผ้าแพรบางเบาสีขาวสะอาดตาที่แนบไปกับทุกสัดส่วนโค้งเว้า... ชุดที่เหมาะสำหรับใส่นอนคนเดียว ไม่ใช่ชุดที่จะใส่มายืนต่อหน้าบุรุษเพศ!
โดยเฉพาะบุรุษผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "สามี" ที่เกลียดขี้หน้านางเข้าไส้
"อึก... ร้อน..."
เสียงครางต่ำในลำคอที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความทรมานดังแว่วมาจากเตียงนอนขนาดใหญ่ใจกลางห้อง
เยว่ซินชะงัก ค่อยๆ หันกลับไปมองต้นเสียงด้วยหัวใจที่เต้นรัวเร็ว
แสงเทียนสลัวเผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ บุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้า นอนบิดเร่าอยู่บนฟูกหนานุ่ม ผ้าห่มถูกถีบกระจุยกระจาย เสื้อตัวในสีขาวหลุดลุ่ยจนเผยให้เห็นแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อพราว ผิวกายของเขาแดงก่ำราวกับถูกไฟเผา
"ท่านอ๋อง..."
สัญชาตญาณความเป็นหมอในโลกอนาคตสั่งให้ขาของนางก้าวเข้าไปหา แม้สมองจะกรีดร้องว่า 'หนีไป!' ก็ตาม
นางค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ ม่านโปร่งแสงกั้นขวางระหว่างนางกับสัตว์ร้ายที่กำลังบาดเจ็บ
"ไหนดูซิ... อาการเป็นยังไง..."
นางเอื้อมมือสั่นๆ ผ่านม่านมุ้ง หมายจะจับชีพจรที่ข้อมือของเขาเพื่อตรวจดูอาการที่ว่า 'ถูกพิษ'
ทว่า... ทันทีที่ปลายนิ้วเย็นเฉียบของนางแตะโดนผิวกายที่ร้อนระอุราวกับถ่านไฟ
หมับ!
มือหนาที่แข็งแกร่งดุจคีมเหล็กคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของนาง แล้วกระชากอย่างแรงเพียงครั้งเดียว!
"ว้าย!"
โลกทั้งใบหมุนคว้าง ร่างบางของเยว่ซินเสียหลักล้มลงไปนอนทับบนอกแกร่งของเขาเต็มแรง ผ้าคลุมไหล่ที่ห่อหุ้มร่างกายร่วงหล่นลงพื้น เผยให้เห็นเรือนร่างเย้ายวนภายใต้ชุดนอนผ้าแพรบางจ๋อย
"ปล่อยนะ! ท่านเป็นบ้าอะไรเนี่ย!"
นางดิ้นรนขัดขืน แต่สายเกินไป...
จวิ้นอวี้พลิกตัวขึ้นมาคร่อมทับร่างของนางไว้อย่างรวดเร็ว กักขังนางไว้ใต้ร่างแกร่งที่ร้อนดั่งไฟ ลมหายใจหอบกระเส่าของเขารินรดลงบนใบหน้าตื่นตระหนกของนาง
ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาและไร้หัวใจ บัดนี้กลับแดงก่ำและฉ่ำเยิ้มไปด้วยความต้องการที่ปิดไม่มิด... มันไม่ใช่แววตาของคนเจ็บปางตาย แต่เป็นแววตาของนักล่าที่กำลังหิวกระหาย
"เยว่... ซิน..."
เขาครางชื่อนางเสียงพร่า จมูกโด่งกดลงมาสูดดมความหอมที่ซอกคอของนาง
วินาทีนั้น เยว่ซินตระหนักได้ทันทีว่า 'ยาพิษ' ที่เขาโดนคืออะไร... และ 'ยาถอนพิษ' ที่พวกองครักษ์ต้องการส่งมาให้เขา... ก็คือ ตัวนางเอง!
นี่ไม่ใช่แค่การรักษา... แต่มันคือกับดัก!
กับดักราตรียาวนาน ที่จะเปลี่ยนชีวิตของนางและเขาไปตลอดกาล
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เสียงร่ำไห้สะอื้นของเหล่าบ่าวไพร่คนสนิทดังระงมไปทั่วเรือนพัก แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจกลบเสียงกระซิบกระซาบที่ดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ เมื่อทุกคนต่างมองไปยังร่างของ พระชายาเยว่ซิน ที่นอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่บนเตียง
"น่าเวทนานัก" บ่าวอาวุโสคนหนึ่งปาดน้ำตา "แม้จะเป็นถึงธิดาคนเดียวของท่านแม่ทัพผู้ค้ำจุนแผ่นดิน แต่กลับไม่เคยได้รับความรักจากท่านอ๋องจวิ้นอวี้เลยสักนิด"
"ชู่ว์! เบาหน่อย" อีกเสียงกระซิบตอบ "ก็ใครใช้ให้พระนางใช้อำนาจบิดาบีบบังคับให้ท่านอ๋องแต่งงานด้วยเล่า! ทั้งที่ใครๆ ก็รู้ว่าท่านอ๋องมี คุณหนูไป๋ลู่ สหายสมัยเด็กอยู่ในใจมาตลอด"
"เรื่องที่เกิดขึ้นริมสระนั่น ข้าได้ยินว่าพระชายาทรงโกรธเกลียดคุณหนูไป๋ลู่ จึงผลักนางตกน้ำ!"
"ใช่! แล้วพระองค์ก็แกล้งกระโดดตามลงไป หวังจะให้ท่านอ๋องเลือก แต่ผลกลับเป็นท่านอ๋องจวิ้นอวี้พุ่งไปช่วยคุณหนูไป๋ลู่ ปล่อยให้พระชายาจมน้ำจริงๆ!"
เสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมกัน เหล่าบ่าวไพร่ต่างมองร่างที่บัดนี้ซีดเผือดราวกับไร้วิญญาณบนเตียงด้วยแววตาซับซ้อน ทั้งสมเพชเวทนา และแอบสมน้ำหน้าอยู่ลึกๆ
"อื้อ... ใครมาร้องไห้น่ารำคาญจริงๆ คนจะนอน!"
ท่ามกลางเสียงสะอึกสะอื้นระงมที่ดังอยู่รอบตัว เยว่ซิน ก็ค่อยๆ ขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ เปลือกตาหนักอึ้งพยายามปรือเปิดขึ้นทีละน้อย
(นี่ฉันนอนอยู่ที่โรงพยาบาลเหรอ? ทำไมเสียงดังอย่างกับมีงานศพ)
เธอไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตัวเองได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของ เยว่ซิน พระชายาผู้เป็นนางร้ายในยุคจีนโบราณเสียแล้ว
"โว้ย! หนวกหู! บอกว่าคนจะนอนไงเล่า!"
ทันทีที่สติเริ่มกลับมาบ้าง หญิงสาวก็ดีดตัวลุกขึ้นนั่งพรวดบนเตียง พร้อมกับตวาดลั่นด้วยความหงุดหงิดตามประสาคนนอนไม่อิ่ม ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเหล่าบ่าวไพร่ที่กำลังคุกเข่าร้องไห้อยู่ข้างเตียง คือภาพของพระชายาที่เมื่อครู่ยังนอนนิ่งราวกับศพ บัดนี้กลับลุกขึ้นนั่งจ้องเขม็ง ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้าง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเปียกชื้น
"กรี๊ดดดดดดดด!"
"ผะ... ผี! พระชายาเป็นผี!"
"พระชายาฟื้นแล้ว!"
บ่าวไพร่คนหนึ่งร้องลั่นด้วยความตกใจสุดขีด ก่อนที่วงร้องไห้จะแตกฮือ เหล่าบ่าวไพร่ต่างกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว พากันวิ่งหนีกันไปคนละทิศคนละทาง ชนข้าวของล้มระเนระนาด บางคนถึงกับล้มลุกคลุกคลานเพื่อหนีออกจากห้องให้เร็วที่สุด
เยว่ซินนั่งงงอยู่บนเตียง มองดูเหตุการณ์ชุลมุนตรงหน้าด้วยความมึนงง
"ผีเผออะไรของพวกแก นี่มันเล่นละครอะไรกันเนี่ย? แล้วที่นี่มันที่ไหน?!"
เธอก้มมองชุดผ้าไหมโบราณเปียกชื้นที่ตัวเองใส่อยู่ ก่อนจะต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ เพิ่งจะส่งคุณหนูไป๋ลู่กลับถึงเรือนรับรองของนาง ร่างบอบบางที่เปียกปอนและยังตัวสั่นไม่หาย ทำให้เขาต้องใช้เวลาปลอบประโลมอยู่ครู่ใหญ่ด้วยความเป็นห่วง
ทว่าทันทีที่เขาก้าวพ้นจากเรือนของสหายวัยเด็ก ความวุ่นวายและเสียงกรีดร้องโวยวายจากทิศทางเรือนพักของพระชายาก็ดังแว่วมาถึง
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!" เขาตวาดถามองครักษ์เงาที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
"ทูลท่านอ๋อง เมื่อครู่มีบ่าวไพร่จากเรือนพระชายาวิ่งหน้าตื่นมาแจ้งว่า..." องครักษ์เงาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะรายงานตามความจริง "พวกเขาแจ้งว่าพระชายาสิ้นพระทัยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
จวิ้นอวี้ชะงักฝีเท้าไปชั่วขณะ หัวใจของเขากระตุกวูบอย่างประหลาด... นางตายแล้ว?
"แต่ว่า..." องครักษ์รีบกล่าวต่อ เมื่อเห็นความโกลาหลระลอกใหม่ดังมา
"เมื่อสักครู่ บ่าวไพร่วิ่งหนีออกมาอีกระลอก บอกว่าพระชายาฟื้นคืนชีพแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พวกเขากำลังแตกตื่น คิดว่าพระชายาเป็นผี!"
คิ้วเข้มของท่านอ๋องจวิ้นอวี้ขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
สิ้นใจแล้ว แต่กลับฟื้นขึ้นมา?
เขาสะบัดชายแขนเสื้ออย่างแรง มุ่งหน้าตรงไปยังเรือนของพระชายาทันที ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย เขาไม่รู้ว่าควรรู้สึกดีใจหรือเสียใจดี
ดีใจ... ที่อย่างน้อยนางยังไม่ตาย และเขาคงไม่ต้องรับมือกับโทสะของท่านแม่ทัพผู้เป็นพ่อตา
หรือเสียใจ... ที่ตัวปัญหาอย่างเยว่ซิน ผู้หญิงที่ใช้อำนาจสกุลบีบบังคับให้เขาต้องแต่งงานด้วย ยังคงไม่หายไปจากชีวิตเขาสักที
เยว่ซินพยายามยันตัวลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ร่างกายที่เพิ่งผ่านการจมน้ำมาหมาดๆ ทั้งหนักอึ้งและหนาวสั่นไปถึงกระดูก
"พระชายา! ทรงฟื้นแล้ว! บ่าวอยู่นี่เพคะ!"
เสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับร่างของบ่าวรับใช้หญิงที่ยังอยู่ในวัยสาว กิริยาท่าทางดูภักดี นางคือ ชิงเหอ บ่าวคนสนิทที่แม้จะตกใจวิ่งหนีไปในตอนแรก แต่ก็รีบตั้งสติวิ่งกลับเข้ามาดูนายของตนทันที นางโผเข้ามาเพื่อจะประคอง
"อย่ามาแตะต้องฉัน!"
เยว่ซินสะบัดแขนผลักบ่าวคนสนิทออกไปอย่างแรงด้วยความตกใจและระแวง เธอไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้! ชิงเหอล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความงุนงง "พระชายา..."
เยว่ซินไม่สนใจเสียงเรียกนั้น เธอก้าวถอยหลังอย่างไม่มั่นคง สายตากวาดมองไปรอบๆ ห้องด้วยความสับสน นี่มันไม่ใช่ห้องนอนของเธอ!
ห้องนี้กว้างขวางโอ่โถง แต่กลับเต็มไปด้วยของประหลาด เตียงไม้สลักลายวิจิตรที่เธอนั่งอยู่ ม่านปักลายหงส์สีแดงสด โต๊ะเครื่องแป้งไม้ขัดมันวาวที่มีกระจกทองเหลืองโบราณตั้งอยู่ แม้แต่กระถางกำยานที่ยังลอยควันจางๆ ทุกอย่างดูเหมือนฉากในละครจีนโบราณไม่มีผิด!
(นี่มันเรื่องบ้าอะไร)
เพียะ!
เยว่ซินยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองอย่างแรง!
"โอ๊ย! เจ็บ..."
ความเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาบนแก้มนั้นชัดเจนและสมจริงเกินไป นี่ไม่ใช่ความฝัน!
(อย่าบอกนะว่าฉันทะลุมิติมา?! มันจะเกิดขึ้นได้ยังไง! ฉันก็แค่... ฉันก็แค่นอนหลับอยู่ในห้องนอนของตัวเองเฉยๆ!)
ทันใดนั้นเอง...
"อ๊า!"
เยว่ซินร้องออกมาเบาๆ เมื่อความเจ็บปวดระลอกใหม่จู่โจมเข้าที่ศีรษะ ภาพและเรื่องราวที่ไม่ใช่ของเธอจู่ๆ ก็ฉายซ้ำเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว ภาพการแต่งงานที่ไร้รอยยิ้ม สายตาเย็นชาของท่านอ๋องจวิ้นอวี้ รอยยิ้มเย้ยหยันของไป๋ลู่ ความอัปยศอดสูจากการถูกบังคับ และความรักที่คลั่งไคล้ ความเจ็บปวดที่เฝ้ารอ...
ความรู้สึกที่ "เจ็บช้ำ" อย่างแสนสาหัสของเจ้าของร่างเดิมถาโถมเข้าใส่จิตใจของเธออย่างจัง!
"อึ่ก..."
เยว่ซินรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจอย่างรุนแรง มันเป็นความเจ็บที่บีบคั้นจนหายใจไม่ออก และไม่ทันที่เธอจะได้ประมวลผลอะไรต่อ น้ำตาสองสายก็ไหลทะลักออกมาจากดวงตาของเธออย่างห้ามไม่ได้ มันไหลออกมา... ราวกับว่าตัวเธอเองคือคนที่รักสามีเลวผู้เย็นชาคนนั้นจนแทบขาดใจเสียเอง
ยังไม่ทันที่เยว่ซินจะได้ยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกจนสุดบาน ตามมาด้วยการปรากฏตัวของบุรุษผู้หนึ่ง
เยว่ซินหันไปมองตามสัญชาตญาณ
ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองลายมังกรซ่อนเมฆก้าวเข้ามา บ่งบอกถึงสถานะสูงศักดิ์ของผู้สวมใส่ แม้ใบหน้าของเขาจะหล่อเหลาราวกับเทพเซียนสลักเสลา คิ้วกระบี่เข้มพาดเฉียง สันจมูกโด่งคม ริมฝีปากบางเฉียบที่เม้มแน่นเป็นนิจ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับดำมืดและเย็นชาราวกับน้ำแข็งพันปี
เขาคือ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ สามีของเจ้าของร่างนี้
ทว่าเยว่ซินในตอนนี้กลับไม่ได้รู้สึกตกตะลึงในความหล่อเหลาอันสมบูรณ์แบบนั้นเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่สบตากับเขา ความรู้สึก "ผิดหวัง" อย่างรุนแรงจนแทบแหลกสลาย ซึ่งเป็นของเจ้าของร่างเดิมที่หลงเหลือเอาไว้ก่อนจากไป ก็ปะทุขึ้นมาในอกอย่างบ้าคลั่ง
มันคือความผิดหวัง... ที่เขามองข้ามนาง
มันคือความเจ็บปวด... ที่เขาเลือกช่วยหญิงอื่น
มันคือความสิ้นหวัง... ที่รู้ว่าทั้งชีวิตนี้ก็ไม่มีวันได้หัวใจของเขามา
ความรู้สึกเหล่านั้นหนักหน่วงเสียจนเยว่ซินแทบยืนไม่อยู่ เธอจ้องมองใบหน้าเย็นชาของเขาผ่านม่านน้ำตา ไม่ใช่ด้วยความรัก แต่ด้วยความปวดร้าวที่ฝังลึกจนสุดจะทานทน
ตอนพิเศษ : วิวาห์รัก... สัญญาใจข้ามภพณ จวนขุนนางกรมพิธีการเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วท้องถนน ขบวนเจ้าสาวที่ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตาเคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูวิวาห์ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมืองเยว่ซิน ในชุดคลุมท้องอ่อนๆ สีชมพูหวาน ยืนเกาะแขน ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ มองดูภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับภาพเจ้าบ่าวในชุดสีแดงมงคลจูงมือเจ้าสาวที่คลุมหน้าด้วยผ้าแดงเดินข้ามกระถางไฟ... ภาพการกราบไหว้ฟ้าดิน... และภาพรอยยิ้มแห่งความสุขของคู่บ่าวสาว"เฮ้อ..."เยว่ซินเผลอถอนหายใจออกมาเบาๆ โดยไม่รู้ตัว"เบื่อหรือ?" จวิ้นอวี้ก้มลงถามกระซิบ "ถ้าเจ้าเหนื่อย เรากลับกันเลยไหม? เจ้ากำลังท้องกำลังไส้ ไม่ควรยืนนาน""เปล่าเพคะ ไม่ได้เบื่อ..." เยว่ซินส่ายหน้า นางมองไปที่คู่บ่าวสาวอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม "ข้าแค่... อิจฉานิดหน่อย""อิจฉา?" คิ้วเข้มของท่านอ๋องเลิกขึ้นสูง "เจ้าเป็นถึงพระชายาเอกของข้า มีอำนาจวาสนาเหนือสตรีทั้งแผ่นดิน ยังมีสิ่งใดต้องอิจฉาเมียขุนนางผู้น้อยอีก?"เยว่ซินย่นจมูกใส่เขา "ท่านไม่เข้าใจหัวอกผู้หญิงหรอก... จริงอยู่ที่ข้าแต่งงานกับท่านแล้ว แต่ตอนนั้น... คนที่เข้
บทส่งท้าย : กาลเวลาและพรหมลิขิตนิรันดร์กาลเวลาผันผ่านดั่งสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ...จากเหมันต์ฤดูอันหนาวเหน็บสู่วสันตฤดูที่มวลบุปผาบานสะพรั่ง เรื่องราวร้ายๆ และมรสุมชีวิตที่เคยถาโถมเข้ามาในจวนอ๋อง บัดนี้ได้จางหายไปกลายเป็นเพียงตะกอนความทรงจำ ทิ้งไว้เพียงความสงบสุขและกลิ่นอายของความรักที่อบอวลไปทั่วทุกตารางนิ้วณ ศาลารับลมกลางสระบัว จวนอ๋องแสงแดดยามบ่ายสาดส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ เยว่ซิน ในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆา นั่งพิงหมอนอิงใบนุ่ม อ่านตำราแพทย์เล่มหนาด้วยท่าทีผ่อนคลาย บนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้ามีขนมกุ้ยฮวาและชาร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นวางอยู่ชีวิตของนางในตอนนี้... เรียกได้ว่า "สมบูรณ์แบบ"กิจการร้านค้าของ หลินเวย รุ่งเรืองจนขยายสาขาไปทั่วเมืองหลวง ส่วน มู่หลาน เพื่อนสาวนักฆ่าหน้าตาย ก็ยังคงรับศึกหนักกับ อ๋องจวิ้นเจี๋ย (พี่รอง) ที่ดูเหมือนไม่ยอมให้ห่างกายทุกอย่างลงตัว... จนเยว่ซินแทบจะลืมไปแล้วว่า ตนเองเคยเป็นใคร หรือมาจากที่ไหน"อ่านตำราอีกแล้วหรือ?"เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ จะเดินเข้ามาโอบไหล่นางอย่างเป็นธรรมช
ตอนที่ 45 : บทสรุปแห่งพันธสัญญาณ ห้องรับรองส่วนตัว เรือนพระชายาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ เยว่ซิน ฟื้นคืนชีพ ที่ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ ยอมอนุญาตให้คนนอกเข้ามาเยี่ยมภรรยาถึงในเรือน หลังจากที่เขาหวงแหนนางราวกับจงอางหวงไข่มานานนับเดือนทันทีที่บานประตูเปิดออก หลินเวย และ มู่หลาน ก็พุ่งตัวเข้ามา"เยว่ซิน!!"สามสาวโผเข้ากอดกันกลม น้ำตาแห่งความดีใจไหลพราก โดยเฉพาะหลินเวยที่ร้องไห้จนตัวโยน ส่วนมู่หลานแม้จะพยายามรักษามาดเข้ม แต่ขอบตาก็แดงก่ำด้วยความโล่งใจ"นึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว... นึกว่าเธอทิ้งพวกเราไปแล้วจริงๆ" หลินเวยสะอื้นหลังจากปรับทุกข์และตรวจเช็คสภาพร่างกายกันจนพอใจ เยว่ซินก็สั่งให้บ่าวไพร่ถอยออกไปจนหมด เหลือเพียงพวกนางสามคนในห้องเยว่ซินเริ่มเล่าเรื่องราวตลอด 7 วันที่วิญญาณออกจากร่างให้เพื่อนฟังอย่างละเอียด... เรื่องที่นางกลับไปเห็นงานศพของตัวเอง เห็นพ่อแม่ร้องไห้ และเห็นร่างที่ถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่าน"สรุปคือ... ที่โลกนู้น ฉันตายไปแล้วจริงๆ พี่" เยว่ซินสรุปด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็งขึ้น แววตาเด็ดเดี่ยว"ในโลกอนาคตไม่มีที่ให้ฉันกลับไปแล้ว... ที่นี่คือบ้านของฉัน และจวิ้นอวี้คือครอบครัว
ตอนที่ 44 : การเกิดใหม่และความลับที่ซ่อนเร้นณ จวนอ๋อง... วันที่ปาฏิหาริย์บังเกิดข่าวการฟื้นคืนสติของ พระชายาเยว่ซิน แพร่สะพัดไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว เฉพาะในหมู่คนสนิทและผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกเรือนพักเท่านั้นความตึงเครียดที่ปกคลุมจวนมาตลอดเจ็ดวัน มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความตกตะลึงและความยินดีจนทำอะไรไม่ถูก บ่าวไพร่บางคนถึงกับทรุดลงกราบไหว้ฟ้าดิน เพราะทุกคนต่างรู้ดีอยู่เต็มอกว่า... ร่างที่นอนอยู่บนเตียงนั้นสิ้นลมไปแล้วแต่เพราะ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ ผู้เปรียบเสมือนมัจจุราชที่ยืนขวางประตูยมโลก เขาใช้ดาบพาดคอทุกคนที่กล้าเอ่ยปากเรื่อง "การตายของพระชายา" และสั่งตายทุกคนที่คิดจะแพร่งพรายข่าวการตายออกไป... ความบ้าคลั่งและความเชื่อมั่นอันแรงกล้าของเขา ได้ฉุดรั้งนางกลับมาได้สำเร็จจริงๆ!"พระชายา!! ฮือๆๆๆ!"ชิงเหอ สาวใช้คนสนิท ถลาร่างเข้ามาในห้องเป็นคนแรกเมื่อได้รับการแจ้งข่าว นางลืมกฎเกณฑ์มารยาทไปจนหมดสิ้น ทรุดตัวลงข้างเตียง กุมมือนายหญิงของตนมาแนบหน้าผาก ร้องไห้โฮจนตัวสั่นเทา"บ่าวนึกว่า... บ่าวนึกว่าจะไม่ได้เห็นหน้าพระองค์อีกแล้ว... ฮือ..."แม้แต่ หยางเฟย องครักษ์หนุ่มผู้เคร่งขร
ตอนที่ 43 : การหลอมรวมดวงจิตความอาลัยอาวรณ์ ความเจ็บปวด และความรักต่อครอบครัวรัดรึงหัวใจจนแน่น... แต่แล้ว... ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้น เสียงเรียกที่ทรงพลังยิ่งกว่าความตายก็ดังแหวกมิติเข้ามา"เยว่ซิน... กลับมาหาข้า..."เสียงของ จวิ้นอวี้... ผู้ชายอีกคนหนึ่งที่กำลังจะขาดใจตายหากไม่มีเธอพิมพ์ชะงัก... มองดูพ่อกับแม่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจหันหลังให้กับภาพความทรงจำในห้องนอน... เพื่อมุ่งหน้าไปตามเสียงเรียกนั้น(ลาก่อนนะคะ... ชาตินี้หนูทำบุญมาน้อย แต่หนูสัญญา... ว่าหนูจะไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในร่างนั้นให้คุ้มค่าที่สุด)แรงดึงดูดมหาศาลกระชากเธอกลับสู่ความมืดมิด...ณ ห้วงมิติสีขาวโพลน... รอยต่อระหว่างภพหลังจากที่วิญญาณของพิมพ์ถูกกระชากกลับมาจากห้องนอนในโลกปัจจุบัน นางไม่ได้ตื่นขึ้นในทันที แต่กลับลอยละล่องมาหยุดอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่ง... ที่ซึ่งไม่มีทิศทาง ไม่มีกาลเวลา มีเพียงพื้นน้ำนิ่งสงบราวกับกระจกเงาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้าของนาง... ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนหันหลังให้สตรีในชุดจีนโบราณสีแดงสดปักลายหงส์... ผมยาวสลวยถึงกลางหลัง แผ่นหลังนั้นดูบอบบางและคุ้นตาเหลือเกิน"คุณ..
ตอนที่ 42 : เจ็ดวันแห่งการจากลาณ ห้องบรรทมที่ถูกปิดตาย... วันที่เจ็ดของการจากลาภายในห้องกว้างที่เคยอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น บัดนี้กลับเงียบสงัดวังเวง มีเพียงแสงเทียนวูบไหวที่ส่องกระทบเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งนิ่งงันอยู่ข้างเตียงราวกับรูปสลักหินจวิ้นอวี้ ในสภาพอิดโรย ดวงตาลึกโหลและแดงช้ำจากการไม่ได้นอนมาหลายคืน นั่งกุมมือที่เย็นเฉียบของภรรยาเอาไว้แนบแก้มบนเตียงกว้าง... ร่างไร้วิญญาณของ เยว่ซิน นอนสงบนิ่ง นางสวมชุดผ้าไหมสีกลีบบัวปักลายหงส์คู่มังกรที่งดงามวิจิตรที่สุด ซึ่งเขาเป็นคนบรรจงสวมใส่ให้นางด้วยมือของเขาเอง ใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา กลบความซีดเผือดจนดูเหมือนคนที่มีเลือดฝาดในสายตาของจวิ้นอวี้... นางยังคงสวยสดใส งดงามราวกับเจ้าหญิงนิทราที่กำลังหลับฝันหวานทว่า... ความเป็นจริงที่โหดร้ายกลับซ่อนอยู่ใน "ขวดแก้วใบเล็ก" ที่วางอยู่บนหัวเตียงหมอหลวงได้มอบ 'โอสถตรึงสังขาร' ซึ่งเป็นยาวิเศษหายากที่ช่วยคงสภาพร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อย... แต่มันมีฤทธิ์อยู่ได้เพียง "สองอาทิตย์" เท่านั้นหากครบกำหนดสิบสี่วัน แล้วนางยังไม่ฟื้น... ร่างกายที่งดงามนี้จะเริ่มเน่







