Masukหลังจากเดินหนีออกมาจากท่านอ๋องจอมเก๊กได้สักพัก ความหงุดหงิดก็เริ่มคลายลง เยว่ซินสูดหายใจลึกๆ พยายามปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ เมื่อความเจ็บปวดที่หัวใจสงบลง สมองอันชาญฉลาดแบบนักธุรกิจสาวก็เริ่มทำงานทันที
"ชิงเหอ" เยว่ซินหันไปกระซิบถามบ่าวคนสนิทที่เดินตามต้อยๆ "ข้าถามอะไรหน่อยสิ"
"เพคะพระชายา?"
"ข้า... เอ้ย 'เรา' น่ะ มีเงินไหม? มีเยอะเท่าไหร่? แล้วสินเดิมที่ข้าแต่งเข้ามาล่ะ อยู่ที่ไหน?"
ดวงตาของชิงเหอเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
"โธ่ พระชายา ท่านลืมไปแล้วหรือเพคะ? ท่านเป็นถึงบุตรสาวคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่ สินเดิมที่ท่านขนมาตอนแต่งงานน่ะ ยาวเหยียดเป็นสิบๆ ลี้! หีบทองคำ หีบผ้าไหม หีบเครื่องประดับ มีเต็มห้องคลังจนแทบจะล้นออกมา ท่านรวยยิ่งกว่าคลังหลวงบางเมืองเสียอีกนะเพคะ!"
"จริงดิ!"
เยว่ซินเผลออุทานออกมาด้วยความดีใจ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้า
(เยี่ยม! รวย! สวย! แล้วจะไปง้อผู้ชายพรรค์นั้นทำไม! ในเมื่อมีทุนรอนขนาดนี้ ฉันก็สามารถใช้ชีวิตเสวยสุขได้สบายๆ หรือจะเอาไปลงทุนทำธุรกิจต่อยอดก็ยังได้!)
"งั้นวันนี้อากาศดี" เยว่ซินกระตือรือร้นขึ้นมาทันที "ข้าอยากออกไปเดินเล่นข้างนอก ไปตลาด ไปดูบ้านเมือง ไปหาอะไรอร่อยๆ กิน ได้ใช่ไหม?"
ชิงเหอทำหน้าลำบากใจทันที "เอ่อ... ไปน่ะไปได้เพคะ แต่ตามกฎของวังอ๋อง พระชายาจะออกไปนอกจวนตามลำพังไม่ได้ ต้องมี 'องครักษ์ประจำตัว' ติดตามไปอารักขาด้วยทุกครั้งเพคะ"
"องครักษ์?" เยว่ซินเลิกคิ้ว "ก็เรียกมาสิ องครักษ์ของข้าอยู่ไหนล่ะ?"
คราวนี้ชิงเหอก้มหน้าลงต่ำ หลบสายตาเจ้านาย ใบหน้าของนางฉายแววสลดวูบหนึ่ง
"พระชายา... ท่าน... ไม่มีองครักษ์ติดตามตัวแล้วเพคะ"
"อ้าว? ทำไมล่ะ? พ่อข้าเป็นถึงแม่ทัพ ไม่ส่งใครมาดูแลข้าเลยเหรอ?"
"มีเพคะ เคยมี..." ชิงเหอตอบเสียงเบาหวิว "คนผู้นั้นคือ 'หยางเฟย'... เขาเป็นยอดฝีมือ เป็นทหารกล้าที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านแม่ทัพพ่อของท่านมาหลายสมรภูมิ"
"แล้วเขาไปไหน?"
ชิงเหอสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้าก่อนจะตอบความจริง "เป็นพระชายาเองที่สั่งลงโทษเขาเพคะ"
"ห๊ะ? ข้าทำอะไร?"
"เมื่อหลายเดือนก่อน องครักษ์หยางเฟยพยายามทัดทานพระชายาเรื่องที่ท่านจะไปอาละวาดที่เรือนคุณหนูไป๋ลู่ ท่านโกรธมากที่เขาขัดใจ จึงสั่งปลดเขาจากการเป็นองครักษ์ แล้วส่งไป... ล้างคอกม้า เพคะ"
"อะไรนะ!" เยว่ซินอุทานเสียงหลง "ให้ทหารผ่านศึกไปล้างคอกม้าเนี่ยนะ!"
"เพคะ..." น้ำเสียงของชิงเหอสั่นเครือ เต็มไปด้วยความสงสารและรู้สึกผิดแทน "ถือเป็นการหยามเกียรติทหารกล้าอย่างรุนแรงที่สุด คนในจวนต่างพากันดูแคลนเขา แต่เขาก็ยอมก้มหน้ารับชะตากรรม ไม่หนีไปไหน"
"ทำไมเขาไม่ลาออก หรือหนีไปซะล่ะ? โดนขนาดนั้น"
"เพราะ 'บุญคุณ' และ 'คำสัญญา' เพคะ..." ชิงเหอเล่าต่อ
"ท่านแม่ทัพเยว่เคยช่วยชีวิตเขาไว้ และก่อนที่ท่านจะแต่งงาน ท่านแม่ทัพได้ขอร้องให้เขาช่วยดูแลและปกป้องท่าน เขาจึงยอมทิ้งศักดิ์ศรี ยอมถูกเหยียบย่ำ ยอมตักมูลม้าและนอนในคอกสัตว์ เพียงเพื่อรักษาสัจจะที่ให้ไว้กับบิดาของท่านเพคะ"
เยว่ซินยืนนิ่งงันไป ความรู้สึกจุกแน่นแล่นขึ้นมาที่อก ไม่ใช่ความเจ็บปวดของร่างเดิม แต่เป็นความรู้สึก "ละอายใจ" อย่างที่สุด
ยัยเจ้าของร่างเดิมนี่มันเกินเยียวยาจริงๆ!
ทำร้ายหัวใจตัวเองไม่พอ ยังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของคนภักดีได้ลงคอ ผู้ชายที่ยอมทิ้งเกียรติเพื่อรักษาสัญญาแบบนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ เลยนะ!
"พาข้าไป..." เยว่ซินพูดเสียงเข้ม
"คะ? ไปไหนเพคะ?"
"ไปคอกม้า!" เยว่ซินประกาศก้อง แววตามุ่งมั่น "ข้าจะไปเอาคนของข้าคืน!"
เยว่ซินเร่งฝีเท้ามาจนถึงคอกม้าท้ายจวน กลิ่นฟางและกลิ่นสาบสัตว์ลอยคละคลุ้ง แต่เธอกลับไม่นึกรังเกียจ สายตากวาดมองหาเป้าหมายทันที
แล้วเธอก็เจอ...
ภาพเบื้องหน้าทำเอาฝีเท้าของเธอชะงักกึก หยางเฟย กำลังยืนหันหลังแปรงขนให้กับม้าศึกตัวใหญ่สีดำทมึน ร่างกายท่อนบนของเขาสวมเพียงเสื้อผ้าป่านสีตุ่นๆ ที่พับแขนขึ้นเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแขนที่แข็งแกร่งตึงแน่นทุกจังหวะการขยับตัว ผิวพรรณของเขาเป็นสีแทนระเรื่อจากการกรำแดดกรำฝน ตัดกับเหงื่อเม็ดเล็กที่เกาะพราวตามไรผมและลำคอแกร่ง
เมื่อเขาหันหน้ากลับมาเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนด้านแปรงขน เยว่ซินก็ต้องกลั้นหายใจ
ใบหน้าของเขาคมคายราวกับรูปสลักหินผา คิ้วเข้มหนาพาดเฉียงรับกับดวงตาเรียวรีทรงเสน่ห์แบบนักรบ จมูกโด่งเป็นสันตรง และริมฝีปากหยักลึกได้รูป แม้จะมีรอยเปื้อนฝุ่นจางๆ บนแก้ม แต่กลับไม่อาจบดบังรัศมีบุรุษเพศอันรุนแรงนั้นได้เลย
(แม่เจ้าโว้ย... นี่คนเลี้ยงม้าเหรอเนี่ย! หล่อวัวตายควายล้ม! หล่อแบบดิบเถื่อน เร้าใจ ต่างจากอีตาอ๋องหน้าตายที่เป็นน้ำแข็งขั้วโลกคนละขั้วเลย!)
ดูเหมือนสัญชาตญาณนักรบจะไวเป็นเลิศ หยางเฟยรับรู้ถึงการมาเยือน เขาหันขวับมามองทันที
เมื่อเห็นว่าเป็น "พระชายา" แววตาที่เคยสงบนิ่งพลันวูบไหว เขาไม่ได้แสดงความเคารพในทันที แต่กลับรีบเบือนหน้าหนี หลบสายตาลงต่ำ แสร้งทำเป็นสนใจแปรงขนม้าในมือต่อ
เขาไม่อยากให้นางเห็น... ว่าในแววตาของเขานั้น มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความน้อยเนื้อต่ำใจ และความ "โกรธเกลียด" ที่ไม่อาจปิดบัง
เยว่ซินสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้าแล้วเดินตรงเข้าไปหา ย่ำลงบนพื้นดินที่ปนเปื้อนมูลม้าอย่างไม่ถือตัว
"หยางเฟย..." เธอเรียกชื่อเขาเสียงอ่อน
ชายหนุ่มชะงักมือ ร่างกายเกร็งเขม็ง แต่ไม่ยอมเงยหน้า
"พระชายา... ที่นี่สกปรก มิใช่ที่ที่พระองค์ควรเสด็จมา" น้ำเสียงของเขาเย็นชาและห่างเหิน
"ข้ามาหาเจ้า" เยว่ซินเดินเข้าไปใกล้อีกนิด จนยืนอยู่ข้างๆ ไหล่กว้างนั้น "ข้า... ขอโทษ"
คำว่า 'ขอโทษ' ที่หลุดออกมาจากปากสตรีผู้ถือดีที่สุดในแผ่นดิน ทำให้หยางเฟยถึงกับทำแปรงหลุดมือ
ตุ้บ!
เขาเงยหน้าขึ้นมองนางอย่างลืมตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตะลึงงัน ข่าวลือที่ว่านางเปลี่ยนไปหลังจมนํ้าเขาได้ยินมาบ้าง แต่ไม่เคยเชื่อ จนกระทั่งวินาทีนี้
แววตาของนางใสกระจ่าง ไร้ซึ่งจริตมารยา และเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจากใจจริง
"ข้ารู้ว่าที่ผ่านมาข้าทำผิดต่อเจ้ามามาก แต่ข้าอยากขอให้เจ้าอภัยให้ข้า" เยว่ซินจ้องตาเขา "กลับไปเป็นองครักษ์ของข้าเถอะนะ... กลับไปเป็นหยางเฟยคนเดิม"
หยางเฟยเม้มปากแน่น ความสับสนตีตื้นขึ้นมาในอก
"พระชายา... ให้ข้าอยู่ที่นี่เถิด"
"ทำไมล่ะ?"
"อยู่ที่นี่... ล้างคอกม้า ตักมูลสัตว์ แม้จะต่ำต้อยและเหนื่อยยาก..." เขาตอบเสียงขมขื่น สายตามองตรงไปยังนางอย่างมีความหมายนัย
"...แต่มันก็ยังดีกว่าการต้องเป็นเครื่องมือทำร้ายผู้บริสุทธิ์ หรือทำเรื่องชั่วช้าตามอำเภอใจของพระองค์"
เยว่ซินสะอึก... คำพูดนั้นเจ็บแสบ แต่จริงทุกคำ
แทนที่จะโกรธ เธอกลับรู้สึก "ปลื้มปริ่ม" หัวใจพองโตขึ้นมาทันที
(โอ๊ย! พ่อคุณ! แสนดีอะไรเบอร์นี้! หล่อแล้วยังมีคุณธรรมอีก!)
"ได้!"
เยว่ซินยิ้มกว้างออกมา จนใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางดูสว่างไสวราวกับดวงตะวัน
"ถ้าเจ้ากลัวเรื่องนั้น งั้นเรามาสัญญากัน!"
เธอยื่นมือเล็กๆ ขาวผ่องของตัวเองออกไปตรงหน้าเขา แล้วชู "นิ้วก้อย" ขึ้นมา
หยางเฟยมองนิ้วก้อยของนาง แล้วมองหน้านางด้วยความงุนงง "นี่คือ...?"
"นี่เรียกว่า 'เกี่ยวก้อยสัญญา'" เยว่ซินอธิบายเสียงใส "... เอ่อ... ถ้าเราเกี่ยวก้อยกันแล้ว หมายความว่าคำสัญญานั้นศักดิ์สิทธิ์ ห้ามคืนคำ!"
เธอยื่นนิ้วก้อยเข้าไปใกล้หน้าเขาอีกนิด
"ข้าสัญญา... ว่าข้าจะไม่สั่งให้เจ้าไปทำเรื่องเลวร้าย ไม่ให้เจ้าไปรังแกใคร และจะไม่ให้เจ้าทำอะไรที่ฝืนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเจ้าอีก... ถ้าข้าผิดสัญญา ให้ข้าเป็นลูกหมาเลยเอ้า!"
หยางเฟยมองสตรีตรงหน้า นางดูแปลกประหลาด พูดจาพิกล ท่าทางก็ดูเหมือนเด็กซุกซนมากกว่าพระชายาผู้สูงศักดิ์
แต่ทว่า... รอยยิ้มและความจริงใจนั้น กลับทำลายกำแพงน้ำแข็งในหัวใจของเขาจนพังทลายลงอย่างง่ายดาย
มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบและทำงานหนัก ค่อยๆ ยื่นออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ นิ้วก้อยที่ใหญ่กว่าของนางเกือบสองเท่าเกี่ยวรัดเข้ากับนิ้วก้อยเล็กๆ นั้นเบาๆ
สัมผัสอุ่นวาบแล่นพล่านไปทั่วร่างของคนทั้งคู่
"สัญญาแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ..."
หยางเฟยพึมพำ มุมปากที่เคยบึ้งตึงค่อยๆ คลายออก ก่อนจะปรากฏ "รอยยิ้ม" จางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มแรกในรอบหลายเดือนที่ออกมาจากหัวใจ
ความโกรธเกลียดหายวับไปราวกับหมอกควัน เหลือเพียงความภักดี... และความรู้สึกประหลาดบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในหัวใจขององครักษ์หนุ่ม
ตอนพิเศษ : วิวาห์รัก... สัญญาใจข้ามภพณ จวนขุนนางกรมพิธีการเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วท้องถนน ขบวนเจ้าสาวที่ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตาเคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูวิวาห์ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมืองเยว่ซิน ในชุดคลุมท้องอ่อนๆ สีชมพูหวาน ยืนเกาะแขน ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ มองดูภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับภาพเจ้าบ่าวในชุดสีแดงมงคลจูงมือเจ้าสาวที่คลุมหน้าด้วยผ้าแดงเดินข้ามกระถางไฟ... ภาพการกราบไหว้ฟ้าดิน... และภาพรอยยิ้มแห่งความสุขของคู่บ่าวสาว"เฮ้อ..."เยว่ซินเผลอถอนหายใจออกมาเบาๆ โดยไม่รู้ตัว"เบื่อหรือ?" จวิ้นอวี้ก้มลงถามกระซิบ "ถ้าเจ้าเหนื่อย เรากลับกันเลยไหม? เจ้ากำลังท้องกำลังไส้ ไม่ควรยืนนาน""เปล่าเพคะ ไม่ได้เบื่อ..." เยว่ซินส่ายหน้า นางมองไปที่คู่บ่าวสาวอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม "ข้าแค่... อิจฉานิดหน่อย""อิจฉา?" คิ้วเข้มของท่านอ๋องเลิกขึ้นสูง "เจ้าเป็นถึงพระชายาเอกของข้า มีอำนาจวาสนาเหนือสตรีทั้งแผ่นดิน ยังมีสิ่งใดต้องอิจฉาเมียขุนนางผู้น้อยอีก?"เยว่ซินย่นจมูกใส่เขา "ท่านไม่เข้าใจหัวอกผู้หญิงหรอก... จริงอยู่ที่ข้าแต่งงานกับท่านแล้ว แต่ตอนนั้น... คนที่เข้
บทส่งท้าย : กาลเวลาและพรหมลิขิตนิรันดร์กาลเวลาผันผ่านดั่งสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ...จากเหมันต์ฤดูอันหนาวเหน็บสู่วสันตฤดูที่มวลบุปผาบานสะพรั่ง เรื่องราวร้ายๆ และมรสุมชีวิตที่เคยถาโถมเข้ามาในจวนอ๋อง บัดนี้ได้จางหายไปกลายเป็นเพียงตะกอนความทรงจำ ทิ้งไว้เพียงความสงบสุขและกลิ่นอายของความรักที่อบอวลไปทั่วทุกตารางนิ้วณ ศาลารับลมกลางสระบัว จวนอ๋องแสงแดดยามบ่ายสาดส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ เยว่ซิน ในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆา นั่งพิงหมอนอิงใบนุ่ม อ่านตำราแพทย์เล่มหนาด้วยท่าทีผ่อนคลาย บนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้ามีขนมกุ้ยฮวาและชาร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นวางอยู่ชีวิตของนางในตอนนี้... เรียกได้ว่า "สมบูรณ์แบบ"กิจการร้านค้าของ หลินเวย รุ่งเรืองจนขยายสาขาไปทั่วเมืองหลวง ส่วน มู่หลาน เพื่อนสาวนักฆ่าหน้าตาย ก็ยังคงรับศึกหนักกับ อ๋องจวิ้นเจี๋ย (พี่รอง) ที่ดูเหมือนไม่ยอมให้ห่างกายทุกอย่างลงตัว... จนเยว่ซินแทบจะลืมไปแล้วว่า ตนเองเคยเป็นใคร หรือมาจากที่ไหน"อ่านตำราอีกแล้วหรือ?"เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ จะเดินเข้ามาโอบไหล่นางอย่างเป็นธรรมช
ตอนที่ 45 : บทสรุปแห่งพันธสัญญาณ ห้องรับรองส่วนตัว เรือนพระชายาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ เยว่ซิน ฟื้นคืนชีพ ที่ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ ยอมอนุญาตให้คนนอกเข้ามาเยี่ยมภรรยาถึงในเรือน หลังจากที่เขาหวงแหนนางราวกับจงอางหวงไข่มานานนับเดือนทันทีที่บานประตูเปิดออก หลินเวย และ มู่หลาน ก็พุ่งตัวเข้ามา"เยว่ซิน!!"สามสาวโผเข้ากอดกันกลม น้ำตาแห่งความดีใจไหลพราก โดยเฉพาะหลินเวยที่ร้องไห้จนตัวโยน ส่วนมู่หลานแม้จะพยายามรักษามาดเข้ม แต่ขอบตาก็แดงก่ำด้วยความโล่งใจ"นึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว... นึกว่าเธอทิ้งพวกเราไปแล้วจริงๆ" หลินเวยสะอื้นหลังจากปรับทุกข์และตรวจเช็คสภาพร่างกายกันจนพอใจ เยว่ซินก็สั่งให้บ่าวไพร่ถอยออกไปจนหมด เหลือเพียงพวกนางสามคนในห้องเยว่ซินเริ่มเล่าเรื่องราวตลอด 7 วันที่วิญญาณออกจากร่างให้เพื่อนฟังอย่างละเอียด... เรื่องที่นางกลับไปเห็นงานศพของตัวเอง เห็นพ่อแม่ร้องไห้ และเห็นร่างที่ถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่าน"สรุปคือ... ที่โลกนู้น ฉันตายไปแล้วจริงๆ พี่" เยว่ซินสรุปด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็งขึ้น แววตาเด็ดเดี่ยว"ในโลกอนาคตไม่มีที่ให้ฉันกลับไปแล้ว... ที่นี่คือบ้านของฉัน และจวิ้นอวี้คือครอบครัว
ตอนที่ 44 : การเกิดใหม่และความลับที่ซ่อนเร้นณ จวนอ๋อง... วันที่ปาฏิหาริย์บังเกิดข่าวการฟื้นคืนสติของ พระชายาเยว่ซิน แพร่สะพัดไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว เฉพาะในหมู่คนสนิทและผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกเรือนพักเท่านั้นความตึงเครียดที่ปกคลุมจวนมาตลอดเจ็ดวัน มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความตกตะลึงและความยินดีจนทำอะไรไม่ถูก บ่าวไพร่บางคนถึงกับทรุดลงกราบไหว้ฟ้าดิน เพราะทุกคนต่างรู้ดีอยู่เต็มอกว่า... ร่างที่นอนอยู่บนเตียงนั้นสิ้นลมไปแล้วแต่เพราะ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ ผู้เปรียบเสมือนมัจจุราชที่ยืนขวางประตูยมโลก เขาใช้ดาบพาดคอทุกคนที่กล้าเอ่ยปากเรื่อง "การตายของพระชายา" และสั่งตายทุกคนที่คิดจะแพร่งพรายข่าวการตายออกไป... ความบ้าคลั่งและความเชื่อมั่นอันแรงกล้าของเขา ได้ฉุดรั้งนางกลับมาได้สำเร็จจริงๆ!"พระชายา!! ฮือๆๆๆ!"ชิงเหอ สาวใช้คนสนิท ถลาร่างเข้ามาในห้องเป็นคนแรกเมื่อได้รับการแจ้งข่าว นางลืมกฎเกณฑ์มารยาทไปจนหมดสิ้น ทรุดตัวลงข้างเตียง กุมมือนายหญิงของตนมาแนบหน้าผาก ร้องไห้โฮจนตัวสั่นเทา"บ่าวนึกว่า... บ่าวนึกว่าจะไม่ได้เห็นหน้าพระองค์อีกแล้ว... ฮือ..."แม้แต่ หยางเฟย องครักษ์หนุ่มผู้เคร่งขร
ตอนที่ 43 : การหลอมรวมดวงจิตความอาลัยอาวรณ์ ความเจ็บปวด และความรักต่อครอบครัวรัดรึงหัวใจจนแน่น... แต่แล้ว... ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้น เสียงเรียกที่ทรงพลังยิ่งกว่าความตายก็ดังแหวกมิติเข้ามา"เยว่ซิน... กลับมาหาข้า..."เสียงของ จวิ้นอวี้... ผู้ชายอีกคนหนึ่งที่กำลังจะขาดใจตายหากไม่มีเธอพิมพ์ชะงัก... มองดูพ่อกับแม่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจหันหลังให้กับภาพความทรงจำในห้องนอน... เพื่อมุ่งหน้าไปตามเสียงเรียกนั้น(ลาก่อนนะคะ... ชาตินี้หนูทำบุญมาน้อย แต่หนูสัญญา... ว่าหนูจะไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในร่างนั้นให้คุ้มค่าที่สุด)แรงดึงดูดมหาศาลกระชากเธอกลับสู่ความมืดมิด...ณ ห้วงมิติสีขาวโพลน... รอยต่อระหว่างภพหลังจากที่วิญญาณของพิมพ์ถูกกระชากกลับมาจากห้องนอนในโลกปัจจุบัน นางไม่ได้ตื่นขึ้นในทันที แต่กลับลอยละล่องมาหยุดอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่ง... ที่ซึ่งไม่มีทิศทาง ไม่มีกาลเวลา มีเพียงพื้นน้ำนิ่งสงบราวกับกระจกเงาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้าของนาง... ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนหันหลังให้สตรีในชุดจีนโบราณสีแดงสดปักลายหงส์... ผมยาวสลวยถึงกลางหลัง แผ่นหลังนั้นดูบอบบางและคุ้นตาเหลือเกิน"คุณ..
ตอนที่ 42 : เจ็ดวันแห่งการจากลาณ ห้องบรรทมที่ถูกปิดตาย... วันที่เจ็ดของการจากลาภายในห้องกว้างที่เคยอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น บัดนี้กลับเงียบสงัดวังเวง มีเพียงแสงเทียนวูบไหวที่ส่องกระทบเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งนิ่งงันอยู่ข้างเตียงราวกับรูปสลักหินจวิ้นอวี้ ในสภาพอิดโรย ดวงตาลึกโหลและแดงช้ำจากการไม่ได้นอนมาหลายคืน นั่งกุมมือที่เย็นเฉียบของภรรยาเอาไว้แนบแก้มบนเตียงกว้าง... ร่างไร้วิญญาณของ เยว่ซิน นอนสงบนิ่ง นางสวมชุดผ้าไหมสีกลีบบัวปักลายหงส์คู่มังกรที่งดงามวิจิตรที่สุด ซึ่งเขาเป็นคนบรรจงสวมใส่ให้นางด้วยมือของเขาเอง ใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา กลบความซีดเผือดจนดูเหมือนคนที่มีเลือดฝาดในสายตาของจวิ้นอวี้... นางยังคงสวยสดใส งดงามราวกับเจ้าหญิงนิทราที่กำลังหลับฝันหวานทว่า... ความเป็นจริงที่โหดร้ายกลับซ่อนอยู่ใน "ขวดแก้วใบเล็ก" ที่วางอยู่บนหัวเตียงหมอหลวงได้มอบ 'โอสถตรึงสังขาร' ซึ่งเป็นยาวิเศษหายากที่ช่วยคงสภาพร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อย... แต่มันมีฤทธิ์อยู่ได้เพียง "สองอาทิตย์" เท่านั้นหากครบกำหนดสิบสี่วัน แล้วนางยังไม่ฟื้น... ร่างกายที่งดงามนี้จะเริ่มเน่







