Share

บทที่ 3

last update Tanggal publikasi: 2025-10-12 12:21:33

บ้านถานใหญ่มีคนอยู่กันหลายคน มีท่านพ่อสามี ถานหลัวจง อายุ 44 ปี แม่สามีเป็นเกอ ถานซิ่วอิง (แซ่เดิมหลี่) อายุ 43 ปี ถึงอายุท่านทั้งสองเข้าหลักสี่สิบกันแล้วแต่ยังดูหนุ่มกันอยู่เลยเหมือนคนอายุสามสิบกว่า ๆ เองโดยเฉพาะ แม่สามีที่ยังงดงามอยู่เลยจึงไม่แปลกใจว่าทำไมลูกหลานบ้านถานหน้าตางดงามกันทุกคน เพราะมีต้นแบบความหล่อสวยมาจากท่านทั้งสองนี้เอง นอกจากท่านพ่อถานและท่านแม่ถานแล้วบ้านถานใหญ่ยังมีสมาชิกที่อยู่รวมกันอีกหลายครอบครัว

ครอบครัวพี่ใหญ่ลูกชายคนโต ถานหลัวเฟย อายุ 28 ปี พี่สะใภ้ใหญ่ ถานฟางจิน (แซ่เดิมเฉา) เป็นเกออายุ 27 ปี มีลูกด้วยกันสามคน ลูกเกอแฝดผู้พี่เฟยหย่า แฝดน้องเฟยฮุ่ย ทั้งคู่อายุ 10 ขวบ และลูกชายคนเล็ก เฟยหยาง 8 ขวบ ลูกเกอแฝดของพี่ใหญ่หลัวเฟยฉายแววความงดงามเหมือนผู้เป็นแม่ ถือว่าได้แม่มาเต็ม ๆ ถ้าเลยช่วงปักปิ่นต้องงามขึ้นมากไปอีกแน่ ๆ ส่วนลูกชายก็มีหล่อคล้ายผู้เป็นพ่อมาก แต่นิสัยมีความขี้เล่นและฉลาดมาก

ครอบครัวพี่รอง ถานหลัวถ่ง อายุ 27 ปี พี่สะใภ้รอง ถานเจียหมิง (แซ่เดิมหยุน) เป็นเกออายุ 26 ปี ลูกสาวคนโต ถ่งลี่ 11 ขวบ ลูกเกอคนรอง ถ่งหมิง 9 ขวบ และลูกชายคนเล็ก ถ่งกุ้ย 7 ขวบ สาวน้อยถ่งลี่พี่ใหญ่ของบ้านหลานคนแรกของบ้านถานอีกไม่กี่ปีก็ถึงวัยปักปิ่น ท่านย่าท่านแม่และป้าสะใภ้ต่างก็ช่วยสอนงานบ้านงานเรือนหรือศาสตร์ต่าง ๆ ที่สตรีและเกอต้องเรียนรู้ก่อนออกเรือน

ด้วยความที่ว่าสมาชิกในบ้านเยอะ ตัวบ้านท่านพ่อถานจึงสร้างและออกแบบมาค่อนข้างใหญ่กว่าบ้านครอบครัวอื่นในหมู่บ้าน อีกทั้งบ้านถานอาชีพหลักเกษตรกรรมและเป็นนายช่างรับสร้างบ้าน จึงมีเงินจำนวนมากในการที่จะสร้างบ้านหลังใหญ่ให้ลูก ๆ อยู่รวมกันหลายคนได้

นอกจากจะมีบ้านถานใหญ่ที่มาเยี่ยมหลัวฟางแล้ว ยังมีครอบครัวพี่สามพี่สี่และพี่ห้าอีกด้วย ทั้งสามคนนั้นแต่งงานออกเรือนไปกับคนในหมู่บ้านถงหยาง บ้านทั้งสามคนก็อยู่ใกล้กันกับบ้านถานรอง จึงไม่แปลกที่ทั้งสามมักจะแอบเอาขนมมาให้หลานบ่อย ๆ

ครอบครัวพี่สามที่มาเยี่ยมก็มีพี่เขย สวีฉางฝู อายุ 27 ปี พี่สามลูกเกอคนที่สาม ถานหลัวหนิง อายุ 26 ปี ลูกชายคนโต ฝูชุน อายุ 10 ขวบ ลูกเกอคนเล็ก ฝูอัน อายุ 8 ขวบ ครอบครัวพี่สามอยู่ไม่ห่างจากบ้านถามรองเท่าไหร่จึงไปมาหาสู่กันได้ง่าย

ส่วนครอบครัวพี่สี่เองก็มาเยี่ยมกันหมดเช่นกัน มีพี่เขย อู๋อี้ฟาน อายุ 27 ปี พี่สี่ ถานหลัวเหมยเป็นแฝดคนพี่และเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านถาน พี่สี่กับพี่เขยมีลูกด้วยกันสองคน มีลูกสาวคนโต ฟานปิง 9 ขวบ ลูกชายคนเล็ก ฟานเฉิง 7 ขวบ ครอบครัวพี่สี่เองก็อยู่ไม่ห่างจากบ้านถานรองเช่นกันอยู่ติดกับบ้านพี่สาม

พี่ห้าวันนี้ก็พาครอบครัวมาด้วยเช่นกัน ครอบครัวพี่ห้ามีพี่เขย จูซีห่าว อายุ 27 ปี พี่ห้าถานหลัวหมิง อายุ 25 ปี เป็นแฝดน้องชายเกอของพี่สี่ มีลูกแฝดด้วยกันสามคน แฝดพี่ลูกชายคนโตชื่อห่าวเหรินอายุ 7 ขวบ แฝดคนรองเป็นสตรีชื่อห่าวอี้ 7 ขวบ คนสุดท้องแฝดน้องเล็กเป็นเกอชื่อห่าวเหมย 7 ขวบ บ้านของตระกูลจูเป็นบ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้าน

"พ่อได้ฟังเรื่องสะใภ้เล็กจากแม่อาฟางแล้วละ พ่อขอบใจเจ้ามากนะที่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง และยังได้วิชาแพทย์ที่มีค่ามาช่วยรักษาอาฟาง พ่อขอบใจเจ้ามากจริง ๆ " หลัวจง

แม่สามีได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดตามที่ไป๋หลินบอกให้ทุกคนในบ้านฟังอย่างละเอียด ทุกดีใจมากและยินดีกับน้องเล็กอย่างหลัวฟางที่ครอบครัวจะสมบูรณ์สักที แต่แม่สามีไม่ได้เล่าเรื่องโสมป่าตามที่สะใภ้เล็กขอร้อง

"มันเป็นหน้าที่ที่ข้าควรทำตั้งนานแล้ว ขอรับท่านพ่อ" ไป๋หลิน

ทุกคนต่างก็ถือขนม ผลไม้ ของกินบำรุงมาฝากบ้านถานรองเยอะมาก ดูแล้วคงเก็บไว้ให้เด็ก ๆ กินได้อีกหลายวัน พอทุกคนได้ผู้พูดคุยกันสักพักก็พากันแยกย้ายกันกับบ้านในยามซื่อ เมื่อทุกคนกลับไป๋หลินก็กลับมาทำงานบ้านและทำยาสมุนไพรไว้ให้สามีต่อ เขาทำงานบ้านเพลินจนถึงยามอู่ ไป๋หลินจึงเตรียมอาหารที่ญาติพี่น้องสามีเอามาฝาก จัดการอุ่นให้ลูก ๆ ทานเป็นมื้อเที่ยง

"อาเซียน อาตง อาเฉิน พาอาถิงมากินข้าวเที่ยงได้แล้วลูก" ไป๋หลิน

เมื่อได้ยินเสียงหวานของแม่เรียกทานข้าวเที่ยงเด็ก ๆ ก็พากับวิ่งเข้ามาที่ข้าวโต๊ะอาหารด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมไปด้วยความสุข ตั้งแต่แม่ใจดีเขาได้กินอิ่มมีความสุขได้เล่นสนุก ไม่ต้องค่อยหวาดระแวงเมื่อแต่ก่อนว่าแม่จะดุด่าทุบตี ไม่ต้องคอยห่วงว่าจะทำงานบ้านถูกใจแม่หรือไม่ ถึงแม่จนทำงานบ้านทุกอย่างเอง แต่อะไรที่พวกเขาพอช่วยแม่พวกเขาก็ยังอยากช่วย

"อาหารน่ากินทั้งนั้นขอรับ" ลู่เซียน

ลู่เซียนเห็นอาหารมีทั้งจานเนื้อจานผัก ก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สดใสจนผู้เป็นแม่อดใจไม่ไหวลูบหัวด้วยความเอ็นดู แต่เพื่อไม่ให้เป็นการลำเอียง ไป๋หลินลูบหัวลูกทั้งสี่ด้วยความเท่าเทียมกัน

"กินข้าวเที่ยงเสร็จ เดี๋ยวแม่จะทำขนมชนิดใหม่ให้กิน ส่วนขนมที่พวกลุงท่านนำมาฝากเอาเก็บไว้กินพรุ่งนี้ ขนมใหม่ที่แม่จะทำให้กินต้องถูกใจลูก ๆ แน่นอน" ไป๋หลิน

"ขอรับท่านแม่"

ทั้งสี่ลู่รับคำท่านแม่พร้อมกันด้วยท่าทางน่ารักมาก จนไป๋หลินอดใจไม่ไหวไล่หอมแก้มลูกทีละคนให้ชื่นใจ ดูสิลูกน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ยังใจร้ายได้ลงคอ

"ท่านแม่ ไม่กินกับพวกเราหรือขอรับ" ลู่ตง

ลู่ตงเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าแม่ไม่ได้นั่งทานข้าวกับพวกเขา

"พวกลูกกินไปก่อนเลยแม่ยังไม่ค่อยหิว เดี๋ยวไปต้มโจ๊กให้พ่อก่อนนะ" ไป๋หลิน

ไป๋หลินจึงหันไปต้มโจ๊กต่อ เมื่อเสร็จเขาจึงยกทั้งโจ๊กและยาสมุนไพรที่ต้มไว้เข้าไปในห้องนอนของสามี และปลุกคนป่วยที่นอนอยู่ลุกขึ้นมาทานข้าวเที่ยง

ไป๋หลินป้อนข้าวป้อนยาหลัวฟางจนหมดจึงออกจากห้องมาเพื่อที่จะทำขนมให้ลูก ขนมที่จะทำวันนี้เขาจะทำเป็นบัวลอยไข่หวาน เพราะบ้านเดิมพี่สามได้เอานมวัวมาฝาก เขาจึงคิดว่านมวัวน่าจะแทนกะทิได้ ไป๋หลินไม่รู้ว่าจะไปหาต้นมะพร้าวหรือลูกมะพร้าวมาจากไหน ถึงมีกว่าจะปลอกได้กว่าจะขูดเอาเนื้อมะพร้าวมาทำน้ำกะทิก็นาน ไว้มีเวลาค่อยไปสำรวจบนเขาหรือในป่าอีกทีหากโชคดีเผื่อเจอต้นมะพร้าวจะได้ลองเอามาปลูกไว้ที่บ้านดู

เพราะตอนยังเป็นภัสกร เขาชอบอาหารที่ทำมาจากกะทิมาก ไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวาน พะแนงหรือแม้แต่ขนมจีนน้ำยากะทิล้วนแต่เป็นของโปรดทั้งนั้น พูดมาแล้วก็อยากกินสงสัยต้องหาลูกมะพร้าวมาปลูกไว้แล้วละ

ไป๋หลิวจะทำบัวลอยสามสีจากเผือก ฟักทองและแครอท ตอนขึ้นเขาได้ไปเจอเผือกกับฟักทองระหว่างทางจึงเก็บมาด้วย ส่วนแครอทก็หาได้จากสวนหลังบ้านที่สามีปลูกไว้ ไป๋หลินนำแป้งข้าวเหนียวและแป้งมันที่หาเจอในห้องครัวมาผสมกัน แล้วแบ่งแป้งออกเป็น 3 ส่วน นำเนื้อเผือกสุก ฟักทองสุกและแครอทสุก มาบดผสมกับแป้ง แล้วนวดแป้งแต่ละสีให้เนียนก่อนจะนำมาปั้นเป็นรูปร่างตามที่ต้องการ

ชีวิตในโลกก่อนถึงภัสกรจะเป็นหมอของหน่วยพิเศษที่มือจับปืนอีกมือถือเข็มฉีดยา แต่เขาก็มีพรสวรรค์ในด้านการทำขนม เขามักจะทำขนมไทยแจกจ่ายให้เพื่อนทหารชาวต่างชาติได้ลองชิมกันบ่อย ๆ โดยเฉพาะสาว ๆ ในหน่วยแพทย์อาสาต่างก็ออกปากชมว่าอร่อยแบบนี้อยากได้ไปเป็นสามีทำให้กินตลอดทั้งชีวิต แต่ตอนนี้ดูท่าจะเป็นสามีใครไม่ได้ซะแล้ว เพราะตอนนี้เขากลายเป็นภรรยาและเป็นแม่ลูกสี่ไปแล้วอย่างสมบูรณ์ คิดมาแล้วก็เสียดายเพราะในชีวิตพึ่งเคยมีแฟนเพียงแค่คนเดียวแต่ก็เลิกรากันไป เพราะอะไรหลาย ๆ อย่างไม่ตรงกันรวมถึงไม่มีเวลาให้กันด้วย

หากถามว่าทำไมเขาถึงทำขนมไทยเก่ง ก็คงเป็นเพราะคุณยายที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ ท่านเป็นต้นเครื่องเก่าในวังมาก่อน จึงรู้สูตรขนมไทยทั้งหมดและทั้งต้นตำรับชาววังมากมาย ตอนเด็ก ๆ ภัสกรมักจะไปช่วยคุณยายทำขนมบ่อย ๆ เพื่อนำไปขายที่ตลาด จึงได้วิชาด้านการทำขนมติดตัวมาเยอะพอสมควร ส่วนเรื่องการทำอาหารเขาก็พอทำเป็นบ้าง

ปั้นแป้งบัวลอยเป็นรูปต่าง ๆ ตามที่ต้องการเรียบร้อย ก็ตั้งน้ำให้เดือดแล้วนำแป้งที่ปั้นไว้ลงไปต้มจนสุก จากนั้นก็ต้มน้ำเชื่อมแยกอีกหม้อ จะว่าไปครัวบ้านเขาก็มีเครื่องปรุงอุปกรณ์ทุกอย่างครบไม่ต้องเสียแรงไปหาที่ไหนเพิ่ม

เมื่อต้มน้ำเชื่อมได้ที่แล้วเขาจึงนำนมวัวมาอุ่นอีกรอบ แต่สูตรบัวลอยสูตรนี้ของไป๋หลินไม่ได้ตอกไข่ลงไปเลย ใช้วิธีนำไข่มาทำเป็นไข่น้ำแล้วเวลาทานค่อยตักทุกอย่างรวมกันทีหลัง

"เด็ก ๆ ขนมเสร็จมากินได้แล้วลูก" ไป๋หลิน

"น่ากินมากขอรับท่านแม่" ลู่ถิง

ลู่ถิงเมื่อเห็นหน้าตาของขนมที่ท่านแม่ทำให้กินก็ถึงกับกลืนน้ำลาย สี่พี่น้องไม่รอช้ารีบตักขนมหวานหน้าตาแปลก ๆ แต่สีสันน่ากินเข้าปาก กินคำแรกก็พากันเอ่ยปากว่าอร่อยมากอยากให้ท่านแม่ทำให้กินบ่อย ๆ

"กินเสร็จก็วางถ้วยไว้นะเดี๋ยวแม่มาเก็บเอง เดี๋ยวจะพานอนกลางวัน" ไป๋หลิน

"แต่ปกติไม่เห็นนอนเลยนะขอรับ" ลู่ฉิน

"แม่เคยได้ยินว่าเด็กที่นอนกลางวัน จะโตไวและฉลาดด้วย" ไป๋หลิน

"งั้นข้านอนขอรับ ข้าอยากโตไว ๆ แล้วก็ฉลาด" ลู่ตง

"ข้านอนด้วย" ลู่เซียน

"ข้าด้วย" ลู่ถิง

"ข้าก็อยากนอนขอรับ" ลู่ฉิน

ไป๋หลินใช้เหตุผลหลอกล่อให้ลูกนอนกลางวัน พอได้ฟังเหตุผลเด็กทั้งสี่คนก็เกิดรู้สึกอยากนอนกลางวันขึ้นมา บอกแม่ด้วยท่าทางน่ารัก ท่าทางของลูกทุกคนช่างน่าเอ็นดูเสียจริง ถ้ายังอยู่โลกก่อนถ้าได้แต่งงานมีภรรยาจะมีลูกน่ารักแบบเด็กสี่คนนี้ไหมนะ คิดมากไปก็เท่านั้นยังไงตอนนี้ก็มีลูกแล้วแต่อยู่ในฐานะภรรยามันก็ไม่ได้แย่นะ

ตีกับความคิดในหัวตัวเองสักพักไป๋หลินก็เห็นว่าลูกกินบัวลอยจนหมดเขาจึงนำถ้วยชามไปเก็บแล้วพาลูก ๆ ไปนอนกลางวันในห้องของตนเองพร้อมกับเล่านิทานที่พอจำได้ให้ลูกฟังจนลูกผล็อยหลับไป

ไป๋หลินเดินเข้าไปดูสามีในห้องนอนเห็นว่าสามียังไม่หลับเขาจึงเข้าไปปรึกษาว่าตนเองสนใจอยากจะเปิดโรงหมอ เพราะในเมืองหมิงโจแห่งนี้ยังไม่มีโรงหมอ มีเพียงสำนักหมอของทางการที่จะส่งหมอจากเมืองหลวงมาคอยรักษาคนในเมืองหมิงโจสองครั้งต่อเดือนเท่านั้น หากใครป่วยก็ต้องรอนานเกือบถึงจะมีหมอมารักษา แต่ถ้ามีเงินหน่อยก็ต้องจ้างหมอจากเมืองหลวงมารักษา ไม่ก็เดินทางไปรักษาในเมืองหลวงแทน ด้วยเหตุนี้ไป๋หลินจึงอยากเปิดโรงหมอทำตามปณิธานของตัวเองที่เคยให้ไว้กับท่านเซียนว่าจะช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก แต่ถ้าเป็นคนในหมู่บ้านหรือชาวบ้านยากจนเขาจะรักษาให้ฟรี

การพูดคุยและปรึกษาหารือของไป๋หลินกับหลัวฟางครั้งนี้ ถือว่าเป็นการคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกในรอบ 6 ปี เกือบ 7 ปีที่ไป๋หลินได้แต่งงานมาเป็นสะใภ้เล็กบ้านถาน ด้วยเหตุผลจำเป็นแต่ทั้งหมดก็เป็นเพราะความคิดที่ไม่ดีมันส่งผลของการกระทำทั้งนั้น แต่ถ้าในคนคิดของไป๋หลินคนนี้ก็ต้องบอกว่าดีแล้วที่แผนไม่สำเร็จไม่งั้นคงได้อยู่กับคนเห็นแก่ตัวแบบคนบ้านลี่แน่

ไป๋หลินให้คำมั่นสัญญากับหลัวฟางว่าต่อไปเขาจะเป็นแม่ที่ดีและเป็นภรรยาที่ดีจะไม่สร้างปัญหาอีก ไม่อยากให้ครอบครัวและลูก ๆ เป็นเหมือนในนิมิตที่เขาเห็น ส่วนเว่ยชุนนั้นไม่ต้องห่วงเลยเขาหมดรักเว่ยชุนไปนานแล้ว

หลัวฟางเองเมื่อเห็นภรรยาให้คำมั่นสัญญาเขาเองก็เริ่มเปิดใจที่จะมองไป๋หลินในแง่ที่ดีขึ้น ในใจเขาคิดว่าอย่างไรก็แต่งงานอยู่กินเป็นสามีภรรยาและมีลูกด้วยกันถึงสี่คนแล้ว ถึงในอดีตไป๋หลินไม่เคยดีกับลูกแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายทุบตีลูกจนเลือดตกอย่างออกสักครั้ง แต่ตอนนี้ภรรยากลับใจเป็นคนดีเขาก็ควรให้โอกาสแม่ของลูกสักครั้ง อีกอย่างไป๋หลินเล่าสิ่งที่เว่ยชุนทำกับเขา มันทำให้หลัวฟางคิดได้ว่าไป๋หลินคงไม่ได้รักเว่ยชุนอีกต่อไป หากเป็นแบบนั้นหลัวฟางเองก็จะพยายามปรับตัวเข้าหาไป๋หลินเช่นกัน

พอถึงยามเซินไป๋หลินเข้าตรวจอาการของหลัวฟางอีกครั้ง เห็นว่าอาการสามีดีขึ้นมาก เขาจึงถามหลังฟางสามารถอยู่คนเดียวได้ไหมเขาจะพาลูกทั้งสี่กลับไปบ้านเดิมและบ้านใหญ่ถาน ไป๋หลินบอกเรื่องที่เขาขายโสมได้เงิน 75000 ตำลึงทอง กับ 9000 ตำลึงเงิน เขาเอาเป็นเงินสดมาไว้ใช้จ่าย 15,000 ตำลึงทอง แล้วตั้งใจจะมอบเงินที่ได้มาให้บ้านใหญ่กับบ้านเดิมด้วย หลัวฟางก็ไม่ว่าอะไรให้เป็นการตัดสินใจของไป๋หลิน

"ข้าอยู่ได้ เจ้าพาลูกไปเถอะ" หลัวฟาง

"ข้าจะรีบไปรีบกลับนะท่านพี่" ไป๋หลิน

"อืม" หลัวฟาง

ไป๋หลินได้พาลูกทั้งสี่ไปบ้านใหญ่ก่อน ไปถึงทุกคนก็กำลังทานข้าวท่านพ่อ พี่ใหญ่และพี่รองก็พึ่งกลับมาถึงบ้านช่างเหมาะเจาะพอดีเลย

ท่านพ่อถานและพี่ใหญ่พี่รองบ้านถานเห็นว่าสะใภ้เล็กและหลาน ๆ มาก็รู้สึกแปลกใจ เมื่อทุกคนเข้ามาในบ้านเรียบร้อยแม่ถานจึงเรียกทุกคนมารวมตัวกันที่โต๊ะทานข้าวบอกว่าสะใภ้เล็กมีเรื่องจะพูดคุยด้วย

พ่อสามีแม่สามีพี่ใหญ่พี่รองบ้านถานพอรู้ว่าสะใภ้เล็กจะมอบเงินให้ก็เกรงใจจะไม่รับเงินที่ไป๋หลินแบ่งให้ แต่ไปหลินบอกว่าพวกเขานั้นมีบุญคุณที่ช่วยเหลือหลาน ๆ ตอนที่เขายังร้ายกาจแถมช่วงที่สามีเขาป่วยก็ยังคอยไปดูแลคอยหาข้าวหาน้ำให้ ไหนจะช่วงที่บ้านเขาเกิดภาวะเงินฝืดเคืองหรืออาหารขาดแคลนบ้านใหญ่ก็ช่วยเหลือเสมอ พี่ใหญ่เวลาล่าสัตว์ได้ก็แบ่งให้บ้านถานรองเสมอ พี่รองเองมีขนมหรือผลไม้ป่าที่หามาได้ก็มักจะมาแบ่งให้หลาน ๆ ในตรงนี้ไป๋หลินรู้สึกซาบซึ้งมาก

ไป๋หลินยังอธิบายต่อว่าพอเขาเปลี่ยนตัวเองแล้ว จึงคิดได้ว่าบ้านทำใหญ่นั้นมีบุญคุณมากแค่ไหน เมื่อเขามีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณแล้วเขาจึงอยากตอบแทนให้เต็มที่

พ่อถานและพี่ใหญ่พี่รองบ้านถานพอได้ฟังคำอธิบายของไป๋หลิน ก็นึกชื่นชมใจในตัวของสะใภ้เล็กขึ้นมา พ่อถานจึงคิดในใจว่าสะใภ้เล็กคงเปลี่ยนแปลงตัวเองจริง ๆ เพื่อคงหลัวฟางและหลานทั้งสี่ เขาก็ควรที่จะให้โอกาสและมองสะใภ้เล็กคนนี้ใหม่ในทางที่ดีขึ้น พี่ใหญ่พี่รองเองก็มีความคิดคล้ายกับท่านพ่อ

หลังจากมอบเงินให้บ้านถานใหญ่เรียบร้อยแล้วไป๋หลินพาลูกๆ ทั้งสี่เดินไปบ้านเดิมต่อบ้านเดิมของไป๋หลินกับบ้านถานใหญ่ไม่ไกลกันมากใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็ถึงแล้ว

เมื่อไปถึงไป๋หลินร้องเรียกหาท่านแม่ไม่นานก็เป็นพี่สะใภ้รองมาเปิดประตู เมื่อเห็นว่าเป็นป้าสะใภ้รองมาประตูให้เด็ก ๆ ทักทายป้าสะใภ้ด้วยความเคยชิน เพราะในช่วงบางวันที่ไป๋หลินเข้าเมืองไปบ่อนพนัน เหล่าสะใภ้ทั้งบ้านเดิมและบ้านถานใหญ่มักจะแอบทำขนมหรือกับข้าวไปฝากหลานทั้งสี่บ่อย ๆ

พอเข้าไปในบ้านก็เจอทุกคนนั่งล้อมเตรียมทานข้าว บ้านเดิมไป๋หลินเองก็มีสมาชิกครอบครัวเยอะเหมือนกับบ้านถานใหญ่และอาจจะเยอะกว่าด้วยซ้ำ

เพราะนอกจากท่านพ่อท่านแม่แล้วยังมีครอบครัวของพี่ใหญ่ พี่รองและพี่สาม ส่วนตัวของไป๋หลินนั้นเป็นลูกคนสุดท้อง ลักษณะรอบบ้านและตัวบ้านจะมีพื้นที่เยอะเพื่อรองรับสมาชิกที่มากของบ้านตระกูลจาง พี่ชายทั้ง 3 ไม่คิดที่จะย้ายออกไปไหน

เพราะเป็นความประสงค์ของท่านพ่อท่านแม่ ที่อยากให้ลูกๆ อยู่รวมกันเยอะๆ และโดยพื้นฐานคนบ้านจางเดิมเป็นคนนิสัยดีรักลูกสะใภ้และหลาน ๆ เท่ากันไม่มีแบ่งแยกทุกคนในบ้านช่วยงานกันทุกคน จึงทำให้ไม่มีปัญหากระทบกระทั่งระหว่างสะใภ้ทั้งสาม

ครอบครัวตระกูลจางมีท่านพ่อ ไป๋เฉิงจาง อายุ 45 ปี ท่านแม่เป็นเกอ จางรั่วอี้ (แซ่เดิมหลิว) อายุ 43 ปี ท่านพ่อท่านแม่ถึงจะอายุหลักสี่แต่ก็ยังดูหนุ่มหล่อและงดงาม โดยเฉพาะท่านแม่ที่ดูเหมือนหนุ่มรูปงามวัยสามสิบเอง ไป๋หลินนั้นก็งดงามได้ท่านแม่จางนี้เอง

ส่วนพี่ชายทั้งสามก็หล่อมาก ตอนยังไม่แต่งงานมักมีแม่สื่อมาคอยทาบทามให้เป็นเขยหลายบ้านอยู่เหมือนกัน แต่สาว ๆ และเกอเหล่านั้นก็ต้องอกหัก เพราะเหล่าลูกชายบ้านจางนั้นหาภรรยาโดยไม่ต้องให้ใครมาเป็นสื่อกลางให้

บ้านตระกูลจางทำอาชีพเกษตรกรรมและเก็บสมุนไพรขาย ส่วนลูกชายทั้งสามคนจะเข้าเมืองทำงานในเมืองหลวง สามวันต่อครั้งแล้วแต่นายจ้างจะจ้างกี่วัน

ครอบครัวพี่ใหญ่ จางไป๋อัน อายุ 27 ปี พี่สะใภ้ใหญ่เป็นเกอ จางหลิงฉี (แซ่เดิมหม่า) ลูกเกอคนโต อันหลิง 11 ขวบ ลูกสาวคนรอง อันหลาน 10 ขวบ ลูกชายคนเล็ก อันเทียน 7 ขวบ

อันหลิงและอันหลาน อีกไม่กี่ปีก็ถึงวัยปักปิ่น ท่านย่า ท่านแม่ และท่านอาสะใภ้ทั้งสอง ต่างก็ช่วยกันสอนเรื่องต่าง ๆ ที่เกอและสตรีควรรู้ให้ชำนาญ เมื่อคราวออกเรือนจะได้ไม่มีข้อผิดพลาดหรือข้อครหาได้

แต่เคยได้ยินพี่ใหญ่บ่นอยู่นะ หากผู้ชายคนไหนไม่เข้าตาหรือนิสัยไม่ดี พี่ใหญ่จะไล่ตะเพิดหนีให้หมด ถ้าไม่มีใครดีสักคนเขายินดีเลี้ยงลูกเกอลูกสาวไปตลอด

ครอบครัวพี่รอง จางไป๋เฉิน อายุ 26 ปี พี่สะใภ้รอง จางเถียนเหมย (แซ่เดิมเกา) 25 ปี ลูกแฝดเกอ 9 ขวบ แฝดพี่เฉินฮวา แฝดน้องเฉินเชียง ลูกชายคนเล็ก เฉินตง 7 ขวบ

พี่รองเองก็หวงลูกเกอทั้งสองมาก จนไม่อยากให้ออกเรือนกันเลย ยิ่งแฝดเกอหน้าตาเหมือนพี่สะใภ้พี่รองก็ยิ่งหนักใจ ถึงขั้นอยากไว้หนวด ไว้ขู่พวกผู้ชายที่จะมาจีบลูก ๆ ในอนาคต

ครอบครัวพี่สาม จางไป๋หลง อายุ 25 ปี พี่สะใภ้สามเป็นเกอ จางเซียวหรัว (แซ่เดิมกัว) อายุ 25 ปี ลูกชายคนโต หลงเป่า 10 ขวบ ลูกแฝดวัย 8 ขวบ แฝดพี่เป็นเกอ หลงซี แฝดน้องสตรี หลงหรู

พี่สามเองก็ไม่ต่างจากพี่ใหญ่พี่รองที่หวงลูกเกอลูกสาวมาก แต่ลูกชายคนโตนิสัยต่างจากพี่สามผู้เป็นพ่อมาก หลงเป่ามีนิสัยคล้ายท่านลุงใหญ่มากกว่า พูดน้อยสุขุมฉลาดหัวไว

ท่านปู่จึงไว้วางใจให้เป็นผู้นำตระกูลรุ่นต่อไปต่อจากท่านลุงใหญ่ บางครั้งคนในบ้านจางก็พูดแซวว่าสงสัยตอนจะมาเกิดหลงเป่าเข้าผิดห้อง เลยได้เกิดเป็นลูกพี่สามแทน

"ทุกคน ข้ามีบางอย่างอยากมอบให้ขอรับ" ไป๋หลิน

พูดเสร็จไป๋หลินก็ล้วงเอาถุงเงินที่เก็บในเสื้อตรงอกออกมา เพื่อจะมอบให้ทุกคนในบ้านตระกูลจาง แน่นอนว่าทุกคนปฏิเสธแต่ไป๋หลินใช้ไม้ตายเด็ดไม่ว่าจะใช้กี่ครั้งก็ได้ผลตลอด นั้นคืนการอ้อนพร้มใช้เหตุผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่มีใครกล้าปฏิเสธแล้ว เงินที่มอบให้ทั้งบ้านเดิมและบ้านใหญ่ทำให้ทั้งสองครอบครัวใช้ได้ตลอดชาติเลยแหละ เปรียบกับเศรษฐีในเมืองได้เลยแต่ด้วยนิสัยพื้นเพของทั้งสองเป็นครอบครัวที่สมถะ ไม่ค่อยฟุ่มเฟือยและไม่ชอบโอ้อวด จึงทำให้ไป๋หลินสบายใจที่จะมอบเงินให้

แน่นอนว่าไป๋หลินเองก็มีความคิดที่จะมอบเงินให้พี่สามีอย่างพี่สามพี่สี่แล้วพี่ห้าด้วย ถึงแต่งออกไปแล้วแต่ทั้งสามคนเองก็คอยช่วยเหลือหลาน ๆ ทั้งสี่เสมอ ถึงเงินที่มอบให้อาจไม่เท่าครอบครัวอื่นแต่ก็สบายได้ทั้งชาติ พรุ่งนี้เขาถึงจะไปเยี่ยมพี่สามีทั้งสามอีกที และมอบเงินให้ครอบครัวจำนวนหนึ่ง เพราะทั้งสามบ้านนี้คนในครอบครัวก็นิสัยดีทุกคน เท่าที่ในความจำพอจำได้ว่าบ้านสามีของพี่สามพี่สี่และพี่ห้า สามบ้านนี้ไม่ขี้อิจฉาไม่เอาเปรียบ ไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าไหร่ เท่าที่รู้จักบ้านสวี บ้านอู๋ และบ้านจู สามบ้านนี้ถือว่าจิตใจดีมีน้ำใจใช้ได้เลย ถึงแม้ฐานะจะสู้บ้านถานไม่ได้ แต่พี่เขยทั้งสามบ้านก็ขยันมาก ด้วยเหตุนี้พ่อสามีจึงยอมให้พี่สามพี่สี่และพี่ห้าแต่งงานด้วย

เมื่อเสร็จจากธุระไป๋หลินก็พาลูก ๆ กลับโดยมีพี่ใหญ่และพี่รองตามไปส่งด้วย เพราะว่าฟ้ามืดแล้วกลัวว่าห้าแม่ลูกบ้านถานรองจะเป็นอันตราย ถึงแม้คนในหมู่บ้านถงหยางจะไม่จิตใจร้ายกาจแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนนอกหมู่บ้านสัญจรผ่าน อย่างที่ว่าเมืองหมิงโจนี้ใกล้กับเมืองหลวงของต้าเว่ย ย่อมต้องมีผู้คนแปลกหน้าเดินทางผ่านอยู่แล้ว ท่านพ่อจึงให้พี่ใหญ่พี่รองมาส่งน้องเล็กอย่างไป๋หลินเพื่อความสบายใจ

เมื่อกลับถึงบ้านไป๋หลินก็เข้าไปดูอาการสามีอีกครั้งปรากฏว่าอาการของหลัวฟางนั้นเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ อีกไม่กี่วันก็คงหาย เมื่อตรวจดูจากอาการหลัวฟางเสร็จไป๋หลินก็พาลูก ๆ เข้านอน พร้อมกับเล่านิทานให้ลูกได้ฟังเป็นการกล่อมเด็ก ๆ นอนหลับง่ายขึ้น สี่พี่น้องที่ได้ฟังนิทานและเรื่องเล่าจากแม่เล่าให้ฟังเป็นครั้งแรกก็ตื่นเต้นและฟังเพลินจนเผลอหลับไป

เมื่อเห็นว่าลูก ๆ หลับสนิทไป๋หลินก็ออกไปเตรียมของที่จะขึ้นเขาไปหาสมุนไพรในวันพรุ่งนี้ พร้อมกับเตรียมวัตถุดิบไว้ทำกับข้าวตอนเช้าให้ลูก ๆ และสามี เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้นเขาจึงได้รีบเข้านอน

ไป๋หลินได้แต่ภาวนาในใจว่าพรุ่งนี้ขอเจอโชคหน่อยเถอะ อาจจะไม่โชคใหญ่เท่าครั้งที่แล้ว แต่ก็ขอให้ได้สักหน่อยเพื่อที่จะนำสมุนไพรที่มีค่าไปขายเพื่อมาเปิดโรงหมอตามที่ตั้งใจไว้

ด้วยความเคยชินไป๋หลินตอนที่ยังเป็นภัสกร ตื่นนอนตั้งแต่ตอนฟ้ายังไม่สว่าง ลุกขึ้นมาเพื่อเตรียมกับข้าวและยาไว้ให้สามี วันนี้ไป๋หลินตั้งใจไว้ว่าหลังจากลงมาจากเขาและเอาสมุนไพรไปขายเสร็จ ไป๋หลินจะพาลูก ๆ ไปบ้านพี่สามพี่สี่และพี่ห้าของสามีเพื่อจะมอบเงินจำนวนหนึ่งไว้ให้พี่สามีทั้งสามไว้ใช้ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่เคยช่วยเหลือสามีและลูก ๆ ตอนที่ตนยังเป็นมารดาใจร้ายอยู่

แล้วก็เช่นเคยไป๋หลินขึ้นเขาในเวลายามเหม่า แต่การขึ้นเขาคราวนี้ไปหลินเลือกจะไปอีกทางหนึ่ง เพื่อให้สมุนไพรทางเดิมที่เขาเคยเก็บมาได้มีโอกาสเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น ไป๋หลินเองก็อยากรู้ว่าป่าของเขาลูกนี้จะกว้างมากเท่าไหร่หรือว่ามีจุดไหนพอที่จะให้เขาได้เก็บสมุนไพร หรืออาจโชคดีเจอสมุนไพรหายาก

ตั้งแต่มาอยู่ในโลกยุคนี้ได้ไม่นานไป๋หลินมีความรู้สึกแปลก ๆ ว่าตัวเองมาเกิดใหม่พร้อมดวงแห่งโชคลาภหรือเปล่า เพราะแค่มาอยู่ในร่างของไปหลินยังไม่ถึงหนึ่งวัน ขึ้นเขามาก็เจอโชคเลยและเป็นโชคใหญ่ที่สามารถทำให้ครอบครัวไป๋หลินรวมถึงคนรอบข้างได้รับโชคไปด้วย แล้วความแปลกที่ว่าคือบางสถานที่หรือบางสิ่งบางอย่างที่ตัวไป๋หลินร่างเดิมและร่างใหม่ไม่รู้จัก แต่เพียงแค่มองแล้วพินิจวิเคราะห์ดู จู่ ๆ ก็มีคำตอบไหลเข้ามาในหัวเอง

อีกทั้งไป๋หลินยังรู้สึกว่าในร่างกายของเขาเหมือนมีพลังงานบางอย่างกลุ่มหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ร่างกาย แต่ยังไม่รู้ว่าคืออะไรบางทีก็อาจจะเป็นความผิดปกติทางร่างกายของไป๋หลินคนเดิมหรือเปล่าคงต้องหาคำตอบอีกเยอะเลย

ไป๋หลินเริ่มเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ในป่าลึก และระดับความสูงชันขึ้น อากาศก็เริ่มเย็นขึ้นกว่าปกติ เขาพยายามลองนึกว่าเคยมาตรงจุดแถวนี้หรือไม่ แต่ในความทรงจำของไป๋หลินนั้นไม่มีเลย เพราะไป๋หลินไม่เคยแม้จะขึ้นเขา มีเพียงเดินป่าหลังบ้านเพื่อหาสมุนไพรเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น แต่มันเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างชักชวนดึงดูดให้เขามาตามเส้นทางนี้

ไป๋หลินขึ้นเขามาได้เกือบครึ่งชั่วยามก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย จึงหยุดพักตรงบริเวณที่คิดว่าน่าจะนั่งพักได้ เป็นต้นไม้ใหญ่ประมาณสิบคนโอบและมีก้อนหินขนาดใหญ่อยู่ใต้ต้นไม้ มีก้อนหินขนาดพอประมาณให้นั่งพักเหนื่อยได้เขาจึงเลือกพักตรงจุดนี้

ไป๋หลินมองทัศนียภาพรอบ ๆ ยิ่งสูงขึ้นต้นไม้ก็เริ่มน้อยลง มองไปสักพักสายตาก็ไปสะดุดกับโขดหินขนาดใหญ่ที่ห่างจากตรงที่นั่งพักประมาณหกเจ็ดก้าว ไป๋หลินเห็นว่าตรงข้างบนโขดหินมีดอกไม้สีขาวอยู่ข้างบนด้วยความอยากรู้ว่ามันคือดอกอะไรทำไมถึงเกิดบนที่สูงเช่นนี้ได้ เพราะระหว่างที่ผ่านมาพอขึ้นเขามาได้ระยะทางที่สูงขึ้นก็ไม่เจอดอกไม้หรือต้นหญ้ามีเพียงต้นไม้ใหญ่อยู่เล็กน้อย แต่ทำไมบนโขดหินจึงมีดอกไม้เกิดได้ ไป๋หลินไม่รอช้ารีบลุกขึ้นไปดูปรากฏว่าเป็นบัวหิมะถึงเจ็ดดอก บัวหิมะสรรพคุณหลากหลาย ยังมีอีกความเชื่อของคนโบราณว่าดอกของบัวหิมะเป็นยาอายุวัฒนะถ้าใครได้กินก็จะอายุยืน แต่สำหรับภัสกรที่คนมาจากโลกอนาคต สรรพคุณที่ชอบมากก็คือเอามาสกัดผสมในครีมบำรุงมันช่วยให้ผิวเต่งตึงดี และถ้าเอามาสกัดเป็นยาบำรุงร่างกายจะดีมาก ของดีแบบนี้ไป๋หลินจะเก็บไว้ทำยาให้คนในครอบครัวกินดีกว่า

"ถ้าจะขาย ขายแค่ดอกเดียวก็มีเงินใช้ทั้งชาติแล้ว ที่เหลือเก็บไว้ใช้สกัดยาดีกว่า หากในวันข้างหน้าอาจมีโอกาสได้ใช้ช่วยคน" ไป๋หลิน

ไป๋หลินจึงรีบเก็บบัวหิมะห่อใส่ผ้าเอาใส่ไว้ในตะกร้าแยกไว้เพื่อไม่ให้บัวหิมะช้ำเสียหาย ไป๋หลินคิดว่าได้โชคแค่นี้ก็พอแล้ว จึงกำลังจะลงเขาทันทีและระหว่างทางค่อยหาเก็บสมุนไพรและผลไม้ป่าต่าง ๆ เพิ่มอีก พอไป๋หลินเก็บบัวหิมะเสร็จกำลังจะเดินกลับไปยังต้นไม้ที่เขานั่งพัก ไป๋หลินเจอรอยเลือดที่หยดเป็นทาง เขาลองเพ่งมองดูดี ๆ รอยเลือดนั้นหยดยาวเป็นกลุ่มไปจนถึงหลังต้นไม้เลย

ด้วยความแปลกใจไป๋หลินจึงเดินตามรอยเลือดไป จนพบเข้ากับชายคนหนึ่งที่ใส่ชุดเหมือนทหารหรือชุดองครักษ์ในราชสำนักจีน เพราะชุดคล้ายกับในภาพยนตร์จีนที่เขาชอบดู ชายคนนี้มีรูปร่างใหญ่กำยำคล้ายกับทหารในโลกปัจจุบัน แต่ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยเลือดจนมองไม่เห็นว่าเป็นลักษณะอย่างไรบวกกับผมที่ยาวรกรุงรังจึงทำให้มองไม่ชัด

"เอาเข้าแล้วไง เจอเรื่องเข้าจนได้ไป๋หลิน เอาไงดีละทีนี้" ไป๋หลิน

ไป๋หลินก็ลังเลอยู่สักพักว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยดี แต่ถ้าช่วยแล้วเกิดคนคนนี้เป็นคนไม่ดีขึ้นมาจะทำยังไง แต่ก็เหมือนไม่รู้อะไรโดนใจให้ไป๋หลินตัดสินใจช่วยคนเจ็บที่ร่างโชกไปด้วยเลือดคนนี้

"ช่วยก็ช่วย นี้คงเป็นชะตาฟ้าลิขิต ไม่ว่าจะเกิดชาติใดที่ไหน เป็นหมอย่อมต้องช่วยเหลือผู้ป่วยเสมอ มันคือจรรยาบรรณของหมอที่ดี" ไป๋หลิน

ระหว่างที่ไป๋หลินกำลังเตรียมตัวจะลงจากเขาพร้อมกับคนเจ็บร่างยักษ์ ก็มีความคิดแล่นเข้ามาในหัวบางอย่าง หากเดินไปอีกสักหน่อยประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะเป็นทางไปป่าหลังบ้านของเขานั้นเอง ยิ่งทำให้ไป๋หลินถึงกับแปลกใจเข้าไปใหญ่ ว่าทำไมเขาไม่รู้เลยว่าหลังบ้านมีทางที่เดินขึ้นมาบนเขาลูกนี้ได้

"นี่ สวรรค์จะให้มีความสามารถพิเศษก็มาทีเดียวเลยได้ไหม หรือของอะไรที่วิเศษที่เสกเงินเสกทองได้ก็ดี จะได้ไม่ลำบาก" ไป๋หลิน

ก็ได้แค่บ่นไปอย่างนั้นแหละเพราะรู้อยู่แล้วอะไรที่ได้มาง่าย ๆ ไม่มีหรอก ต้องลงมือลงแรงก่อนถึงจะได้สิ่งที่ต้องการ อย่างโชคลาภวันนี้ถ้าเขาไม่ขึ้นเขาก็คงไม่เจอหรอก

แต่อย่างไรก็ช่างเถอะเขาไม่มีเวลาที่จะคิดอะไรมาก เพราะจากที่ตรวจดูอาการของคนเจ็บ ไป๋หลินพบว่าชายคนนี้น่าจะถูกทำร้ายบาดเจ็บมาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วยาม บาดแผลตามร่างกายมีทั้งโดนของมีคมจำพวกดาบหรือกระบี่หลายจุด ยังมีรอยถูกยิงจากธนูแต่ดูเหมือนมีการดึงลูกธนูออกไปแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีอาการเสียเลือดมาก หายใจรวยรินบวกกับอาการอ่อนเพลียจากพิษบาดแผล ถ้ายังชักช้ามีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูง แต่ที่ยังรอดมาได้ดูจากลักษณะร่างกายคนเจ็บน่าจะแข็งแรงพอตัว และยังเห็นร่องรอยของการห้ามเลือดด้วย สงสัยจะห้ามเลือดก่อนที่จะหมดสติจึงทำให้ยังมีชีวิตรอดอยู่จนถึงขนาดนี้ได้

ไป๋หลินวันนี้ไม่ได้เอาตะกร้าสมุนไพรใบใหญ่มาด้วยเขาเอามาเพียงใบขนาดกลางมาพอดี เขานำมาสะพายไว้ด้านหน้าแทนแล้วแบกคนเจ็บขึ้นด้านหลัง ถึงแม้ว่าตัวของไป๋หลินจะตัวเล็กแบบเกอทั่วไป แต่ก็ได้พลังความแข็งแรงและพละกำลังจากจิตวิญญาณของภัสกร จึงทำให้เขาสามารถแบกได้ทุกอย่าง ทำงานได้ราวกับผู้ชายอกสามศอกเลยทีเดียว

ถึงแม้ภัสกรจะเป็นคุณหมอแต่อย่าลืมว่าเขาก็เป็นทหารเรือด้วยและยังเป็นหัวหน้าหน่วยรบพิเศษ อีกทั้งเขายังเรียนด้านนิติเวชมาด้วย จึงไม่แปลกที่ภัสกรจะสามารถวินิจฉัยบาดแผลหรือโรคได้ด้วยตาเปล่าเพียงแค่มองก็รู้ได้ทันที บวกกับตอนสมัยที่เขาไปฝึกในหน่วยรบพิเศษของกรมต่าง ๆ เขาต้องแบบสัมภาระหนักเกือบ 20 กิโลกรัมเดินทางระยะไกลหลายกิโล เขาฝึกทั้งสะเทือนน้ำสะเทือนบกของหน่วยรบพิเศษสี่เหล่าทัพ หน่วยไหนที่คิดว่าเจ๋งคิดว่าฝึกยากผู้กองหมอภัสกรคนนี้ผ่านมาหมดแล้ว จึงไม่แปลกใจที่ผู้ใหญ่แต่งตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าหน่วยรบพิเศษที่ปฏิบัติการในต่างแดนในครั้งนี้ ก่อนที่เขาจะสละชีพในหน้าที่ของลูกผู้ชาย

ขอบคุณสวรรค์ที่ถึงแม้เขาตายแล้วให้มาอยู่ในร่างของคนอื่น แต่พละกำลังและสติปัญญาความรู้ความสามารถก็ตามมาด้วย รู้สึกเหมือนจะมีความสามารถพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกหลายอย่างเลย เขาคงต้องค่อย ๆ หาคำตอบไปเรื่อย ๆ ว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้าง แต่ตอนนี้ต้องรีบพาคนเก็บลงเขาไปที่บ้านให้โดยเร็วที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อช่วยให้ชีวิตคนคนหนึ่งให้มีชีวิตรอด ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนดีหรือไม่ดีก็ต้องรอดูกันอีกที

ไป๋หลินคิดไปคิดมาแล้วก็ปวดหัว ได้แต่บ่นในใจว่าขึ้นเขาคราวนี้เจอทั้งโชคดีและคนโชกเลือดเลย

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 129

    "ข้าขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน ขอให้ครอบครัวและสหายทั้งหลาย อยู่เย็นเป็นสุขดุจดอกเหมยบานไม่ร่วงโรย" หลัวฟางเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องดังก้องพร้อมกัน งานเลี้ยงดำเนินไปถึงยามค่ำ ไฟโคมแดงถูกจุดเรียงรายทั่วจวน แสงโคมสะท้อนยิ้มและเสียงหัวเราะ ทำให้คืนวันนั้นกลายเป็นความทรงจำที่อบอุ่นที่สุดของทุกคนค่ำค

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 128

    แปดเดือนต่อมาในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ลมอ่อนพัดกลีบดอกเหมยปลิวว่อนทั่วจวนตระกูลถาน เสียงร้องทารกสองคนดังประสานกันในห้องคลอด ไป๋หลินเหน็ดเหนื่อยเหงื่อชุ่มแต่รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้ายังคงงดงามยิ่งนักหมอตำแยยกห่อผ้าขาวสองห่อส่งให้หลัวฟาง เด็กคนหนึ่งมีแก้มแดงระเรื่อร้องเสียงใส อีกคนตาปรือเงียบสงบแต่กำมือแน่นราว

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 127

    โรงหมอกังอันในยามเช้าอาบด้วยแสงแดดอุ่นอ่อน กลิ่นดอกเหมยที่หลัวฟางเด็ดมาจากสวนยังอบอวลอยู่ในแจกันไม้ไผ่ ไป๋หลินที่เพิ่งตรวจชีพจรให้คนไข้รายสุดท้ายในห้องรักษา เขารู้สึกผิดแปลกในร่างกายตนเองมาตลอดหลายวันอ่อนเพลียง่าย ใจเต้นแรงและบางครั้งมีคลื่นไส้ยามเช้าจึงขอมาพักที่เรือนรับรองก่อนไป๋หลินจึงนั่งลงที่โ

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 126

    ตอนนี้องค์ชายรองเฟยซินก็มาศึกษาเล่าเรียนวิชาแพทย์ได้ห้าเดือนกว่าแล้ว แต่กลับเข้าใจทุกอย่างและจดจำขั้นการรักษาของแต่ละโรคได้อย่างแม่นยำ สมุนไพรรักษาโรคทุกชนิดก็จำสรรพคุณได้อย่างขึ้นใจ ด้วยความเก่งและฉลาดจนตอนนี้องค์ชายเฟยซินสามารถรักษาผู้ป่วยแทนท่านอาจารย์อย่างไป๋หลินได้แล้ววันนี้มื้อเย็นไป๋หลินได้ท

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 125

    ไป๋หลินลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะสมุนไพร เปิดลิ้นชักแล้วหยิบรากโสมแห้งขึ้นมา เฟยซินรับสมุนไพรนั้นมาพิจารณาอย่างตั้งใจ พระเนตรเต็มไปด้วยประกายสงสัย"เช่นนั้น ท่านอาหมายความว่าของที่ดี หากใช้ผิดวิธีก็อาจฆ่าคนได้ ใช่ไหมขอรับ" เฟยซิน"ใช่แล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้เป็นแพทย์ต้องเรียนรู้ทั้ง คุณและโทษ ของทุกสิ่

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 124

    "ขอรับท่านกงกง ข้าจะดูแลองค์ชายเฟยซินเป็นอย่างดี" ไป๋หลินไป๋หลินคุกเข่าลงรับพระราชโองการ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงบในหัวก็พึ่งนึกได้ว่าเคยสัญญากับองค์ชายไว้ ว่าจะรับองค์ชายเฟยซินเป็นศิษย์คนแรกของตน นี้คงถึงเวลาที่ต้องรับองค์ชายเป็นศิษย์จริง ๆ แล้วสินะ หลัวฟางที่ยืนข้างกายมองนางด้วยรอยยิ้มภูมิใจพร้อมกล

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 117

    ช่วงนี้ครอบครัวบ้านถานรองกำลังจัดแจงงานให้เรียบร้อย เพราะอีกสองอาทิตย์หลัวฟางจะพาครอบครัวเดินทางไปที่เกาะดอกเหมย ส่วนจูหลางตอนนี้ก็เข้ากับครอบครัวบ้านถานรองได้ดี จนตอนนี้ใครที่เห็นจูหลางก็จะพูดว่าลูกชายคนโตของไป๋หลินกับหลัวฟางจนชินปาก ท่านปู่ ท่านย่า ท่านตา ท่านยาย รวมไปถึงลุงป้าน้าอาต่างก็รักและเอ็

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 115

    เมื่อหลังจากที่ไป๋หลินฟื้นขึ้นมาแน่นอนว่างานต้องล้นมือเป็นธรรมดา ไป๋หลินกับหลัวฟางต้องรีบเร่งจัดแจงงานให้เหลือน้อยที่สุด เพราะอีกในหนึ่งเดือนข้างหน้าจัดมีงานชุมนุมชาวยุทธเกิดขึ้น เจ้าภาพปีนี้ที่จัดงานก็คือวัดซ่งซานนั้นเองอีกอย่างงานนี้มีจอมยุทธระดับแถวหน้าของแคว้นมารวมตัวกันมากมาย แน่นอนว่าสองสามีภร

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 114

    "วิญญาณและเลือดเนื้อของเจ้ามิอาจตื่นอยู่ตลอดไป บททดสอบใหญ่จะบังคับให้เจ้าต้อง หลับใหลอีกครา"ดวงตาของไป๋หลินพร่ามัวร่างกายหนักอึ้งเหมือนมีพันพันหินถ่วงลงจากบ่า หมอที่อยู่รอบข้างเพิ่งจะขยับเข้ามาเอ่ยชมและถามไถ่ แต่เสียงทั้งหมดกลับเลือนรางราวกับถูกคลื่นหมอกปกคลุม เขาพยายามฝืนยืนตรง ทว่าเปลือกตากลับหนั

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 110

    "ท่านหมอไป๋หลินมาถึงแล้ว" องครักษ์ผู้คุมประกาศเสียงดังพร้อมก้าวหลีกให้ไป๋หลินก้าวเข้ามา สายตาขุนนางนับสิบคู่หันมาสนใจเธอทันที บางคนมองด้วยความหวังบางคนแฝงแววสงสัยว่า หมอชนบทผู้นี้จะมีฝีมือพอหรือไม่ ไป๋หลินก้าวเข้าไปโดยไม่หวั่นไหว ประสานมือคำนับเล็กน้อย แล้วรีบตรงไปยังเตียงผู้ป่วย นางกวาดตามองบาดแผล

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status