Share

บทที่ 4

last update Tanggal publikasi: 2025-10-12 12:22:27

หลังจากไป๋หลินพาคนเจ็บมาถึงบ้าน สมาชิกในบ้านทุกคนรวมถึงแม่สามีและแม่จาง ก็ถึงกับตกใจมากที่จู่ ๆ ไป๋หลินก็พาคนแปลกเข้าบ้านแถมยังเลือดเต็มตัวแบบนี้ แต่เขาไม่มีเวลาอธิบายอะไรมากเขาบอกให้ทุกคนเตรียมสถานที่เพื่อช่วยชีวิตชายปริศนาผู้นี้ก่อน ดูจากอาการน่าจะเสียเลือดไปเยอะต้องรีบฝังเข็มห้ามเลือดก่อน ทุกคนที่อยู่ในบ้านถานรองตอนนี้ก็ช่วยกันเตรียมของต่าง ๆ ตามที่ไป๋หลินบอกทันที แม้แต่เด็ก ๆ อะไรที่ช่วยท่านแม่ก็รีบช่วยไม่อิดออด ท่านแม่ทั้งสองช่วยกันถอดชุดด้านบนของชายคนนั้นออกแล้วใช้น้ำสะอาดชำระกายจึงทำให้คราบออกไปจนหมดเหลือเพียงแผลและจุดที่เลือดยังไหลไม่หยุด ไป๋หลินไม่รอช้ารีบฝังเข็มห้ามเลือดทันที

ไป๋หลินทำการรักษาไปสักพักก็ห้ามเลือดได้สำเร็จ ส่วนแผลที่ถูกของมีคมฟันก็ทำการปิดปากแผลเรียบร้อย เขาเสียดายที่ไม่มีไหมสำหรับเย็บแผล ถ้ามีเวลาว่างค่อยทำเองก็แล้วกัน เพราะมันพอที่จะทำได้วัสดุที่ใช้ก็มาจากธรรมชาติ ส่วนวิธีทำนั้นภัสกรเคยไปศึกษาดูงานแหล่งผลิตมาแล้วตอนอยู่โลกเดิม ถึงไม่มีเครื่องจักรที่ทันสมัยแต่ก่อนจากมาเป็นไหมเย็บแผลที่ใช้ในวงการแพทย์ก็ใช้วิธีการทำมือมาก่อนเขาพอจำวิธีได้ทำไว้เยอะ ๆ ยิ่งดีหากถึงคราวเปิดโรงหมอต้องได้ใช้งานแน่ ๆ

ทุกอิริยาบถของไป๋หลินที่แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวอยู่ในสายตาของทุกคน ทำให้แม่สามีมีความคิดเปลี่ยนไปมากสะใภ้เล็กของตัวพอได้เปลี่ยนแปลงตัวเองก็น่าเอ็นดูดี ไหนจะการรักษาคนเจ็บก็ดูเชี่ยวชาญราวกับว่าไป๋หลินเคยเป็นหมอมาก่อนจริง ๆ สงสัยท่านเซียนที่สอนวิชาการแพทย์คงจะเป็นความจริง ดูจากที่ลูกชายของเขาหายดีจนจะกลับไปทำงานได้ในวันพรุ่งนี้แล้ว

ส่วนท่านแม่จางก็ภาคภูมิใจมากที่ลูกคนเล็กเปลี่ยนตัวเองเป็นคนดีมีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่น เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อนเห็นคนเลือดโชกขนาดนี้ไป๋หลินคงเป็นลมไม่ก็วิ่งหนีไปแล้วอย่าหวังเลยว่าไป๋หลินจะสนใจช่วย พอมาวันนี้ได้เห็นลูกชายของตนรักษาคนเจ็บด้วยท่าทางราวกับผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ในโรงหมอในเมืองหลวงแบบนี้ รั่วอี้ได้แต่ขอบคุณสวรรค์ที่ให้โอกาสไป๋หลินได้กลับมาและยังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

หลัวฟางจากที่เมื่อก่อนเคยมองไป๋หลินด้วยความรำคาญสายตาไม่อยากสนทนาไม่อยากมองแม้กระทั่งหน้าของภรรยา อยู่ด้วยกันก็มีแต่ความอึดอัดใจ แต่พอมาวันนี้ทุกอิริยาบถของไป๋หลินมันสะกดสายตามากเหมือนมีแรงดึงดูดให้เข้าหา วันนี้เป็นครั้งแรกที่หลัวฟางมองไป๋หลินด้วยสายตาที่มีความหมายว่าเขาเอ็นดูภรรยามาก ถึงจะยังไม่มีความรู้สึกว่าชอบหรือรัก แต่ก็รู้สึกดีและเอ็นดูไป๋หลินมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ในใจของหลัวฟางเองก็ค่อย ๆ กำลังเปิดใจให้อีกฝ่ายเหมือนกัน

ลูกชายแฝดทั้งสี่นั้นพอท่านแม่ใจดีไม่ว่าท่านแม่ทำอะไรก็เก่งไปหมด โตขึ้นพวกเขาอยากเก่งเหมือนท่านแม่ทุกอย่างเลย พวกเขาจะทำให้ท่านแม่ภูมิใจและหาเงินมาให้ท่านแม่เยอะเพื่อที่ท่านแม่จะได้ใจดีกับพวกเขาตลอดไป

"เฮ้อ! เสร็จสักทีแผลหนักเอาการทุกจุดเลย" ไป๋หลิน

"เจ้าจะบอกพวกเราได้หรือยังว่าไปเจอคนผู้นี้มาได้อย่างไร" หลัวฟาง

"นั้นสิ เห็นครั้งแรกแม่ตกใจมากนึกว่าเจ้าบาดเจ็บไปด้วย" รั่วอี้

"ใช่ แล้วนี่เจ้าไปเจอคนผู้นี้มาจากที่ไหนกัน" ซิ่วอิง

"ได้ ๆ ข้าจะเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้แหละทุกท่าน คือวันนี้ข้าขึ้นเขาไปตรงจุดที่ลึกและสูงกว่าเดิมเพื่อหาสมุนไพรหายากมาขายและสกัดยาไว้ใช้ยามจำเป็น แล้วตอนที่ข้านั่งพักเหนื่อยข้าก็เจอกับเจ้านี้มันคือบัวหิมะ ข้าเลยเก็บมาว่าจะขายสักหนึ่งดอกก็ได้เงินเยอะมากแล้ว ที่เหลือข้าจะสกัดยาไว้ให้ทุกคนได้ใช้เป็นยาบำรุง ตอนที่ข้ากำลังจะกลับลงเขาดันไปเจอรอยเลือดเป็นทางอยู่ พอข้าเดินตามรอยเลือดก็เจอคนผู้นี้นอนสลบอยู่ตรงโคนต้นไม้ใหญ่ พอตรวจดูอาการแล้วถ้าหากข้าไม่ช่วยเขาคนผู้นี้ได้ตายเป็นผีเฝ้าเขาหยางซานแน่ อีกอย่างข้าคิดว่านี้คงเป็นโอกาสที่สวรรค์ต้องการให้ข้าได้ทำความดีแน่ ๆ ข้าจริงไม่ลังเลที่จะช่วยคนผู้นี้ขอรับ" ไป๋หลิน

ไป๋หลินก็เล่าทุกอย่างแบบม้วนเดียวจบ จนทุกคนก็หายสงสัย แต่เพื่อความปลอดภัยไป๋หลินจึงขอให้ทุกคนเก็บเรื่องนี้เป็นความลับก่อนถ้าเขาฟื้นค่อยถามอีกทีว่าชายผู้นี้เป็นใครมาจากไหน แล้วค่อยจึงติดต่อญาติให้มารับตัวกลับ

"ได้ ๆ เดี๋ยวแม่จะปิดเป็นความลับให้ อีกอย่างเรายังไม่รู้ว่าชายคนนี้เป็นคนดีหรือคนเลว" รั่วอี้

"นั้นสิ ดูจากการถูกทำร้ายและชุดที่ใส่น่าจะเป็นของราชสำนักนะ หลัวฟางเจ้าเองก็คอยระวังด้วยล่ะ ดูแลลูกเมียให้ดีหากเป็นคนเลวขึ้นจะแย่เอา" ซิ่วอิง

"ขอรับท่านแม่ ท่านทั้งสองไม่ต้องห่วงข้าจะดูแลลูกเมียให้ดีที่สุด ไม่ให้ใครมาทำร้ายแน่นอน ตอนนี้ข้าก็แข็งแรงดีแล้วพรุ่งนี้ข้าจะออกไปทำงาน งั้นรบกวนท่านแม่ทั้งสองมาอยู่เป็นเพื่อนเมียข้ากับลูก ๆ ด้วยนะขอรับ" หลัวฟาง

ไป๋หลินรู้สึกเขินเมื่อหลัวฟางเรียกเข้าว่าเมีย มันทำให้รู้สึกใจเต้นแรงมาก ถึงแม้ในโลกก่อนจะมีคนมาจีบทั้งผู้ชายผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้มีใครทำให้เขาใจเต้นแรงแบบนี้เลยสักคน หรือเป็นความรู้สึกของไป๋หลินคนเดิมที่ยังค้างคาอยู่จึงทำให้เขารู้สึกดีเช่นนี้

ท่านแม้ทั้งสองก็รับปากพรุ่งนี้จะมาอยู่เป็นเพื่อนไป๋หลินกับลูก ๆ ให้ พอพูดคุยตกลงกันได้ก็แยกย้ายกันกลับ ส่วนสี่แฝดวันนี้ขอท่านพ่อท่านแม่ตามท่านยายไปเล่นที่บ้านเดิม ไป๋หลินก็ไม่รอช้าเตรียมของห่อข้าวกลางวันกับขนมให้ลูกไปกินที่บ้านท่านยายทันที ตอนแรกรั่วอี้บอกว่าไม่ต้องเตรียมที่บ้านอาหารขนมนั้นมีมากมายให้สี่แฝดกินก็ไม่มีหมดหรอก แต่ไป๋หลินเกรงใจและอยากฝากของอร่อยไปให้บ้านเดิมด้วย อาหารที่ไป๋หลินทำวันนี้เป็นเมนูไข่เจียวกับขนมกล้วย แฝดทั้งสี่ทานแล้วต่างก็ชมท่านแม่ไม่หยุดปาก อาหารที่ท่านแม่ทำอร่อยมากอยากให้พี่ ๆ ที่บ้านเดิมได้ลองชิม ท่านยายอย่างรั่วอี้มีหรือจะกล้าขัดใจหลานรักได้ลงคอ ส่วนของบ้านใหญ่ไป๋หลินก็เตรียมให้เช่นกันได้ฝากแม่สามีไปแล้วเรียบร้อย

"ท่านพี่ พรุ่งนี้ไปทำงานแต่เช้าหรือไม่" ไป๋หลิน

"ไม่หรอกท่านพ่อฝากท่านแม่มาบอกพรุ่งนี้ทุกคนจะไปทำงานยามซื่อ เพราะของที่สั่งมาสร้างบ้านท่านลุงหว่านจะถึงวันมะรืน พรุ่งนี้เลยแค่ไปปรับหน้าดินนิดเท่านั้นเอง เจ้ามีอะไรหรือไม่" หลัวฟาง

"งั้นก่อนไปทำงานท่านพาข้าไปขายบัวหิมะที่ร้านเถ้าแก่เผิงได้หรือไม่ ท่านพี่" ไป๋หลิน

"ได้สิ แต่ว่าคนเจ็บผู้นั้นล่ะ เขาจะไม่ตื่นขึ้นมาระหว่างที่เราไม่อยู่หรอกหรือ พรุ่งนี้ที่บ้านก็จะมีเพียงเด็ก 4 คนกับเกออีกสองคนเท่านั้นนะ" หลัวฟาง

"ถ้าไม่มีการผิดพลาดเขาน่าจะฟื้นประมาณยามอู่ เราไปกันยามเหม่ากลับก็ประมาณยามเฉินแล้ว ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้ดีไหมเราเอาลูกไปด้วยดีกว่า เพราะแฝดยังไม่ได้เข้าเมืองเลยตั้งแต่เกิดมา ข้าอยากพาลูกไปเปิดหูเปิดตาและอยากซื้อของเล่นให้ลูกคนละชิ้นด้วย" ไป๋หลิน

พอได้ยินไป๋หลินพูดถึงลูกทั้งสี่ด้วยความห่วงใยหลัวฟางก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกว่าไป๋หลินที่เปลี่ยนไปในช่วงนี้ทำอะไรก็น่าเอ็นดูไปหมดยิ่งเวลาพูดถึงลูก ๆ แล้วไป๋หลินจะตาเป็นประกายแฝงความซุกซนเหมือนว่าเขามีลูกห้าคนมากกว่า

"ได้สิ พาลูก ๆ ไปด้วยก็ได้ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เราก็ไปยืมเกวียนที่บ้านท่านแม่กัน พร้อมไปบอกให้ท่านแม่ยังไม่ต้องมาที่บ้าน" หลัวฟาง

"ขอรับท่านพี่" ไป๋หลิน

เมื่อถึงยามเซินพี่ใหญ่กับพี่สามของไป๋หลินก็พาหลานแฝดทั้งสี่มาส่งที่บ้านถานรอง แถมยังนำความจากทุกคนในบ้านเดิมฝากมาบอกว่าอาหารกับขนมที่ไป๋หลินทำอร่อยมาก โดนเฉพาะเด็ก ๆ บ้านเดิมพี่ชายพี่สาวของสี่แฝดชอบขนมของอาเล็กมากชมไม่หยุดปากเลย พอพี่ทั้งสองกลับไปไป๋หลินก็บอกข่าวดีกับลูกทั้งสี่ว่าพรุ่งนี้จะพาเข้าในเมือง สี่พี่น้องก็ดีใจยกใหญ่ยังปากหวานชมท่านแม่ใจดีที่สุดเลย

"แต่พวกเจ้าทั้งสี่คนต้องสัญญากับพ่อก่อนว่าพรุ่งนี้จะไม่ดื้อไม่ซนและจะเชื่อฟังที่พ่อพูด" หลัวฟาง

"ข้าสัญญาขอรับ" ลู่เซียน

"ข้าเองก็สัญญาลูกผู้ชายเลยขอรับ" ลู่ตง

"ข้าเองก็จะไม่ดื้อไม่ซนขอรับ" ลู่ฉิน

"ข้าด้วยขอรับ" ลู่ถิง

ไป๋หลินมองท่าทางของลูกแฝดสี่คนที่ให้คำมั่นสัญญากับท่านพ่อพร้อมกำปั้นน้อย ๆ ทุบเข้าที่อกแสดงความจริงใจให้เห็นในแบบฉบับของเด็กน้อยวัยสี่ห้าขวบ คงจะไปจำจากพี่ ๆ ที่บ้านใหญ่กับบ้านเดิมมา ไม่ก็มีใครสักคนทำให้เห็นเพราะเด็กวัยนี้กำลังเรียนรู้และจดจำในสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

"ในเมื่อพวกเจ้าให้คำมั่นสัญญา พรุ่งนี้แม่จะซื้อของเล่นให้คนละชิ้นดีไหม ให้พวกเจ้าเลือกเองได้เลยว่าอยากได้ของเล่นชิ้นไหน" ไป๋หลิน

"ดีเลยขอรับ ข้าอยากได้กระบี่ไม้" ลู่เซียน

"ข้า ข้าก็อยากได้กระบี่ไม้" ลู่ตง

"ข้าอยากได้กระดานหมากรุกขอรับ" ลู่ฉิน

"ข้าไม่อยากได้ของเล่นข้าอยากได้หนังสือมาฝึกอ่าน ข้าอยากเป็นหมอเก่ง ๆ เหมือนท่านแม่" ลู่ถิง

สิ่งที่ลูก ๆ อยากได้ถ้าเป็นคนอื่นหรือบ้านอื่นคงซื้อให้ตามต้องการ แต่ไม่ได้มองลึกลงไปว่าสิ่งที่ลูกอยากได้มันเป็นสิ่งที่เขาชอบหรือสนใจในด้านไหนบ้าง แต่สำหรับไป๋หลินเขารู้ทันทีว่าลูกแต่ละคนมีความสนใจไม่เหมือนกัน อย่างเจ้าแฝดคู่พี่มีความชอบในกระบี่ไม้อนาคตลูกทั้งสองอาจอยากจะเป็นทหารหรือจอมยุทธ์ก็ได้ ลู่ฉินที่อยากได้หมากรุกซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่บัณฑิตหรือชนชั้นขุนนางไม่ก็เหล่าพ่อค้าชอบเล่น อนาคตลู่ฉินอาจอยากเป็นขุนนางก็ได้ ส่วนลู่ถิงนี่บอกความต้องการชัดเจนว่าอยากเป็นหมอ แน่นอนว่าไป๋หลินต้องเป็นคนสอนลูกคนเล็กแน่นอน แต่ไม่ว่าลูกจะเลือกเส้นทางไหนในชีวิตถ้าเป็นสิ่งที่ดีพ่อแม่ก็สนับสนุนลูกเสมอ

"ได้สิ ทำไมจะไม่ได้พรุ่งนี้ใครอยากได้อะไรแม่จะซื้อให้ เอาแบบนี้ดีไหมต่อไปแม่จะสอนหนังสือพวกเจ้าทั้งสี่เอง พวกเจ้าต้องเรียนหนังสือวันละหนึ่งชั่วยามหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จดีหรือไม่" ไป๋หลิน

"ดีขอรับ ข้าอยากเรียนหนังสือ" ลู่ฉิน

"ข้าก็อยากเรียนขอรับท่านแม่" ลู่ถิง

"ไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือเท่าไหร่แต่ถ้าท่านแม่สอนข้าเรียนก็ได้ขอรับ" ลู่เซียน

"ข้าก็คิดแบบเดียวกับพี่ใหญ่ขอรับ แต่ขอให้ท่านแม่ทำขนมอร่อย ๆ ให้กินทุกวันได้ไหมขอรับ" ลู่ตง

"ได้อยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เดี๋ยวแม่หาวัตถุดิบมาทำขนมให้พวกเจ้ากินดีกว่า" ไป๋หลิน

สี่แฝดพอได้ยินว่าแม่จะทำขนมให้กินอีกก็พากันร้องเฮลั่นบ้านด้วยความดีใจ จนลืมไปเลยบ้านตัวเองตอนนี้ไม่ได้มีแค่พวกเขาอาศัยอยู่ หลังจากทานข้าวเย็นในยามอิ่ว เสร็จทุกคนต้องอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนในยามชวี ระหว่างที่สามีอาบน้ำให้ลูกไป๋หลินได้เข้าไปดูอาการของคนไข้นิรนามอีกครั้งตรวจชีพจรพบว่าอาการดีขึ้นถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดพรุ่งนี้ชายผู้นี้น่าจะฟื้นประมาณยามอู่พอดี

ระหว่างที่หลัวฟางอาบน้ำให้ลูกทั้งสี่เขาก็เผลอนึกถึงภรรยาอีกครั้งเพราะตั้งแต่ไป๋หลินฟื้นขึ้นมาแล้วเปลี่ยนแปลงตัวเอง ความรู้สึกของหลัวฟางนั้นรับรู้ได้เลยว่าไป๋หลินรักลูกใส่ใจลูกมากขึ้น ทุกการกระทำของไป๋หลินมันออกมาจากใจจริงไม่ได้เสแสร้งเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งมันทำให้เขาดีใจกับลูกมากที่ได้มีแม่ที่เอาใจใส่ลูกเหมือนบ้านอื่นสักที

เช้านี้ไป๋หลินก็ตื่นเช้าอีกตามเคยแต่วันนี้เขามีหน้าที่อีกอย่างเพิ่มมาคือการดูแลผู้ป่วยของเขานั้นเอง ชายนิรนามคนนี้ถือเป็นผู้ป่วยอาการหนักคนแรกในโลกนี้สำหรับภัสกรในร่างของไป๋หลิน เมื่อทำงานบ้านเสร็จทุกอย่างเขาก็เข้าไปตรวจอาการตามปกติแต่ที่พึ่งสังเกตดี ๆ ว่าคนผู้นี้หน้าตาดีมากหล่อเหลาราวกับพระเอกหนังเลยผิวพรรณก็ดูไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ที่เขาพึ่งได้สังเกตก็เพราะตอนเปลี่ยนชุดเมื่อคืนเขาให้สามีมาเช็ดตัวเปลี่ยนชุดให้คนไข้แทน ถึงเขาจะเป็นภัสกรชายอกสามศอกแต่เขาก็อยู่ในร่างของเกอที่แต่งงานแล้วจะดูเรือนร่างผู้ชายคนอื่นนอกจากสามีของตัวเองไม่ได้ พอตรวจดูมีไม่อะไรน่าเป็นห่วงไป๋หลินก็เข้าไปปลุกเด็กน้อยทั้งสี่และสามีมาล้างหน้าและทานข้าวเช้าเพื่อที่จะเตรียมตัวเข้าเมือง

ทุกคนบ้านถานรองทานข้าวเสร็จเรียบร้อยหลัวฟางก็รีบไปยืมเกวียนที่บ้านใหญ่ทันที พอได้เกวียนมาทุกคนก็รีบขึ้นเกวียนแล้วมุ่งหน้าเข้าในเมืองเพื่อไปร้านเถ้าแก่เผิงอย่างไม่รีรอ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณครึ่งชั่วยามก็ถึงร้านยาเถ้าแก่เผิง พอเข้าไปในร้านวันนี้เจอทั้งเถ้าแก่เผิงและภรรยาคนงามอยู่ในร้านทั้งคู่ สองสามีภรรยาตระกูลเผิงเมื่อเห็นหน้าของไป๋หลินก็ยิ้มร่าเริงไว้รอทันที เพราะทั้งคู่รู้ว่าไป๋หลินต้องมีของดีมาขายให้อีกแน่นอน ไป๋หลินแนะนำสามีและลูกแฝดทั้งสี่ให้เถ้าแก่เผิงได้รู้จัก สองสามีตระกูลเผิงก็เอ็นดูแฝดทั้งสี่ที่ทำท่าทางแนะนำตัวเองได้น่ารักมาก จนทั้งคู่อดใจไม่ไหวต้องขอหอมแก้มจับแก้มกันคนละครั้งพอให้หายหมั้นเขี้ยว

เมื่อทักทายกันเสร็จไป๋หลินก็นำห่อผ้าที่มีขนาดเท่าฝ่ามือออกมาแล้วค่อย ๆ เปิดผ้าออกอย่างเบามือเพื่อไม่ให้กลีบดอกของบัวหิมะเสียหาย พอสิ่งที่อยู่ในห่อผ้าปรากฏต่อสายตาของสองสามีภรรยาตระกูลเผิงทั้งคู่ก็ถึงกับตะลึงในสิ่งที่ไป๋หลินนำมาขายในวันนี้

"นี่มัน บัวหิมะ เจ้า เจ้าไปได้มาอย่างไร แล้ว แล้วขายให้ข้าได้ไหม เท่าไหร่ข้าก็ซื้อ" ลู๋กัง

"ใจเย็นสิท่านพี่ ค่อย ๆ พูด ดูสิไป๋หลินกับสามีและเด็ก ๆ งงกันหมดแล้ว ขอโทษด้วยนะไป๋หลิน ท่านพี่ตื่นเต้นที่เห็นบัวหิมะครั้งแรกในชีวิต ปกติเจอแต่ในตำราพอวันนี้มาเจอของจริงก็ตื่นเต้นจนพูดไม่รู้เรื่อง ว่าแต่บัวหิมะดอกนี้ขายให้ร้านพี่เถอะนะ" ผิงซี

"เออ ขอรับ วันนี้ข้าตั้งใจนำมาขายให้ท่านโดยตรง พอดีข้าลองขึ้นเขาอีกครั้งเพื่อหาสมุนไพรมาขาย แต่คราวนี้ข้าขึ้นไปสูงและลึกมากก็เลยไปเจอเข้าพอดีดอกหนึ่งก็เลยว่าจะมาขายให้ร้านตระกูลเผิงนี้แหละขอรับ" ไป๋หลิน

"ขอบใจเจ้ามากที่คิดถึงร้านพี่เป็นร้านแรก วันนี้พี่ให้เจ้าราคาพิเศษเลย" ผิงซี

บัวหิมะเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากในตำนานเล่าขาน ถ้าใครได้กินหรือกินยาที่มีส่วนผสมของบัวหิมะจะอายุยืนเป็นร้อยปี การที่ใครจะสามารถหาบัวหิมะเจอได้คนผู้นั้นต้องมีบุญญาธิการถึงอีกด้วย เผิงลู๋กังเชื่อแล้วว่าคำทำนายของนักพรตพเนจรที่เคยทำนายไว้ว่า จะมีก็เกอผู้หนึ่งเข้ามาเปลี่ยนซะตาชีวิตของเขากับภรรยาไปในทางที่ดีขึ้น เกอผู้นั้นต้องเป็นไป๋หลินแน่นอนที่เขามาช่วยชีวิตพวกเขา เพราะเมื่อหลายเดือนก่อนท่านพ่อบอกว่าทางราชสำนักประกาศข่าวลับมาแก่กลุ่มพ่อค้าร้านยารายใหญ่ บอกว่าหากร้านยาร้านไหนหรือตระกูลไหนสามารถหาบัวหิมะมาถวายหรือนำมาขายให้ ฮ่องเต้จะให้ตระกูลนั้นเป็นหัวหน้ากลุ่มรายใหญ่และถือสิทธิ์ขาดในการค้าขายกับราชสำนักครึ่งหนึ่งไปตลอดทุกรุ่น ซึ่งตระกูลเขาตอนนี้กำลังถูกเล่นงานจากคู่แข่งที่มีอำนาจมากกว่าเล่นงานอยู่ พวกเขาจึงตั้งความหวังไว้มากกับการออกตามหาบัวหิมะในครั้งนี้ เพราะถ้าได้สิทธิ์ขาดครึ่งหนึ่งแสดงว่าตระกูลนั้นจะมีอำนาจขึ้นมาทันทีคราวนี้คู่แข่งขันก็ไม่กล้ามารังแกตระกูลเผิงอีกแล้ว

ไป๋หลินได้เงินจากการขายบัวหิมะในครั้งนี้ถึง 150,000 ตำลึงทอง เพราะดอกใหญ่และสมบูรณ์มากจึงทำให้ขายได้ราคาสูง เมื่อได้เงินมาเป็นที่เรียบร้อยไป๋หลินกับสามีและลูกชายทั้งสี่ก็พากันเอาตั๋วเงินไปฝากที่ร้านรับฝากทันที ก่อนออกจากร้านเถ้าแก่เผิงและพี่ผิงซีได้จัดการห่อขนมให้เด็ก ๆ มากินเยอะมาก จึงตกลงกันว่าวันนี้จะหาซื้อวัตถุดิบไปเตรียมไว้ก่อน พรุ่งนี้ถึงจะลงมือทำขนมชนิดใหม่ให้กิน สี่พี่น้องก็ตกลงทันทีเพราะยังไงขนมที่ท่านลุงสะใภ้มอบให้ก็กินกันไม่หมดอยู่แล้ว คงต้องเอาไปแบ่งพี่ชายพี่สาวบ้านเดิมกับบ้านใหญ่ด้วย

เมื่อฝากเงินเสร็จสองสามีภรรยาบ้านถานรองก็พาลูกไปตามหาซื้อของเล่นที่สี่แฝดอยากได้ทันที พวกเขาได้ดาบไม้จากร้านไม้ตระกูลเต๋อที่หลัวฟางมักจะรับงานจากร้านนี้ไปทำที่บ้านบ่อย ๆ เพราะให้ราคาดีและยุติธรรมไม่กดราคาเหมือนร้านอื่น เมื่อได้ดาบไม้ตามที่ต้องการของลู่เซียนกับลู่ตงแล้ว บ้านถามรองก็รีบออกจากร้านไม้ตระกูลเต๋อแล้วมุ่งหน้าไปร้านหนังสือตระกูลมู่ทันที ร้านตระกูลมู่ขายหนังสือทุกประเภทและยังมีกระดานหมากรุกกับหนังสือฝึกอ่านฝึกเขียนพื้นฐานสำหรับเด็กอีกด้วย พอเข้าไปในร้านหลัวฟางก็พาลูก ๆ เลือกหนังสือกับพู่กันไว้สำหรับเรียนในทุกวัน

ในระหว่างที่ไป๋หลินเองก็เลือกหนังสือเพื่อจะนำไปสอนลูกชายทั้งสี่อยู่นั้น เขาก็บังเอิญไปเจอเข้ากับหนังสือเล่นหนึ่งที่หน้าปกเขียนไว้ว่าวิธีปลุกลมปราณขั้นพื้นฐาน ซึ่งตลอดหลายวันที่ผ่านมาที่เขาได้มาอยู่ในโลกนี้ เขาสงสัยว่าตัวเองนั้นมีลมปราณเหมือนในหนังจีนกำลังภายในหรือไม่ ถ้ามีจะใช้ยังไงใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง หรือเหาะขึ้นเขากระโดดขึ้นเขาได้ไหมจะได้ไม่ต้องเหนื่อย เมื่อคิดและตีกับตัวเองในใจสักพักก็ตัดสินใจได้แล้ว ไป๋หลินก็ไม่ลังเลที่จะหยิบหนังสือมาเพื่อรอจ่ายเงิน

"ได้ของครบแล้วเรากลับบ้านกันเถอะ พี่จะได้กลับไปเตรียมตัวไปทำงาน" หลัวฟาง

"ครบแล้วกลับกันเถอะข้าเองก็เป็นห่วงคนไข้ที่บ้านเช่นกัน" ไป๋หลิน

"งั้นเรากลับกันเถอะเด็ก ๆ " หลัวฟาง

"ขอรับ/ขอรับ/ขอรับ/ขอรับ"

ได้ของครบตามที่ต้องการบ้านถานรองก็มุ่งหน้ากลับบ้านที่หมู่บ้านถงหยางทันที เข้าเมืองมาครั้งนี้ไป๋หลินได้สังเกตเส้นทางทั้งขาไปและขากลับพบว่าเส้นทางค่อนข้างเปลี่ยวอยู่นะ เพราะถ้ากะจากสายตาระยะทางจากหมู่บ้านถงหยางไปในเมืองนั้นประมาณที่เข้าวิ่งรอบค่ายอาสาประมาณ 10 รอบ รอบละ 2 กิโลเมตร เท่ากับว่าจากหมู่บ้านถงหยางไปในเมือง 20 กิโลเมตร แต่ที่บอกว่าเปลี่ยวเพราะตลอดการเดินทางผ่านหมู่บ้านอื่นมีเพียงสองหมู่บ้านเท่านั้นเอง ซึ่งมันเปลี่ยวถ้าเดินเท้าก็ใช้เวลานานพอสมควรแล้ว วันที่ไป๋หลินหน้ามืดล้มหัวฟาดก้อนหินเขาก็ใช้เส้นทางนี้เดินกลับหมู่บ้าน แต่มันมีบางอย่างที่น่าสงสัยคือก่อนที่เขาจะหน้ามืดหมดสติไป๋หลินมีความรู้สึกเหมือนมีอะไรมากระแทกศีรษะของตัวเองก่อนนะ ก่อนที่เขาจะล้มลงไปลงไปหัวฟาดก้อนหิน และทางเปลี่ยวเช่นนี้หากวันนั้นไป๋หลินถูกลอบทำร้ายก็เป็นไปได้เช่นกัน หากถูกทำร้ายจริงก็ไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้แน่นอน เพราะไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ใด ๆ แล้วใครจะเป็นคนร้ายที่ลงมือทำร้ายไป๋หลินกันละ

พอกลับถึงบ้านไป๋หลินช่วยสามีกับลูกเอาขอลงเกวียนเสร็จเขาก็รีบไปดูผู้ป่วยทันที เมื่อเข้าไปในห้องก็พบว่าชายนิรนามคนนั้นได้หายไปแล้ว พร้อมกับทิ้งจดหมายและป้ายหยกไว้เท่านั้น ในป้ายเขียนว่าศาลต้าเว่ยส่วนเนื้อความในจดหมายเขียนไว้ว่า "ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณขออภัยที่ไม่ได้อยู่ขอบคุณด้วยตัวเอง เพราะข้ามีธุระสำคัญต้องไปทำ ข้าจึงขอที่ทิ้งป้ายหยกไว้เป็นสิ่งตอบแทน หากวันข้างหน้าท่านเดือดร้อน เพียงนำป้ายหยกที่ข้าทิ้งไว้ให้ไปที่ศาลต้าเว่ย แล้วแสดงป้ายให้เจ้าหน้าที่เห็นคนในศาลต้าเว่ยพร้อมที่จะช่วยเหลือท่านทันที" เซียวเห่อ

"ศาลต้าเว่ยเหรอ แสดงว่าเขาทำงานที่ศาลต้าเว่ยในเมืองหลวงชื่อเซียวเห่อแน่เลยท่านพี่" ไป๋หลิน

"คงจะใช่แต่ทำไมคนของศาลต้าเว่ยในเมืองหลวงถึงมาบาดเจ็บที่เขาหยางซานได้แปลกมาก" หลัวฟาง

"ก็จริงอยากที่ท่านพี่ว่า อยู่เมืองหลวงแต่มาบาดเจ็บถึงหมิงโจว ถึงหมิงโจวจะใกล้กับเมืองหลวงอย่างเว่ยโจว แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่น่าจะข้ามเขตมาถึงนี้ได้" ไป๋หลิน

ระหว่างที่สองสามีภรรยากำลังคิดวิเคราะห์เรื่องผู้ป่วยที่ชื่อเซียวเห่ออยู่นั้น ทั้งคู่ก็หยุดคิดเพราะลูกชายทั้งสี่วิ่งเข้ามาขอไปเล่นกับพี่ชายพี่สาวที่บ้านใหญ่

"ท่านพ่อท่านแม่พวกข้าขอเอาเล่นกับขนมไปบ้านใหญ่นะ ขอรับ" ลู่เซียน

"ได้สิ เดียวแม่เตรียมให้นะ ส่วนของบ้านเดิมเดียวแม่เอาไปให้เอง ส่วนเรื่องเรียนพรุ่งนี้ค่อยเริ่มเรียนก็ได้" ไป๋หลิน

"ขอรับ/ขอรับ/ขอรับ/ขอรับ"

สี่แฝดเมื่อแม่เตรียมของให้เสร็จก็พากันวิ่งไปบ้านถานใหญ่ทันที ส่วนไป๋หลินไปส่งลูกที่หน้าบ้านเสร็จเขาก็รีบกลับเข้ามาเตรียมห่อข้าวให้สามีต่อ เมื่อถึงเวลาเขาก็เดินไปส่งสามีที่หน้าบ้าน

"ท่านพี่ข้าห่อข้าวให้ท่านด้วยนะวันนี้ ทำงานวันแรกหลังหายป่วย อย่าหักโหมมากล่ะ" ไป๋หลิน

"หึ ข้าไม่หักโหมหรอกข้าจะเชื่อฟังเจ้า ไม่ยอมป่วยให้ภรรยาต้องเหนื่อยแล้วละ" หลัวฟาง

ไป๋หลินเมื่อถูกเรียกว่าภรรยาก็เขินแก้มแดงจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี หลัวฟางพอเห็นว่าไป๋หลินเขินจนแก้มแดงก็เอ็นดูมาก จนอยากลองจับแก้มแดง ๆ นั้นดึงดูว่านิ่มแค่ไหน

"หลัวฟางเสร็จหรือยัง พี่กับพ่อมาแล้วนะ ไปกันเถอะเดี๋ยวสายซะก่อน" หลัวเฟย

มือของหลัวฟางที่กำลังจะยื่นไปจับแก้มของภรรยาก็ต้องรีบดึงกลับทันที เพราะเสียงของพี่ใหญ่หลัวเฟยเรียกอยู่ตรงรั้วหน้าบ้าน ในใจของหลัวฟางก็กำลังกลด่าพี่ชายที่มาขัดจังหวะอะไรตอนนี้

"ข้ากำลังจะขับเกวียนออกไปเดี๋ยวนี้แหละพี่ใหญ่" หลัวฟาง

หลัวฟางรีบขับเกวียนออกไปก็พบว่าท่านพ่อ พี่ใหญ่ และพี่รองยืนคอยอยู่นอกประตูเพื่อรอขึ้นเกวียนไปทำงาน พอทุกคนออกไปทำงานตอนนี้ก็เหลือแค่ไป๋หลินที่อยู่บ้านเพียงคนเดียวเขาจึงกลับเข้าห้อง และใช้โอกาสนี้หยิบหนังสือปลุกลมปราณขึ้นมาอ่าน ลองอ่านไปสักพักไป๋หลินก็เริ่มทำตามขึ้นตอนอยู่หลายครั้งก็ไม่มีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายจนเขาเริ่มท้อ ไป๋หลินจึงลองทำอีกครั้งหนึ่งหากครั้งนี้ไม่ได้คงต้องละทิ้งความพยายามแล้วละ

"ลองอีกครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วกัน หากไม่ได้คงต้องล้มเลิกแล้วล่ะ" ไป๋หลิน

คราวนี้ไป๋หลินลองทำตามวิธีเดิมดูอีกครั้ง อย่างแรกการฝึกการเคลื่อนไหวคือการฝึกฝนควบคุมร่างกายให้อยู่ท่าใดท่าหนึ่งเพื่อช่วยให้สามารถเข้าสู่สภาวะนิ่งไม่ว่าจะอยู่ในท่ายืนหรือท่านั่งขอแค่ทำให้ร่างกายอยู่ในท่าธรรมชาติและผ่อนคลาย อย่างที่สองคือการฝึกหายใจคือการปรับการหายใจให้เป็นธรรมชาติ หายใจสม่ำเสมอ เบา และยาว อย่างที่สามฝึกจิตใจหรือการฝึกสมาธิ คือการที่จิตตั้งมั่นมีความสงบจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นการรวบรวมจิตใจให้สงบ ปล่อยวางจากจิตที่ว้าวุ่น ปล่อยวางปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้ไม่สบายใจลง จากนั้นก็ฝึกรวบรวมกาย ใจและลมหายใจไว้ด้วยกันเป็นประจำและสม่ำเสมอ ช่วยปรับร่างกายทั้งภายนอกและภายในเลือด และหยินหยางให้ทำงานได้อย่างสมดุล เลือดในร่างกายไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน กระดูกกล้ามเนื้อ ระบบหายใจ ส่งเสริมและฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรง พอทำจนครบทุกขั้นตอนตามที่ในหนังสือบอก จู่ ๆ ร่างกายของไป๋หลินก็รู้สึกร้อนขึ้นมาในช่องท้องเหมือนมีลมไหลเวียนปั่นป่วนเหมือนจะปะทุออกมา จนเขาทนไม่ไหวพยายามให้ลมเคลื่อนตัวมาอยู่ตรงหน้าอกแทน จากนั้นลมทั้งหมดก็ปะทุจากทวารทั้ง 9 ลมปราณที่ปะทุออกมาทำเอาข้าวของในห้องส่วนตัวของไป๋หลินล้มกระจัดกระจาย

"โห! ลมปราณในร่างกายเรามันแรงขนาดนี่เลยเหรอ นี้แค่ครั้งแรกเองนะถ้าข้าฝึกไปเรื่อยจนควบคุมได้ ข้าก็สามารถฝึกวิชาได้ไหนลองอ่านอีกทีสิ" ไป๋หลิน

ในหนังสือเขียนว่าเมื่อผลักพลังลมปราณที่ซ่อนในร่างกายออกมาผ่านทวารทั้ง 9 ก็ถือว่าปลุกพลังลมปราณปลุกธาตุหยินกับธาตุหยางที่ซ่อนอยู่ได้แล้ว จากนั้นฝึกขั้นต่อไปที่เป็นการควบคุมให้ใช้งานได้คล่องแคล่วขึ้น เพียงเท่านี้ก็สามารถวิชาทั้งมีอยู่บนโลกใบนี้ได้แล้ว อย่างวิชาพื้นฐานวิชาตัวเบาก็สามารถฝึกได้เลย

"สุดยอดไปเลยหากในอนาคตเปิดโรงหมอแล้วมีชื่อเสียงขึ้น ต้องมีผู้ไม่หวังดีมาลอบทำร้าย หากมีวิชาติดตัวคงดีไม่น้อยจะได้ไว้จัดการกับพวกคนชั่ว" ไป๋หลิน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 129

    "ข้าขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน ขอให้ครอบครัวและสหายทั้งหลาย อยู่เย็นเป็นสุขดุจดอกเหมยบานไม่ร่วงโรย" หลัวฟางเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องดังก้องพร้อมกัน งานเลี้ยงดำเนินไปถึงยามค่ำ ไฟโคมแดงถูกจุดเรียงรายทั่วจวน แสงโคมสะท้อนยิ้มและเสียงหัวเราะ ทำให้คืนวันนั้นกลายเป็นความทรงจำที่อบอุ่นที่สุดของทุกคนค่ำค

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 128

    แปดเดือนต่อมาในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ลมอ่อนพัดกลีบดอกเหมยปลิวว่อนทั่วจวนตระกูลถาน เสียงร้องทารกสองคนดังประสานกันในห้องคลอด ไป๋หลินเหน็ดเหนื่อยเหงื่อชุ่มแต่รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้ายังคงงดงามยิ่งนักหมอตำแยยกห่อผ้าขาวสองห่อส่งให้หลัวฟาง เด็กคนหนึ่งมีแก้มแดงระเรื่อร้องเสียงใส อีกคนตาปรือเงียบสงบแต่กำมือแน่นราว

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 127

    โรงหมอกังอันในยามเช้าอาบด้วยแสงแดดอุ่นอ่อน กลิ่นดอกเหมยที่หลัวฟางเด็ดมาจากสวนยังอบอวลอยู่ในแจกันไม้ไผ่ ไป๋หลินที่เพิ่งตรวจชีพจรให้คนไข้รายสุดท้ายในห้องรักษา เขารู้สึกผิดแปลกในร่างกายตนเองมาตลอดหลายวันอ่อนเพลียง่าย ใจเต้นแรงและบางครั้งมีคลื่นไส้ยามเช้าจึงขอมาพักที่เรือนรับรองก่อนไป๋หลินจึงนั่งลงที่โ

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 126

    ตอนนี้องค์ชายรองเฟยซินก็มาศึกษาเล่าเรียนวิชาแพทย์ได้ห้าเดือนกว่าแล้ว แต่กลับเข้าใจทุกอย่างและจดจำขั้นการรักษาของแต่ละโรคได้อย่างแม่นยำ สมุนไพรรักษาโรคทุกชนิดก็จำสรรพคุณได้อย่างขึ้นใจ ด้วยความเก่งและฉลาดจนตอนนี้องค์ชายเฟยซินสามารถรักษาผู้ป่วยแทนท่านอาจารย์อย่างไป๋หลินได้แล้ววันนี้มื้อเย็นไป๋หลินได้ท

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 125

    ไป๋หลินลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะสมุนไพร เปิดลิ้นชักแล้วหยิบรากโสมแห้งขึ้นมา เฟยซินรับสมุนไพรนั้นมาพิจารณาอย่างตั้งใจ พระเนตรเต็มไปด้วยประกายสงสัย"เช่นนั้น ท่านอาหมายความว่าของที่ดี หากใช้ผิดวิธีก็อาจฆ่าคนได้ ใช่ไหมขอรับ" เฟยซิน"ใช่แล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้เป็นแพทย์ต้องเรียนรู้ทั้ง คุณและโทษ ของทุกสิ่

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 124

    "ขอรับท่านกงกง ข้าจะดูแลองค์ชายเฟยซินเป็นอย่างดี" ไป๋หลินไป๋หลินคุกเข่าลงรับพระราชโองการ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงบในหัวก็พึ่งนึกได้ว่าเคยสัญญากับองค์ชายไว้ ว่าจะรับองค์ชายเฟยซินเป็นศิษย์คนแรกของตน นี้คงถึงเวลาที่ต้องรับองค์ชายเป็นศิษย์จริง ๆ แล้วสินะ หลัวฟางที่ยืนข้างกายมองนางด้วยรอยยิ้มภูมิใจพร้อมกล

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 123

    เมื่อเหตุการณ์ร้าย ๆ เรื่องโรคระบาดผ่านพ้นไปได้นานนับห้าเดือน ผลงานของไป๋หลินครั้งนี้เป็นที่ประทับขององค์องค์ชายเฟยซิน ก่อนหน้านี้องค์ชายเคยขอฮ่องเต้กับฮองเฮาไปเรียนวิชาแพทย์กับท่านอาไป๋หลินที่เมืองหมิงโจวแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นองค์ชายพึ่งจะอายุได้เพียงสิบสี่ฮ่องเต้กับฮองเฮาเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา ยั

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 121

    เมื่อถึงกำหนดการเดินทางกลับเมืองหมิงโจว เกาะดอกเหมยอาบแสงสุริยันอ่อน ๆ กลีบดอกเหมยปลิวละล่องเหนือผืนน้ำ คล้ายเกาะทั้งเกาะกำลังร่ำลา หลัวฟาง ไป๋หลิน และลูก ๆ ที่กำลังจะออกเดินทาง ที่ท่าเรือเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสเรียงแถวสองข้างอย่างเป็นระเบียบ ทุกคนในชุดผ้าแพรสีเทาอ่อนค้อมศีรษะเคารพ เสียงกลองไม้สามครั

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 119

    "ท่านรองเจ้าเกาะมาถึงเกาะแห่งนี้ได้ เกาะดอกเหมยจงรุ่งเรืองสืบไป!" เสียงของชาวเกาะดังพร้อมกันก่อนทุกคนจะยกจอกเหล้ายกขึ้นจิบเป็นพิธี บรรยากาศค่อย ๆ คลี่คลายจากความเคร่งขรึมเป็นความรื่นเริง ศิษย์หนุ่มสาวบางคนออกมาแสดงการร่ายรำประกอบดนตรี เสียงหัวเราะดังขึ้นไม่ขาดสาย เด็กชายทั้งห้าและอีกหนึ่งลิงถูกเรีย

  • เกิดใหม่เป็นมารดาใจร้าย   บทที่ 118

    เด็กน้อยจูหลางเบิกตากว้างเมื่อเบื้องหน้าปรากฏสะพานเงามายาที่ทอดอยู่เหนือผิวน้ำยาวสุดสายตา สำหรับคนทั่วไปมันคือสะพานที่แตกหักพอเหยียบก็จะร่วงตกทะเล แต่สำหรับพวกเขาเพียงก้าวตามรอยเท้าที่หลัวฟางกำหนด เงามายาก็แตกออกเผยทางเดินหินขาวอันมั่นคง "นี่หรือ เส้นทางสวรรค์ที่เล่าลือกันไปทั่วยุทธ" ไป๋หลินในที่ส

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status