LOGIN
ในเมืองเซี่ยงไฮ้ที่ผู้คนพลุกพล่านวุ่นวาย จางจื่อเหยาหรือคุณหนูจางแห่งตระกูลเศรษฐีใหญ่อันดับต้นๆของเมืองกำลังเต้นไปมาอย่างสนุกสนานในคลับหรูใจกลางเมือง เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันเกิดอายุครบ 25 ปีของเธอ หลังจากฉลองกับครอบครัวเสร็จเธอก็นัดหมายร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดกับเหล่าบรรดาเพื่อนฝูงทั้งหลายที่ตั้งใจมาอวยพรและร่วมสนุกสนานครื้นเครงด้วยกันอย่างพร้อมหน้า
“เหยาเหยา วันนี้ไม่เมาไม่กลับนะ” เฉินลี่หลินเพื่อสนิทของจื่อเหยาเอ่ยบอกกับเพื่อนสาว ขณะถือขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในมือพร้อมกับเต้นไปมาอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้คนมากมายในคลับ
“ได้เลย วันนี้เป็นวันเกิดของฉันเราต้องฉลองกันให้เต็มที่” จื่อเหยาตอบรับพร้อมกระดกเครื่องดื่มในมือขึ้นมาดื่มดับกระหาย จากนั้นก็เต้นไปมาอย่างสนุกสนานกับกลุ่มเพื่อนที่มาด้วยกัน
เวลาผ่านไปนานนับชั่วโมง เข็มนาฬิกาบ่งบอกว่าใกล้จะล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเวลาของวันใหม่แล้ว ทันใดนั้นโทรศัพท์ที่เสียบอยู่ในกระเป๋ากางเกงหนังเข้ารูปของจื่อเหยาก็สั่นสะท้านขึ้นมาถี่ๆ
“หลินหลิน สงสัยพี่ลี่จิ่นโทรมาตามฉันกลับบ้านแล้วแน่เลย” จื่อเหยาหันไปเอ่ยข้างหูเพื่อนสาวว่าพี่ชายเธอจางลี่จิ่นคงโทรมาตามตัวเธอแล้ว ก่อนจะขอตัวออกไปรับโทรศัพท์
“เวลาผ่านไปเร็วจริง เธอออกไปคุยโทรศัพท์ก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันตามออกไป” ลี่หลินกล่าว จื่อเหยาพยักหน้าตอบรับ จากนั้นเธอก็ออกไปจากคลับหรูที่มีเสียงค่อนข้างดังเพื่อคุยกับพี่ชาย
‘เหยาเหยา กลับบ้านได้แล้ว นี่มันจะเลยวันเกิดเธอแล้วนะ!!’ เสียงลี่จิ่นตะโกนก้องออกมาจากโทรศัพท์ทำให้จื่อเหยาต้องยกโทรศัพท์มือถือเครื่องบางเฉียบออกห่างจากหูอย่างว่องไว ก่อนจะใช้นิ้วแคะหูไปมาเล็กน้อย พร้อมกับย่นหัวคิ้วให้กับเสียงดังกัมปนาทนั้น
“รู้แล้วน่าพี่ลี่จิ่น เบาๆก็ได้ไม่เห็นต้องตะโกนเลย หูฉันจะหนวกแล้วเนี่ยะ” จื่อเหยาตอบกลับไป
‘ช่วยไม่ได้ ก็แกรับปากกับพ่อแม่ไว้ว่าจะกลับก่อนห้าทุ่มตรง แต่นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วยังไม่เห็นแม้นแต่เงา จนฉันต้องให้พ่อกับแม่ขึ้นไปนอนก่อนแล้วโทรมาตามตัวแกนี่แหละ’ ลี่จิ่นบ่นน้องสาว
“รู้แล้วค่า ฉันจะกลับเดี๋ยวนี้แหละ เลิกบ่นเป็นตาแก่ได้แล้ว อายุแค่ 29 ปีบ่นเป็นลุงเลย ฉันวางล่ะนะ” จื่อเหยาบ่นพี่ชายกลับไป
‘เฮ้ยเดี๋ยวก่อนสิ’ ลี่จิ่นรีบเรียกรั้งน้องสาวเอาไว้
“อะไรอีกคะ”
‘แล้วแกกลับยังไง หลินเอ๋อมาส่งหรือเปล่า’ ลี่จิ่นยังไม่วายอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ ถึงจะโกรธอยากจะดุด่าว่ากล่าวยังไงแต่น้องสาวต้องกลับถึงบ้านปลอดภัยก่อน
“ค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวหลินเอ๋อก็ออกมาแล้ว ตอนนี้หนูรออยู่ข้างนอกพร้อมกลับบ้านแล้วล่ะ” จื่อเหยาตอบพร้อมรอยยิ้ม นึกเอ็นดูและขอบคุณพี่ชาย ที่แม้นจะชอบบ่นว่าเธอแต่ก็เพราะรักและเป็นห่วงเธอมากนั่นเอง
‘ดีแล้ว กลับบ้านปลอดภัยล่ะ’ เมื่อได้ยินคำตอบจากน้องสาวตัวดี ลี่จิ่นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะตอบจื่อเหยากลับไป
“ค่า” จื่อเหยาตอบก่อนวางโทรศัพท์พร้อมยืนรอเพื่อนสาวอยู่หน้าคลับ หากแต่ยืนรอได้พักหนึ่งจู่ๆก็มีชายหนุ่มท่าทางหน้าตาไม่น่าไว้วางใจเดินโซซัดโซเซเข้ามาหาเธอ
“คนสวยมายืนทำอะไรตรงนี้คนเดียวจ้ะ อยากไปสนุกกับพี่ไหม” ชายหนุ่มขี้เมาจ้องมองมาที่จื่อเหยาด้วยสีหน้าท่าทางหื่นกระหาย
“ไม่เป็นไรขอบใจ ฉันรอเพื่อนอยู่ ขอตัวก่อน” จื่อเหยาตั้งท่าระมัดระวังเต็มที่ ก่อนพยายามเดินหลบเลี่ยงไปให้พ้นจากชายผู้นั้น
“เดี๋ยวสิ พี่พูดด้วยดีๆนะ จะไปไหนงั้นเหรอ” ชายคนนั้นเดินเข้ามาคว้าตัวจื่อเหยาเอาไว้ไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ
“นี่ปล่อยนะ อย่ามาจับฉัน บอกให้ปล่อย”
“แหมเล่นตัวจริง แบบนี้สิพี่ชอบ”
“ไอ้บ้า ปล่อยนะ บอกให้ปล่อยไง” จื่อเหยาดิ้นรน พยายามสะบัดตัวเองออกจากมืออันแข็งแกร่งราวเหล็กกล้าของชายหนุ่มขี้เมาที่ดูหื่นกามคนนั้นอย่างสุดกำลัง
“อย่าดิ้นสิ บอกว่าอย่าดิ้น!!” ชายหนุ่มคนนั้นดึงดันไม่ยอมปล่อย ทั้งยังทำท่าจะยื่นหน้าเข้ามาจูบจื่อเหยา ซึ่งเธอเห็นแล้วรู้สึกรังเกียจขยะแขยงมากทีเดียว ก่อนจะพยายามออกแรงสุดกำลังเพื่อให้หลุดพ้นจากการเกาะกุมของชายผู้นั้นจนสำเร็จ
‘เอี๊ยยยยด โครมมม ตุ่บ’ เสียงรถที่พุ่งมาจากถนนตรงดิ่งเข้ามาชนร่างของจือเหยาที่ดิ้นหลุดพ้นจากชายขี้เมามาได้ แต่ไม่อาจพ้นจากรถที่ขับมาอย่างรวดเร็วบนท้องถนน
"เฮ้ยย ไม่เกี่ยวกับฉันนะ ไม่เกี่ยว” ชายที่เข้ามาลวนลามจื่อเหยาตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนสร่างเมา พร้อมเอ่ยอย่างลนลานก่อนจะรีบวิ่งหนีไปจากตรงนั้น
“ชะ ช่วยด้วย ช่วยฉัน..ด้วย” เสียงจื่อเหยาที่นอนจมกองเลือดเอ่ยอย่างไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ก่อนสติจะดับวูบไปโดยภาพสุดท้ายที่เห็นคือลี่หลินเพื่อนของเธอซึ่งเพิ่งจะออกมาจากคลับเพื่อพาเธอกลับบ้านด้วยกันมองมาที่เธอตาแทบถลนและรีบวิ่งตรงเข้ามาหา แต่น่าเสียดายที่จื่อเหยาคงไม่มีโอกาสกลับบ้านพร้อมกับลี่หลินหรือแม้นแต่จะกลับมายังโลกใบนี้ได้อีกแล้ว
ณ.เมืองเสียนโจว แคว้นฉินอันห่างไกลจากโลกปัจจุบันที่จื่อเหยาเกิดอุบัติเหตุ ผู้คนในเรือนสกุลจาง ตระกูลพ่อค้าที่ฐานะมั่งคั่งร่ำรวยตระกูลหนึ่งในเมือง กำลังมีเรื่องน่าปวดหัวเกิดขึ้น เมื่อคุณหนูใหญ่กับคุณหนูรองพี่น้องต่างมารดานามว่าจางจื่อเหยาและจางรั่วเหรินมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันจนคุณหนูใหญ่จางถูกคุณหนูรองผลักกลิ้งลงไปหัวฟาดพื้นสลบไสลไม่ได้สตินอนแน่นิ่งอยู่กับที่ได้พักใหญ่แล้ว
“แย่แล้ว คุณหนูใหญ่เกิดเรื่องแล้ว” เสียงสาวใช้ที่บังเอิญผ่านมาเห็นจื่อเหยาคุณหนูใหญ่ของบ้านนอนสลบไสลอยู่เอ่ยร้องตะโกนบอกทุกคนในเรือน ก่อนจะเรียกสาวใช้ราว 5-6 มาช่วยกันพยุงคุณหนูของพวกนางขึ้นมา เนื่องจากจื่อเหยามีรูปร่างอวบท้วม น้ำหนักตัวมากถึง 100 กิโลกรัม สาวใช้ร่างเล็กกว่าเพียงคนหรือสองคนไม่อาจยกพยุงนางขึ้นมาได้
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมเหยาเอ๋อ บุตรสาวข้าจึงอยู่ในสภาพนี้ได้” ฮูหยินใหญ่จางหรือซุนเจียอีมารดาของจื่อเหยาเข้ามาเห็นบุตรสาวในสภาพสลบไสลไม่ได้สติเช่นนั้นก็รีบเดินตรงเข้ามาหาด้วยความห่วงกังวล
“อะ เอ่อ พี่จื่อเหยาลื่นล้มลงไปเจ้าค่ะ ข้าบังเอิญผ่านมาพบนางเข้าพอดี กำลังจะเรียกคนเข้ามาช่วยแต่มีบ่าวมาเห็นเสียก่อน” รั่วเหรินเอ่ยโกหกคำโต เพราะนางไม่อาจบอกใครได้ว่านางนี่แหละเป็นคนผลักจื่อเหยาล้มลงไปจนอยู่ในสภาพเช่นนี้ ฮูหยินใหญ่หรี่ตามองรั่วเหรินอย่างไม่เชื่อถือนางแม้นแต่น้อย เพราะรู้ดีว่ารั่วเหรินกับจื่อเหยาบุตรสาวนางมักมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งตบตีกันอยู่บ่อยครั้ง การที่จู่ๆจื่อเหยามานอนแน่นิ่งอยู่ที่นี่โดยมีรั่วเหรินอยู่ด้วยเช่นนี้ไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ
“เจ้าแน่ใจงั้นรึว่าเหยาเอ๋อบุตรสาวข้าลื่นล้มลงไปเอง” ฮูหยินใหญ่จางเอ่ยถามพร้อมจ้องมองรั่วเหรินตาเขม็ง
“นะ แน่ใจสิเจ้าคะ ไห่ถังเป็นพยานให้ข้าได้เจ้าค่ะ” รั่วเหรินตอบพร้อมเอ่ยอ้างหลินไห่ถังผู้เป็นสาวใช้ข้างกายให้เป็นพยานให้
“ชะ..ใช่เจ้าค่ะฮูหยินใหญ่ คุณหนูใหญ่ลื่นล้มลงไปเองจริงๆเจ้าค่ะ” ไห่ถังร้องรับตามเจ้านายทันที ฮูหยินใหญ่ฟังสองนายบ่าวพูดแล้วก็ไม่คิดหลงเชื่อพวกนางอยู่ดี ก่อนจะมองไปโดยรอบบริเวณเหมือนกำลังหาผู้ใดอยู่
“แล้วอาเจียว สาวใช้ของเหยาเอ๋อล่ะอยู่ไหน” ฮูหยินใหญ่จางถามถึงเหวินซูเจียวสาวใช้ข้างกายจื่อเหยาที่ไม่ได้อยู่ในที่นั้นด้วย
“ฮูหยินเกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ นะ..นั่นคุณหนู คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ” หลินซูเจียวที่ถูกหลอกให้ไปทำธุระซื้อขนมให้จื่อเหยาเดินกลับเข้ามาในเรือนและตกใจมากเมื่อเห็นว่าคุณหนูของนางนอนกองอยู่กับพื้นโดยมีสาวใช้หลายคนกำลังพยายามช่วยกันพยุงตัวนางขึ้นมา
“อาเจียวเจ้าไปไหนมา เหตุใดจึงไม่อยู่กับคุณหนู” ฮูหยินใหญ่จางเอ่ยถามซูเจียว
“ข้าได้รับคำสั่งให้ไปซื้อขนมกุ้ยฮวาที่ร้านประจำมาให้คุณหนูเจ้าค่ะ จึงออกไปนอกเรือนเพิ่งจะกลับเข้ามาเมื่อครู่นี้เองเจ้าค่ะ” ซูเจียวตอบพร้อมชูห่อขนมกุ้ยฮวาร้านดังขึ้นมาให้ฮูหยินใหญ่จางดู
“เอาล่ะ รีบไปตามหมอแล้วช่วยกันพยุงบุตรสาวข้ากลับไปที่ห้อง” ฮูหยินใหญ่จางเห็นท่าว่าหากซักถามต่อไปต้องเสียเวลามาก เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานอะไรนอกจากต้องรอให้บุตรสาวฟื้นเลยรีบเร่งพาตัวบุตรีเพียงคนเดียวกลับไปพักที่ห้องรอหมอมาตรวจรักษาอาการก่อน
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ชาวเมืองที่ตั้งใจจริงพร้อมกับมีเงินลงทุนทรัพย์สินเพียงพอข้าก็จะพิจารณาตามสภาพความเป็นอยู่และที่ดินของพวกเขา จากนั้นก็แบ่งปันต้นกล้า รวมทั้งสัตว์ในฟาร์มของเราให้พวกเขานำไปเลี้ยงดู บางครอบครัวก็ประสบความสำเร็จแม้นจะเลี้ยงได้ไม่มากเหมือนกับเราแต่ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมเยอะทีเดียวเจ้าค่ะ” จื่อเหยาตอบกลับไป “ช่างดียิ่งนัก เสี่ยวหยางเจ้านี่โชคดีมีวาสนาแล้วนะที่ได้เมียอย่างเหยาเอ๋อ ดูแลนางให้ดีๆล่ะ” นายท่านหานหันไปกำชับบุตรชาย “ถึงท่านพ่อไม่บอกข้าก็ดูแลและเอาใจใส่เหยาเหยาเป็นอย่างดีอยู่แล้วขอรับ ข้าก็รักของข้านะ” ลี่หยางไม่พูดเปล่าเอื้อมมือไปคว้าตัวภรรยาเข้ามากอดและหอมแก้มนางต่อหน้าทุกคนเสียอย่างงั้น เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงมีความสุขได้รอบด้านเลยทีเดียว “เหยาเหยา การได้พบเจอเจ้าเป็นวาสนาอันสูงสุดของข้าจริงๆ ขอบใจนะที่เจ้ายอมรับข้า ให้โอกาสข้าได้เป็นคู่หมั้น เป็นคนรัก เป็นสามีและเป็นบิดาของเสี่ยวเยว่กับซินเอ๋อ” ลี่หยางเอ่ยพร้อมโอบกอดฮูหยินรักเอาไว้ในอ้อมแขนอันอบอุ่นมองดูอาณาเขตของสวนพืชผักผลไม้ที่ขยายกว้างออกไป ร
ผ่านไปราวเจ็ดปีหลังแต่งงาน จื่อเหยากับลี่หยางก็มีบุตรชายบุตรสาวอายุ 6 ขวบกับ 5 ขวบไล่เลี่ยกันนามว่าจางผู่เยว่กับจางเข่อซิน นับว่ามีบุตรหัวปีท้ายปีเลยทีเดียว ก่อนที่จื่อเหยาจะขอหยุดควบคุมด้วยยาสมุนไพรพักการมีบุตรเอาไว้ ทางด้านซูเจียวกับจางหลงเองตอนนี้ก็มีบุตรชายนามว่าเยว่ลี่จิ่นอายุได้ 5 ขวบแล้วเช่นกัน ทำให้เมื่อสองบ้านมารวมตัวทั้งครอบครัวซุนและครอบครัวหาน มีเด็กๆสามคนรวมกับเด็กในเรือนบุตรชายบุตรสาวของชาวเมืองในละแวกนั้นที่มาทำงานให้จื่อเหยาในเรือนวิ่งเล่นกันไปมาดูสนุกสนานครึกครื้นเลยทีเดียว “เห็นหลานชายหลานสาวเติบโตแข็งแรงมีความสุขเช่นนี้ ข้าก็ดีใจจริงๆ” หานฮูหยินเอ่ยกับนายหญิงซุนสหายรัก “นั่นสิ เห็นแล้วก็อดปลื้มใจไม่ได้ เจ้าตัวป้อมสามคนนั่นทั้งน่ารักน่าเอ็นดู เฉลียวฉลาดยิ่งนัก เข้าไปเรียนที่สถานศึกษาไม่เท่าไหร่ก็เป็นที่รักเอ็นดูของเหล่าบรรดาอาจารย์ ซึ่งต่างชื่นชมให้ข้าฟังทุกครั้งที่ได้เจอ” นายหญิงซุนเอ่ยอย่างปลาบปลื้มใจ เพราะนางมีหลานชายหลานสาวถึงสามคนแล้ว “อืม จริงสินะ ว่าแต่เย็นนี้เหยาเอ๋อจะทำอะไรให้พวกเราทานน่ะ” หานฮูหยินวกกลับเข้าเร
หลังจากจื่อเหยาแต่งงานกับลี่หยางได้ไม่นานหานฮูหยินก็ยกภัตตาคารเยียนโจวที่มีชื่อเสียงให้จื่อเหยาบริหารจัดการ เพราะเชื่อว่านางต้องทำให้ภัตตาคารแห่งนี้เติบโตก้าวหน้าเป็นอย่างดีแน่ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆเมื่อจื่อเหยานำกลยุทธ์มากมายทางการค้า การบริการ ฝึกอบรมพนักงานอย่างที่นางใช้กับเหลาสุราเจียงหลินและโรงเตี๊ยมซ่างเสินรวมทั้งกิจการร้านค้าอื่นๆมาใช้ที่นี่ จื่อเหยาจัดรายการอาหารตามฤดูกาล มีการจัดลดราคาพิเศษตามเทศกาลสำคัญอย่างเทศกาลโคมไฟ, เทศกาลชีซี(เทศกาลแห่งความรัก), เทศกาลลี่เซี่ย(วันย่างเข้าสู่ฤดูร้อน) หรือไม่ก็จัดส่วนลดค่าอาหารให้ลูกค้า เช่น หากใช้จ่ายในภัตตาคารมากกว่า 10 ตำลึงเงิน จะได้ลดราคาค่าอาหารสามส่วนหรือเลือกที่จะใช้ส่วนลดในครั้งต่อไปโดยมีแผ่นป้ายลดราคาให้โดยเฉพาะอีกทั้งจื่อเหยายังปรับเปลี่ยนภัตตาคารเยียนโจวให้กลายเป็นหอสำราญที่มีการร่ายรำหลากหลายรูปแบบมาแสดงให้แขกผู้มาเยือนได้ชื่นชมไปพร้อมกับการลิ้มรสอาหารชั้นเลิศด้วย ไม่ก็จัดให้มีการแสดงบรรเลงดนตรี เครื่องสายชนิดอื่นๆผลัดเปลี่ยนหม
หลังจากนั้นไม่นานนักจื่อเหยากับนายหญิงซุนก็ได้ข่าวมาว่านายท่านจางยอมขายเรือนสกุลจางรวมทั้งทรัพย์สินกิจการที่ดินทั้งหมดในเมืองเสียนโจวเพื่อชดใช้หนี้สิน ไม่ให้ตนเองต้องติดคุกโดนลงโทษเนื่องจากมีผู้เสียหายยื่นฟ้องร้องเอาผิดเขามากมายจากนั้นนายท่านจางก็ตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองเสียนโจวไปพร้อมกับเงินที่เหลืออยู่ในมืออีกจำนวนหนึ่งซึ่งจื่อเหยาคิดว่าคงมากพอให้เขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายหากไม่ทำตัวฟุ้งเฟ้อใช้เงินมือเติบเหมือนแต่ก่อน“ในที่สุดนายท่านจางก็ตัดสินใจทำอะไรที่ถูกต้องเหมาะสมสักครั้งสินะ”จื่อเหยาเอ่ยกับลี่หยางขณะนั่งสนทนากันในเรือนหอ ซึ่งลี่หยางสร้างขึ้นไม่ห่างออกไปจากเรือนบ้านสวนของนางนักเพื่อจื่อเหยากับท่านแม่ของนางโดยเฉพาะ โดยได้รับความเห็นชอบจากนายท่านและหานฮูหยินเช่นกัน“อืม ก็คงงั้นล่ะ อีกอย่างเขาคงทนอยู่ที่เมืองเสียนโจวไม่ได้อีกต่อไปเพราะคำครหานินทา เล่าลือกันทั้งเรื่องของสองแม่ลูกตัวร้ายรวมทั้งความอ่อนแอไร้ความสามารถของเขาที่ทำความเสียหายเดือดร้อนให้ผู้อื่นมากมาย รวมทั้งเรื่องที่พวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกรวมหัวกันทำร้ายรังแกเจ้ากับท่า
หลังจากจบเรื่องกับเรือนสกุลจางนายหญิงซุนกับจื่อเหยาก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบตามปกติต่อไป โดยยามนี้จื่อเหยาเองก็ได้ฤกษ์แต่งงานกับลี่หยางแล้วในอีกสองเดือนข้างหน้าซึ่งเป็นช่วงต้นปี เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิอันงดงาม ดอกเหมยบานสะพรั่ง วันนี้จื่อเหยาอยู่ที่เรือนบ้านสวนคอยดูแลโรงเพาะชำเห็ดซึ่งจื่อเหยานำออกมาจากมิติพิเศษเป็นพวกหมัวกู(เห็ดแชมปิญอง) , จินเจินกู(เห็ดเข็มทอง) , ผิงกู(เห็ดนางรม) , หงสี่กู(เห็ดโคนญี่ปุ่น) รวมทั้งเห็ดป่าอย่างเช่นเห็ดจีจง, เห็ดซงหยง, เห็ดหูหนูขาวและเห็ดอื่นๆอีกมากมาย โดยมีลี่หยางมาเป็นลูกมือช่วยนางด้วยอีกคน “เห็ดพวกนี้แปลกประหลาดมากทีเดียว นับว่าเป็นของล้ำค่าหายากที่เจ้าเสาะหามาอีกแล้วสินะ” ลี่หยางเอ่ยเมื่อเห็นเห็ดรูปร่างหน้าตาแปลกๆหลายชนิดในโรงเพาะชำซึ่งจื่อเหยาเคยนำมาทำอาหารให้เขาได้ลิ้มลองและมันก็อร่อยมากด้วย “ใช่เจ้าค่ะ แต่เราเพาะเล
หลังจากได้หลักฐานพร้อมพยานรู้เห็นเป็นที่ประจักษ์แจ้งแล้วจื่อเหยาลี่หยางและคนอื่นๆก็บุกเข้าไปในกระท่อมร้างทันที ทำเอาสองแม่ลูกตัวร้ายกับโจรอีกสองคนถึงกับตกใจ ตะลีตะลานทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว “จางฮูหยิน รั่วเหรินไม่คิดเลยนะว่าพวกเจ้าจะทำเรื่องชั่วช้าซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไร้จิตสำนึกเช่นนี้”จื่อเหยากล่าวกับสองแม่ลูกซึ่งถูกควบคุมตัวเอาไว้พร้อมกับโจรอีกสองคน “จื่อเหยา เจ้าพูดอันใดน่ะ ข้าไม่เห็นจะรู้เรื่องด้วยเลย” จางฮูหยินเอ่ยปฏิเสธไม่ยอมรับผิด “นั่นสิ จื่อเหยา เจ้าจะมาหาเรื่องใส่ความอะไรข้ากับท่านแม่อีก พี่ลี่หยางดูสิเจ้าคะ พี่จื่อเหยามาหาเรื่องข้าอีกแล้ว” รั่วเหรินเองก็เสแสร้งทำตัวเป็นเหยื่อ ใส่ร้ายจื่อเหยาทำตัวน่าสงสารอย่างไร้ยางอายเหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีผิด&







