LOGINหลังจากจบเรื่องกับเรือนสกุลจางนายหญิงซุนกับจื่อเหยาก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบตามปกติต่อไป โดยยามนี้จื่อเหยาเองก็ได้ฤกษ์แต่งงานกับลี่หยางแล้วในอีกสองเดือนข้างหน้าซึ่งเป็นช่วงต้นปี เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิอันงดงาม ดอกเหมยบานสะพรั่ง
วันนี้จื่อเหยาอยู่ที่เรือนบ้านสวนคอยดูแลโรงเพาะชำเห็ดซึ่งจื่อเหยานำออกมาจากมิติพิเศษเป็นพวกหมัวกู(เห็ดแชมปิญอง) , จินเจินกู(เห็ดเข็มทอง) , ผิงกู(เห็ดนางรม) , หงสี่กู(เห็ดโคนญี่ปุ่น) รวมทั้งเห็ดป่าอย่างเช่นเห็ดจีจง, เห็ดซงหยง, เห็ดหูหนูขาวและเห็ดอื่นๆอีกมากมาย โดยมีลี่หยางมาเป็นลูกมือช่วยนางด้วยอีกคน
“เห็ดพวกนี้แปลกประหลาดมากทีเดียว นับว่าเป็นของล้ำค่าหายากที่เจ้าเสาะหามาอีกแล้วสินะ” ลี่หยางเอ่ยเมื่อเห็นเห็ดรูปร่างหน้าตาแปลกๆหลายชนิดในโรงเพาะชำซึ่งจื่อเหยาเคยนำมาทำอาหารให้เขาได้ลิ้มลองและมันก็อร่อยมากด้วย
“ใช่เจ้าค่ะ แต่เราเพาะเล
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ชาวเมืองที่ตั้งใจจริงพร้อมกับมีเงินลงทุนทรัพย์สินเพียงพอข้าก็จะพิจารณาตามสภาพความเป็นอยู่และที่ดินของพวกเขา จากนั้นก็แบ่งปันต้นกล้า รวมทั้งสัตว์ในฟาร์มของเราให้พวกเขานำไปเลี้ยงดู บางครอบครัวก็ประสบความสำเร็จแม้นจะเลี้ยงได้ไม่มากเหมือนกับเราแต่ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมเยอะทีเดียวเจ้าค่ะ” จื่อเหยาตอบกลับไป “ช่างดียิ่งนัก เสี่ยวหยางเจ้านี่โชคดีมีวาสนาแล้วนะที่ได้เมียอย่างเหยาเอ๋อ ดูแลนางให้ดีๆล่ะ” นายท่านหานหันไปกำชับบุตรชาย “ถึงท่านพ่อไม่บอกข้าก็ดูแลและเอาใจใส่เหยาเหยาเป็นอย่างดีอยู่แล้วขอรับ ข้าก็รักของข้านะ” ลี่หยางไม่พูดเปล่าเอื้อมมือไปคว้าตัวภรรยาเข้ามากอดและหอมแก้มนางต่อหน้าทุกคนเสียอย่างงั้น เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงมีความสุขได้รอบด้านเลยทีเดียว “เหยาเหยา การได้พบเจอเจ้าเป็นวาสนาอันสูงสุดของข้าจริงๆ ขอบใจนะที่เจ้ายอมรับข้า ให้โอกาสข้าได้เป็นคู่หมั้น เป็นคนรัก เป็นสามีและเป็นบิดาของเสี่ยวเยว่กับซินเอ๋อ” ลี่หยางเอ่ยพร้อมโอบกอดฮูหยินรักเอาไว้ในอ้อมแขนอันอบอุ่นมองดูอาณาเขตของสวนพืชผักผลไม้ที่ขยายกว้างออกไป ร
ผ่านไปราวเจ็ดปีหลังแต่งงาน จื่อเหยากับลี่หยางก็มีบุตรชายบุตรสาวอายุ 6 ขวบกับ 5 ขวบไล่เลี่ยกันนามว่าจางผู่เยว่กับจางเข่อซิน นับว่ามีบุตรหัวปีท้ายปีเลยทีเดียว ก่อนที่จื่อเหยาจะขอหยุดควบคุมด้วยยาสมุนไพรพักการมีบุตรเอาไว้ ทางด้านซูเจียวกับจางหลงเองตอนนี้ก็มีบุตรชายนามว่าเยว่ลี่จิ่นอายุได้ 5 ขวบแล้วเช่นกัน ทำให้เมื่อสองบ้านมารวมตัวทั้งครอบครัวซุนและครอบครัวหาน มีเด็กๆสามคนรวมกับเด็กในเรือนบุตรชายบุตรสาวของชาวเมืองในละแวกนั้นที่มาทำงานให้จื่อเหยาในเรือนวิ่งเล่นกันไปมาดูสนุกสนานครึกครื้นเลยทีเดียว “เห็นหลานชายหลานสาวเติบโตแข็งแรงมีความสุขเช่นนี้ ข้าก็ดีใจจริงๆ” หานฮูหยินเอ่ยกับนายหญิงซุนสหายรัก “นั่นสิ เห็นแล้วก็อดปลื้มใจไม่ได้ เจ้าตัวป้อมสามคนนั่นทั้งน่ารักน่าเอ็นดู เฉลียวฉลาดยิ่งนัก เข้าไปเรียนที่สถานศึกษาไม่เท่าไหร่ก็เป็นที่รักเอ็นดูของเหล่าบรรดาอาจารย์ ซึ่งต่างชื่นชมให้ข้าฟังทุกครั้งที่ได้เจอ” นายหญิงซุนเอ่ยอย่างปลาบปลื้มใจ เพราะนางมีหลานชายหลานสาวถึงสามคนแล้ว “อืม จริงสินะ ว่าแต่เย็นนี้เหยาเอ๋อจะทำอะไรให้พวกเราทานน่ะ” หานฮูหยินวกกลับเข้าเร
หลังจากจื่อเหยาแต่งงานกับลี่หยางได้ไม่นานหานฮูหยินก็ยกภัตตาคารเยียนโจวที่มีชื่อเสียงให้จื่อเหยาบริหารจัดการ เพราะเชื่อว่านางต้องทำให้ภัตตาคารแห่งนี้เติบโตก้าวหน้าเป็นอย่างดีแน่ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆเมื่อจื่อเหยานำกลยุทธ์มากมายทางการค้า การบริการ ฝึกอบรมพนักงานอย่างที่นางใช้กับเหลาสุราเจียงหลินและโรงเตี๊ยมซ่างเสินรวมทั้งกิจการร้านค้าอื่นๆมาใช้ที่นี่ จื่อเหยาจัดรายการอาหารตามฤดูกาล มีการจัดลดราคาพิเศษตามเทศกาลสำคัญอย่างเทศกาลโคมไฟ, เทศกาลชีซี(เทศกาลแห่งความรัก), เทศกาลลี่เซี่ย(วันย่างเข้าสู่ฤดูร้อน) หรือไม่ก็จัดส่วนลดค่าอาหารให้ลูกค้า เช่น หากใช้จ่ายในภัตตาคารมากกว่า 10 ตำลึงเงิน จะได้ลดราคาค่าอาหารสามส่วนหรือเลือกที่จะใช้ส่วนลดในครั้งต่อไปโดยมีแผ่นป้ายลดราคาให้โดยเฉพาะอีกทั้งจื่อเหยายังปรับเปลี่ยนภัตตาคารเยียนโจวให้กลายเป็นหอสำราญที่มีการร่ายรำหลากหลายรูปแบบมาแสดงให้แขกผู้มาเยือนได้ชื่นชมไปพร้อมกับการลิ้มรสอาหารชั้นเลิศด้วย ไม่ก็จัดให้มีการแสดงบรรเลงดนตรี เครื่องสายชนิดอื่นๆผลัดเปลี่ยนหม
หลังจากนั้นไม่นานนักจื่อเหยากับนายหญิงซุนก็ได้ข่าวมาว่านายท่านจางยอมขายเรือนสกุลจางรวมทั้งทรัพย์สินกิจการที่ดินทั้งหมดในเมืองเสียนโจวเพื่อชดใช้หนี้สิน ไม่ให้ตนเองต้องติดคุกโดนลงโทษเนื่องจากมีผู้เสียหายยื่นฟ้องร้องเอาผิดเขามากมายจากนั้นนายท่านจางก็ตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองเสียนโจวไปพร้อมกับเงินที่เหลืออยู่ในมืออีกจำนวนหนึ่งซึ่งจื่อเหยาคิดว่าคงมากพอให้เขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายหากไม่ทำตัวฟุ้งเฟ้อใช้เงินมือเติบเหมือนแต่ก่อน“ในที่สุดนายท่านจางก็ตัดสินใจทำอะไรที่ถูกต้องเหมาะสมสักครั้งสินะ”จื่อเหยาเอ่ยกับลี่หยางขณะนั่งสนทนากันในเรือนหอ ซึ่งลี่หยางสร้างขึ้นไม่ห่างออกไปจากเรือนบ้านสวนของนางนักเพื่อจื่อเหยากับท่านแม่ของนางโดยเฉพาะ โดยได้รับความเห็นชอบจากนายท่านและหานฮูหยินเช่นกัน“อืม ก็คงงั้นล่ะ อีกอย่างเขาคงทนอยู่ที่เมืองเสียนโจวไม่ได้อีกต่อไปเพราะคำครหานินทา เล่าลือกันทั้งเรื่องของสองแม่ลูกตัวร้ายรวมทั้งความอ่อนแอไร้ความสามารถของเขาที่ทำความเสียหายเดือดร้อนให้ผู้อื่นมากมาย รวมทั้งเรื่องที่พวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกรวมหัวกันทำร้ายรังแกเจ้ากับท่า
หลังจากจบเรื่องกับเรือนสกุลจางนายหญิงซุนกับจื่อเหยาก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบตามปกติต่อไป โดยยามนี้จื่อเหยาเองก็ได้ฤกษ์แต่งงานกับลี่หยางแล้วในอีกสองเดือนข้างหน้าซึ่งเป็นช่วงต้นปี เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิอันงดงาม ดอกเหมยบานสะพรั่ง วันนี้จื่อเหยาอยู่ที่เรือนบ้านสวนคอยดูแลโรงเพาะชำเห็ดซึ่งจื่อเหยานำออกมาจากมิติพิเศษเป็นพวกหมัวกู(เห็ดแชมปิญอง) , จินเจินกู(เห็ดเข็มทอง) , ผิงกู(เห็ดนางรม) , หงสี่กู(เห็ดโคนญี่ปุ่น) รวมทั้งเห็ดป่าอย่างเช่นเห็ดจีจง, เห็ดซงหยง, เห็ดหูหนูขาวและเห็ดอื่นๆอีกมากมาย โดยมีลี่หยางมาเป็นลูกมือช่วยนางด้วยอีกคน “เห็ดพวกนี้แปลกประหลาดมากทีเดียว นับว่าเป็นของล้ำค่าหายากที่เจ้าเสาะหามาอีกแล้วสินะ” ลี่หยางเอ่ยเมื่อเห็นเห็ดรูปร่างหน้าตาแปลกๆหลายชนิดในโรงเพาะชำซึ่งจื่อเหยาเคยนำมาทำอาหารให้เขาได้ลิ้มลองและมันก็อร่อยมากด้วย “ใช่เจ้าค่ะ แต่เราเพาะเล
หลังจากได้หลักฐานพร้อมพยานรู้เห็นเป็นที่ประจักษ์แจ้งแล้วจื่อเหยาลี่หยางและคนอื่นๆก็บุกเข้าไปในกระท่อมร้างทันที ทำเอาสองแม่ลูกตัวร้ายกับโจรอีกสองคนถึงกับตกใจ ตะลีตะลานทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว “จางฮูหยิน รั่วเหรินไม่คิดเลยนะว่าพวกเจ้าจะทำเรื่องชั่วช้าซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไร้จิตสำนึกเช่นนี้”จื่อเหยากล่าวกับสองแม่ลูกซึ่งถูกควบคุมตัวเอาไว้พร้อมกับโจรอีกสองคน “จื่อเหยา เจ้าพูดอันใดน่ะ ข้าไม่เห็นจะรู้เรื่องด้วยเลย” จางฮูหยินเอ่ยปฏิเสธไม่ยอมรับผิด “นั่นสิ จื่อเหยา เจ้าจะมาหาเรื่องใส่ความอะไรข้ากับท่านแม่อีก พี่ลี่หยางดูสิเจ้าคะ พี่จื่อเหยามาหาเรื่องข้าอีกแล้ว” รั่วเหรินเองก็เสแสร้งทำตัวเป็นเหยื่อ ใส่ร้ายจื่อเหยาทำตัวน่าสงสารอย่างไร้ยางอายเหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีผิด&







