Masuk“ใช่” หลินเวยกล่าว “นี่คือเหตุผลที่ราชครูกล้าควบคุมราชสำนักมานาน เพราะทุกกรม มี
หลินเวยตอบเสียงหนักแน่น “ใช่...และผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุด”นางหันไปสบพระเนตรไทเฮา “คือผู้ที่จะขึ้นสำเร็จราชการ”ทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน หลินเวยพยักหน้าให้เฉินอวี้อีกครั้ง“เปิดหีบใบสุดท้าย”ฝาหีบถูกยกขึ้น ภายในเต็มไปด้วยคำสารภาพที่ประทับลายนิ้วมือและตราประจำตัว หลินเวยหยิบฉบับแรกขึ้นมา“คำสารภาพของเจาอี๋ ยอมรับว่าใส่ร้ายฮองเฮาตามคำสั่งคนของไทเฮา”ฉบับที่สอง “คำสารภาพของเต๋อเฟย ยอมรับว่าวัดหลวงถูกใช้รับส่งข่าวและซื้อเสียงขุนนาง”ฉบับที่สาม “คำสารภาพของเหม่ยเหริน ยอมรับว่าแสร้งป่วย กินยาทำให้ชีพจรแปรปรวน เพื่อสร้างข่าวว่าฮองเฮากลั่นแกล้ง”นางหยุดเพียงครู่ก่อนหยิบคำสารภาพฉบับสุดท้าย“และคำสารภาพของหมอหลวงสวี่ ยืนยันว่าโอสถที่ถวายฝ่าบาทถูกเติมสารชิงเยี่ยนตามคำสั่งของแม่นมหลี่ คนสนิทของไทเฮา”ทันทีที่สิ้นคำ แม่นมหลี่ถึงกับทรุดเข่าลง ไทเฮารีบหันไปมองนาง“หลี่กู!”แม่นมหลี่ตัวสั่นไปทั้งร่าง ราชครูเก
ราชครูเการีบคุกเข่าลง “ฝ่าบาท! กระหม่อมเพียงเป็นห่วงบ้านเมือง”“จริงหรือ” ฮ่องเต้ย้อนถาม “เป็นห่วงบ้านเมือง... หรือเป็นห่วงว่าแผนจะไม่ทันสำเร็จ”ราชครูเกาถึงกับพูดไม่ออก เยี่ยนจิ่งเฉินหมุนพระวรกายไปมองขุนนางทุกคน“พวกเจ้าทุกคนเห็นกับตา ทันทีที่เราทรุดลง ราชครูเกาเสนอผู้สำเร็จราชการ ขุนนางฝ่ายเดียวกันคุกเข่าพร้อมกัน และ...”พระองค์หยุดมองไทเฮา “ไทเฮารับคำเสนอโดยไม่แม้แต่รอให้หมอหลวงวินิจฉัยพระอาการของเรา”รองเสนาบดีกรมยุติธรรมก้มหน้าลงช้า ๆ เขาเริ่มเข้าใจแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมด...เป็นกับดัก หลังจากนั้นฮ่องเต้ตรัสต่อ“เราตั้งใจให้ข่าวพระอาการแพร่กระจาย ตั้งใจให้ทุกคนคิดว่าเรากำลังหมดเรี่ยวแรง ตั้งใจ...”พระองค์เน้นเสียงหนัก “ล่อผู้ที่คิดแย่งอำนาจให้ออกมาจากเงามืด”ไทเฮาตรัสขึ้นทันที “ฮ่องเต้! เจ้ากำลังสงสัยมารดาของตนเองหรือ”เยี่ยนจิ่งเฉินหลับพระเนตรเพียงครู่ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง“ลูกไม่อยากสงสัย แต่พระองค์...ทำให้ลูกไ
หลินเวยซึ่งยืนอยู่หลังม่านก้าวออกมาด้วยท่าทางสงบนิ่ง นางถวายบังคมต่อหน้าฮ่องเต้และไทเฮา แม้ทุกสายตาจะจับจ้องมาที่ตน แต่นางกลับไม่มีอาการหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ไทเฮามองหลินเวยด้วยสายตาเย็นชา"ฮองเฮา...เจ้าดูแลพระกระยาหารและโอสถของฝ่าบาทอยู่ใช่หรือไม่"หลินเวยตอบอย่างสุขุม "เพคะ...หม่อมฉันตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยของฝ่าบาท"ไทเฮาพยักพระพักตร์ช้า ๆ"เช่นนั้น..." พระสุรเสียงเริ่มแข็งขึ้น "ผู้ที่มีโอกาสแตะต้องโอสถของฮ่องเต้มากที่สุด..."พระนางชี้พระหัตถ์มายังหลินเวย "ก็คือเจ้า"ทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ ชิงหลัวถึงกับหน้าเปลี่ยนสี เฉินอวี้กำมือแน่น ราชครูเการีบก้าวออกมาทันที"กราบทูลไทเฮา กระหม่อมเองก็สงสัยเรื่องนี้เช่นกัน ตั้งแต่ฮองเฮาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับโอสถของฝ่าบาท พระอาการกลับทรุดหนักลง"เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที ขุนนางบางคนเริ่มกระซิบกัน"จริงสิ...ก่อนหน้านี้ยังเสด็จว่าราชการได้ แต่หลังฮองเฮาเข้ามาตรวจยา...ฝ่าบาทกลับล้มลง"ไทเฮาไม่ปล่อยให้จังหวะนั้นผ่านไป พระนางรับสั่งเสียงเย็น"นำตัวหมอหลวงเข้ามา"ไม่นาน หมอหล
ฮ่องเต้ล้มกลางท้องพระโรงรุ่งอรุณวันนั้น เมฆสีเทาปกคลุมเหนือพระราชวังต้าเยี่ยนจนแสงอาทิตย์แทบส่องลงมาไม่ถึง ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าท้องพระโรง บรรยากาศเงียบงันผิดปกติ ราวกับทั้งแผ่นดินกำลังรอคอยบางสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างขุนนางจากทุกกรมทยอยเข้าสู่ท้องพระโรงตามลำดับตำแหน่งแม้ภายนอกทุกคนจะยังคงวางสีหน้าสงบนิ่ง แต่ภายในต่างเต็มไปด้วยความกังวลข่าวพระอาการอ่อนเพลียของฮ่องเต้ตลอดหลายวัน ทำให้หลายคนเริ่มวิตกว่าบ้านเมืองอาจเข้าสู่ความไม่แน่นอนราชครูเกาเดินเข้ามาในฉลองพระองค์เต็มยศ สีหน้าสงบนิ่งกว่าทุกครั้ง เขาเหลือบมองขุนนางฝ่ายตนทีละคน ทุกคนพยักหน้าเบา ๆ เป็นสัญญาณว่าได้เตรียมการเรียบร้อยแล้วอีกด้านหนึ่ง หลินเวยในฐานะฮองเฮาไม่ได้ประทับอยู่ในท้องพระโรงตามธรรมเนียม แต่นางยืนอยู่หลังม่านด้านข้างพร้อมชิงหลัวและเฉินอวี้ เพื่อเฝ้าสังเกตทุกความเคลื่อนไหว นางหันไปหาเฉินอวี้“ทุกอย่างพร้อมหรือยัง”“พร้อมแล้วขอรับ”“หลักฐานทั้งหมด”“องครักษ์ลับดูแลไว้เรียบร้อย ไม่ม
พระนางหันไปมองราชครูเกา “ฮองเฮา”เพียงได้ยินชื่อนี้ บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปทันที ราชครูเกาตอบด้วยแววตาแข็งกร้าว“ตราบใดที่ฮองเฮายังอยู่ แผนของเราจะไม่สำเร็จ” ไทเฮาตรัสเสียงเย็น “หาทางทำให้นางหมดความน่าเชื่อถือ หรือไม่ก็...”พระนางหยุดครู่หนึ่ง “ทำให้นางไม่มีโอกาสเข้ามายุ่งอีก”คำพูดนั้นทำให้ขุนนางหลายคนเข้าใจทันที ครั้งนี้...เป้าหมายของไทเฮาไม่ใช่เพียงการแย่งอำนาจ แต่รวมถึงการกำจัดฮองเฮาอย่างเด็ดขาดแต่สิ่งที่ไม่มีผู้ใดในห้องลับรับรู้ก็คือ เหนือคานไม้ของห้องประชุม มีเงาร่างหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในความมืด องครักษ์ลับของเฉินอวี้กลั้นลมหายใจ ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย เขาจดจำทุกถ้อยคำที่ได้ยินไว้ในใจ เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง เขาก็อาศัยความมืดปีนออกทางหลังคา ก่อนหายไปกับรัตติกาลในเวลาเดียวกัน ตำหนักคุนหนิงยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง หลินเวยยืนอยู่หน้ากระดานหมาก มองหมากสีดำที่แทนไทเฮาและราชครูเกา ไม่นาน ประตูห้องก็ถูกเปิดออก เฉินอวี้รีบเดินเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียดแต่แฝงความตื่นเต้น“ฮองเฮา.
เช้าวันต่อมา เยี่ยนจิ่งเฉินเสด็จเข้าประชุมราชสำนักตามปกติ แต่ครั้งนี้...พระองค์ตั้งพระทัยแสดงอาการเหนื่อยล้า ระหว่างการประชุม ฮ่องเต้ทรงไอขึ้นหลายครั้ง เมื่อเสนาบดีกรมคลังกำลังรายงานเรื่องการตรวจสอบเงินหลวง พระองค์กลับยกพระหัตถ์ขึ้นกุมพระขมับ หวังอี้รีบเข้ามาประคอง“ฝ่าบาท...ทรงพักก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”เยี่ยนจิ่งเฉินโบกพระหัตถ์ “ประชุมต่อ”แต่เพียงครู่เดียว พระองค์ก็ทรงหลับพระเนตร ราวกับอ่อนแรงจนไม่อาจฝืนได้ ขุนนางทั้งท้องพระโรงต่างมองหน้ากัน ราชครูเกาเองก็สังเกตเห็น แววตาของเขาเป็นประกายวูบหนึ่ง ก่อนรีบเก็บสีหน้า เมื่อเลิกประชุม ข่าวพระอาการของฮ่องเต้ก็แพร่ไปทั่วพระราชวังตำหนักฉือหนิง แม่นมหลี่รีบเข้ามารายงาน“ไทเฮาเพคะ...ฝ่าบาททรงประชวร”ไทเฮาวางถ้วยชาลง “อาการเป็นเช่นไร”“หมอหลวงกล่าวว่าพระวรกายอ่อนเพลีย ชีพจรอ่อนลง ยังหาสาเหตุไม่ได้”รอยยิ้มบางปรากฏบนพระพักตร์ของไทเฮา ก่อนจะเลือนหายอย่างรวดเร็ว“หมอหลวงกล่าวเองหรือ”“เพคะ”







