Se connecterเสียงหัวเราะต่ำๆ ของเซียวเฟยหลงยังคงดังแผ่วอยู่ในห้อง ลู่เสี่ยวหลันกลับเป็นฝ่ายนิ่งงันไปเสียเอง ทรราชย์ผู้เย็นชาที่ขึ้นชื่อว่าไม่เคยเห็นหัวใคร...กำลังหัวเราะเพราะนางอยู่และที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่านั้นคือ พอผู้ชายคนนี้ยิ้มแล้วกลับยิ่งหล่อเข้าไปอีกจนนางละสายตาจากเขาไม่ได้
ลู่เสี่ยวหลันกัดฟันแน่น พยายามดึงสายตากลับจากใบหน้าของเขา ยิ่งมองก็ยิ่งอันตรายกับหัวใจ เพราะชายคนนี้คือเซียวเฟยหลง คนที่ในเรื่องเดิมสามารถสั่งประหารคนได้โดยไม่กะพริบแต่ปัญหาคือ ตอนนี้สติของนางกำลังถูกทรราชย์หน้าตาหล่อเหลาผู้นี้บดขยี้จนแทบไม่เหลือแล้ว!
“ท่านอ๋อง...ท่านช่วยลุกขึ้นก่อนได้หรือไม่เพคะ” เซียวเฟยหลงเลิกคิ้ว
“เหตุใดกัน?” ลู่เสี่ยวหลันเบิกตากว้าง นางเหลือบมองสถานการณ์ของตัวเองอย่างรวดเร็ว นางนอนอยู่บนเตียงหงส์มังกร ส่วนเขายังคงอยู่เหนือร่างนาง แขนข้างหนึ่งยันอยู่ข้างศีรษะ อีกข้างรองรับน้ำหนักตัวไว้จนไม่ทำให้นางเจ็บแม้แต่น้อยแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ใกล้เกินไปอยู่ดี
“เพราะท่านกำลัง...อยู่บนตัวหม่อมฉันเพคะ” มุมปากของเซียวเฟยหลงยกขึ้นอีกครั้ง
“แล้วแปลกอย่างไรเล่า?” ลู่เสี่ยวหลันอ้าปากค้าง ผู้ชายคนนี้หน้าตายขนาดนี้ แต่ทำไมถึงพูดอะไรแบบนี้ได้อย่างไม่สะทกสะท้าน
“ก็...ก็ท่านควรลุกขึ้นสิเพคะ!”
“ข้าไม่เห็นเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น”
“ท่านอ๋อง!” เซียวเฟยหลงก้มหน้าลงมาอีกเล็กน้อย ลู่เสี่ยวหลันรีบกลั้นหายใจ ดวงตาคมเข้มคู่นั้นจับจ้องใบหน้าของนางราวกับกำลังมองสิ่งที่น่าสนใจก่อนเสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้นช้าๆ
“นี่คือ คืนเข้าหอของเรา” หัวใจของลู่เสี่ยวหลันกระตุกวูบ
“แล้วอย่างไรเพคะ?”
“ข้าก็ต้องทำหน้าที่ของข้าสิ” สมองของนางว่างเปล่าไปชั่วขณะ ลู่เสี่ยวหลันเบิกตากว้างขึ้นทันที
“ท่านอ๋อง!”
“ข้าฟังอยู่?”
“หม่อมฉันคิดว่า...เรื่องหน้าที่นั้น เราไม่จำเป็นต้องรีบร้อนก็ได้นะเพคะ!” เซียวเฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนงั้นรึ?”
“เพคะ!”
“นี่เจ้ากล้าจะให้ข้ารอทั้งที่เข้าหอแล้วเยี่ยงนี้รึ” ลู่เสี่ยวหลันนิ่งงัน นางกำลังคิดหาคำตอบอย่างลนลาน แต่เซียวเฟยหลงกลับโน้มใบหน้าลงมาใกล้อีกใกล้จนปลายจมูกแทบสัมผัสกัน
“หรือว่า...” เสียงของเขาต่ำลง
“เจ้าคิดเปลี่ยนใจทั้งที่แต่งงานกับข้าแล้ว?”
“ไม่ใช่นะเพคะ!” ลู่เสี่ยวหลันตอบทันทีจากนั้นก็ชะงัก เซียวเฟยหลงมองนางด้วยแววตาคล้ายขบขัน
“เช่นนั้นเจ้ากลัวอะไร...กลัวเจ็บรึ” ลู่เสี่ยวหลันเม้มริมฝีปาก
“หม่อมฉันไม่ได้กลัวเพคะ”
“เช่นนั้นเหตุใดมือของเจ้าจึงสั่น” ลู่เสี่ยวหลันชะงัก นางก้มมองมือตัวเอง มันสั่นจริงๆ
“เพราะ...เพราะอากาศหนาวเพคะ!” เซียวเฟยหลงเหลือบมองเทียนแดงที่ยังลุกโชนอยู่รอบห้อง จากนั้นจึงมองกลับมาที่นาง
“ข้าว่า คืนนี้ห้องนี้ร้อนกว่าด้านนอกด้วยซ้ำ” เซียวเฟยหลงยกมือขึ้นพัดเบาๆ พลางค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าออก ลู่เสี่ยวหลันรีบคว้ามือของเขาไว้แน่น
“ท่านอ๋องจะทำอะไรเพคะ!”
“ข้าจะถอดเสื้อผ้าไงเล่า”
“ไม่ได้เพคะ!” ลู่เสี่ยวหลันอยากร้องไห้ เซียวเฟยหลงมองสีหน้าจนมุมปากยกขึ้นอีกครั้ง
“ซูมู่เยียน”
“เพคะ?”
“คืนนี้เจ้าช่างพูดมากเหลือเกิน”
“ข้าเพียงกลัวว่า คืนนี้เราจะไม่มีเรื่องพูดคุยกันน่ะเพคะ” ทั้งสองคนเงียบลงพร้อมกันลู่เสี่ยวหลันเบิกตากว้าง นางพูดอะไรออกไปอีกแล้วคืนเข้าหอต้องมีเรื่องคุยอะไรอีก แต่เซียวเฟยหลงกลับไม่ได้ตอบทันทีเขาเพียงมองนางนิ่งๆ
แสงเทียนแดงสะท้อนอยู่ในดวงตาคมลึกจากนั้นมือของเขาค่อยๆ ยกขึ้น ลู่เสี่ยวหลันตัวแข็งทันที ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนเส้นผมที่ตกอยู่ข้างแก้มนางอย่างแผ่วเบา
“ข้าเพิ่งรู้ว่า คืนเข้าหอต้องมีเรื่องคุยกันเสียด้วย” เสียงทุ้มต่ำลงจนหัวใจของนางสั่นไหว
“และเพิ่งได้รู้ว่า...พระชายาของข้ามีอีกด้านหนึ่งที่ข้าไม่เคยพบเห็น” ลู่เสี่ยวหลันเงียบไป หัวใจเต้นแรงอย่างไร้เหตุผลเพราะนี่ไม่ใช่บทสนทนาเปิดใจแต่เป็นเพียงชายคนหนึ่งที่กำลังสงสัยในตัวภรรยาของตน
“ท่านอ๋อง...”
“หืม?”
“ท่านมองหม่อมฉันเช่นนี้ มันทำให้หม่อมฉันรู้สึกแปลกๆ”
“แปลกอย่างไร”
“ก็...” ลู่เสี่ยวหลันพูดไม่ออก นางจึงรีบหันหน้าไปทางอื่น
“ไม่มีอะไรเพคะ!” เซียวเฟยหลงมองใบหูที่เริ่มแดงของนาง คราวนี้รอยยิ้มของเขาชัดเจนกว่าเดิม
“เจ้าคงกำลังเขินข้า” มือใหญ่คลอเคลียที่แก้มเนียนอย่างเบามือ ริมฝีปากของเขายกยิ้มอย่างพอใจ พลางช้อนปลายคางเรียวนั้น
“ข้าไม่ได้...” ใบหน้าของเซียวเฟยหลงโน้มลงมาใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจของชายหนุ่ม ลู่เสี่ยวหลันหลับตาปี๋ราวกับรู้ว่าหมดทางที่จะยื้อเวลาต่อไปได้ ริมฝีปากบางแตะบดลงเบาๆ อย่างอ่อนโยน สัมผัสอุ่นร้อนแตะวาบที่ริมฝีปากจนลู่เสี่ยวหลันเผลอกำชายเสื้อของเซียวเฟยหลงแน่น
แต่ในวินาทีนั้นเอง—
พรึ่บ!
เปลวเทียนทุกดวงในห้องดับลงพร้อมกัน ห้องหอทั้งห้องตกเข้าสู่ความมืดมิดลู่เสี่ยวหลันชะงัก หัวใจที่เมื่อครู่กำลังเต้นเพราะความประหม่าพลันเย็นวาบจากรอยจูบ
“ท่านอ๋อง?”
เสนาธิการหลี่ก้าวเข้าไปถวายจดหมายด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าลู่เสี่ยวหลันกลับสังเกตเห็นว่าปลายนิ้วที่ประคองกระดาษนั้นเกร็งขึ้นเล็กน้อย เซียวเฟยหลงรับจดหมายมาโดยไม่รีบร้อน พระองค์ไม่ได้เปิดอ่านในทันที หากทอดพระเนตรตราประทับบนซองจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าบอกว่าสารฉบับนี้ถูกส่งไปยังคณะทูตเป่ยเยี่ยน แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ในมือเจ้า?” เสนาธิการหลี่ก้มศีรษะ “ทูลท่านอ๋อง เมื่อคืนนี้มีคนลอบนำสารฉบับนี้มาวางไว้หน้าจวนกระหม่อม คนเฝ้าประตูพบเข้า จึงนำมาส่งให้กระหม่อมตรวจสอบพ่ะย่ะค่ะ” “แล้วเจ้าตรวจสอบอย่างไร?” “กระหม่อมเห็นตราประทับของจวนท่านอ๋อง จึงคิดว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของแคว้น ไม่กล้าปล่อยผ่านพ่ะย่ะค่ะ” เซียวเฟยหลงทอดพระเนตรเขานิ่ง “เจ้าจึงนำมันมาถวายต่อหน้าคณะทูต?” “กระหม่อมเพียงเห็นแก่บ้านเมืองพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบนั้นฟังดูสมเหตุสมผล ทว่าลู่เสี่ยวหลันกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เสนาธิการหลี่เป็นขุนนางผู้มีประสบการณ์ หากเขาได้รับสารที่กล่าวหาอ๋องเฟยหลงว่าคิดก่อกบฏจริง เหตุใดจึงไม่ถวายรายงานต่อ
ลู่เสี่ยวหลันลุกขึ้นถวายคำนับ .ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้มแต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกกับภาพความทรงจำที่เพิ่งผ่านไป “หม่อมฉันเพียงบรรเลงตามความรู้สึกเพคะ” ทูตเป่ยเยี่ยนพยักหน้าอย่างชื่นชม “บทเพลงนี้มีทั้งความเศร้าและความกล้าหาญ ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก” หลี่เสี่ยวหยินกลับนิ่งเงียบ รอยยิ้มบนใบหน้างดงามเริ่มแข็งค้าง นางมองลู่เสี่ยวหลันราวกับกำลังพยายามค้นหาคำตอบบางอย่าง “พระชายา…” หลี่เสี่ยวหยินเอ่ยเสียงเบา “ท่านเคยเล่นเพลงนี้มาก่อนหรือไม่เจ้าคะ?” ลู่เสี่ยวหลันสบตานาง “ข้าจำไม่ได้แล้ว” “จำไม่ได้?” “บางครั้งข้าก็รู้สึกว่าเพลงนี้คุ้นเคย แต่บางครั้งก็เหมือนไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย” หลี่เสี่ยวหยินนิ่งงัน ลู่เสี่ยวหลันยิ้มบาง “คุณหนูหลี่คิดว่าแปลกหรือ?” อีกฝ่ายรีบส่ายหน้า “ไม่…ไม่แปลกเจ้าค่ะ” แต่ปลายนิ้วของหลี่เสี่ยวหยินกลับกำแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ลู่เสี่ยวหลันเห็นทุกอย่างและนั่นทำให้นางมั่นใจมากขึ้นว่า บทเพลงนี้อาจเกี่ยวข้องกับอดีตของซูมู่เยียนจริงๆ เมื่อนางเดินกลับไปยังที่นั่ง เซียวเฟยหลง
“คุณหนูหลี่กล่าวเกินไปแล้ว ข้าเพียงพอเล่นดนตรีได้บ้างเท่านั้น” “พระชายาถ่อมตนเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” หลี่เสี่ยวหยินยิ้มกว้างขึ้น “หรือว่าพระชายายังไม่หายดีจากอาการตกน้ำ?” คำพูดนั้นทำให้ลู่เสี่ยวหลันเลิกคิ้ว นางกำลังจะตอบแต่เซียวเฟยหลงกลับวางตะเกียบลงเสียก่อน เสียงกระทบโต๊ะเบาๆ ดังขึ้น ทว่าในความเงียบของท้องพระโรงกลับชัดเจนอย่างน่าประหลาด “ชายาของข้าเพิ่งฟื้นจากอาการป่วย” พระพักตร์ของเขาเย็นชา พระเนตรคมกริบทอดมองหลี่เสี่ยวหยิน “หากนางไม่ต้องการเล่น ก็ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์บังคับ” หลี่เสี่ยวหยินรีบก้มศีรษะ “ข้าน้อยมิได้มีเจตนาบังคับท่านอ๋อง เพียงคิดว่าพระชายาคงมีความสามารถ…” “ข้าไม่สนใจว่าเจ้าคิดอย่างไร” น้ำเสียงของเฟยหลงเย็นลงอีกระดับ “อย่ารบกวนชายาของข้า” บรรยากาศรอบโต๊ะพลันตึงเครียด ลู่เสี่ยวหลันมองใบหน้าด้านข้างของเขา ก่อนจะรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านขึ้นในอก บุรุษผู้นี้…แม้ต่อหน้าฮ่องเต้และขุนนางทั้งท้องพระโรง ก็ยังไม่คิดปิดบังความหวงแหนนางแม้แต่น้อย นางยื่นมือไปแตะชายแขนเสื้อของเขาเบาๆ “ท่านอ๋องเพ
“หม่อมฉันจะทำอย่างไรหรือเพคะ?” ลู่เสี่ยวหลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับอย่างคนที่กำลังคิดแผนบางอย่างอยู่ในใจ “หากนางอยากทดสอบหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะปล่อยให้นางทดสอบไปเพคะ” เซียวเฟยหลงเลิกพระขนงเล็กน้อย “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?” “หม่อมฉันยังไม่ได้คิดเพคะ” ลู่เสี่ยวหลันเห็นพระพักตร์ของเขาแล้วก็อดยิ้มแหยไม่ได้ “แต่หม่อมฉันจะคิดให้ได้ก่อนที่นางจะลงมืออีกครั้งแน่นอนเพคะ” เซียวเฟยหลงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนพระทัยอย่างจนพระทัย “อย่าก่อเรื่องอีก” “หม่อมฉันรับรองว่าจะไม่ก่อเรื่องเพคะ” “ข้าไม่ได้เชื่อคำรับรองของเจ้า” “ท่านอ๋อง!” เสียงกระซิบประท้วงของนางทำให้มุมพระโอษฐ์ของชายหนุ่มขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย ทว่าก่อนที่ลู่เสี่ยวหลันจะทันเอ่ยอะไรต่อ เสียงประกาศจากหน้าท้องพระโรงก็ดังขึ้น “ฝ่าบาทเสด็จ!” เสียงดนตรีที่บรรเลงคลออยู่พลันหยุดลง เหล่าขุนนางและคณะทูตต่างลุกขึ้นถวายคำนับพร้อมกัน ฮ่องเต้เซียวจิ่งเหวินเสด็จเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยฉลองพระองค์สีเหลืองทอง ปักลายมังกรห้าเล็บ พระพักตร์เปี่ยมด้วยรอ
เสียงฆ้องกังวานดังขึ้นจากหน้าตำหนักใหญ่ ก่อนที่ขันทีจะเปล่งประกาศเสียงดัง “คณะทูตแคว้นเป่ยเยี่ยนเสด็จมาถึงแล้ว!” ลู่เสี่ยวหลันก้าวตามเซียวเฟยหลงเข้าสู่ท้องพระโรงจัดเลี้ยงอย่างระมัดระวัง แม้ร่างกายจะฟื้นตัวจากการตกน้ำแล้ว ทว่าความเย็นที่แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกในวันนั้นยังทำให้นางรู้สึกอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เสี่ยวหลันระวังตัวมากกว่าความเจ็บป่วย กลับเป็นสายตาของผู้คนที่จับจ้องมายังนาง บางคนมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางคนมองด้วยความสงสัย และบางคนก็ไม่คิดปิดบังความเย้ยหยัน ข่าวพระชายาของอ๋องเฟยหลงตกน้ำในสวนหลวงแพร่กระจายไปทั่ววังหลวงเร็วกว่าที่นางคาดคิด “เดินช้าๆ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหู ลู่เสี่ยวหลันหันไปมองชายหนุ่มที่เดินอยู่ข้างกาย เขายังคงสวมฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกรทอง พระพักตร์เย็นชาไร้อารมณ์ รัศมีอำนาจแผ่กระจายจนเหล่าขุนนางที่เดินสวนมาต่างก้มศีรษะหลบสายตา ทว่าเมื่อหันมาหานาง พระเนตรคมกลับอ่อนลงเล็กน้อย “หากรู้สึกไม่สบาย ให้บอกข้า” “หม่อมฉันไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้นนะเพคะ” “ข้าสั
“หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจตกลงไปเสียหน่อย!” “เช่นนั้นเจ้าก็ตั้งใจจะทำให้ข้าตกใจจนหัวใจหยุดเต้นหรือ?” ลู่เสี่ยวหลันพูดไม่ออก เมื่อเห็นนางเงียบลง เฟยหลงจึงถอนหายใจเบาๆ ความโกรธบนพระพักตร์คลายลงเล็กน้อย แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความกังวล “เยี่ยนเอ๋อ” นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์เรียกนางด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเช่นนี้ “คราวหน้า หากจะไปที่ใด ให้บอกข้าก่อน” นางเงยหน้าขึ้นมองเขา “เพียงเท่านี้หรือเพคะ?” “แล้วเจ้าคิดว่าข้าควรทำอย่างไร?” “หม่อมฉันนึกว่าพระองค์จะสั่งห้ามหม่อมฉันออกจากตำหนักเสียอีก” เฟยหลงหรี่พระเนตร “เจ้ากำลังเตือนให้ข้าทำเช่นนั้นหรือ?” “ไม่ใช่เพคะ!” นางรีบส่ายหน้าจนชายหนุ่มหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเรื่องแต่เสียงหัวเราะนั้นอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะยกมือแตะหน้าผากนางอย่างแผ่วเบา “พักเสีย ข้าจะอยู่ที่นี่จนกว่าหมอหลวงจะมาถึง” ลู่เสี่ยวหลันมองเขาอย่างเงียบงัน นางไม่เคยคิดว่าบุรุษที่ผู้คนเรียกว่าทรราชย์จะมีสีหน้าเช่นนี้ สีหน้าของคนที่หวาดกลัวว่าจะสูญเสียใครบางคนและ







