LOGIN“เงียบ” น้ำเสียงของเซียวเฟยหลงเปลี่ยนไปทันที เหลือเพียงความเย็นเยียบที่ทำให้อากาศทั้งห้องราวกับลดอุณหภูมิลงในพริบตา ลู่เสี่ยวหลันยังไม่ทันได้ขยับ
เสียงประตูห้องหอถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ลมเย็นจากด้านนอกพัดเข้ามา ม่านสีแดงปลิวสะบัดไปตามแรงลมแสงจันทร์ที่ส่องผ่านเข้ามาจนเห็นเพียงเงาของคนทั้งคู่ ลู่เสี่ยวหลันเห็นเงาดำเงาหนึ่งอยู่ตรงประตู
“ท่านอ๋องระวัง!”
ฟิ้วววว!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นอย่างรวดเร็ว ลูกธนูสีดำสนิทพุ่งตรงเข้ามาหาร่างนาง ลู่เสี่ยวหลันเบิกตากว้าง ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนสมองของนางแทบตามไม่ทันแต่ก่อนที่ปลายธนูจะพุ่งถึงตัว
“หลบ!” แขนแข็งแรงรั้งเอวของนางอย่างรวดเร็ว! ร่างของลู่เสี่ยวหลันถูกกระชากออกจากตำแหน่งเดิม ก่อนจะหมุนคว้างเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนกว้าง นางร้องออกมาเบาๆ
ลูกธนูพุ่งเฉียดผ่านร่างนางไป ปลายแหลมเฉือนชายแขนเสื้อจนผ้าไหมขาดกระจาย ก่อนปักลึกลงบนเสาเตียง ลู่เสี่ยวหลันตัวแข็งค้าง หากเซียวเฟยหลงคว้าตัวนางช้ากว่านั้นเพียงชั่วลมหายใจเดียว ลูกธนูดอกนั้นอาจปักอยู่ในร่างของนางแล้ว
“เจ็บตรงไหนหรือไม่” เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะ ลู่เสี่ยวหลันยังคงอยู่ในอ้อมแขนของเขา มือของเซียวเฟยหลงโอบรอบเอวนางแน่น ร่างสูงใหญ่ขยับมาบังนางไว้ราวกับไม่ต้องคิด นางเงยหน้าขึ้น แม้ห้องจะมืดแต่แสงจันทร์ทำให้นางเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจน
และครั้งนี้เซียวเฟยหลงไม่ใช่ชายหนุ่มที่กำลังหยอกเย้าภรรยาเมื่อครู่อีกแล้ว ดวงตาคมคู่นั้นเย็นเยียบเต็มไปด้วยจิตสังหาร
“หม่อมฉัน...ไม่เป็นไรเพคะ”
“อยู่ข้างหลังข้าไว้” เขากำลังจะปล่อยนางแต่ลู่เสี่ยวหลันกลับคว้าแขนเสื้อของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว เซียวเฟยหลงหันกลับมามองจนลู่เสี่ยวหลันชะงัก นางเองก็เพิ่งรู้ตัวว่ากำลังจับเขาอยู่
“หม่อมฉัน...” ยังไม่ทันได้พูดต่อ เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอก เงาดำตรงหน้าประตูหันหลังแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
“อยู่ที่นี่! คนของข้าจะตามมาคุ้มกันเจ้า” เสียงของเซียวเฟยหลงดังขึ้น แทบจะพร้อมกันกับที่องครักษ์จำนวนหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านนอก
“ตามมันไป!”
“พ่ะย่ะค่ะ!” องครักษ์รีบไล่ตามเงาดำนั้นไปทันทีแต่เซียวเฟยหลงไม่ได้ตามออกไป เขายังคงยืนอยู่ตรงหน้าลู่เสี่ยวหลัน ดวงตาคมกวาดมองร่างของนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“เจ้าปลอดภัยดีใช่หรือไม่” น้ำเสียงยังคงเย็นชาแต่ลู่เสี่ยวหลันกลับสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่แปลกออกไป นางส่ายหน้าเบาๆ
“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ” เซียวเฟยหลงก้มมองชายแขนเสื้อที่ถูกลูกธนูเฉือนขาด สีหน้าของเขาเย็นลงกว่าเดิม
“ข้าจะตามพวกมันไป เจ้าอยู่ที่นี่หว่านจิงจะคอยดูแลเจ้า” ลู่เสี่ยวหลันกลืนน้ำลาย นางมองลูกธนูที่ปักอยู่บนเสาเตียงแล้วหัวใจก็ค่อยๆ จมลง ตำแหน่งที่ธนูพุ่งเข้ามาไม่ใช่ตำแหน่งของเซียวเฟยหลงแต่มันคือ ตำแหน่งที่นางอยู่
เสียงฝีเท้าของเซียวเฟยหลงค่อยๆ ห่างออกไป ลู่เสี่ยวหลันยังคงยืนอยู่กลางห้องหอ ร่างบางนิ่งงันอยู่ท่ามกลางความมืดสลัว ไม่นานนักองครักษ์ที่เหลือก็รีบเข้ามาจุดเทียนขึ้นใหม่ เปลวไฟสีแดงสว่างวาบขึ้นทีละดวง แต่ถึงห้องจะกลับมาสว่างอีกครั้ง ความรู้สึกหนาวเย็นในใจของลู่เสี่ยวหลันกลับไม่จางหายไปแม้แต่น้อย
นางค่อยๆ หันกลับไปมองเสาเตียง ลูกธนูสีดำยังคงปักอยู่ตรงนั้น ปลายธนูฝังลึกเข้าไปในเนื้อไม้ หากเมื่อครู่เซียวเฟยหลงช้ากว่านั้นเพียงนิดเดียว ลู่เสี่ยวหลันไม่อยากคิดต่อ นางยกมือขึ้นแตะชายแขนเสื้อที่ถูกปลายธนูเฉือนขาด ผ้าไหมสีแดงยังมีรอยฉีกยาว
“พระชายา หม่อมฉันได้รับบัญชาจากท่านอ๋องให้เฝ้าคุ้มกันพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” หว่านจิงคุกเข่าอยู่ด้านหน้าตำหนัก หญิงสาวให้ลั่วชิงไปบอกกล่าวให้เขาพักอยู่ด้านนอกตามสบายได้เลย
“พระชายา...” เสียงของลั่วชิงดังขึ้นอย่างระมัดระวัง ลู่เสี่ยวหลันหันกลับไป ลั่วชิงที่กลับเข้ามาในห้องนั่งลงที่ข้างเตียงของหญิงสาว
“มีอะไรหรือ”
“ท่านอ๋องรับสั่งให้หม่อมฉันคอยอยู่ดูแลพระชายาเพคะ” ลู่เสี่ยวหลันพยักหน้าเบาๆ
“รู้แล้ว”
เมื่อครู่นี้ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป ก่อนหน้านั้นไม่กี่อึดใจ เซียวเฟยหลงยังอยู่เหนือร่างของนาง ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้จนแทบสัมผัสกัน ริมฝีปากของเขาก็...ลู่เสี่ยวหลันรีบสะบัดศีรษะ
“บ้าเอ๊ย...” นางยกมือแตะริมฝีปากตัวเองโดยไม่รู้ตัวแล้วรีบลดมือลงทันที ตอนนี้ใช่เวลามาคิดเรื่องนั้นเสียที่ไหน นางเกือบถูกฆ่าตายลู่เสี่ยวหลันหันกลับไปมองลูกธนูอีกครั้ง สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นจริงจัง
ในภาพยนตร์ที่นางเคยดูไม่มีเหตุการณ์นี้ ไม่มีใครลอบยิงซูมู่เยียนในคืนแต่งงานอย่างน้อย...นางก็ไม่เคยเห็น
“หรือว่า...” ลู่เสี่ยวหลันพึมพำเบาๆ
“เรื่องที่ฉันดูมา มันไม่ได้มีทุกอย่างอย่างนั้นหรือ” หากนี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏในภาพยนตร์ก็มีความเป็นไปได้เพียงไม่กี่อย่างอย่างแรกเหตุการณ์นี้ไม่สำคัญพอที่จะถูกนำเสนอ อย่างที่สองมีใครบางคนจงใจปิดบังความจริง และอย่างสุดท้ายลู่เสี่ยวหลันกำมือแน่น
“หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจตกลงไปเสียหน่อย!” “เช่นนั้นเจ้าก็ตั้งใจจะทำให้ข้าตกใจจนหัวใจหยุดเต้นหรือ?” ลู่เสี่ยวหลันพูดไม่ออก เมื่อเห็นนางเงียบลง เฟยหลงจึงถอนหายใจเบาๆ ความโกรธบนพระพักตร์คลายลงเล็กน้อย แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความกังวล “เยี่ยนเอ๋อ” นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์เรียกนางด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเช่นนี้ “คราวหน้า หากจะไปที่ใด ให้บอกข้าก่อน” นางเงยหน้าขึ้นมองเขา “เพียงเท่านี้หรือเพคะ?” “แล้วเจ้าคิดว่าข้าควรทำอย่างไร?” “หม่อมฉันนึกว่าพระองค์จะสั่งห้ามหม่อมฉันออกจากตำหนักเสียอีก” เฟยหลงหรี่พระเนตร “เจ้ากำลังเตือนให้ข้าทำเช่นนั้นหรือ?” “ไม่ใช่เพคะ!” นางรีบส่ายหน้าจนชายหนุ่มหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเรื่องแต่เสียงหัวเราะนั้นอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะยกมือแตะหน้าผากนางอย่างแผ่วเบา “พักเสีย ข้าจะอยู่ที่นี่จนกว่าหมอหลวงจะมาถึง” ลู่เสี่ยวหลันมองเขาอย่างเงียบงัน นางไม่เคยคิดว่าบุรุษที่ผู้คนเรียกว่าทรราชย์จะมีสีหน้าเช่นนี้ สีหน้าของคนที่หวาดกลัวว่าจะสูญเสียใครบางคนและ
ภายในสวนหลวง หลังจากเซียวเฟยหลงอุ้มลู่เสี่ยวหลันจากไปแล้ว บรรยากาศรอบสระน้ำก็ยังคงตึงเครียด ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงดังแม้แต่คนเดียว หลี่เสี่ยวหยินยืนกำมือแน่น สายตามองตามแผ่นหลังของท่านอ๋องที่ค่อยๆ ห่างออกไป ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นผ่านกลางอกอย่างไม่อาจอธิบาย นางไม่คิดเลยว่าเซียวเฟยหลงจะเสด็จมาถึงเร็วเพียงนี้ยิ่งไม่คิดว่าเขาจะกระโดดลงน้ำไปช่วยพระชายาด้วยตนเองโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย บุรุษผู้นั้นขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชา ไม่เคยยอมลดตัวทำสิ่งใดโดยไม่จำเป็น แต่เมื่อครู่กลับไม่สนใจแม้กระทั่งเสื้อผ้าของตนเอง ขอเพียงช่วยสตรีในอ้อมแขนขึ้นมาได้ก็พอ ดูเหมือนข่าวลือที่ว่าท่านอ๋องเอาใจใส่พระชายามากขึ้นจะเป็นความจริง “คุณหนูเจ้าคะ...” สาวใช้คนสนิทกระซิบเรียก “พวกเราควรกลับก่อนหรือไม่เจ้าคะ?” หลี่เสี่ยวหยินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันไปมองสาวใช้ “กลับไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร?” “แต่ท่านอ๋องตรัสว่าจะสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น หากพระองค์ทรงเข้าใจผิดว่าเป็นความผิดของคุณหนู...” “ข้าไม่ได้ผลักนางเสียหน่อย!” หลี่เสี่ยวหยินขึ้นเสียงโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นสาวใช
เสียงบุรุษผู้นั้นเย็นเยียบ ซูมู่เยียนส่ายหน้า น้ำตาไหลอาบแก้ม 'แต่ข้าไม่มีทางเลือกแล้ว' 'เช่นนั้นก็อย่ามาเสียใจภายหลัง' บุรุษผู้นั้นหมุนกายจากไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนอยู่เพียงลำพังริมสระ ทันใดนั้น ภาพทุกอย่างก็แตกกระจาย ลู่เสี่ยวหลันเบิกตากว้าง ร่างของนางจมลงไปในความมืดมิด ไม่ไหวแล้ว...นางหายใจไม่ออกจริงๆ ในขณะเดียวกัน ริมสระน้ำก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างหนัก “รีบลงไปช่วยพระชายาสิ!” องครักษ์คนหนึ่งกำลังจะกระโดดลงน้ำ แต่ยังไม่ทันได้ขยับ เสียงตวาดที่เต็มไปด้วยโทสะก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เกิดอะไรขึ้น!” ทุกคนหันกลับไปมองพร้อมกัน เซียวเฟยหลงกำลังเสด็จมาจากทางเดินอีกด้าน ข้างกายมีขันทีติดตามอยู่สองคน เดิมทีพระองค์เพียงตั้งใจจะมาตามลู่เสี่ยวหลันกลับไป แต่เมื่อทอดพระเนตรเห็นเหล่าข้ารับใช้ยืนแตกตื่นอยู่ริมสระ สีพระพักตร์ก็เปลี่ยนไปทันที “ทูลท่านอ๋อง พระชายาตกน้ำพ่ะย่ะค่ะ!” สิ้นเสียงรายงาน เฟยหลงก็ทอดพระเนตรลงไปในสระ ผิวน้ำยังคงกระเพื่อมเป็นวงกว้าง แต่กลับมองไม่เห็นร่างของลู่เสี่ยวหลันแล้ว เพียงชั่วพริบตา สีพระพักตร์ของพระองค์ก็ซีดเผือด “
ลู่เสี่ยวหลันชะงักไปเล็กน้อย นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลี่เสี่ยวหยินจึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นแววตาของอีกฝ่ายที่จับจ้องมาไม่วางตา นางก็เริ่มรู้สึกว่าคำถามนี้อาจไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิด “เหตุใดคุณหนูหลี่จึงถามเช่นนี้?” หลี่เสี่ยวหยินยกมือขึ้นแตะปิ่นบนศีรษะ ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “ไม่มีอะไรเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันเคยได้ยินเรื่องเล่าบางอย่างเกี่ยวกับสวนหลวงแห่งนี้ จึงอยากรู้ว่าพระชายาเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่” “เรื่องเล่าอะไรอีกแล้ว?” นางยกยิ้มเพราะวันนี้ราวกับได้ยินเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก “เรื่องของสตรีผู้หนึ่งที่เคยมาร้องไห้อยู่ริมสระน้ำแห่งนี้ก่อนวันอภิเษกเพียงไม่กี่วัน” หัวใจของลู่เสี่ยวหลันกระตุกวูบริมสระน้ำ...ก่อนวันอภิเษก...เหตุใดทุกครั้งที่นางคิดว่ากำลังเข้าใกล้ความจริง กลับมีใครบางคนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเบาะแสใหม่เสมอ? “แล้วคุณหนูรู้หรือไม่ว่าสตรีผู้นั้นเป็นใคร?” หลี่เสี่ยวหยินส่ายหน้า ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่เปลี่ยนไป “หม่อมฉันไม่ทราบแน่ชัดเพคะ แต่ได้ยินว่าคืนนั้นนางดูเศร้าโศกมาก ราวกับกำลังจะสูญเสียสิ่งส
หลิงเยี่ยนเฟยรีบเดินไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้จึงไม่ได้อยู่สนทนาต่อ ส่วนลู่เสี่ยวหลันนั้นยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าความทรงจำของซูมู่เยียนเป็นเหมือนปริศนาที่มีคนจงใจฉีกออกเป็นชิ้นๆ นางรู้ว่ามีบางสิ่งซ่อนอยู่ในอดีตของร่างนี้ แต่ยิ่งพยายามค้นหา ภาพที่ปรากฏกลับยิ่งเลือนราง ราวกับมีม่านหมอกหนาทึบขวางกั้นเอาไว้ นางไม่อยากคิดเรื่องนี้ต่อหน้าเซียวเฟยหลงได้อีกแล้ว “ท่านอ๋อง หม่อมฉันอยากเดินเล่นสักครู่เพคะ” เฟยหลงขมวดพระขนงทันที “เจ้ายังไม่หายดี จะเดินไปไหน?” “เพียงริมสระน้ำเท่านั้นเพคะ อยู่ตรงนี้นานๆ หม่อมฉันรู้สึกอึดอัด อยากออกไปสูดอากาศสักหน่อย” ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังพิจารณาว่าควรอนุญาตหรือไม่ สุดท้ายจึงหันไปกำชับองครักษ์ที่ติดตามอยู่ไม่ไกล “ตามไปดูแลพระชายาให้ดี หากนางเป็นอะไรแม้แต่ปลายเส้นผม ข้าจะถามความรับผิดชอบจากพวกเจ้า” “พ่ะย่ะค่ะ!” ลู่เสี่ยวหลันแอบถอนหายใจ นางเพียงอยากเดินเล่น ไม่ได้กำลังจะออกไปรบเสียหน่อย เหตุใดต้องทำราวกับนางเป็นเครื่องลายครามที่พร้อมแตกหักได้ทุกเมื่อด้วย ทว่าเมื่อนึกถึงเ
หลิงเยี่ยนเฟยเห็นสีหน้าของลู่เสี่ยวหลันเปลี่ยนไปก็รีบก้าวเข้ามาใกล้ “พระชายา?” น้ำเสียงนั้นทำให้ลู่เสี่ยวหลันเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาของนางยังพร่ามัวจากภาพเมื่อครู่ หญิงสาวในความทรงจำนั้นกำลังร้องไห้ กำมือแน่นราวกับกำลังพยายามฝืนบางสิ่งในใจ และคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็คือสตรีคนเดียวกัน หลิงเยี่ยนเฟย นางมองอีกฝ่ายอย่างพยายามค้นหาคำตอบจากใบหน้านั้น เหตุใดซูมู่เยียนจึงเรียกนางว่า...เยี่ยนเยี่ยน และเหตุใดเพียงได้ยินน้ำเสียงของสตรีผู้นี้ ความรู้สึกบางอย่างจึงถาโถมเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก “เจ้าจำอะไรได้หรือ?” เสียงของเฟยหลงดังขึ้นข้างกาย ลู่เสี่ยวหลันหันกลับไปมองเขา พระหัตถ์ของเขายังคงกุมมือของนางเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่านางจะทรุดลงต่อหน้าต่อตา “หม่อมฉัน...” นางยังพูดไม่จบ หลิงเยี่ยนเฟยก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน “นางเป็นอะไรหรือเพคะ?” เฟยหลงทอดพระเนตรหลิงเยี่ยนเฟย “เมื่อครู่นางเพิ่งนึกถึงเรื่องบางอย่าง” หลิงเยี่ยนเฟยนิ่งไป “เรื่อง...ก่อนแต่งงานหรือเพคะ?” เพียงประโยคนั้น...หัวใจของลู่เสี่ยวหลันก็เต้นแรงขึ้นอีกครั้ง







