Masuk“ฮึกๆ”
เสียงสะอื้นจากคนข้างกายทำเอาลู่เหยียนซินที่กำลังนั่งครุ่นคิดประติดประต่อความทรงจำเดิมของเจ้าของร่างนี้อยู่เป็นต้องรีบหันไปมอง
“เจ้าเป็นอะไร”
“ฮึก…บ่าวนึกว่าพระชายาจะไม่ฟื้นแล้วน่ะสิเพคะ”
“แต่ข้าก็ฟื้นขึ้นมาแล้วอย่างไรเล่า เรื่องแค่นี้เองเจ้าจะร้องไห้ไปทำไมกัน”
“ก็บ่าวดีใจนี่นาอย่างน้อยบ่าวก็จะไม่ต้องกลายเป็นบ่าวรับใช้ของพระชายาคนใหม่ผู้นั้น”
“พระชายาคนใหม่อย่างนั้นหรือ”
นางพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ลู่เหยียนซินมากขึ้น
“ข้าก็อยู่นี่แล้วและเจ้าก็ต้องอยู่กับข้าไปอีกนาน แต่ว่านะลี่ถิงเวลานี้ข้าคอแห้งมากอยากได้น้ำชาอุ่นๆ สักแก้ว เจ้าช่วยไปต้มให้ข้าที”
“บ่าวจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยเพคะ”
เด็กสาวรับคำสั่งก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปจากห้องนอนจนเกือบสะดุดกับขอบประตูไปแล้ว ลู่เหยียนซินส่ายหัวให้นางพลางนึกเอ็นดูเด็กสาวผู้นี้อยู่ไม่น้อย
‘หากนางรู้ว่าคนที่ฟื้นขึ้นมาไม่ใช่ลู่เหยียนซินพระชายาผู้นั้นของนางแล้วนางจะรู้สึกอย่างไรนะ จะเสียใจมากหรือไม่’
ลู่เหยียนซินเอนกายลงนอนบนเตียงหลังใหญ่นั้นต่อเพียงไม่นานก็ได้ยินสาวใช้ในจวนวิ่งมารายงานว่าหยางซูฉินมาขอเข้าพบ ครั้นอยากจะบอกปัดไปก็ดูเหมือนว่าจะไม่ทันการเสียแล้ว
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังสม่ำเสมอมาจากทางหน้าประตูปรากฏให้เห็นเป็นหญิงสาวในชุดสีชมพูอ่อนรูปร่างอ้อนแอ้นอรชรราวกับกิ่งหลิวล้อลม ใบหน้าของนางเรียวเล็กเป็นรูปไข่ดูสะอาดตาดวงตากลมโตสุกใสดูซื่อบริสุทธิ์ดุจกวางน้อย
‘คงจะเป็นหยางซูฉินสินะ’
รูปร่างหน้าตางดงามแต่จะมีใครรู้บ้างว่าเบื้องหลังรอยยิ้มอันอ่อนหวานปานน้ำผึ้งนั้นกลับซุกซ่อนพิษร้ายที่พร้อมปลิดชีพผู้คนเอาไว้ คงจะมีเพียงนางเท่านั้นกระมังที่รู้เห็นอยู่เพียงผู้เดียว
ด้านหลังของหยางซูฉินยังมีสาวใช้อีกหนึ่งคนในชุดสีเขียวอ่อนกำลังประคองถาดไม้แกะสลักเข้ามาในห้องตามผู้เป็นนายมาติดๆ บนถาดนั้นมีกาน้ำชาเครื่องเคลือบดินเผาและถ้วยชาใบเล็กวางเข้าคู่กัน ควันสีขาวจางๆ ลอยกรุ่นออกมาจากตัวกา ส่งกลิ่นหอมละมุนของใบชารสเลิศอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
"พระชายาหม่อมฉันมาเยี่ยมเพคะ"
ลู่เหยียนซินปรายตามองนางเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นว่า "เยี่ยมข้างั้นหรือ? ไม่จำเป็นหรอก"
"พูดอะไรเช่นนั้นอีกไม่นานท่านอ๋องก็จะไปสู่ขอหม่อมฉันเป็นชายารองแล้ว ดังนั้นหม่อมฉันจึงต้องมาทำความคุ้นเคยกับท่านเอาไว้" นางพูดพลางยิ้มเยาะให้ลู่เหยียนซิน
ใบหน้าของหยางซูฉินนั้นหวานละมุนมากเครื่องหน้าของนางงดงามสมส่วนไปหมดหากไม่ใช่เพราะจิตใจลึกๆ ของนางนั้นซ่อนความร้ายกาจเอาไว้ลู่เหยียนซินเองก็คงอดที่จะชื่นชมออกมาไม่ได้เช่นกัน
"อีกอย่างเรื่องที่ท่านส่งคนไปลอบทำร้ายหม่อมฉันๆ จะถือเสียว่าเรื่องนี้เป็นความดีความชอบของท่านและจะยกโทษให้ท่านก็แล้วกันนะเพคะ"
"อะไรนะ"
“พระชายาท่านนี่ก็ช่างโง่เขลาดังคำที่คนอื่นพูดกันเสียจริง หม่อมฉันพูดไปตั้งหลายประโยคท่านก็ยังไม่เข้าใจอีก”
“ท่านอ๋องไม่อยู่ที่นี่เจ้าจะเสแสร้งไปทำไมกัน ข้าเป็นสตรีมิใช่บุรุษไม่หลงกลเจ้าหรอกพูดมาตรงๆ เลยดีกว่าว่าเจ้ามาที่นี่เพราะต้องการสิ่งใด” ลู่เหยียนซินพูดพลางแคะหูของนางไปด้วย
“เจ้าช่างน่ารังเกียจเสียจริง”
“หากว่าข้าน่ารังเกียจแล้วเจ้าจะมาหาข้าทำไมล่ะ”
"หึ! เช่นนั้นเจ้าก็จงฟัง ที่เจ้าทำข้าเจ็บตัวข้าจะไม่ถือโทษโกรธเจ้าเพราะทุกสิ่งที่เจ้าทำล้วนส่งผลให้ท่านอ๋องดูแลข้าไม่ห่างอีกทั้งยังให้ข้าพักที่จวนแห่งนี้ได้อย่างไรล่ะ” นางพูดพลางยิ้มเยาะให้ลู่เหยียนซินประหนึ่งว่าตัวเองคือผู้ชนะในเกมนี้ ลู่เหยียนซินเลิกคิ้วขึ้นจ้องมองนางกลับอย่างไม่สะทกสะท้านกับคำพูดของนางเลยสักเพียงนิด
“อย่างนั้นหรือ แล้วอย่างไรต่อล่ะ”
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ข้านั้นพยายามหาทางเข้าใกล้ท่านอ๋องในทุกวิถีทางแต่จนสุดท้ายก็เป็นเจ้าที่เปิดทางทำให้ความหวังของข้าสมปรารถนาเสียเอง ไม่ให้ข้าขอบคุณเจ้าก็คงจะแล้งน้ำใจเกินไป" นางเหยียดยิ้มปนเย้ยหยันมาให้ลู่เหยียนซิน
เดิมทีหยางซูฉินคิดว่าลู่เหยียนซินคงจะระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นแน่แต่นางคิดผิด! ลู่เหยียนซินเพียงแค่ปรายตามองนางด้วยแววตานิ่งเฉยพร้อมกับเอ่ยปากออกมาว่า
"อ้อเป็นเช่นนั้นเองหรือ ถ้าอย่างนั้นหากว่าเจ้าได้ตามที่ปรารถนาแล้วก็ออกไปจากเรือนของข้าได้แล้วข้าต้องการพักผ่อน"
"เหอะ! ลู่เหยียนซินข้าขอแนะนำให้เจ้ารีบหย่ากับท่านอ๋องโดยเร็วจะดีกว่า เจ้าไม่เห็นแววตาของท่านอ๋องที่เกลียดชังเจ้ามากหรืออย่างไรกัน"
"หากอยากให้ข้าหย่าเจ้าก็ไปรบเร้าท่านอ๋องเองสิอย่ามารบกวนข้า ออกไปได้แล้ว!" ลู่เหยียนซินออกปากไล่เพราะนึกรำคานนางเต็มทน
"นี่เจ้า! เจ้าคิดว่าตัวเองมีดีพอที่จะเป็นพระชายาเอกของท่านอ๋องอย่างนั้นหรือ หากไม่ใช่เพราะบิดาของเจ้าใช้อำนาจของตัวเองขอพระราชทานสมรสกับฮ่องเต้แล้วล่ะก็มีหรือว่าเจ้าจะได้ครอบครองตำแหน่งนี้ง่ายๆ กัน!"
"แล้วเจ้าคิดว่าตัวเจ้าเองเหมาะสมกับตำแหน่งนี้หรือ"
"ข้าเป็นคนรักของท่านอ๋องอีกทั้งยังเป็นบุตรสาวของแม่ทัพหยางและหลานสาวของพระสนมหยางกุ้ยเฟยสถานะของข้าไม่เหมาะสมตรงไหนกัน อย่างไรแล้วสักวันท่านอ๋องต้องยกให้ข้าเป็นชายาเอกแต่เพียงผู้เดียวอยู่แล้ว"
"เช่นนั้นเจ้าก็ไปบอกท่านอ๋องเสียเองสิมาพูดกับข้ามันไร้ประโยชน์มิรู้หรือ"
"ข้าไม่จำเป็นต้องรบเร้าท่านอ๋องหรอกเจ้าคอยดูเถอะว่าข้าจะใช้วิธีไหนที่ทำให้ท่านอ๋องเขี่ยเจ้าออกจากตำแหน่งชายาเอกอย่างเร็วที่สุด"
หยางซูฉินหยิบถ้วยชาในมือสาวใช้ของนางแล้วยกขึ้นพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ ลู่เหยียนซินมองการกระทำของอีกฝ่ายด้วยสีหน้านิ่งนางเริ่มรำคาญหยางซูฉินผู้นี้ขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว
เพล้ง!
องค์รัชทายาทย่างกรายเข้าไปในห้องทรงอักษรโดยมีองค์รักษ์คนสนิทที่รอคอยผู้เป็นนายอยู่ก่อนหน้านี้รีบเดินตามเข้าไปด้วย“องค์รัชทายาทกระหม่อมมีเรื่องจะมารายงานพ่ะย่ะค่ะ”“มีอะไร”“กระหม่อมส่งคนไปสอดส่องที่จวนของอ๋องอี้แล้วแต่ดูเหมือนว่าทางนั้นจะป้องกันเอาไว้แน่นหนามิอาจเข้าไปภายในได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”“อย่าใจร้อนค่อยเป็นค่อยไป”“แต่หากว่าทิ้งไว้แบบนี้พระชายาอี้จะไม่คลอดก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ”“คลอดแล้วอย่างไรเวลานี้คนที่เป็นองค์รัชทายาทก็คือข้า ไม่ใช่อ๋องอี้ไม่ใช่อ๋องฉินมีสิ่งใดต้องกังวล”“แต่ว่า”“พอได้แล้วข้าต้องการพักผ่อนเจ้าออกไปก่อน”“พ่ะย่ะค่ะ”องค์รัชทายาทนั่งลงบนเก้าอี้มังกรทองคำก่อนจะหลับตาลงพลางนึกไปถึงใบหน้าอ่อนโยนของพระชายาในเมื่อก่อน ที่เขาพยายามทำให้หนทางเพื่อให้ตำแหน่งนี้มั่นคงก็ไม่ใช่เพราะนางหรอกหรือ เหตุใดนางถึงได้มีท่าทีเฉยเมยกับเขาเช่นนี้กันและแล้วงานชมดอกไม้ก็มาถึง งานนี้ถูกจัดขึ้นในพระราชฐานชั้นในมีฮองเฮาเป็นแม่งานโดยมีเหล่าพระสนมรวมไปถึงองค์หญิงมาร่วมงานกันอย่างครึกครื้น“พระชายาซุนไม่เห็นท่านเข้าวังนานแล้วรู้หรือไม่ว่าข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน”“ไม่ได้พูดคุยกันตั้งนานข้าเองก็คิ
ตำหนักเหลียนฮวา“องค์รัชทายาทเสด็จกลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ”พระชายารัชทายาทที่กำลังนั่งจัดแจกันดอกไม้อยู่ในห้องโถงของตำหนักนั้นได้เอ่ยถามสาวใช้คนสนิทของตนพลางปาดเหงื่อที่เริ่มผุดขึ้นบริเวณหน้าผากออกพักนี้ไม่รู้เพราะเหตุใดนางถึงรู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองนั้นแปลกไปรู้สึกว่าเหนื่อยง่ายมากขึ้น หมอหลวงที่มาตรวจอาการก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่พบความผิดปกติใดๆ เลยสักเพียงนิดเมื่อก่อนอาจจะเป็นเพราะว่านางคิดมากเรื่องการมีลูกมากเกินไปจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอลง แต่เมื่อพักหลังมานี้ที่องค์รัชทายาทเริ่มเปลี่ยนไปนางก็เริ่มปลงตกเลิกคิดฟุ้งซ่านในทุกวันจึงหางานในวังทำเพื่อไม่ให้จิตใจว้าวุ่นแต่เหตุไฉนถึงยังมีอาการเหมือนเดิม‘หรือเพราะว่านางพักผ่อนไม่เพียงพอกระนั้นหรือ’“ใช่แล้วเพคะพระชายา”สาวใช้คนสนิทที่ติดตามนางมาตั้งแต่ยังเล็กพูดขึ้น เด็กสาวมีสีหน้ากังวลอยู่ไม่น้อยเพราะก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนว่าองค์รัชทายาทจะห่างเหินกับผู้เป็นนายของตนและเวลานี้ยิ่งเขากลับมาแล้วแต่พระชายาไม่ได้อยู่ต้อนรับนั่นอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แย่ลงหรือไม่และยิ่งไปกว่านั้นคือคนที่องค์รัชทายาทไปพบเป็นคนแรกดันเป็นซูม่านเห
เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนเต็มที่ลู่เหยียนซินเดินทางไปมาระหว่างจวนอ๋องอี้และจวนอ๋องซุน เพราะรถม้าของจวนอ๋องฉินอยู่ๆ ก็พังจนใช้งานไม่ได้ครั้นอยากจะซื้อใหม่ก็ดูเหมือนว่านางยังต้องเก็บเงินสำหรับการสร้างโรงหมออีกมากจึงไม่อยากเสียเงินซื้อของที่ยังไม่จำเป็นในเวลานี้และโชคยังดีที่อ๋องอี้ส่งรถม้ามารับนางและคอยกำชับให้สารถีดูแลรับส่งนางไปที่จวนของอ๋องซุนด้วยทำให้หญิงสาวคลายกังวลลงไปมาก“เหยียนเอ๋อวันนี้เจ้าพักผ่อนก่อนดีหรือไม่”เสียงของอ๋องฉินดังไล่หลังมา หญิงสาวหันไปมองเขาเพียงครู่เดียวก็หันกลับไปปิดกล่องยาแล้วแบกขึ้นมาสะพายที่ไหล่เอาไว้“ข้าจะไปที่จวนของอ๋องซุนเสียหน่อยดูสิว่าทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”“ข้าคิดว่าเจ้าจะไปที่จวนพี่รองเสียอีก”“เมื่อวานข้าให้ยาบำรุงเผื่อเอาไว้ให้พระชายาอี้สำหรับกินสามสี่วันแล้ว”“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงใช่หรือไม่”“อาการตั้งครรภ์ไม่น่าเป็นห่วงแต่เมื่อไหร่ท่านจะบอกข้าเสียทีว่าเมื่อก่อนเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเรากันแน่” ลู่เหยียนจ้องมองเขาสีหน้าและแววตาที่ใสซื่อไร้เดียงสาของนางยิ่งทำให้เขาแน่ใจแล้วว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อก่อนนั้นนางน่าจะลืมไปหมดแล้ว หรือไม่ก็ความทรงจำ
ลู่เหยียนซินจับชีพจรของพระชายาอี้ได้เพียงไม่นานก็ระบายยิ้มออกมาก่อนจะหันไปหยิบเอากล่องยาข้างกายของตนขึ้นมาวางบนตัก แล้วหยิบเข็มฉีดยาขึ้นมาหนึ่งกระบอกพลางไล่อากาศออกจนมองเห็นน้ำในหลอดบางส่วนกระเซ็นออกมาพระชายาอี้จ้องมองการกระทำของอีกฝ่ายตาโตโดยที่ไม่รู้เลยว่ามืออีกข้างของลู่เหยียนซินดึงสาบเสื้อของนางลงตั้งแต่เมื่อไหร่พระชายาอี้รู้สึกได้ถึงความเย็นจากบางสิ่งหญิงสาวก้มหน้าลงไปก็เห็นมือขาวๆ ของลู่เหยียนซินถือของบางอย่างที่มีสีขาวสะอาดตานุ่มละมุนแต่กลับเย็นสบาย นางถูวนรอบหัวไหล่เพียงไม่นานไม่ทันที่พระชายาอี้จะเอ่ยถามลู่เหยียนซินก็ใช้เข็มในมืออีกข้างนั้นแทงไปที่แขนของนางอย่างรวดเร็ว“อ๊ะ! อะไรกันเนี่ย”“ข้าแค่ฉีดยาให้ท่าน อย่าได้กังวลไปเลยท่านอ๋องเองก็โดนบ่อย”“ห้ะ” สีหน้างุนงงของพระชายาอี้ทำเอาลู่เหยียนซินแอบขำเล็กน้อย“นางเป็นอย่างไรบ้างหรือ”อ๋องอี้ที่เดิมถูกอ๋องฉินชักชวนให้นั่งรอที่ห้องโถงรับแขกแต่จนแล้วจนรอดชายหนุ่มก็เดินกลับมาในห้องรับรองเพื่อมาเฝ้าดูอาการพระชายาอี้อีกครั้งสีหน้าวิตกของเขาทำให้ลู่เหยียนซินนึกไปถึงวันที่อ๋องฉินได้รับรู้ว่านางตั้งครรภ์ลูกแฝด คนทั้งคู่แม้จะต่างมารดาแ
“ว่าอย่างไร ข้ารอฟังอยู่”อ๋องฉินชั่งใจอยู่นานคิดว่าควรที่จะพูดกับไท่ซ่างหวงดีหรือไม่ สุดท้ายชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า“หลานคิดว่าในวังมีเด็กๆ น้อยเกินไปอยากจะมีลูกเพิ่มอีกสักสี่ห้าคนให้เสด็จปู่คลายเหงาท่านคิดเห็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”‘จะ เจ้าเด็กนี่!’ ไท่ซ่างหวงกัดฟันกรอดพยายามคิดเสียว่าเขาคงคาดหวังจากหลานชายผู้นี้มากจนเกินไป ชายแก่หลับตาลงเพียงชั่วครู่ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วเงยพระพักตร์จ้องมองอ๋องฉินที่ไม่รู้ว่าย้ายไปนั่งอยู่บนขอบหน้าต่างของห้องบรรทมตั้งแต่เมื่อไหร่‘นี่เขาแก่มากไปหรือไม่ประสาทรับรู้ถึงได้ถดถอยถึงเพียงนี้’“นี่คือสิ่งที่เจ้ากังวลอยู่กระนั้นหรือ”“หรือไม่จริงพ่ะย่ะค่ะ ก่อนหน้านี้เสด็จแม่ไหนจะเสด็จพ่อต่างก็รบเร้าให้เหล่าองค์ชายมีทายาทเร็วๆ แม้ว่าเสด็จพี่รัชทายาทจะยังไม่มีองค์ชายแต่องค์หญิงก็ใช่ว่าจะไม่มี”“เจ้าจะพูดอะไร” “หืม หลานก็พูดไปแล้วเสด็จปู่ไม่เข้าใจตรงไหน”เมื่อไท่ซ่างหวงที่คิดว่าหลานชายผู้นี้ไม่ได้เรื่องอยู่นั้นแต่เมื่อได้ฟังจากประโยคสุดท้ายและแววตาที่มองส่งมาก็ทำเอาเขารีบเปลี่ยนความคิดขึ้นมาทันทีอ๋องฉินจ้องมองไท่ซ่างหวงด้วยแววตาที่มีควา
“ก็รถม้าของจวนพี่รองของข้าอย่างไรเล่า ท่านเองก็เคยเห็นในตอนที่เขาใช้มันเดินทางไปที่วังหลวงในพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทมาก่อนนะ”“ข้าเคยไปงานนั้นด้วยหรือ”“พี่สะใภ้เรื่องพวกนี้ท่านลืมไปได้อย่างไรกัน”“คือว่าข้าอาจจะทำงานหนักมากเกินไปหรือไม่ก็ตอนที่เกิดเรื่องในจวนอาจจะทำให้ข้าจดจำเรื่องราวบางอย่างในอดีตไม่ได้น่ะ”“เป็นเช่นนั้นเองหรือ”ลู่เหยียนซินพยักหน้าให้เขาพลางหันกลับไปมองที่รถม้าคันนั้นอีกครั้ง“พี่รองของข้าก็คือองค์ชายรอง อ๋องอี้อย่างไรเล่า”“แล้วเหตุใดท่านถึงทำท่าทางเหมือนตกใจที่เห็นเขาล่ะ”“ก็พี่รองไปอยู่ที่ชายแดนตะวันออกนานแล้วตั้งแต่ครั้งที่เสด็จพ่อแต่งตั้งองค์รัชทายาทเขาก็เดินทางออกนอกเมืองหลวงไปเลย ไม่คิดว่าอยู่ๆ ก็กลับมาน่ะสิถึงได้แปลกใจนิดหน่อย”“อย่างนั้นเองหรือ”“ว่าแต่พี่สะใภ้ท่านบอกว่ามีที่ที่ต้องไป จะไปที่ไหนงั้นหรือ”ลู่เหยียนซินหันมาจ้องมองน้องสามีอีกครั้งพลางระบายยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนร้านโอสถ“องค์ชายสี่เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้น”“ข้าไม่ชอบกลิ่นยา”“หอมจะตายไป”“พี่สะใภ้จมูกของท่านน่าจะใช้การไม่ได้แล้วกระมังกลิ่นฉุนเพียงนี้มันจะหอมไปได้อย่างไรกันเล่า”เขาพูดพลางเอามื







