LOGIN"นี่พวกมึง... ใส่สร้อยข้อมือคู่อ่อวะ?"
เสียงทักทายปนความสงสัยของซีนดังขึ้นแทรกบรรยากาศความวุ่นวายภายในห้องเรียนรวม ร่างสูงของคนที่เพิ่งมาถึงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เลกเชอร์ตัวที่ว่างข้างๆโซ่ ก่อนจะหรี่ตาจับผิดไปที่ข้อมือของเพื่อนสนิททั้งสองคนที่นั่งอยู่ถัดไปด้านใน คำทักทายนั้นทำให้คนที่กำลังก้มหน้ารูดหน้าจอโทรศัพท์อย่างโซ่ถึงกับหูผึ่ง เขารีบหันขวับไปมองตามสายตาของซีนทันที "เชี่ยยย! จริงด้วย!" โซ่เบิกตากว้าง ร้องอุทานออกมาเสียงหลง "กูมัวแต่แซวเรื่องที่พวกมึงตัวติดกันจนไม่ได้สังเกตเลยเว้ย! อะไรยังไงเนี่ย ซุ่มเงียบนะพวกมึง มีไอเท่มง้อไอเท่มคู่กันด้วยเว้ยเฮ้ย" เกียร์ที่กำลังหยิบสมุดจดขึ้นมาวางบนโต๊ะชะงักมือไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบหันมาถลึงตาใส่เพื่อนจอมจับผิดทั้งสองคน แล้วเอ่ยปากแก้ตัวด้วยน้ำเสียงรำคาญ "คู่เหี้ยอะไรล่ะ พายมันแค่ซื้อให้กู เป็นของตอบแทนที่กูดูแลมันตอนป่วยแค่นั้นแหละ พวกมึงอย่ามามั่วคิดไปเองได้ปะวะ" "อ๋ออออ" โซ่ลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เกียร์พร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม "ดูแลท่าไหนว้า ถึงขั้นต้องลงทุนซื้อสร้อยข้อมือคู่มาใส่ด้วยกันเนี่ย แหมมม กูชักอยากจะป่วยบ้างแล้วสิ เผื่อเจ้าขาจะซื้อของคู่มาประเคนให้กูบ้าง" ปั้ก! "โอ๊ย! ไอ้เหี้ยเกียร์! กูเจ็บนะเว้ย!" โซ่ร้องลั่นห้อง ยกมือขึ้นกุมชายโครงตัวเองทันทีเมื่อโดนศอกแหลมๆ ของเกียร์กระทุ้งเข้าให้อย่างจัง โชคดีที่อาจารย์ประจำวิชายังไม่เข้าห้อง ไม่อย่างนั้นคงได้โดนหักคะแนนจิตพิสัยกันถ้วนหน้าแน่ "ก็ปากมึงมันวอนโดนตีนไงไอ้สัส แซวไปเรื่อย ไม่เห็นหรือไงว่าเพื่อนมันอึดอัด" เกียร์ด่าสวนพลางทำหน้าดุ แต่ใบหูกลับเริ่มซับสีแดงระเรื่ออย่างคนมีความผิดติดตัว ในขณะที่ผู้ชายสามคนกำลังเถียงกันไปมาอยู่นั้น พะพายที่นั่งฟังอยู่เงียบๆกลับไม่ได้มีท่าทีอึดอัดหรือโกรธเคืองอย่างที่เกียร์อ้างเลยสักนิด ร่างเล็กเพียงแค่ส่ายหัวเบาๆแล้วหลุดหัวเราะออกมาในลำคอด้วยความขบขันกับท่าทีลุกลี้ลุกลนของคนข้างกาย เสียงหัวเราะหวานๆนั้นทำให้เกียร์ที่กำลังเถียงกับโซ่อยู่ต้องหันขวับกลับมามองคนตัวเล็กข้างๆทันที คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ "มึงหัวเราะอะไรของมึงเนี่ยพาย ไม่คิดจะแก้ตัวหน่อยหรอวะ นั่งเงียบปล่อยให้ไอ้พวกนี้มันแซวอยู่ได้" เกียร์ถามด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ พะพายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ดวงตากลมโตสบประสานกับดวงตาคมกริบของเขาอย่างไม่นึกหลบเลี่ยง "แล้วจะให้กูแก้ตัวอะไรล่ะ?" "อ้าว ก็ไอ้พวกนี้มันคิดไปไหนถึงไหนแล้วเนี่ย มึงไม่กลัวคนอื่นเข้าใจผิดหรือไง" "เข้าใจผิดแล้วยังไง?" คำถามสวนกลับสั้นๆ แต่ทำเอาเกียร์ถึงกับสะอึกไปชั่วขณะ เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่กำลังทอประกายบางอย่างที่เขาเองก็อ่านไม่ออก มันทั้งท้าทาย ทั้งหยอกล้อ และมีความนัยซ่อนอยู่เต็มไปหมด "ก็... ปกติเมื่อก่อนมึงไม่ชอบให้ใครมาแซวอะไรแบบนี้นี่หว่า มึงจะด่ากราดจนไอ้โซ่หงอไปเลยไม่ใช่หรือไง" เกียร์พยายามหาเหตุผลมาโต้แย้ง เสียงของเขาเริ่มแผ่วลงอย่างคนเสียอาการ พะพายยกยิ้มมุมปากนิดๆ รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของคนมองกระตุกผิดจังหวะ เธอขยับตัวเข้ามาใกล้เขาอีกนิด ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่วให้ได้ยินกันแค่สองคน "ก็นั่นมันเมื่อก่อนปะวะ ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้วไง" ตึกตัก ตึกตัก สิ้นประโยคนั้น เกียร์ก็รู้สึกเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบหัวเขาอย่างจัง สมองขาวโพลนไปหมด ร่างกายแข็งทื่อ ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยขณะจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังยิ้มละมุนส่งมาให้ "นี่มึง..." เกียร์อ้าปากค้าง กำลังจะเอ่ยปากถามเพื่อความแน่ใจในสิ่งที่เธอสื่อ แต่ทว่า... "เอาล่ะครับนักศึกษา นั่งที่ให้เรียบร้อย หยิบเอกสารประกอบการเรียนขึ้นมา วันนี้เราจะขึ้นบทใหม่กันแล้วนะ" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของอาจารย์ประจำวิชาที่เดินก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับเสียงไมโครโฟนที่ดังกระหึ่ม ขัดจังหวะความโรแมนติกที่กำลังก่อตัวขึ้นจนแตกกระจายไม่มีชิ้นดี พะพายหันกลับไปมองหน้ากระดานทันที ก่อนจะใช้ศอกสะกิดแขนคนที่ยังนั่งอึ้งอยู่เบาๆ "ตั้งใจเรียนได้แล้วมึง อาจารย์มาแล้วนู่น" เธอบอกด้วยน้ำเสียงหัวเราะ ก่อนจะเปิดสมุดจดและทำท่าทางตั้งอกตั้งใจเรียน ทิ้งให้เกียร์นั่งทำหน้าเลิ่กลั่ก กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ตลอดระยะเวลาของการเรียนในคลาสเช้านี้ เกียร์แทบจะไม่รู้เรื่องเลยว่าอาจารย์สอนอะไรไปบ้าง สมองของเขาเอาแต่จดจ่ออยู่กับประโยคสั้นๆของพะพายที่ดังก้องวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา ก็นั่นมันเมื่อก่อนปะวะ ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้วไง ประโยคนี้มันหมายความว่ายังไงวะ? หมายความว่าเธอไม่ได้รังเกียจที่โดนจับคู่กับเขาแล้วใช่ไหม? หรือหมายความว่าเธอเองก็เริ่มรู้สึกอะไรบางอย่างกับเขาเหมือนกัน? ยิ่งคิด สายตาคมกริบก็ยิ่งลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของพะพายบ่อยขึ้น... บ่อยขึ้น... จนแทบจะไม่ได้มองกระดานเลยด้วยซ้ำ เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง บรรยากาศภายในห้องเรียนที่แอร์เย็นฉ่ำ ประกอบกับน้ำเสียงราบเรียบชวนง่วงนอนของอาจารย์ ก็เริ่มส่งผลต่อคนที่เพิ่งจะหายป่วยได้ไม่นาน พะพายเริ่มมีอาการตาปรือ เปลือกตาบางหนักอึ้งจนแทบจะเปิดไม่ขึ้น มือเล็กที่จับปากกาจดเลกเชอร์เริ่มสั่นและเขียนหนังสือตัวยึกยือ หัวเริ่มโงนเงนไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ เกียร์ที่คอยลอบมองเธออยู่ตลอดเวลาสังเกตเห็นอาการนั้นทันที รอยยิ้มเอ็นดูผุดขึ้นบนมุมปากของเขา ชายหนุ่มละสายตาจากกระดานดำและหันมาให้ความสนใจกับคนข้างๆอย่างเต็มที่ ร่างเล็กของพะพายเริ่มสัปปะหงกหนักขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งจังหวะหนึ่งที่คอของเธอพับลงมาด้านหน้าอย่างแรง ใบหน้าหวานกำลังจะร่วงลงไปฟาดกับขอบโต๊ะเลกเชอร์แข็งๆ หมับ! ฝ่ามือหนาของเกียร์พุ่งออกไปรองรับใบหน้าของพะพายเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิวก่อนที่เธอจะเจ็บตัว สัมผัสนุ่มนวลจากแก้มเนียนที่แนบลงบนฝ่ามือของเขา ทำให้เกียร์เผลอกลั้นหายใจ เขาพรูลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะค่อยๆประคองศีรษะของเธอให้ขยับออกห่างจากขอบโต๊ะอย่างเบามือที่สุด เพื่อไม่ให้คนขี้เซารู้สึกตัวตื่น แทนที่เขาจะปลุกเธอให้ขึ้นมาเรียนต่อเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ เกียร์กลับเลือกที่จะขยับตัวเข้าไปบังทิศทางสายตาของอาจารย์เอาไว้ มือหนาอีกข้างเอื้อมไปหยิบหนังสือเรียนเล่มหนาปกแข็งขึ้นมาตั้งชันไว้บนโต๊ะ เพื่อใช้เป็นเกราะกำบังบังใบหน้าของพะพายไม่ให้อาจารย์หน้าห้องมองเห็นว่าเธอกำลังแอบหลับ จากนั้นเขาก็ปล่อยให้ร่างเล็กฟุบหน้าลงนอนหนุนแขนตัวเองบนโต๊ะอย่างสบายใจ โดยมีเขาคอยนั่งระวังหลังให้ไม่ห่าง การกระทำทั้งหมดนั้น ตกอยู่ในสายตาของเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่แถวหลังอย่างโซ่และซีนเต็มๆ โซ่เบิกตากว้าง เขาใช้ศอกแหลมๆสะกิดสีข้างของซีนที่กำลังนั่งจดเลกเชอร์ยิกๆให้เงยหน้าขึ้นมาดูความหวานเลี่ยนนี้ด้วยกัน "มึงดูไอ้เกียร์ดิไอ้ซีน โอ้โห พ่อพระเอกซีรีส์เกาหลี พ่อไมโครเวฟบอย ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมสุดๆ กูยอมใจความคลั่งรักของมันเลยว่ะ" โซ่กระซิบเสียงตื่นเต้น ซีนปรายตามองภาพด้านหน้าเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจยาวๆแล้วใช้ดินสอเคาะหัวเพื่อนช่างเมาท์ไปหนึ่งทีเบาๆ "มึงก็เลิกเสือกเรื่องของพวกมันได้แล้วน่า ไอ้โซ่ ปล่อยๆพวกมันไปเถอะ มึงจะไปขัดจังหวะมันทำไมวะ" ซีนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตากลับเจือไปด้วยความโล่งใจและยินดีที่เห็นเพื่อนสนิททั้งสองคนกำลังดำเนินความสัมพันธ์ไปในทิศทางที่ดีขึ้น "เอ๊า! กูดูเป็นคนเสือกอยู่คนเดียวเลยทีนี้!" โซ่เบ้ปากบ่นอุบอิบ "ก็กูตื่นเต้นนี่หว่า ลุ้นมาตั้งนาน กูขอเสือกนิดเสือกหน่อยไม่ได้หรือไงวะ" ซีนส่ายหัวอย่างระอาใจ ไม่สนใจเพื่อนจอมเวิ่นเว้ออีก ก้มหน้าก้มตาจดเลกเชอร์ต่อไป ปล่อยให้บรรยากาศหวานๆแผ่ซ่านปกคลุมโต๊ะเรียนแถวหน้าไปอย่างเงียบๆ และแล้ว... เสียงกริ่งหมดเวลาเรียนก็ดังขึ้น พร้อมกับคำกล่าวเลิกคลาสของอาจารย์ นักศึกษาในห้องต่างพากันลุกขึ้นเก็บข้าวของและทยอยเดินออกจากห้องเพื่อไปพักทานอาหารกลางวัน เสียงคุยจอแจดังขึ้นรอบตัว แต่ร่างเล็กของพะพายก็ยังคงฟุบหลับสนิทอยู่หลังกำแพงหนังสือเล่มหนา ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เกียร์เก็บสมุดและปากกาของตัวเองลงกระเป๋าอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะหันไปพยักพเยิดหน้ากับเพื่อนสนิททั้งสองคนที่กำลังจะลุกจากโต๊ะ "ไอ้ซีน ไอ้โซ่ พวกมึงไปซื้อข้าวที่โรงอาหารให้กูกับไอ้พายหน่อยดิ ซื้อน้ำมาด้วยนะ เดี๋ยวเที่ยงนี้พวกกูกินกันบนห้องนี่แหละ ขี้เกียจลงไปเบียดคนเยอะๆ แดดร้อนด้วย" "แหม เหตุผลร้อยแปดพันเก้า มึงแค่ไม่อยากปลุกเมีย เอ๊ย! ปลุกเพื่อนก็บอกมาเถอะครับ" โซ่ไม่วายแขวะเข้าให้หนึ่งดอก "มึงจะไปดีๆ หรือจะให้กูประเคนตีนให้ก่อนไปฮะไอ้โซ่!" เกียร์ถลึงตาขู่ยกเท้าขึ้นทำท่าจะเตะจริงๆ "เออๆ ไปแล้วๆ ฝากไว้ก่อนเถอะมึง" โซ่รีบวิ่งหลบหลังซีน ก่อนที่ทั้งสองคนจะพากันเดินหัวเราะร่วนออกจากห้องเรียนไป เมื่อเพื่อนคนสุดท้ายเดินพ้นประตูไป บรรยากาศภายในห้องเรียนขนาดใหญ่ก็ตกอยู่ในความเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำงานอยู่เบาๆ เกียร์ท้าวคางกับโต๊ะ เอียงคอมองใบหน้าหวานของคนที่กำลังหลับตาพริ้มอยู่ตรงหน้า แสงแดดอ่อนๆที่ลอดเข้ามาตกกระทบเสี้ยวหน้าของพะพาย ทำให้เธอดูน่าทะนุถนอมราวกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเธอกำลังหลับสนิท ปลอยผมยาวสลวยที่ตกลงมาปรกระแก้มเนียน ทำให้เกียร์ทนความน่ารักนั้นไม่ไหว เขาค่อยๆเอื้อมมือออกไปอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วแกร่งเกลี่ยเส้นผมที่ระเกะระกะเหล่านั้นไปทัดไว้ที่หลังใบหูอย่างทะนุถนอมที่สุด รอยยิ้มอบอุ่นที่หาดูได้ยากจากผู้ชายขี้เล่นอย่างเขา ค่อยๆระบายขึ้นบนริมฝีปากหยัก สายตาคมกริบที่เคยมองผู้หญิงมานับไม่ถ้วน บัดนี้กลับหยุดอยู่ที่ผู้หญิงตรงหน้าเพียงคนเดียว... ผู้หญิงที่เขาเฝ้ามองมาตลอด และไม่เคยมองใครอื่นอีกเลย ด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นและโหยหา เกียร์ค่อยๆโน้มใบหน้าของตัวเองเข้าไปใกล้ใบหน้ายามหลับใหลของคนตัวเล็กมากขึ้น... มากขึ้นเรื่อยๆจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆของกันและกัน ปลายจมูกโด่งของเขาเฉียดผ่านแก้มเนียนไปเพียงนิดเดียว หัวใจของเขาเต้นรัวแรง เขาอยากจะประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนนั้นสักครั้ง อยากจะถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่มีให้เธอได้รับรู้ แต่ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากของเขากำลังจะแตะลงบนผิวแก้มนุ่มนั้นเอง แพขนตางอนยาวของพะพายก็ค่อยๆขยับ ก่อนที่ดวงตากลมโตคู่สวยจะปรือเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ ตากลมโตสบประสานเข้ากับดวงตาคมกริบที่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบในระยะประชิด "เฮ้ย!" เกียร์สะดุ้งสุดตัวราวกับโดนไฟช็อต เขารีบเด้งตัวกลับมานั่งหลังตรงทันที ก่อนจะแกล้งทำเป็นยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจไปมาซ้ายขวาอย่างลุกลี้ลุกลน ทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น "อื้อ เลิกคลาสแล้วหรอ" พะพายงัวเงียตื่นขึ้นมา ยกมือขึ้นขยี้ตาเบาๆ ไม่ได้ตกใจกับใบหน้าที่อยู่ใกล้เมื่อครู่เลยสักนิด ราวกับว่าเธอรู้อยู่แล้วว่าเขากำลังทำอะไร "อะ เออ! เลิกแล้ว! เลิกตั้งนานแล้วเนี่ย!" เกียร์ตอบเสียงตะกุกตะกัก พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น แกล้งตีหน้านิ่งกลบเกลื่อนความผิด "มึงนี่นะ หลับเป็นตายเลยนะมึง กูเรียกตั้งหลายรอบก็ไม่ตื่น ขี้เซาชิบหาย" พะพายที่เพิ่งจะตื่นเต็มตา หรี่ตามองคนตัวโตที่กำลังยืนบิดขี้เกียจแก้เก้ออยู่ข้างโต๊ะ รอยยิ้มรู้ทันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง เธอไม่ได้หลับลึกขนาดนั้นเสียหน่อย สัมผัสแผ่วเบาที่เกลี่ยเส้นผม และลมหายใจอุ่นๆที่รดรินอยู่ใกล้ๆเมื่อครู่... ทำไมเธอจะไม่รู้ "หรอออ" พะพายลากเสียงยาว ลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้วท้าวคางมองเขาด้วยสายตาแพรวพราว "เรียกตอนไหนวะ ไม่เห็นได้ยินเสียงเลย หรือว่ามึงใช้วิธีอื่นปลุกกูกันแน่ว่ะเกียร์" เกียร์ชะงักกึกไปอีกรอบ ใบหูที่เคยแดงอยู่แล้วตอนนี้แดงเถือกยิ่งกว่าเก่า เขาอึกอักเถียงไม่ออก ได้แต่เสตามองไปทางอื่น "วะ วิธีเหี้ยอะไร! กูก็เขย่าแขนมึงไง! พูดมากชิบหาย หิวข้าวแล้วโว้ย ไอ้พวกนั้นไปซื้อข้าวถึงดาวอังคารหรือไงวะ ชักช้าจริงๆ" เขาโวยวายเปลี่ยนเรื่องเสียงดังลั่นห้อง ก่อนจะรีบหันหลังเดินหนีไปยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อซ่อนสีแดงๆบนใบหน้าไม่ให้คนตัวเล็กเห็น พะพายมองตามแผ่นหลังกว้างที่กำลังสั่นน้อยๆด้วยความเขินอายนั้น แล้วก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นห้องเรียน "ฮ่าๆๆๆๆ ไอ้เกียร์เอ๊ย ไม่เนียนไปเรียนมาใหม่นะมึง" เสียงหัวเราะที่สดใสและเต็มไปด้วยความสุขของพะพาย ดังก้องไปทั่วห้องเรียนที่ว่างเปล่า แต่กลับเติมเต็มหัวใจของผู้ชายที่กำลังยืนเขินอยู่ริมหน้าต่างให้พองโต"จ้องหน้าพายขนาดนี้ กะจะกลืนพายลงท้องไปเลยหรือไงเกียร์""ถ้ากลืนได้กูกลืนไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้มึงมานอนบ่นกูฉอดๆ อยู่บนเตียงแบบนี้หรอกน่า"เสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยความหยอกเย้าดังขึ้นพร้อมกับท่อนแขนแกร่งที่กระชับกอดรัดเอวบางให้ขยับเข้ามาแนบชิดมากยิ่งขึ้นแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่เข้ามาภายในห้องนอนกว้าง กระทบกับร่างสองร่างที่ยังคงนอนตระกองกอดกันอยู่บนเตียงคิงไซส์พะพายขยับตัวยุกยิกอยู่ในอ้อมกอดของเกียร์ เธอเงยหน้าขึ้นจากแผงอกกว้าง สบตากับนัยน์ตาคมกริบที่กำลังทอดมองมาที่เธอด้วยความรักที่ปิดไม่มิด รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากของคนที่เพิ่งตื่นนอน"ปล่อยเลย พายจะลุกไปอาบน้ำแล้ว สายป่านนี้แล้วเนี่ย" พะพายดันแผงอกเขาเบาๆ"ไม่อาววว วันนี้วันหยุด มึงจะรีบตื่นไปไหนวะ นอนกอดกันต่ออีกนิดนึงไม่ได้หรือไง"เกียร์ลากเสียงยาวอย่างออดอ้อน ซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนและซอกคอหอมกรุ่นของแฟนสาวอย่างเอาแต่ใจ"ไอ้บ้าเกียร์ หนวดทิ่มคอพายเนี่ย! จั๊กจี้นะ!"พะพายหัวเราะคิกคัก พยายามหดคอหนีสัมผัสสากๆ จากไรหนวดที่เพิ่งขึ้นบางๆ ของเขา"ก็ใครใช้ให้มึงตัวหอมขนาดนี้วะพาย กูดมเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอเลยจริงๆ""เวอร์ละมึงอะ น
"เล่ามาให้หมด ว่าพวกเธอร่วมมือกันทำบ้าอะไรลงไป พูดความจริงออกมา อย่าให้กูต้องหมดความอดทน"เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบของเกียร์ดังก้องไปทั่วห้องพักฟื้นผู้ป่วยพิเศษ นัยน์ตาคมกริบของเขาจ้องเขม็งไปยังร่างของเธอสองคนที่กำลังนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นห้อง โดยมีโซ่กับซีนยืนกอดอกตีหน้าขรึมคุมเชิงอยู่ด้านหลังบนเตียงผู้ป่วย เกียร์ยังคงนั่งพิงหัวเตียงโดยมีร่างเล็กของพะพายซุกตัวอยู่ในอ้อมกอด ท่อนแขนแกร่งของเขาโอบรัดรอบเอวบางเอาไว้แน่นราวกับจะปกป้องเธอจากทุกสิ่งบนโลกใบนี้"ฮึก แยม แยมขอโทษค่ะพี่เกียร์"แยมสะอื้นไห้จนตัวโยน ใบหน้าที่เคยสะสวยและเย่อหยิ่งบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและความหวาดกลัว"แยมไม่ได้ตั้งใจจะให้เรื่องมันบานปลายขนาดนี้ แยมก็แค่อยาก... อยากจะหาโอกาสเข้าไปดูแลพี่เกียร์ตอนที่พี่พายไม่อยู่ แยมแค่อยากให้พี่เกียร์หันมามองแยมบ้าง""แล้วมึงก็เลยกล้าใช้ชื่อกูไปแอบอ้างกับพนักงานข้างล่างงั้นสิ?"พะพายที่นั่งพิงอกเกียร์อยู่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้เกรี้ยวกราดเหมือนเมื่อก่อน แต่แววตาของเธอก็ยังคงมีความเด็ดขาด"หนู... หนูขอโทษค่ะคุณพาย!" พนักงานต้อนรับที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้าง
"ไอ้ซีน กูมีเรื่องอยากให้มึงช่วยหน่อยว่ะ"น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าจากพิษไข้ เอ่ยทำลายความเงียบงันภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยพิเศษของโรงพยาบาลเกียร์นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง นัยน์ตาคมกริบที่เคยแข็งกร้าวและดุดัน บัดนี้ทอดมองเพียงแค่ใบหน้าซีดเซียวของคนที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความปวดร้าวฝ่ามือหนาที่ยังคงรุมๆ ด้วยอุณหภูมิความร้อนของร่างกาย เอื้อมไปลูบกลุ่มผมยาวสลวยของพะพายอย่างเบามือและทะนุถนอมที่สุดก่อนที่เขาจะเลื่อนมือลงมากอบกุมฝ่ามือเล็กที่เย็นเฉียบเอาไว้ ยกมันขึ้นมาจรดริมฝีปาก ประทับรอยจุมพิตลงบนหลังมือของเธอเนิ่นนาน ราวกับต้องการถ่ายทอดความรู้สึกผิดและความรักทั้งหมดที่มีส่งผ่านไปให้ถึงหัวใจของคนหลับเกียร์ค่อยๆ ละริมฝีปากออก ก่อนจะหันขวับไปสบตากับซีนที่ยืนกอดอกพิงผนังห้องอยู่ไม่ไกล แววตาของเกียร์แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวและเย็นเยียบจนน่าขนลุก"กูต้องการให้แยมได้รับบทเรียน บทเรียนที่สาสมกับสิ่งที่มันทำ ให้มันรู้ว่าการล้ำเส้นและทำให้พายเป็นแบบนี้ มันจะต้องเจอกับอะไร มึงจัดการให้กูทีนะไอ้ซีน เอาให้มันไม่มีที่ยืนไปเลย"ซีนพยักหน้ารับอย่างหนักแน่นโดยไม่ต้องเสียเ
"หมอครับ! พยาบาล! ช่วยแฟนผมด้วยครับ พาย... พายได้ยินกูไหม แข็งใจไว้นะพาย"เสียงทุ้มที่แหบพร่าและสั่นเครือตะโกนลั่นไปทั่วบริเวณโถงทางเดินของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังร่างสูงใหญ่ของเกียร์ที่กำลังถูกเผาผลาญด้วยพิษไข้ขั้นรุนแรง อุ้มร่างเล็กที่หมดสติและสั่นเกร็งของพะพายวิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยความรวดเร็วและตื่นตระหนกสุดขีดในเวลานี้เขาลืมความเจ็บป่วยของตัวเองไปจนหมดสิ้น สัญชาตญาณเดียวที่หลงเหลืออยู่ในหัวคือ เขาต้องช่วยผู้หญิงในอ้อมกอดให้ปลอดภัยให้เร็วที่สุดบุรุษพยาบาลและทีมแพทย์ฉุกเฉินรีบเข็นเตียงมารับร่างของพะพายอย่างรวดเร็ว เกียร์วางร่างของแฟนสาวลงบนเตียงด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาคมกริบที่แดงก่ำจ้องมองใบหน้าซีดเซียวของคนรักไม่วางตา ขณะที่เตียงกำลังถูกเข็นเข้าไปในห้องฉุกเฉิน"ญาติรออยู่ด้านนอกก่อนนะคะ เข้าไปไม่ได้ค่ะ" พยาบาลดึงแขนของเกียร์เอาไว้เมื่อเขากำลังจะก้าวตามเข้าไปเกียร์ชะงักฝีเท้า เขาจับขอบประตูห้องฉุกเฉินเอาไว้แน่น ก่อนจะช้อนสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเว้าวอนมองหน้าคุณหมอเวรที่กำลังจะเดินตามเข้าไป"หมอครับ ฝากเขาด้วยนะครับหมอ ฝากชีวิตแฟนผมด้วยนะครับ""ไม่ต้องห่วงครับ หมอจะดูแลอย
"มีนา ฮึก พี่ขอโทษ พี่ขอโทษจริงๆ นะมีนา ฮือออ"เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจดังขึ้นทันทีที่บานประตูห้องเปิดออก ร่างเล็กของพะพายที่ทรุดตัวนั่งอยู่บนพื้นห้องโผเข้ากอดเอวของมีนาเอาไว้แน่น น้ำตาเม็ดโตไหลทะลักอาบสองแก้มจนเปรอะเปื้อนเสื้อของรุ่นน้องสาวจนชุ่มชื้นไปหมดมีนาที่เพิ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงพร้อมกับเจ้าขาถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอรีบทิ้งกระเป๋าสะพายลงบนพื้นแล้วคุกเข่าลงไปกอดตอบรุ่นพี่สาวเอาไว้แน่น"พี่พาย... พี่พายใจเย็นๆ นะคะ เกิดอะไรขึ้น ทำไมร้องไห้หนักขนาดนี้?" มีนาเอ่ยถามเสียงสั่น ลูบแผ่นหลังที่กำลังสั่นสะท้านของพะพายอย่างอ่อนโยน"ฮือออ พี่เข้าใจแล้วมีนา พี่รู้ซึ้งแล้วว่าความเจ็บปวดมันเป็นยังไง ฮึก พี่ขอโทษที่พี่เคยทำเลวกับมีนานะ พี่ขอโทษที่พี่เคยทำให้มีนากับซีนต้องเข้าใจผิดกัน ฮือออ พี่มันเลว พี่มันสมควรโดนแบบนี้แล้วใช่ไหม"พะพายพร่ำบอกคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรู้สึกผิดบาปในอดีตที่เธอเคยจงใจเข้าไปสวมกอดซีนตอนที่เขาหลับเพื่อทำให้มีนาเข้าใจผิด มันย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของเธอเองในวันนี้วันที่เธอต้องมาเผชิญกับภาพบาดตาบาดใจในรูปแบบเดียวกัน เธอกำลังชดใช้กรรมใช่ไหม นี่คือสิ่งที่สวร
"ฮึก ไปคอนโดlilit ค่ะพี่ ฮือ"เสียงหวานที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยเสียงสะอื้น เอ่ยบอกจุดหมายปลายทางกับคนขับรถแท็กซี่ทันทีที่ก้าวขึ้นมานั่งบนเบาะหลัง พะพายยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง ปล่อยให้น้ำตาแห่งความเสียใจไหลรินออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป ร่างเล็กสั่นเทาไปทั้งตัวเธอวิ่งหนีออกมาจากคอนโดของเกียร์อย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง ขาทั้งสองข้างก้าวสลับกันไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกที่เหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมาตรงหน้า ภาพที่ผู้หญิงคนนั้นโน้มตัวลงไปหาเกียร์ และภาพที่ท่อนแขนแกร่งของเขายกขึ้นมาจับแขนของยัยแยมเอาไว้ มันฉายวนซ้ำไปซ้ำมาในหัวราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกตอกย้ำให้กรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกทันทีที่แท็กซี่จอดเทียบหน้าคอนโดส่วนตัวของเธอ พะพายก็จ่ายเงินลวกๆ แล้วรีบวิ่งขึ้นลิฟต์ตรงดิ่งกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง ทันทีที่บานประตูถูกปิดลง ร่างบางก็ทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นห้องอย่างหมดเรี่ยวแรง"ฮือออ ทำไม ทำไมมึงทำแบบนี้วะเกียร์ ฮึก"พะพายกอดเข่าตัวเองแน่น ซุกใบหน้าลงกับท่อนแขนแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างน่าสงสาร ความเจ็บปวดที่ก่อตัวขึ้นในอกมันรุนแรงจนเธอแทบจะหายใจไม่ออก สองมือเล็กยกขึ้นมากำเสื้อบริเวณตำแหน่งหั







