Masukหลังจากผู้มาเยือนจากไปแล้ว สาวใช้ส่วนตัวนามชิงหว่าน ถูกเรียกมาแต่งกายให้ผู้เป็นนายทันที
แต่งกายตามแบบฉบับคุณหนูผู้อ่อนหวาน หาใช่สตรีใจร้ายแสนเย่อหยิ่งอย่างที่เคยกระทำ
“ชิงหว่าน แต่งกายให้ข้ากลายเป็นสตรีบอบบางแสนอ่อนหวาน ใบหน้าไม่ต้องแต่งแต้มมากมาย ผัดแป้งบาง ๆ แต้มชาดสีอ่อนก็พอ”
“เจ้าค่ะนายหญิง”
“ทำผมเกล้าขึ้นหลวม ๆ ตามธรรมเนียมสตรีออกเรือน ปักปิ่นของท่านประมุขกับท่านพ่อเคียงคู่กัน ปิ่นชิ้นอื่นเกะกะรุงรังเก็บลงหีบให้หมด เครื่องหัวหนัก ๆ พวกนั้นไม่ต้องสวม”
เนื่องจากมารดาจากลาตั้งแต่แบเบาะ ยามปักปิ่นจึงมีเพียงบิดาทำพิธีให้ ปิ่นบนศีรษะจึงเป็นของบิดากับของหมั้นสามี
“สวมเสื้อคลุมสีขาวทับสักหน่อย ท่านประมุขไม่ชอบให้ข้าสวมอาภรณ์ชิ้นเดียว”
เรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ถือว่าให้เกียรติสามี ต่อให้อากาศเย็นสบายไม่หนาวก็ตาม เผื่อเขาหวงแหนร่างกายของภรรยา จะได้ไม่ต้องทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ นายหญิงงดงามมาก”
ชิงหว่านเอ่ยชื่นชมจากใจจริง ถึงแม้ที่ผ่านมาผู้เป็นนายจะไม่เคยเห็นหัวตนเลยก็ตาม
ทว่าหลายวันมานี้ นายหญิงกำลังปรับปรุงนิสัยให้เข้าถึงง่าย นางเลยกล้าสนิทใจด้วย และพร้อมจงรักภักดีไม่มีแปรเปลี่ยน
“ขอบใจเจ้ามาก ข้าขอสำรวจดูอีกสักรอบ”
จางเหมยฮัวลุกขึ้นยืนตรง แล้วมองสำรวจรูปลักษณ์ผ่านกระจกทองเหลืองบานใหญ่ สมฐานะนายหญิงแห่งสำนักเมฆินทร์
เรือนนอนหลังใหญ่กว่าเจ้าสำนัก ทรัพย์สมบัติเติมให้เต็มคลังสมบัติ ทั้งยังปล่อยให้ใช้ชีวิตตามใจชอบ ไม่เคยขอหย่าทั้ง ๆ ที่สายตารังเกียจเต็มที
ดวงตากลมโตแวววาว ซึ่งประดับด้วยแพขนตางอนงามตามธรรมชาติ จ้องมองโฉมสะคราญในกระจกทองเหลือง อย่างพินิจพิเคราะห์ปนชื่นชมจับใจ
ร่างอรชรอวบอิ่มสวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน ไม่ใช่สีดำหรือสีแดงอย่างที่เคยสวมอยู่ทุกวัน อีกทั้งยังสวมทับด้วยเสื้อคลุมลวดลายประณีตสีขาวงดงาม
ภาพลักษณ์สตรีงดงามอ่อนหวาน ต้องประจักษ์แก่สายตาผู้คนในสำนักเมฆินทร์ และคนอื่น ๆ ที่อาจเข้ามาร่วมชมการแข่งขันของเหล่าบรรดาลูกศิษย์
จางเหมยฮัวมีใบหน้างดงามเย้ายวนเป็นทุนเดิม ประกอบกับวันนี้แต่งกายด้วยอาภรณ์อ่อนหวานเหมาะสม ความลำเอียงในใจผู้พบเห็นย่อมย้ายฝั่ง
เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่เสมอในวงสังคม ความยุติธรรมใดไม่มีจริงหรอก มีเพียงภาพลักษณ์ที่ผู้คนตัดสินกันด้วยสายตา เนื้อแท้เป็นอย่างไรจะมีสักกี่คนที่เข้าใจ
สตรีผู้มีท่าทีใจร้ายแข็งกระด้าง มักถูกมองด้วยสายตาอคติอยู่เสมอ แม่ดอกบัวขาวทั้งหลายเลยผุดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน
‘คงไม่โกรธเคืองกันกระมัง หากข้าจะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของเจ้า’
‘แต่ไม่ต้องห่วง สามีของเจ้าข้าไม่คิดเปลี่ยนใจเขาหรอก’
โฉมงามเดินออกจากเรือนด้วยท่าทีมุ่งมั่นตั้งใจ ออกไปใช้ชีวิตแบบคนปกติคงไม่แย่นักหรอก
ทว่าจางเหมยฮัวคงลืมเรื่องใหญ่อีกเรื่องไปเสียสนิท งานสำคัญของสำนักเมฆินทร์ทั้งที จะขาดเหล่าเชื้อพระวงศ์ไปได้อย่างไร
โดยเฉพาะอ๋องเจ็ดจ้าวเทียนเหิง อ๋องหนุ่มผู้สำเร็จการศึกษาจากสำนักเมฆินทร์ อีกทั้งยังเป็นสหายร่วมชั้นเรียนในวัยเยาว์ ของเจ้าสำนักคนปัจจุบันอีกด้วย
................................
ร่างสูงใหญ่กระโดดลงจากหลังม้าศึกคู่ใจ บุรุษผู้เคยรูปงามไม่ต่างจากสหาย ยามนี้มีเพียงความทรุดโทรมประดับไว้ใต้ดวงตา
กายกำยำผอมลงเล็กน้อย ทว่ายังองอาจกว่าบุรุษทั่ว ๆ ไป สองขาเรียวยาวก้าวเดินอย่างเร่งรีบตรงไปยังห้อง ๆ หนึ่ง ที่ตนเคยเข้าออกตามใจชอบมาโดยตลอด
เขาเคยสนิทกับเจ้าของห้องทำงานแห่งนี้ เมื่อครั้งเล่าเรียนวรยุทธ์อยู่ที่นี่ แต่พอห่างกันไปใช้ชีวิตนานหลายปี ความสนิทเลยลดน้อยลง
ทว่าสหายก็คือสหาย ต่อให้ไม่ได้ติดต่อพูดคุยกันนาน แต่ความไว้ใจและสบายใจยามพบหน้าย่อมมีอยู่มาก
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูแจ้งให้เจ้าของห้องทำงานรับรู้ ผู้ช่วยเฉินจื้อทำได้เพียงยืนก้มหัวอยู่ข้าง ๆ ไม่กล้าขัดใจผู้มาเยือน
“ใคร”
เสียงเข้มขานรับเสียงเคาะประตูห้องทำงาน เช้านี้เขากำลังเร่งมือสะสางงานให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมไปชมการแข่งขันของลูกศิษย์ในสำนัก
“ข้าเจ้าเทียนเหิง ขอเข้าไปหน่อย”
“เชิญพ่ะย่ะค่ะ”
เจ้าของห้องไม่นึกตำหนิผู้ช่วยแต่อย่างใด หากเป็นบุรุษผู้นี้ใครก็ห้ามไม่อยู่ ยกเว้นเขาเพียงผู้เดียว
แอ๊ด!!!
“มาไม่แจ้งล่วงหน้าเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” ทันทีที่ประตูห้องทำงานเปิดออก คำทักทายห้วน ๆ ก็ดังขึ้น
“เลิกกล่าวมากพิธีได้แล้ว ข้ากับเจ้าใช่คนอื่นไกล”
“ไม่ได้นอน?”
คนถามเงยหน้ามองสหายร่วมชั้นเรียน เมื่อเห็นรอยคล้ำใต้ดวงตาชัดเจน จึงอดถามไถ่ไม่ได้
“อือ นอนไม่ค่อยหลับคิดถึงแต่นาง”
“ตอนมีไม่รักษา พอจากไปใยอาลัยอาวรณ์หนัก นางจากไปนานแล้วท่านอ๋องควรปล่อยวาง”
ฉินมู่เหยียนไม่ได้รู้เรื่องการสะกดวิญญาณ เลยเข้าใจว่าสหายอาลัยสตรีในดวงใจที่จากลาไปนานถึงสองปี
“ข้าแค่หลงผิด แต่...แต่นางกลับจากไปนิรันดร์”
ดวงตาสีสนิมเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำตาทุกครั้ง เมื่อคิดถึงหรือกล่าวถึงคนจากลาไปไกล
“หลงผิดจนสตรีตายคือเรื่องผิดมหันต์ แต่การทำร้ายตัวเองย่อมไม่ช่วยให้ความจริงเปลี่ยนแปลง”
“ข้า...ข้าเสียใจ”
“เสียใจไปก็เปล่าประโยชน์ นางจากไปแล้ว”
คนพูดจ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายแน่นิ่ง เรื่องราวของสตรีในวังหลังของเชื้อพระวงศ์ เขาเคยได้ยินอยู่เรื่อย
บุรุษในราชวงศ์แคว้นไห่ นิสัยช่างเน่าเฟะเสียจริง!
“เจ้ายังไม่ตอบข้า” นิ้วกร้านยกขึ้นเกลี่ยริมฝีปากอวบอิ่ม อยากครอบครองขึ้นมาอีกแล้ว“ข้ามีใจให้ท่านเจ้าค่ะ มีให้ท่านคนเดียว ข้าไม่เคยรัก...”“ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ข้าเชื่อเจ้าทุกเรื่อง”“ขอบคุณนะเจ้าคะ”“เหมยฮัว” เสียงเรียกขานลงน้ำหนักแหบพร่าแปลก ๆ ทว่าคนฟังยังไม่ทันรู้สึก“เจ้าคะ”“แวะห้องนี้ก่อน”“ไปทำไมเจ้าคะ ในห้องนี้มีอะไร พวกเราต้องรีบไปหาท่านพ่อ”“ไม่ต้องรีบ เพราะตอนนี้ข้า...”จางเหมยฮัวถูกลากเข้าไปในห้องเก็บของขนาดเล็ก ที่ค่อนข้างโล่งโปร่งและสะอาด มีเพียงกล่องเก็บของไม่กี่กล่องกับโต๊ะหนึ่งตัวฉินมู่เหยียนรู้จักห้องนี้ดี เขาเคยมาแอบท่านอาจารย์อยู่ในนี้ เลยนึกอยากพาคนงามข้างกาย แวะเยี่ยมชมสถานที่ในวัยเยาว์สักหน่อยกายสาวถูกบดเบียดโยกคลึงในห้องขนาดเล็กอีกหลายรอบเสียงสัมผัสแนบเนื้อดังเล็ดลอดออกมาข้างนอก ทว่าบริเวณนี้ไม่ค่อยมีใครผ่านเข้ามา มีเพียงอสูรนกน้อยที่เกาะขอบรั้วคอยฟังเสียงเสียงจิ๊บ ๆ ร้องบอกต่อกันเป็นทอด ๆ หากจางเหมยฮัวได้ยิน คงวิ่งไล่จับนกมาย่างกินเพราะกังวลว่าจะมีคนผ่านทาง ทำให้ทั้งคู่รู้สึกตื่นเต้นมากกว่าปกติเลยเข้าเส้นชัยอย่างรวดเร็ว กลายเป็นความหฤหรรษ์อีกรูปแบบหนึ่งเ
เมื่อเห็นท่าทีเหม่อลอยของผู้อาวุโสกว่า ฉินมู่เหยียนจึงสะกิดเรียกอีกฝ่ายให้รู้สึกตัว“ท่านพ่อตาเป็นอย่างไรบ้างขอรับ อ่านเจอสิ่งใด”“มู่เหยียน หรือจะเป็นเพราะสาเหตุนี้”มือสั่นเทายื่นตำราให้บุตรเขยอ่านด้วยตนเอง ส่วนเขาใช้มือกอบกุมหน้าอกที่กำลังเต้นระรัวฉินมู่เหยียนรับตำราไปอ่านทันที หลังจากอ่านข้อความหนาหนักจบ ท่าทีของเขาไม่ต่างจากจางเฮ่อเสวียน สองมือสั่นเทาแทบจับตำราไว้ไม่อยู่“นะ...นี่มัน”“ข้าไม่รู้วิธีปฏิบัติ มีเพียงเจ้าของกำไลอสูรที่รู้ นางคงรู้วิธีแต่คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้”“เลยขอหย่า/เลยขอหย่า” บุรุษต่างวัยเอ่ยประสานเสียงกันถึงความเป็นไปได้“ข้าจะไปถามเหมยฮัวให้รู้เรื่อง”“อืม ฝากด้วยมู่เหยียน ข้าขอพักสักครู่เดี๋ยวจะรีบตามไป”อาการใจสั่นผิดปกติหากไม่ระวังตน เกรงจะล้มป่วยให้บุตรสาวลำบากและเป็นทุกข์ยามนี้จำเป็นต้องประคองหัวใจของตน ให้เต้นในจังหวะปกติเสียก่อน“ท่านพ่อตาพักก่อน ข้าจะจัดการเองขอรับ ต่อให้ยากแค่ไหนข้าจะยื้อชีวิตนางเอง ข้ารักซูจิ่งเหวินในร่างจางเหมยฮัว”ก่อนเดินจากไปเขานึกได้ว่ายังไม่ได้ไต่สวนคนร้าย เขาพาอสูรจิ้งจอกมาด้วย มันย่อมรู้ว่าใครทำร้ายมัน“ท่านพ่อตา ขังคนพวก
“วิญญาณของนางอยู่ที่ใด”“ข้านึกว่าท่านรู้แล้ว มีโอกาสพบปะพูดคุยหลายครั้ง ไม่รู้สึกคุ้นเคยบ้างเลยหรือ”“ข้าจะรู้ได้อย่างไร ข้ามองไม่เห็นวิญญาณ เดี๋ยวนะเมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าอย่างไร ข้าคุ้นเคยกับผู้ใด นางอยู่ในร่างใครกันแน่!” น้ำเสียงโมโหตะคอกใส่หน้านักพรตเฒ่าคนชั่วผู้นี้หลอกเขาทำพิธีสะกดวิญญาณ โดยอ้างว่าวิญญาณจะมีความสุข ยามไปเกิดจะมีบุญบารมีมากกว่าวิญญาณทั่วไปที่ไหนได้มันต้องการหลอกกักขังดวงวิญญาณ เอาไว้ใช้งานเองต่างหาก!“นางอยู่ในร่างจางเหมยฮัว”น้ำเสียงเรียบเรื่อยเอ่ยขึ้น ไม่มีเหตุผลให้ปิดบัง อ๋องเจ็ดมาถึงคุกใต้ดินของสำนักธารา แสดงว่าสตรีผู้นั้นตั้งใจเปิดเผยตัวตน“จะ...เจ้าว่าอย่างไรนะ”“ซูจิ่งเหวินคือจางเหมยฮัว ท่านออกไปได้แล้ว ข้าไม่มีอารมณ์พูดคุยด้วย”‘โง่เขลาเสียจริง สตรีของตนกลายเป็นภรรยาของสหาย ยังมองไม่ออกอีก’คำกล่าวนี้เขาเพียงคิดอยู่ในใจ ไม่ได้กล่าวออกไปท่าทีเหม่อลอยของบุรุษสูงศักดิ์ อยู่ในสายตาเจ้าสำนักธาราทั้งหมดเขาทำเพียงถอนหายใจแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ผู้มาเยือนล้มลุกคลุกคลาน กลิ้งไถอยู่กับพื้นสกปรกในคุกใต้ดิน‘สมควรแล้ว’องครักษ์ทั้งสองเห็นเงาวูบไหวคุ้นเคย กำลังเดินออ
คำถามจากบิดาช่างตอบง่ายเสียเหลือเกิน จางเหมยฮัวตอบโดยไม่คิดด้วยซ้ำ“ย่อมไม่เกี่ยวกันเจ้าค่ะ ยามนี้ข้าคือจางเหมยฮัว บุตรีเจ้าสำนักธารา และเป็นฮูหยินของเจ้าสำนักเมฆินทร์”“ดีมาก สตรีเจ็บแล้วต้องจำ มู่เหยียนดีกว่าอ๋องเจ็ดทุกอย่าง พ่อชอบเขามากกว่าใคร”หากไม่ชื่นชอบ คงไม่ขอหมั้นหมายไว้ให้บุตรสาวตั้งแต่เด็กหรอก ครั้งนั้นสหายยังเอ่ยปรามอยู่บ้าง แต่ถูกเขาหว่านล้อมไปหลายเรื่องสองผู้อาวุโสเลยลงนามต่อกันในสัญญาหมั้นหมาย กลายเป็นเกี่ยวดองกันจนถึงทุกวันนี้“ข้าเป็นฮูหยินของเขาแล้ว ไม่คิดแต่งให้ใครอีก หากมีเรื่องให้แยกจากกันจริง ๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องเหล่านี้เจ้าค่ะ”ความนัยแอบแฝงบางอย่าง อีกทั้งน้ำเสียงยังสั่นเครือเล็กน้อย แต่จางเฮ่อหนานไม่ได้เก็บมาคิดเป็นกังวล เขารีบกลับไปพักผ่อนตามคำบอกกล่าวของบุตรสาวในวันต่อมาในห้องโถงสำนักธารา เต็มไปด้วยเสียงร้องของความเจ็บปวด เหล่าผู้ทรยศจำนวนมากถึงห้าสิบคน ถูกควบคุมตัวไว้ทั้งหมดส่วนคนที่เคยถูกกักขังก่อนหน้านี้ ถูกปล่อยตัวทั้งหมด และมีหมอคอยดูแลอาการป่วยอย่างใกล้ชิดขณะที่จางเหมยฮัวกำลังจัดการกับผู้ทรยศกลุ่มสุดท้าย ข้อมือของนางก็ถูกใครบางคนกอบกุมเอาไว้ น้ำเสีย
นางยังไม่สังหารคนพวกนี้ ยังมีอีกหลายคนที่ต้องจับมาสะสางพร้อมกัน หลังจากนั้นค่อยปล่อยให้เป็นไปตามกฎ ของสำนักควบคุมชาวยุทธ์“ปราณอสูร! ระดับสะ...สิบสอง”ต่อให้ไม่เก่งวรยุทธ์ แต่ฟู่เหวินเป็นบัณฑิตผู้ปราดเปรื่อง เขาย่อมรู้จักปราณอสูรในแต่ละระดับแค่พบเจอระดับเก้าพวกเขาก็สู้ไม่ไหวแล้ว แต่สตรีตรงหน้าเป็นถึงเจ้าอสูรระดับสิบสองหากไม่หนีคงไม่มีทางรอด เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเตรียมตัวลุกขึ้นวิ่ง ทว่าแรงกดข่มมหาศาลกดให้เขานั่งลงตามเดิม“บัณฑิตหน้าขาว เจ้าจะไปที่ใด จะทิ้งฮูหยินแสนรักแล้วหรือ”คำกล่าวนี้ทำให้จางเย่วเหยาจ้องมองสามีด้วยน้ำตาคลอเบ้า หากไม่รักนางคงไม่พามาอยู่ด้วย ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายวรยุทธ์ไม่พัฒนาเลย“เย่วเหยาข้า...ข้า”“ขี้ขลาดก็บอกไป ใครจะอยากอยู่ดูแลสตรีพิการ แต่ไม่ต้องห่วง พวกเจ้าได้พิการกันทุกคน”สิ้นคำกล่าวทุกคนในห้องทำพิธีก็มีสภาพไม่ต่างกัน แขนขาแข็งแรงของบุรุษ ถูกสตรีงดงามทำลายอย่างง่ายดาย“อ้าก!”“อ้าก!”“อ้ากกกกก”เสียงร้องดังที่สุดเป็นของบุรุษอายุน้อยกว่าใคร ฟู่เหวินเป็นเพียงบัณฑิตขี้ขลาดผู้หนึ่งเท่านั้น เมื่อได้รับบาดเจ็บจึงไม่สงวนท่าทีเลยสักนิดเพล้ง!!!!!!!!!!!สิ่งของทำพิธีน
ภายในห้องทำพิธีมีบุคคลสามคน กำลังรอคอยให้ปราณกับดวงจิตของจางเฮ่อเสวียนอ่อนแรงหลังจากนั้นนักพรตจะได้อัญเชิญวิญญาณผีร้ายที่ถูกสะกดไว้ เข้ามาแทนที่วิญญาณเจ้าสำนักธารา กลายเป็นเจ้าสำนักหุ่นเชิดให้พวกเขาใช้งาน“ท่านนักพรต ผีตนนี้จะควบคุมได้แน่หรือ ข้าเกรงว่ามันจะแข็งแกร่งแบบคราวก่อน”จางเฮ่อหนานน้องชายบุญธรรมของเจ้าสำนักธารา เอ่ยถามนักพรตคนสนิท ที่เขาเชิญมาพักอาศัยในสำนักธาราเมื่อสามปีก่อนพวกเขาร่วมมือกันพยายามทำพิธีนอกรีต เพื่อกดข่มดวงวิญญาณของจางเฮ่อเสวียนมาตั้งแต่นั้น สุดท้ายก็ทำสำเร็จจนได้“ครั้งนั้นอ๋องเจ็ดทำเสียเรื่องต่างหาก ดวงวิญญาณแข็งแกร่งเลยหนีไปได้ นึกแล้วยังเสียดายไม่หาย”“ท่านนักพรตไม่กลัวอ๋องเจ็ดรู้ความจริง แล้วตามมาสังหารท่านหรือ”จางเฮ่อหนาน รู้เรื่องการกักขังดวงวิญญาณในตำหนักอ๋องเจ็ดเมื่อสองปีก่อน เลยนึกอยากสอบถามขณะกำลังทำพิธีคล้าย ๆ กัน“พวกท่านไม่พูด ข้าไม่พูด คนผู้นั้นจะรู้ได้อย่างไร ว่าพวกเราหลอกกักขังดวงวิญญาณ เพื่อให้ดวงวิญญาณมีพลัง จากนั้นจะเรียกมาใช้งานเผื่อผลประโยชน์”ขณะกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ฟู่เหวินสามีของจางเย่วเหยารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เลยหันไปถามบิดาของภร
ณ มุมหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากลานเอนกประสงค์พอประมาณ สามบุรุษรูปงามท่าทีองอาจน่ายำเกรง กำลังมองสำรวจตรวจตราระแวดระวังภัยตามปกติ“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ไปนั่งตำแหน่งนั้นได้อย่างไร ที่ผ่านมานางหลีกเลี่ยงตลอดไม่ใช่รึ”ตงเฉียนศิษย์น้องชายลำดับหนึ่ง กระซิบถามศิษย์พี่ใหญ่ซึ่งกำลังมองการแข่งขันด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่
อีกเหตุผลที่ประมุขฉินมู่เหยียน ไม่อยากติดต่อกับสหายผู้นี้นับจากแยกย้ายเรียนจบ เพราะนึกรังเกียจในพฤติกรรมแสนเลวร้ายทั้งมากรักลุ่มหลงมัวเมาในกิเลสตัณหา หูเบา โมโหร้าย ปล่อยให้สตรีสังหารกันอย่างเหี้ยมโหดพระชายารองผู้นั้นเขาเคยเห็นจากที่ไกล ๆ เมื่อครั้งเข้าร่วมงานเลี้ยงในพระราชวัง ครั้งนั้นอ๋องเจ็ดให
คุณหนูใหญ่ตระกูลซู เรียนรู้ฝึกฝนวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องเหล่านี้มาทั้งชีวิต จนกระทั่งกลายเป็นวิญญาณจึงหยุดพักไป นางเลยคิดถึงการแข่งขันอยู่ไม่น้อยซูจิ่งเหวินคือยอดสตรีอันดับหนึ่งมาโดยตลอด ตำแหน่งยอดพธูของเมืองหลวงก็คว้ามาได้ถึงสามปีซ้อน ก่อนจะแต่งให้ผัวชั่วจอมเผด็จการ วันนี้จะใช้ความสามารถที่มีตัดสิ
ทางด้านคนที่รีบวิ่งลงมาจากเรือนหลังใหญ่ของภรรยา ยามนี้กำลังยืนสงบสติอารมณ์อยู่หน้าเรือนนอนของตนตึกตัก ตึกตักหน้าอกข้างซ้ายของเขากำลังเต้นระรัวโดยไม่รู้สาเหตุเมื่อไม่รู้จะจัดการกับตนเองอย่างไร จึงพยายามดันลมหายใจหอบใหญ่พ่นออกจากปาก“ฟู่!!!”“สตรีผู้นั้นมีแผนอะไรกันแน่ ถึงกล้าหยอกเย้าข้าเช่นนี้”เ







