LOGINอีกเหตุผลที่ประมุขฉินมู่เหยียน ไม่อยากติดต่อกับสหายผู้นี้นับจากแยกย้ายเรียนจบ เพราะนึกรังเกียจในพฤติกรรมแสนเลวร้าย
ทั้งมากรักลุ่มหลงมัวเมาในกิเลสตัณหา หูเบา โมโหร้าย ปล่อยให้สตรีสังหารกันอย่างเหี้ยมโหด
พระชายารองผู้นั้นเขาเคยเห็นจากที่ไกล ๆ เมื่อครั้งเข้าร่วมงานเลี้ยงในพระราชวัง ครั้งนั้นอ๋องเจ็ดให้นางยืนหลบอยู่ด้านหลัง เขาเลยมองไม่ชัดและไม่มีโอกาสทำความรู้จัก
ถึงกระนั้นยังพอมองออก ว่าพระชายารองนิสัยใจเย็นนิ่งเงียบพอสมควร ไม่อย่างนั้นคงไม่อดทนอดกลั้น อยู่ร่วมกับบุรุษโมโหร้ายได้นานหลายปี
“หน้าตัวเมีย!” เมื่อคิดถึงเรื่องราวหนหลัง คำสบถจากก้นบึ้งหัวใจจึงเอ่ยขึ้นลอย ๆ
“เจ้ากล่าวว่าอย่างไรนะ”
คำตำหนิที่ออกจากปากอีกฝ่าย แผ่วเบายิ่งกว่าสายลมพัดพา อ๋องเจ็ดจ้าวเทียนเหิงเลยได้ยินไม่ชัด
“ท่านอ๋องมาทำการใด”
นอกจากไม่ตอบคำถาม เจ้าถิ่นยังย้อนถามกลับไป เขาจำได้ว่าไม่ได้ส่งหนังสือเชิญไปตำหนักอ๋องเจ็ด เหตุใดคนผู้นี้จึงมาปรากฏตัว
หรือมีใครในตำหนักแอบติดต่อนัดพบลับหลังเขา ยิ่งคิดหัวคิ้วเข้มยิ่งขมวดเข้าหากัน
‘หรือจะเป็นสตรีผู้นั้น’
โดยปกติเขาไม่เคยใส่ใจและปล่อยวางมาโดยตลอด ต่อให้ร้ายแรงยิ่งกว่านี้ยังนิ่งเฉยปล่อยผ่านทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับรู้สึกแปลก ๆ
‘หรือสตรีผู้นั้นกำลังพัวพันกับคนผู้นี้ เลยตามมาหากันถึงที่’
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะโต๊ะทำงานเสียงดัง เมื่อเห็นเจ้าของห้องทำงานมีอาการเหม่อลอย ทั้งยังจ้องมองแต่ประตูห้อง
“เฮ้ย! มู่เหยียนเจ้าใจลอยไปหาสตรีใด กลับมาพูดคุยกับข้าก่อน”
“ไม่มีอะไร ท่านอ๋องมีธุระใด”
น้ำเสียงอ้ำอึ้งแปลกไป ทำให้สหายสูงศักดิ์หรี่ตามองอย่างจับผิด ทว่าไม่ได้ซักถามเอาความให้อึดอัดใจ
“ข้าได้ข่าวว่าสำนักมีการแข่งขันประลองยุทธ์ เลยอยากมาชมการประลองแก้เบื่อสักหน่อย”
“อีกสักประเดี๋ยวการประลองทั้งชายหญิงก็เริ่มขึ้น ส่วนช่วงบ่ายเป็นการแข่งขันเฉพาะสตรี”
“แข่งอันใดอีก ไม่ใช่ว่ามีแค่การประลองยุทธ์หรอกหรือ”
“แปดสง่างาม สตรีหลายคนจำเป็นต่อการออกไปใช้ชีวิตในสังคมคร่ำครึ อย่างน้อยจะได้ไม่โดนดูถูกจากบิดามารดาของสามี”
“แปดสง่างาม นางเก่งกาจยิ่งกว่าใคร”
ในห้วงคำนึงของบุรุษผู้เหนื่อยล้าในหัวใจ กำลังนึกถึงครั้งแรกที่พบเจอพระชายารอง ครานั้นซูจิ่งเหวินได้ตำแหน่งยอดพธูแห่งเมืองหลวงถึงสามปีซ้อน
เขาพึงใจนางมากกว่าใคร จึงบีบให้เสนาบดีซูยอมรับของหมั้นหมาย และสั่งให้ไปฉีกสัญญาหมั้นหมายเดิมกับบุรุษตระกูลหยาง
แต่ด้วยตำแหน่งบุตรีภรรยารองผู้ลาลับ ซูจิ่งเหวินจึงได้แต่งเข้าเป็นพระชายารอง แทนที่จะเป็นพระชายาเอกตามที่เขาต้องการ
ทว่าทุกอย่างที่พยายามให้ได้มากลับสูญเปล่า เพียงเพราะทิฐิและความโกรธเคืองส่วนตัว นางไร้ใจทั้งยังเฉยชาต่อกัน เขาเลยอยากประชดให้มอดไหม้กันไปข้าง
เลยตัดสินใจเลือกสตรีตระกูลหยาง เข้ามาพัวพันในสนามรักอันบิดเบี้ยว เป็นเหตุให้สตรีในดวงใจตายจาก
หากกล่าวว่าอ๋องเจ็ดคือบุรุษชั่วช้าสารเลวย่อมไม่ผิด แต่เพราะเป็นโอรสของฮ่องเต้กับฮองเฮา ความผิดที่มีสตรีสังหารกันในตำหนัก จึงผ่อนคลายยิ่งกว่าตระกูลทั่ว ๆ ไป
อีกทั้งเสนาบดีซูไม่ได้สนใจว่าบุตรีคนโตจะเป็นตายร้ายดี เพียงได้รับการเลื่อนขั้นปูนบำเหน็จอย่างพึงพอใจ คนผู้นั้นก็ไม่ติดใจเอาความใด ๆ ทั้งนั้น
ซูจิ่งเหวินมีสวามีชั่ว ยังมีบิดาใจดำอีก!
สหายร่วมชั้นเรียนวรยุทธ์ ยังคงนั่งพูดคุยปรับทุกข์กันในห้องทำงาน ฝ่ายเจ้าถิ่นทำเพียงตอบรับคำสั้น ๆ เป็นผู้มาเยือนมากกว่าที่ผูกขาดบทสนทนา
“มู่เหยียนข้าไม่เคยเห็นหน้าฮูหยินของเจ้าเลยสักครั้ง วันนี้คงมีโอกาสทำความรู้จัก ข้าได้ข่าวว่านางงดงามมาก”
“อืม”
ท้ายประโยคของผู้มาเยือน ทำให้คนฟังรู้สึกตงิด ๆ ใจเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดทักท้วงอะไร
“ข้าคิดว่าพวกเจ้าจะหย่ากันตั้งแต่สามวันแรกที่แต่งเสียอีก ที่ไหนได้อยู่กันมานานหลายปีเลย”
“...”
คนฟังครุ่นคิดในคำกล่าวของสหาย เขากับจางเหมยฮัวเรียกว่าอยู่ด้วยกันได้หรือ
“เจ้ามีเคล็ดลับอันใด ถึงสามารถใช้ชีวิตร่วมกับสตรีที่ไม่พึงใจได้ หากข้าจำเป็นต้องแต่งสตรีเข้าตำหนัก จะได้ลองเอาเยี่ยงอย่างดู เพราะเสด็จแม่เริ่มเข้ามาวุ่นวายในตำหนักอีกแล้ว”
“ไม่ชอบก็แค่อยู่ให้ห่าง แยกตำหนักแยกที่นอน ไม่ต้องเข้าหอให้เกิดความลำบากใจต่อกัน หากวันใดมีเหตุให้ปล่อยมือ อย่างน้อย ๆ สตรียังไร้ราคีแปดเปื้อน”
ในความคิดของฉินมู่เหยียน สตรีควรมอบพรหมจรรย์ให้บุรุษที่รักจากใจจริง มากกว่ามอบให้บุรุษที่แต่งงานด้วยความจำยอม
และเขาจะมอบให้สตรีที่รักเช่นกัน ไม่ใช่ว่าใครจะสามารถเข้าใกล้กันได้ง่าย ๆ
“แต่เสด็จแม่อยากให้ข้ามีบุตร”
จ้าวเทียนเหิงครุ่นคิดถึงเรื่องในตำหนัก เขาจำเป็นต้องแต่งสตรีตามพระประสงค์ของมารดา เนื่องจากตำแหน่งพระชายาว่างเปล่ามานานถึงสองปีแล้ว เลยถูกพระบิดากับพระมารดาเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษ
หากไม่กระทำตามพระประสงค์ มิแคล้วถูกส่งไปปกครองเมืองชายแดนอันห่างไกล
เขาไม่อยากจากไปที่อื่น อยากอยู่ใกล้ ๆ สถานที่ที่ซูจิ่งเหวินเคยพักอาศัย อยากสูดดมกลิ่นอายสาวหอมกรุ่น ซึ่งยังหลงเหลือในตำหนักเล็ก
อาภรณ์ของนางทุกชุด ถูกจัดเก็บไว้ในตำหนักดังเดิม ห้ามใครนำออกไปทิ้งอย่างเด็ดขาด หากค่ำคืนไหนคิดถึงมาก ๆ เขาจะเข้าไปนอนสูดดมกลิ่นหอมจนกว่าจะนอนหลับ
“เจ้ายังไม่ตอบข้า” นิ้วกร้านยกขึ้นเกลี่ยริมฝีปากอวบอิ่ม อยากครอบครองขึ้นมาอีกแล้ว“ข้ามีใจให้ท่านเจ้าค่ะ มีให้ท่านคนเดียว ข้าไม่เคยรัก...”“ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ข้าเชื่อเจ้าทุกเรื่อง”“ขอบคุณนะเจ้าคะ”“เหมยฮัว” เสียงเรียกขานลงน้ำหนักแหบพร่าแปลก ๆ ทว่าคนฟังยังไม่ทันรู้สึก“เจ้าคะ”“แวะห้องนี้ก่อน”“ไปทำไมเจ้าคะ ในห้องนี้มีอะไร พวกเราต้องรีบไปหาท่านพ่อ”“ไม่ต้องรีบ เพราะตอนนี้ข้า...”จางเหมยฮัวถูกลากเข้าไปในห้องเก็บของขนาดเล็ก ที่ค่อนข้างโล่งโปร่งและสะอาด มีเพียงกล่องเก็บของไม่กี่กล่องกับโต๊ะหนึ่งตัวฉินมู่เหยียนรู้จักห้องนี้ดี เขาเคยมาแอบท่านอาจารย์อยู่ในนี้ เลยนึกอยากพาคนงามข้างกาย แวะเยี่ยมชมสถานที่ในวัยเยาว์สักหน่อยกายสาวถูกบดเบียดโยกคลึงในห้องขนาดเล็กอีกหลายรอบเสียงสัมผัสแนบเนื้อดังเล็ดลอดออกมาข้างนอก ทว่าบริเวณนี้ไม่ค่อยมีใครผ่านเข้ามา มีเพียงอสูรนกน้อยที่เกาะขอบรั้วคอยฟังเสียงเสียงจิ๊บ ๆ ร้องบอกต่อกันเป็นทอด ๆ หากจางเหมยฮัวได้ยิน คงวิ่งไล่จับนกมาย่างกินเพราะกังวลว่าจะมีคนผ่านทาง ทำให้ทั้งคู่รู้สึกตื่นเต้นมากกว่าปกติเลยเข้าเส้นชัยอย่างรวดเร็ว กลายเป็นความหฤหรรษ์อีกรูปแบบหนึ่งเ
เมื่อเห็นท่าทีเหม่อลอยของผู้อาวุโสกว่า ฉินมู่เหยียนจึงสะกิดเรียกอีกฝ่ายให้รู้สึกตัว“ท่านพ่อตาเป็นอย่างไรบ้างขอรับ อ่านเจอสิ่งใด”“มู่เหยียน หรือจะเป็นเพราะสาเหตุนี้”มือสั่นเทายื่นตำราให้บุตรเขยอ่านด้วยตนเอง ส่วนเขาใช้มือกอบกุมหน้าอกที่กำลังเต้นระรัวฉินมู่เหยียนรับตำราไปอ่านทันที หลังจากอ่านข้อความหนาหนักจบ ท่าทีของเขาไม่ต่างจากจางเฮ่อเสวียน สองมือสั่นเทาแทบจับตำราไว้ไม่อยู่“นะ...นี่มัน”“ข้าไม่รู้วิธีปฏิบัติ มีเพียงเจ้าของกำไลอสูรที่รู้ นางคงรู้วิธีแต่คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้”“เลยขอหย่า/เลยขอหย่า” บุรุษต่างวัยเอ่ยประสานเสียงกันถึงความเป็นไปได้“ข้าจะไปถามเหมยฮัวให้รู้เรื่อง”“อืม ฝากด้วยมู่เหยียน ข้าขอพักสักครู่เดี๋ยวจะรีบตามไป”อาการใจสั่นผิดปกติหากไม่ระวังตน เกรงจะล้มป่วยให้บุตรสาวลำบากและเป็นทุกข์ยามนี้จำเป็นต้องประคองหัวใจของตน ให้เต้นในจังหวะปกติเสียก่อน“ท่านพ่อตาพักก่อน ข้าจะจัดการเองขอรับ ต่อให้ยากแค่ไหนข้าจะยื้อชีวิตนางเอง ข้ารักซูจิ่งเหวินในร่างจางเหมยฮัว”ก่อนเดินจากไปเขานึกได้ว่ายังไม่ได้ไต่สวนคนร้าย เขาพาอสูรจิ้งจอกมาด้วย มันย่อมรู้ว่าใครทำร้ายมัน“ท่านพ่อตา ขังคนพวก
“วิญญาณของนางอยู่ที่ใด”“ข้านึกว่าท่านรู้แล้ว มีโอกาสพบปะพูดคุยหลายครั้ง ไม่รู้สึกคุ้นเคยบ้างเลยหรือ”“ข้าจะรู้ได้อย่างไร ข้ามองไม่เห็นวิญญาณ เดี๋ยวนะเมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าอย่างไร ข้าคุ้นเคยกับผู้ใด นางอยู่ในร่างใครกันแน่!” น้ำเสียงโมโหตะคอกใส่หน้านักพรตเฒ่าคนชั่วผู้นี้หลอกเขาทำพิธีสะกดวิญญาณ โดยอ้างว่าวิญญาณจะมีความสุข ยามไปเกิดจะมีบุญบารมีมากกว่าวิญญาณทั่วไปที่ไหนได้มันต้องการหลอกกักขังดวงวิญญาณ เอาไว้ใช้งานเองต่างหาก!“นางอยู่ในร่างจางเหมยฮัว”น้ำเสียงเรียบเรื่อยเอ่ยขึ้น ไม่มีเหตุผลให้ปิดบัง อ๋องเจ็ดมาถึงคุกใต้ดินของสำนักธารา แสดงว่าสตรีผู้นั้นตั้งใจเปิดเผยตัวตน“จะ...เจ้าว่าอย่างไรนะ”“ซูจิ่งเหวินคือจางเหมยฮัว ท่านออกไปได้แล้ว ข้าไม่มีอารมณ์พูดคุยด้วย”‘โง่เขลาเสียจริง สตรีของตนกลายเป็นภรรยาของสหาย ยังมองไม่ออกอีก’คำกล่าวนี้เขาเพียงคิดอยู่ในใจ ไม่ได้กล่าวออกไปท่าทีเหม่อลอยของบุรุษสูงศักดิ์ อยู่ในสายตาเจ้าสำนักธาราทั้งหมดเขาทำเพียงถอนหายใจแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ผู้มาเยือนล้มลุกคลุกคลาน กลิ้งไถอยู่กับพื้นสกปรกในคุกใต้ดิน‘สมควรแล้ว’องครักษ์ทั้งสองเห็นเงาวูบไหวคุ้นเคย กำลังเดินออ
คำถามจากบิดาช่างตอบง่ายเสียเหลือเกิน จางเหมยฮัวตอบโดยไม่คิดด้วยซ้ำ“ย่อมไม่เกี่ยวกันเจ้าค่ะ ยามนี้ข้าคือจางเหมยฮัว บุตรีเจ้าสำนักธารา และเป็นฮูหยินของเจ้าสำนักเมฆินทร์”“ดีมาก สตรีเจ็บแล้วต้องจำ มู่เหยียนดีกว่าอ๋องเจ็ดทุกอย่าง พ่อชอบเขามากกว่าใคร”หากไม่ชื่นชอบ คงไม่ขอหมั้นหมายไว้ให้บุตรสาวตั้งแต่เด็กหรอก ครั้งนั้นสหายยังเอ่ยปรามอยู่บ้าง แต่ถูกเขาหว่านล้อมไปหลายเรื่องสองผู้อาวุโสเลยลงนามต่อกันในสัญญาหมั้นหมาย กลายเป็นเกี่ยวดองกันจนถึงทุกวันนี้“ข้าเป็นฮูหยินของเขาแล้ว ไม่คิดแต่งให้ใครอีก หากมีเรื่องให้แยกจากกันจริง ๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องเหล่านี้เจ้าค่ะ”ความนัยแอบแฝงบางอย่าง อีกทั้งน้ำเสียงยังสั่นเครือเล็กน้อย แต่จางเฮ่อหนานไม่ได้เก็บมาคิดเป็นกังวล เขารีบกลับไปพักผ่อนตามคำบอกกล่าวของบุตรสาวในวันต่อมาในห้องโถงสำนักธารา เต็มไปด้วยเสียงร้องของความเจ็บปวด เหล่าผู้ทรยศจำนวนมากถึงห้าสิบคน ถูกควบคุมตัวไว้ทั้งหมดส่วนคนที่เคยถูกกักขังก่อนหน้านี้ ถูกปล่อยตัวทั้งหมด และมีหมอคอยดูแลอาการป่วยอย่างใกล้ชิดขณะที่จางเหมยฮัวกำลังจัดการกับผู้ทรยศกลุ่มสุดท้าย ข้อมือของนางก็ถูกใครบางคนกอบกุมเอาไว้ น้ำเสีย
นางยังไม่สังหารคนพวกนี้ ยังมีอีกหลายคนที่ต้องจับมาสะสางพร้อมกัน หลังจากนั้นค่อยปล่อยให้เป็นไปตามกฎ ของสำนักควบคุมชาวยุทธ์“ปราณอสูร! ระดับสะ...สิบสอง”ต่อให้ไม่เก่งวรยุทธ์ แต่ฟู่เหวินเป็นบัณฑิตผู้ปราดเปรื่อง เขาย่อมรู้จักปราณอสูรในแต่ละระดับแค่พบเจอระดับเก้าพวกเขาก็สู้ไม่ไหวแล้ว แต่สตรีตรงหน้าเป็นถึงเจ้าอสูรระดับสิบสองหากไม่หนีคงไม่มีทางรอด เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเตรียมตัวลุกขึ้นวิ่ง ทว่าแรงกดข่มมหาศาลกดให้เขานั่งลงตามเดิม“บัณฑิตหน้าขาว เจ้าจะไปที่ใด จะทิ้งฮูหยินแสนรักแล้วหรือ”คำกล่าวนี้ทำให้จางเย่วเหยาจ้องมองสามีด้วยน้ำตาคลอเบ้า หากไม่รักนางคงไม่พามาอยู่ด้วย ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายวรยุทธ์ไม่พัฒนาเลย“เย่วเหยาข้า...ข้า”“ขี้ขลาดก็บอกไป ใครจะอยากอยู่ดูแลสตรีพิการ แต่ไม่ต้องห่วง พวกเจ้าได้พิการกันทุกคน”สิ้นคำกล่าวทุกคนในห้องทำพิธีก็มีสภาพไม่ต่างกัน แขนขาแข็งแรงของบุรุษ ถูกสตรีงดงามทำลายอย่างง่ายดาย“อ้าก!”“อ้าก!”“อ้ากกกกก”เสียงร้องดังที่สุดเป็นของบุรุษอายุน้อยกว่าใคร ฟู่เหวินเป็นเพียงบัณฑิตขี้ขลาดผู้หนึ่งเท่านั้น เมื่อได้รับบาดเจ็บจึงไม่สงวนท่าทีเลยสักนิดเพล้ง!!!!!!!!!!!สิ่งของทำพิธีน
ภายในห้องทำพิธีมีบุคคลสามคน กำลังรอคอยให้ปราณกับดวงจิตของจางเฮ่อเสวียนอ่อนแรงหลังจากนั้นนักพรตจะได้อัญเชิญวิญญาณผีร้ายที่ถูกสะกดไว้ เข้ามาแทนที่วิญญาณเจ้าสำนักธารา กลายเป็นเจ้าสำนักหุ่นเชิดให้พวกเขาใช้งาน“ท่านนักพรต ผีตนนี้จะควบคุมได้แน่หรือ ข้าเกรงว่ามันจะแข็งแกร่งแบบคราวก่อน”จางเฮ่อหนานน้องชายบุญธรรมของเจ้าสำนักธารา เอ่ยถามนักพรตคนสนิท ที่เขาเชิญมาพักอาศัยในสำนักธาราเมื่อสามปีก่อนพวกเขาร่วมมือกันพยายามทำพิธีนอกรีต เพื่อกดข่มดวงวิญญาณของจางเฮ่อเสวียนมาตั้งแต่นั้น สุดท้ายก็ทำสำเร็จจนได้“ครั้งนั้นอ๋องเจ็ดทำเสียเรื่องต่างหาก ดวงวิญญาณแข็งแกร่งเลยหนีไปได้ นึกแล้วยังเสียดายไม่หาย”“ท่านนักพรตไม่กลัวอ๋องเจ็ดรู้ความจริง แล้วตามมาสังหารท่านหรือ”จางเฮ่อหนาน รู้เรื่องการกักขังดวงวิญญาณในตำหนักอ๋องเจ็ดเมื่อสองปีก่อน เลยนึกอยากสอบถามขณะกำลังทำพิธีคล้าย ๆ กัน“พวกท่านไม่พูด ข้าไม่พูด คนผู้นั้นจะรู้ได้อย่างไร ว่าพวกเราหลอกกักขังดวงวิญญาณ เพื่อให้ดวงวิญญาณมีพลัง จากนั้นจะเรียกมาใช้งานเผื่อผลประโยชน์”ขณะกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ฟู่เหวินสามีของจางเย่วเหยารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เลยหันไปถามบิดาของภร
แต่เรื่องราวลี้ลับเหล่านี้ หากจะประสบความสำเร็จ ย่อมต้องผ่านด่านความยากลำบากเจ้าของกำไลอสูร ต้องผ่านพ้นชะตาเลวร้ายไปให้ได้เสียก่อน จึงจะถือว่าเป็นผู้สืบทอดอย่างแท้จริงเนื่องจากผู้ถือครองปราณอสูรเต็มตัว มักจะอายุสั้นหากไม่รู้วิธีปฏิบัติตน!ซึ่งวิธีของผู้ถือครองปราณอสูรในแต่ละคน มักจะแตกต่างกันออกไ
มุมปากหยักอมยิ้มพึงพอใจ เมื่อเริ่มตั้งรับได้แล้วเอวสอบไร้ไขมันเกาะกุม จึงขยับกดลึกจ้วงลงรูแคบในครั้งเดียวเขามีสิทธิ์ทำนางเจ็บกายแต่เพียงผู้เดียว บุรุษอื่นไม่มีสิทธิ์นั้นเด็ดขาด!พรวด!!!!“โอ๊ย!!!!”ต่อให้ทำใจมาบ้างแล้ว อีกทั้งยังถูกเล้าโลมจนกายสาวอ่อนระทดระทวย ทว่าด้วยขนาดที่เกินกว่าจะรับไหว จางเห
“พวกเจ้ามาจากที่ใด”“ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าเจ้าได้รับคำสั่งให้ตาย”“เหอะ ง่ายถึงเพียงนั้นเลย ข้าสู้กับพวกเจ้ามานานแล้ว แต่พวกเจ้าทำอันใดข้าได้บ้าง”“ปากดี หัวหน้าใช้พิษจัดการมันเลย” มือสังหารอีกคนบอกผู้เป็นหัวหน้าถึงวิธีจัดการที่ง่ายกว่าปะทะดาบพวกเขาแยกย้ายกันตามล่าคนสำนักเมฆินทร
เมื่อเห็นท่าทีของสามีแน่นิ่งแปลกไป จางเหมยฮัวรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ หากไม่ดีมากจนเขาตกตะลึงในความงาม คงแย่เกินกว่าจะออกไปต้อนรับผู้มาเยือนต่อให้มั่นใจว่าอาภรณ์ของตน เหมาะสำหรับการทำความรู้จักแรกพบสหายของสามี แต่ยามเห็นสายตาคนมองนิ่งขรึมกว่าปกติ อีกทั้งหัวคิ้วเข้มยังขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อเร







