로그인คุณหนูใหญ่ตระกูลซู เรียนรู้ฝึกฝนวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องเหล่านี้มาทั้งชีวิต จนกระทั่งกลายเป็นวิญญาณจึงหยุดพักไป นางเลยคิดถึงการแข่งขันอยู่ไม่น้อย
ซูจิ่งเหวินคือยอดสตรีอันดับหนึ่งมาโดยตลอด ตำแหน่งยอดพธูของเมืองหลวงก็คว้ามาได้ถึงสามปีซ้อน ก่อนจะแต่งให้ผัวชั่วจอมเผด็จการ วันนี้จะใช้ความสามารถที่มีตัดสินการแข่งขันอย่างยุติธรรม
“ตกลงข้าจะไปเป็นกรรมการ”
“การแข่งขันเริ่มขึ้นในช่วงบ่าย พี่หญิงพักผ่อนก่อนก็ได้ เดี๋ยวข้าให้คนมาตามเจ้าค่ะ” เถียนลี่ลี่บอกกล่าวอย่างใจดี มุมปากบิดกดลงไม่ให้อีกฝ่ายเห็น
“ไม่ต้อง ข้าจะไปเดินเล่นในสำนักพอดี ประเดี๋ยวงานเริ่มคงเห็นเอง”
ก่อนหน้านี้ยังไม่อยากออกไปไหน อยากปรับตัวปรับอารมณ์จากผีสาวมามีกายเนื้อ ทว่าตอนนี้เปลี่ยนใจอยากไปร่วมสนุกกับคนอื่น ๆ การแข่งขันของสตรีเริ่มในช่วงบ่าย แสดงว่าการแข่งขันประลองวรยุทธ์คงเริ่มในช่วงเช้า นางอยากดูทั้งสองอย่าง เรื่องน่าตื่นเต้นเหล่านี้จะพลาดได้อย่างไรกัน
ส่วนคนที่มาชวนศัตรูหัวใจถึงเรือนพัก ยามนี้กำลังยิ้มแย้มพึงพอใจ ที่แผนการแรกสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
‘สตรีเคยโง่เขลาอย่างไร ย่อมโง่เขลาอย่างนั้นวันยังค่ำ’
สายตามาดร้ายเผยออกมา ขณะก้มหน้าด้วยท่าทีนอบน้อมต่อหน้านายหญิงท่านประมุข
สำนักเมฆินทร์ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่เรื่องการฝึกวรยุทธ์ แต่ยังให้ความสำคัญในเรื่องแปดความสง่างามของสตรีอีกด้วย
แปดความสง่างามนั้น มีทั้งการเล่นพิณ หมากล้อม เขียนพู่กัน วาดภาพ ประพันธ์กวี การชงชา การจัดดอกไม้ และการหมักสุรา
แต่ทางสำนักไม่ได้บังคับให้ลูกศิษย์หญิงทุกคนลงแข่งขัน หากผู้ใดไม่เต็มใจลงแข่งขัน ก็ให้เข้าร่วมชมอย่างพร้อมเพรียงกัน ถือเป็นความร่วมมือขั้นพื้นฐานห้ามขัดต่อส่วนรวม
คณะกรรมการผู้จัดการแข่งขัน เปิดรับผู้สมัครใจเพียงเท่านั้น โดยมีของรางวัลพิเศษมอบให้ผู้ชนะสามอันดับในแต่ละประเภท
ของรางวัลทั้งหลายที่เจ้าสำนักมอบให้ ล้วนแล้วแต่จำเป็นต่อการเลื่อนระดับพลังยุทธ์ ผู้มาสมัครแข่งขันในแต่ละปี จึงมีจำนวนมากกว่าหนึ่งร้อยคน
เถียนลี่ลี่เชิญชวนสตรีโง่เขลาเบาปัญญา ผู้ไม่รู้จักแปดความสง่างามของสตรี ให้มาตัดสินเรื่องละเอียดอ่อนของสตรีในสังคมชั้นสูง เท่ากับว่าชวนมาประจานความน่าอับอาย ต่อหน้าเหล่าบรรดาลูกศิษย์ในสำนัก
“พี่หญิงออกมาเดินเล่นก่อนก็ได้เจ้าค่ะ การแข่งขันจัดขึ้นตรงลานเอนกประสงค์หน้าสำนัก พี่หญิงมองเห็นได้เด่นชัดเลย”
“เยี่ยมไปเลย ข้าอยากชมการแข่งขันจะแย่ ถึงแม้จะตัดสินไม่ค่อยเก่งก็ตาม แต่ข้าชอบเข้าชมน่าจะช่วยพวกเจ้าตัดสินใจได้บ้าง”
เรื่องอะไรจะเปิดเผยความสามารถให้ศัตรูรู้ก่อน แค่เห็นสีหน้าแววตาก็รู้เลยว่าคิดไม่ดีอยู่เป็นแน่
ในปีก่อน ๆ จางเหมยฮัวถูกเชิญชวนไม่ต่างจากวันนี้ แต่เจ้าตัวรู้ดีว่าตนไม่สันทัดเรื่องแปดสง่างาม เลยหาทางหลบหลีกได้ตลอด อีกอย่างใครจะกล้าบังคับสตรีโมโหร้ายกันเล่า
“ทุกคนในสำนักเมฆินทร์ ต้องลุกขึ้นปรบมือเป็นเกียรติให้พี่หญิงแน่นอนเจ้าค่ะ”
“ดี ดีข้าชอบเสียงปรบมือ”
เสียงตบหน้าคนนางยิ่งชอบ ดวงตากลมโตยิ้มหยีจนดวงตาเล็กลง ต่อให้เสแสร้งแกล้งทำคนมองย่อมไม่รู้ หากไม่ถูกสตรีชั่ววางแผนตีจนตาย ป่านนี้คงได้กลายเป็นพระชายาเอกไปแล้ว
“ปรบมือดัง ๆ เลยนะเจ้าคะ พี่หญิงทั้งเก่งทั้งงดงาม”
น้ำเสียงอ่อนหวานกึ่งเยาะเย้ยเอ่ยขึ้น ทั้งยังปรับสีหน้าแววตาให้ใสซื่อบริสุทธิ์ไร้พิษภัย ทุกครั้งที่กระทำเช่นนี้สตรีตรงหน้าล้วนเชื่อมาโดยตลอด
ต่อให้เคยมีข้อพิพาทเรื่องท่านประมุข แต่พอเรื่องราวเลือนหายไปตามกาลเวลา จางเหมยฮัวก็ถูกอีกฝ่ายจูงจมูกโดยง่าย
จางเหมยฮัวไม่รู้เลยว่าคณะกรรมการทุกคน ต้องออกไปแสดงฝีมือให้ผู้ชมประจักษ์ก่อนการแข่งขัน เพื่อความเป็นธรรมไม่ค้านสายตาผู้ชม
วันนี้ทุกคนจะได้รู้แจ้งเห็นชัดว่าผู้ใดกันแน่ ที่เหมาะสมกับตำแหน่งนายหญิงของท่านประมุข!
“ให้ทุกคนปรบให้มือแตกกันไปข้างเลยนะ ศิษย์น้องของสามี”
ดวงหน้าหวานล้ำกว่าทุกวัน ยิ้มกว้างให้ผู้มาเยือนด้วยท่าทีเป็นมิตร มองไม่รู้เลยว่าเสแสร้งแกล้งทำอยู่
อกอวบ ๆ แอ่นขึ้นท้าทายสายตาคู่อริ ก้อนเล็ก ๆ แค่เต็มฝ่ามือจะสู้ก้อนใหญ่ปริ่มล้นได้อย่างไร ฝีมือการแสดงฉบับสตรีในรั้วในวังคงได้ประจักษ์แจ้งก็วันนี้
“พี่หญิงพักสักนิดก่อนออกไปนะเจ้าคะ ยามนี้ยังเช้าอยู่มาก คงมีเพียงเสียงดาบปะทะกันให้ระคายหู”
“ขอบใจศิษย์น้อง”
หากซูจิ่งเหวินในร่างจางเหมยฮัว ไม่ใช่สตรีที่ผ่านการแข่งขันแย่งชิงบุรุษมาก่อน คงมองไม่ออกเช่นกันว่ากำลังถูกล่อลวง ไปประจานความอับอายต่อหน้าสามีและคนอื่น ๆ ในสำนัก
แต่นางผู้มาใหม่คือผู้กระหายชัยชนะเหนือสตรีอื่น ทั้งเสียงปรบมือและสายตาชื่นชมหลงใหล ต้องหันมาทางสตรีผู้เคยหลงผิด
บุตรีเจ้าสำนักธารา จะโง่เขลาไร้ความสามารถได้อย่างไร!
วันนี้ผู้คนในสำนักเมฆินทร์ต้องคิดใหม่เข้าใจใหม่ และฝังลึกหยั่งรากความทรงจำใหม่ ๆ ไม่รู้เลือน
สองปีที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่ อีกทั้งยังหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ ซูจิ่งเหวินจะใช้สองมือคู่นี้ กอบกู้ศักดิ์ศรีของจางเหมยฮัวกลับคืนมาเอง เพื่อตอบแทนโอกาสที่นางได้มีกายเนื้อสมบูรณ์แบบอีกครั้ง
“เจ้ายังไม่ตอบข้า” นิ้วกร้านยกขึ้นเกลี่ยริมฝีปากอวบอิ่ม อยากครอบครองขึ้นมาอีกแล้ว“ข้ามีใจให้ท่านเจ้าค่ะ มีให้ท่านคนเดียว ข้าไม่เคยรัก...”“ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ข้าเชื่อเจ้าทุกเรื่อง”“ขอบคุณนะเจ้าคะ”“เหมยฮัว” เสียงเรียกขานลงน้ำหนักแหบพร่าแปลก ๆ ทว่าคนฟังยังไม่ทันรู้สึก“เจ้าคะ”“แวะห้องนี้ก่อน”“ไปทำไมเจ้าคะ ในห้องนี้มีอะไร พวกเราต้องรีบไปหาท่านพ่อ”“ไม่ต้องรีบ เพราะตอนนี้ข้า...”จางเหมยฮัวถูกลากเข้าไปในห้องเก็บของขนาดเล็ก ที่ค่อนข้างโล่งโปร่งและสะอาด มีเพียงกล่องเก็บของไม่กี่กล่องกับโต๊ะหนึ่งตัวฉินมู่เหยียนรู้จักห้องนี้ดี เขาเคยมาแอบท่านอาจารย์อยู่ในนี้ เลยนึกอยากพาคนงามข้างกาย แวะเยี่ยมชมสถานที่ในวัยเยาว์สักหน่อยกายสาวถูกบดเบียดโยกคลึงในห้องขนาดเล็กอีกหลายรอบเสียงสัมผัสแนบเนื้อดังเล็ดลอดออกมาข้างนอก ทว่าบริเวณนี้ไม่ค่อยมีใครผ่านเข้ามา มีเพียงอสูรนกน้อยที่เกาะขอบรั้วคอยฟังเสียงเสียงจิ๊บ ๆ ร้องบอกต่อกันเป็นทอด ๆ หากจางเหมยฮัวได้ยิน คงวิ่งไล่จับนกมาย่างกินเพราะกังวลว่าจะมีคนผ่านทาง ทำให้ทั้งคู่รู้สึกตื่นเต้นมากกว่าปกติเลยเข้าเส้นชัยอย่างรวดเร็ว กลายเป็นความหฤหรรษ์อีกรูปแบบหนึ่งเ
เมื่อเห็นท่าทีเหม่อลอยของผู้อาวุโสกว่า ฉินมู่เหยียนจึงสะกิดเรียกอีกฝ่ายให้รู้สึกตัว“ท่านพ่อตาเป็นอย่างไรบ้างขอรับ อ่านเจอสิ่งใด”“มู่เหยียน หรือจะเป็นเพราะสาเหตุนี้”มือสั่นเทายื่นตำราให้บุตรเขยอ่านด้วยตนเอง ส่วนเขาใช้มือกอบกุมหน้าอกที่กำลังเต้นระรัวฉินมู่เหยียนรับตำราไปอ่านทันที หลังจากอ่านข้อความหนาหนักจบ ท่าทีของเขาไม่ต่างจากจางเฮ่อเสวียน สองมือสั่นเทาแทบจับตำราไว้ไม่อยู่“นะ...นี่มัน”“ข้าไม่รู้วิธีปฏิบัติ มีเพียงเจ้าของกำไลอสูรที่รู้ นางคงรู้วิธีแต่คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้”“เลยขอหย่า/เลยขอหย่า” บุรุษต่างวัยเอ่ยประสานเสียงกันถึงความเป็นไปได้“ข้าจะไปถามเหมยฮัวให้รู้เรื่อง”“อืม ฝากด้วยมู่เหยียน ข้าขอพักสักครู่เดี๋ยวจะรีบตามไป”อาการใจสั่นผิดปกติหากไม่ระวังตน เกรงจะล้มป่วยให้บุตรสาวลำบากและเป็นทุกข์ยามนี้จำเป็นต้องประคองหัวใจของตน ให้เต้นในจังหวะปกติเสียก่อน“ท่านพ่อตาพักก่อน ข้าจะจัดการเองขอรับ ต่อให้ยากแค่ไหนข้าจะยื้อชีวิตนางเอง ข้ารักซูจิ่งเหวินในร่างจางเหมยฮัว”ก่อนเดินจากไปเขานึกได้ว่ายังไม่ได้ไต่สวนคนร้าย เขาพาอสูรจิ้งจอกมาด้วย มันย่อมรู้ว่าใครทำร้ายมัน“ท่านพ่อตา ขังคนพวก
“วิญญาณของนางอยู่ที่ใด”“ข้านึกว่าท่านรู้แล้ว มีโอกาสพบปะพูดคุยหลายครั้ง ไม่รู้สึกคุ้นเคยบ้างเลยหรือ”“ข้าจะรู้ได้อย่างไร ข้ามองไม่เห็นวิญญาณ เดี๋ยวนะเมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าอย่างไร ข้าคุ้นเคยกับผู้ใด นางอยู่ในร่างใครกันแน่!” น้ำเสียงโมโหตะคอกใส่หน้านักพรตเฒ่าคนชั่วผู้นี้หลอกเขาทำพิธีสะกดวิญญาณ โดยอ้างว่าวิญญาณจะมีความสุข ยามไปเกิดจะมีบุญบารมีมากกว่าวิญญาณทั่วไปที่ไหนได้มันต้องการหลอกกักขังดวงวิญญาณ เอาไว้ใช้งานเองต่างหาก!“นางอยู่ในร่างจางเหมยฮัว”น้ำเสียงเรียบเรื่อยเอ่ยขึ้น ไม่มีเหตุผลให้ปิดบัง อ๋องเจ็ดมาถึงคุกใต้ดินของสำนักธารา แสดงว่าสตรีผู้นั้นตั้งใจเปิดเผยตัวตน“จะ...เจ้าว่าอย่างไรนะ”“ซูจิ่งเหวินคือจางเหมยฮัว ท่านออกไปได้แล้ว ข้าไม่มีอารมณ์พูดคุยด้วย”‘โง่เขลาเสียจริง สตรีของตนกลายเป็นภรรยาของสหาย ยังมองไม่ออกอีก’คำกล่าวนี้เขาเพียงคิดอยู่ในใจ ไม่ได้กล่าวออกไปท่าทีเหม่อลอยของบุรุษสูงศักดิ์ อยู่ในสายตาเจ้าสำนักธาราทั้งหมดเขาทำเพียงถอนหายใจแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ผู้มาเยือนล้มลุกคลุกคลาน กลิ้งไถอยู่กับพื้นสกปรกในคุกใต้ดิน‘สมควรแล้ว’องครักษ์ทั้งสองเห็นเงาวูบไหวคุ้นเคย กำลังเดินออ
คำถามจากบิดาช่างตอบง่ายเสียเหลือเกิน จางเหมยฮัวตอบโดยไม่คิดด้วยซ้ำ“ย่อมไม่เกี่ยวกันเจ้าค่ะ ยามนี้ข้าคือจางเหมยฮัว บุตรีเจ้าสำนักธารา และเป็นฮูหยินของเจ้าสำนักเมฆินทร์”“ดีมาก สตรีเจ็บแล้วต้องจำ มู่เหยียนดีกว่าอ๋องเจ็ดทุกอย่าง พ่อชอบเขามากกว่าใคร”หากไม่ชื่นชอบ คงไม่ขอหมั้นหมายไว้ให้บุตรสาวตั้งแต่เด็กหรอก ครั้งนั้นสหายยังเอ่ยปรามอยู่บ้าง แต่ถูกเขาหว่านล้อมไปหลายเรื่องสองผู้อาวุโสเลยลงนามต่อกันในสัญญาหมั้นหมาย กลายเป็นเกี่ยวดองกันจนถึงทุกวันนี้“ข้าเป็นฮูหยินของเขาแล้ว ไม่คิดแต่งให้ใครอีก หากมีเรื่องให้แยกจากกันจริง ๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องเหล่านี้เจ้าค่ะ”ความนัยแอบแฝงบางอย่าง อีกทั้งน้ำเสียงยังสั่นเครือเล็กน้อย แต่จางเฮ่อหนานไม่ได้เก็บมาคิดเป็นกังวล เขารีบกลับไปพักผ่อนตามคำบอกกล่าวของบุตรสาวในวันต่อมาในห้องโถงสำนักธารา เต็มไปด้วยเสียงร้องของความเจ็บปวด เหล่าผู้ทรยศจำนวนมากถึงห้าสิบคน ถูกควบคุมตัวไว้ทั้งหมดส่วนคนที่เคยถูกกักขังก่อนหน้านี้ ถูกปล่อยตัวทั้งหมด และมีหมอคอยดูแลอาการป่วยอย่างใกล้ชิดขณะที่จางเหมยฮัวกำลังจัดการกับผู้ทรยศกลุ่มสุดท้าย ข้อมือของนางก็ถูกใครบางคนกอบกุมเอาไว้ น้ำเสีย
นางยังไม่สังหารคนพวกนี้ ยังมีอีกหลายคนที่ต้องจับมาสะสางพร้อมกัน หลังจากนั้นค่อยปล่อยให้เป็นไปตามกฎ ของสำนักควบคุมชาวยุทธ์“ปราณอสูร! ระดับสะ...สิบสอง”ต่อให้ไม่เก่งวรยุทธ์ แต่ฟู่เหวินเป็นบัณฑิตผู้ปราดเปรื่อง เขาย่อมรู้จักปราณอสูรในแต่ละระดับแค่พบเจอระดับเก้าพวกเขาก็สู้ไม่ไหวแล้ว แต่สตรีตรงหน้าเป็นถึงเจ้าอสูรระดับสิบสองหากไม่หนีคงไม่มีทางรอด เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเตรียมตัวลุกขึ้นวิ่ง ทว่าแรงกดข่มมหาศาลกดให้เขานั่งลงตามเดิม“บัณฑิตหน้าขาว เจ้าจะไปที่ใด จะทิ้งฮูหยินแสนรักแล้วหรือ”คำกล่าวนี้ทำให้จางเย่วเหยาจ้องมองสามีด้วยน้ำตาคลอเบ้า หากไม่รักนางคงไม่พามาอยู่ด้วย ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายวรยุทธ์ไม่พัฒนาเลย“เย่วเหยาข้า...ข้า”“ขี้ขลาดก็บอกไป ใครจะอยากอยู่ดูแลสตรีพิการ แต่ไม่ต้องห่วง พวกเจ้าได้พิการกันทุกคน”สิ้นคำกล่าวทุกคนในห้องทำพิธีก็มีสภาพไม่ต่างกัน แขนขาแข็งแรงของบุรุษ ถูกสตรีงดงามทำลายอย่างง่ายดาย“อ้าก!”“อ้าก!”“อ้ากกกกก”เสียงร้องดังที่สุดเป็นของบุรุษอายุน้อยกว่าใคร ฟู่เหวินเป็นเพียงบัณฑิตขี้ขลาดผู้หนึ่งเท่านั้น เมื่อได้รับบาดเจ็บจึงไม่สงวนท่าทีเลยสักนิดเพล้ง!!!!!!!!!!!สิ่งของทำพิธีน
ภายในห้องทำพิธีมีบุคคลสามคน กำลังรอคอยให้ปราณกับดวงจิตของจางเฮ่อเสวียนอ่อนแรงหลังจากนั้นนักพรตจะได้อัญเชิญวิญญาณผีร้ายที่ถูกสะกดไว้ เข้ามาแทนที่วิญญาณเจ้าสำนักธารา กลายเป็นเจ้าสำนักหุ่นเชิดให้พวกเขาใช้งาน“ท่านนักพรต ผีตนนี้จะควบคุมได้แน่หรือ ข้าเกรงว่ามันจะแข็งแกร่งแบบคราวก่อน”จางเฮ่อหนานน้องชายบุญธรรมของเจ้าสำนักธารา เอ่ยถามนักพรตคนสนิท ที่เขาเชิญมาพักอาศัยในสำนักธาราเมื่อสามปีก่อนพวกเขาร่วมมือกันพยายามทำพิธีนอกรีต เพื่อกดข่มดวงวิญญาณของจางเฮ่อเสวียนมาตั้งแต่นั้น สุดท้ายก็ทำสำเร็จจนได้“ครั้งนั้นอ๋องเจ็ดทำเสียเรื่องต่างหาก ดวงวิญญาณแข็งแกร่งเลยหนีไปได้ นึกแล้วยังเสียดายไม่หาย”“ท่านนักพรตไม่กลัวอ๋องเจ็ดรู้ความจริง แล้วตามมาสังหารท่านหรือ”จางเฮ่อหนาน รู้เรื่องการกักขังดวงวิญญาณในตำหนักอ๋องเจ็ดเมื่อสองปีก่อน เลยนึกอยากสอบถามขณะกำลังทำพิธีคล้าย ๆ กัน“พวกท่านไม่พูด ข้าไม่พูด คนผู้นั้นจะรู้ได้อย่างไร ว่าพวกเราหลอกกักขังดวงวิญญาณ เพื่อให้ดวงวิญญาณมีพลัง จากนั้นจะเรียกมาใช้งานเผื่อผลประโยชน์”ขณะกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ฟู่เหวินสามีของจางเย่วเหยารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เลยหันไปถามบิดาของภร
แต่เรื่องราวลี้ลับเหล่านี้ หากจะประสบความสำเร็จ ย่อมต้องผ่านด่านความยากลำบากเจ้าของกำไลอสูร ต้องผ่านพ้นชะตาเลวร้ายไปให้ได้เสียก่อน จึงจะถือว่าเป็นผู้สืบทอดอย่างแท้จริงเนื่องจากผู้ถือครองปราณอสูรเต็มตัว มักจะอายุสั้นหากไม่รู้วิธีปฏิบัติตน!ซึ่งวิธีของผู้ถือครองปราณอสูรในแต่ละคน มักจะแตกต่างกันออกไ
มุมปากหยักอมยิ้มพึงพอใจ เมื่อเริ่มตั้งรับได้แล้วเอวสอบไร้ไขมันเกาะกุม จึงขยับกดลึกจ้วงลงรูแคบในครั้งเดียวเขามีสิทธิ์ทำนางเจ็บกายแต่เพียงผู้เดียว บุรุษอื่นไม่มีสิทธิ์นั้นเด็ดขาด!พรวด!!!!“โอ๊ย!!!!”ต่อให้ทำใจมาบ้างแล้ว อีกทั้งยังถูกเล้าโลมจนกายสาวอ่อนระทดระทวย ทว่าด้วยขนาดที่เกินกว่าจะรับไหว จางเห
“พวกเจ้ามาจากที่ใด”“ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าเจ้าได้รับคำสั่งให้ตาย”“เหอะ ง่ายถึงเพียงนั้นเลย ข้าสู้กับพวกเจ้ามานานแล้ว แต่พวกเจ้าทำอันใดข้าได้บ้าง”“ปากดี หัวหน้าใช้พิษจัดการมันเลย” มือสังหารอีกคนบอกผู้เป็นหัวหน้าถึงวิธีจัดการที่ง่ายกว่าปะทะดาบพวกเขาแยกย้ายกันตามล่าคนสำนักเมฆินทร
เมื่อเห็นท่าทีของสามีแน่นิ่งแปลกไป จางเหมยฮัวรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ หากไม่ดีมากจนเขาตกตะลึงในความงาม คงแย่เกินกว่าจะออกไปต้อนรับผู้มาเยือนต่อให้มั่นใจว่าอาภรณ์ของตน เหมาะสำหรับการทำความรู้จักแรกพบสหายของสามี แต่ยามเห็นสายตาคนมองนิ่งขรึมกว่าปกติ อีกทั้งหัวคิ้วเข้มยังขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อเร







