INICIAR SESIÓNสองสัปดาห์ต่อมา...
บรรยากาศในห้องตรวจแผนกสูตินรีเวชยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออันคุ้นชิน สองสัปดาห์ที่ผ่านไป เวลาของอาจารย์หมอภวินทร์เดินช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ในหัวของเขาแทบไม่ได้จดจ่ออยู่แค่งานวิจัยหรือชาร์ตคนไข้เหมือนทุกที แต่กลับมีใบหน้าหวาน ๆ ของยัยนักเขียนสายโก๊ะแวะเวียนเข้ามาวนเวียนอยู่ตลอด
และแล้ว... วันนัดติดตามอาการก็มาถึง
“เชิญคุณเพรียงพริมต์ งามขวัญ ค่ะ”
ประตูกระจกห้องตรวจเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของข้าวปุ้นในชุดเดรสสีหวาน แม้สีหน้าของเธอจะดูผ่อนคลายขึ้นกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย แต่ดวงตาคู่สวยกลับยังมีรอยหมองคล้ำของการอดนอนแฝงอยู่จาง ๆ
“สวัสดีค่ะคุณหมอ” ข้าวปุ้นส่งยิ้มบาง ๆ พลางหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะทำงานของเขา
“สวัสดีครับคุณข้าวปุ้น...” ภวินทร์เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มประวัติ ดวงตาสีดำอมเทาเบื้องหลังกรอบแว่นกวาดสายตามองคนตรงหน้าอย่างละเอียด
“สองสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นยังไงบ้างครับ? เรื่องอาการเจ็บและสภาพจิตใจ”
“เรื่องไมเกรนดีขึ้นมากเลยค่ะคุณหมอ พอเปลี่ยนยาแล้วไม่ค่อยง่วงซึมแล้ว... แต่ว่าเรื่องอารมณ์...”
ข้าวปุ้นหลุบสายตาลงต่ำ นิ้วเรียวเกร็งเรียวประสานกันบนตักอย่างอึดอัด
“มัน... ยังเหมือนเดิมเลยค่ะ แค่ลองจินตนาการถึงเรื่องอย่างว่า หรือลองตั้งสติผ่อนคลาย ร่างกายมันก็ยังต่อต้านและรู้สึกเกร็งจนอายตัวเองเลยค่ะ”
ฟังคำบอกเล่าจบ อาจารย์หมอภวินทร์ก็นิ่งไปครู่ใหญ่ เขาสลับไปอ่านผลตรวจเลือดที่ออกมาสมบูรณ์แบบ ทั้งระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและไทรอยด์กลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติทั้งหมดแล้ว นั่นหมายความว่าสรีรวิทยาทางกายภาพของเธอไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอีกต่อไป...
ทว่าสิ่งที่ยังคงบดขยี้เธออยู่ คือบาดแผลทางใจ (Trauma) และภาพจำอันแสนเจ็บปวดจากแฟนเก่าต่างหาก
ภวินทร์ประสานมือไว้บนโต๊ะ ปากกาในมือถูกวางลงช้า ๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความจริงใจและเป็นงานเป็นการที่สุด
“ผลตรวจเลือดของคุณปกติทุกอย่างแล้วครับคุณข้าวปุ้น ระดับฮอร์โมนฟื้นตัวดีมาก นั่นยืนยันได้ว่าร่างกายของคุณไม่ได้ป่วย... แต่สิ่งที่ทำให้คุณยังรู้สึกต่อต้าน น่าจะมาจากภาพจำความเจ็บปวดในอดีตที่สมองยังคงสั่งการให้สร้างเกราะป้องกันตัวเองเอาไว้”
เขาเว้นจังหวะ เลื่อนกระดาษโน้ตแผ่นเล็กขึ้นมาตรงหน้า
“ตามที่หมอเคยบอกไว้... ในเมื่อปัจจัยทางกายภาพหายดีแล้ว แต่สภาพจิตใจยังไม่พร้อม ขั้นตอนต่อไปหมอขอแนะนำให้คุณเข้ารับ การบำบัดทางจิตวิทยา (Sex Therapy & Psychotherapy) ครับ”
หมอหนุ่มจรดปลายปากกาลงบนกระดาษ เขียนชื่อแพทย์เฉพาะทางท่านหนึ่งลงไปดื้อ ๆ ด้วยลายมือที่เป็นระเบียบ
“นี่คือ ‘หมออนวัช’ ครับ เป็นอาจารย์แพทย์จิตเวชและนักบำบัดเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์เพศสัมพันธ์ (Sexual Medicine) เพื่อนสนิทของหมอเอง เขาเชี่ยวชาญเรื่องการคลี่คลายปมจิตใจและปรับพฤติกรรมโดยตรง หมอจะทำหนังสือส่งตัวและฝากฝังเคสของคุณให้เพื่อนหมอดูแลอย่างดีที่สุดครับ”
เขายื่นกระดาษแผ่นนั้นส่งให้เธอ...
ทว่าในขณะที่ยื่นให้ จิตใต้สำนึกในอกข้างซ้ายของอาจารย์หมอวัย 38 ปี กลับประท้วงขึ้นมาอย่างรุนแรง
สันกรามคมขบแน่นจนนูนเป็นสัน ความรู้สึกร้อนรุ่มบางอย่างตีกระพือขึ้นมาในใจ... เขาเป็นหมอ เป็นคนที่เห็นเธอในวันที่เปราะบางที่สุด และรู้ดีที่สุดว่าเธอต้องการความนุ่มนวลขนาดไหน ลึก ๆ ในใจของภวินทร์อยากจะเป็นคนลงมือบำบัดและละลายความเฉยชาในหัวใจของเธอด้วยตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด เขาไม่อยากส่งเธอไปให้ผู้ชายคนไหนทั้งนั้น... ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นเพื่อนสนิทของเขาก็ตาม
ทว่ามาดอาจารย์แพทย์และคำว่าจรรยาบรรณก็ยังคงค้ำคออยู่ ทำให้เขาต้องสะกดกลั้นอารมณ์ปรารถนาอันแสนเอาแต่ใจนั้นไว้ภายใต้สีหน้าที่นิ่งสนิทและราบเรียบ
ข้าวปุ้นรับกระดาษแผ่นนั้นมาถือไว้ มองชื่อนักบำบัดในมือสลับกับใบหน้าคมคายหลังกรอบแว่น เธอแอบรู้สึกโหวงเหวงในใจอย่างน่าประหลาด ความจริงเธอไม่อยากไปหาหมอคนอื่น... เธออยากให้คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ คนที่คอยพูดปลอบใจเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มอบอุ่น เป็นคนรักษาเธอมากกว่า
“ต้อง... เปลี่ยนหมอจริง ๆ เหรอกระคะคุณหมอภวินทร์”
ข้าวปุ้นพึมพำถามเสียงแผ่ว สบตานัยน์ตาสีดำอมเทาคู่คมอย่างเว้าวอนโดยไม่รู้ตัว
“ฉัน... ฉันคุ้นเคยกับคุณหมอไปแล้วนี่คะ”
คำพูดแผ่วเบาราวกับเสียงยุง แต่กลับดังระงมในหัวใจของอาจารย์หมอภวินทร์อย่างจัง
ภวินทร์ชะงักกึก สายตาหลังเลนส์แว่นสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้ ความนิ่งสงบที่เพียรสร้างมาพังทลายลงในพริบตาเมื่อได้ยินว่าเธอคุ้นเคยและไม่อยากไปจากเขา...
ดวงตาสีดำอมเทาหลังกรอบแว่นจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังสบตาเขาอย่างเว้าวอน ภวินทร์เงียบไปครู่ใหญ่ สมองระดับอาจารย์แพทย์กำลังประมวลผลและชั่งใจอย่างหนัก ร่างกายของเขานิ่งเกร็งขณะที่หัวใจในอกกลับเต้นรัวจนผิดจังหวะ
เขาถอนหายใจยาวแผ่วเบาเพื่อเรียกสติ เอนหลังพิงเก้าอี้พลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบสุขุม
“คุณข้าวปุ้นครับ... ฟังหมอนะ หมอเป็นหมอสูตินรีเวช ไม่ใช่หมอเฉพาะทางด้านจิตเวชหรือเวชศาสตร์เพศสัมพันธ์ การบำบัดทางจิตใจและปรับพฤติกรรม (Psychotherapy) มันมีกระบวนการเฉพาะทางที่เพื่อนของหมอเชี่ยวชาญกว่า หมออยากให้คุณได้รับการรักษาที่ดีและตรงจุดที่สุด”
“แต่ฉันไว้ใจคุณหมอคนเดียวนี่คะ...”
ข้าวปุ้นเอ่ยแทรกขึ้นมาทันควัน นัยน์ตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ผมเข้าใจ แต่....”
“ถ้าต้องไปเล่าเรื่องความอับอาย เรื่องแฟนเก่า หรือเรื่องไร้อารมณ์ให้หมอคนอื่นฟังอีก... ฉันคงเกร็งจนอายตายแน่ ๆ ให้ฉันจ่ายเงินซื้อเวลานอกเวรของคุณหมอก็ได้ค่ะ! จะคิดค่าปรึกษาเท่าไหร่ก็ว่ามาเลย ฉันยอมจ่าย ขอแค่เป็นคุณหมอภวินทร์...”
“ฮะ?”
คำพูดตรงไปตรงมาอันแสนบ้าบิ่นของยัยนักเขียนสายมโน ทำเอาอาจารย์หมอวัย 38 ปีถึงกับอ้าปากค้างไปเสี้ยววินาที
‘ยอมจ่ายเงินซื้อเวลานอกเวรเนี่ยนะ... ยัยเด็กคนนี้คิดว่าเขาเป็นอะไรกัน!’
ภวินทร์มองใบหน้าสวยหวานที่เชิดขึ้นอย่างดื้อรั้นด้วยความรู้สึกปั่นป่วนในอกอย่างถึงที่สุด ในเมื่อคนไข้เอ่ยปากท้าชนและแสดงความไว้วางใจในตัวเขาถึงขนาดนี้ กำแพงความเคร่งครัดและจรรยาบรรณที่เขาเพียรรักษามาตลอดชีวิตก็พลันร้าวระเบิดออกทันที
เขาถอนหายใจออกมาอีกหน ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบนิ่งทว่าสายตาที่มองเธอผ่านเลนส์แว่นกลับล้ำลึกและหนักแน่นขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
“ในเมื่อคนไข้ยืนยันแบบนั้น... หมอก็คงปฏิเสธไม่ได้ครับ”
ภวินทร์ดึงกระดาษสั่งยาและใบส่งตัวหมออนวัชกลับมาเก็บเข้าแฟ้มประวัติ ดึงปากกาขึ้นมาเขียนเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวและไอดีไลน์ลงบนกระดาษโน้ตแผ่นใหม่แทน
“แต่หมอขอตกลงเงื่อนไขสามข้อ...”
เขายื่นกระดาษแผ่นนั้นให้เธอ สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนตัวเล็ก
“ข้อแรก... หมอจะไม่รับเงินแม้แต่บาทเดียว เพราะนี่ถือเป็นการดูแลคนไข้ในความรับผิดชอบของหมอ ข้อสอง... การบำบัดนอกเวรจะทำเฉพาะเวลาที่คุณและหมอสะดวกตรงกันเท่านั้น และข้อสุดท้าย...”
อาจารย์หมอเว้นจังหวะ เลื่อนตัวเข้ามาใกล้โต๊ะตรวจเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มต่ำดิ่งลึกลงจนชวนให้คนฟังขนลุกซู่
“...ระหว่างการบำบัดทางจิตใจนอกเวลาราชการ คุณต้องซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง และปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอย่างเคร่งครัด ห้ามปิดบังหรือขัดขืนเด็ดขาด คุณตกลงไหมครับคุณข้าวปุ้น?”
คำว่า ‘ห้ามขัดขืนเด็ดขาด’ ที่หลุดออกมาจากปากอาจารย์หมอจอมดุ ทำเอาข้าวปุ้นหน้าร้อนผ่าวจนแทบจะละลายลงไปกองกับพื้น สมองสาย SM ในหัวกู่ร้องกรีดร้องด้วยความฟินไปไกลแสนไกล!
“ต... ตกลงค่ะคุณหมอ!”
เธอรีบรับคำเสียงสั่น มือบางเอื้อมไปหยิบกระดาษโน้ตเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของเขามาถือนวดไว้แน่นราวกับเป็นของล้ำค่า
ภวินทร์มองอาการแก้มแดงระเรื่อของเธอแล้วกระตุกยิ้มบาง ๆ ตรงมุมปาก เป็นรอยยิ้มลึกล้ำที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์นิด ๆ ของชายหนุ่มวัย 38 ปีที่เตรียมจะเปิดโหมดหมอบำบัดส่วนตัวอย่างเต็มรูปแบบในชีวิตจริง
สองสัปดาห์ต่อมา...บรรยากาศในห้องตรวจแผนกสูตินรีเวชยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออันคุ้นชิน สองสัปดาห์ที่ผ่านไป เวลาของอาจารย์หมอภวินทร์เดินช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ในหัวของเขาแทบไม่ได้จดจ่ออยู่แค่งานวิจัยหรือชาร์ตคนไข้เหมือนทุกที แต่กลับมีใบหน้าหวาน ๆ ของยัยนักเขียนสายโก๊ะแวะเวียนเข้ามาวนเวียนอยู่ตลอดและแล้ว... วันนัดติดตามอาการก็มาถึง“เชิญคุณเพรียงพริมต์ งามขวัญ ค่ะ”ประตูกระจกห้องตรวจเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของข้าวปุ้นในชุดเดรสสีหวาน แม้สีหน้าของเธอจะดูผ่อนคลายขึ้นกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย แต่ดวงตาคู่สวยกลับยังมีรอยหมองคล้ำของการอดนอนแฝงอยู่จาง ๆ“สวัสดีค่ะคุณหมอ” ข้าวปุ้นส่งยิ้มบาง ๆ พลางหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะทำงานของเขา“สวัสดีครับคุณข้าวปุ้น...” ภวินทร์เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มประวัติ ดวงตาสีดำอมเทาเบื้องหลังกรอบแว่นกวาดสายตามองคนตรงหน้าอย่างละเอียด“สองสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นยังไงบ้างครับ? เรื่องอาการเจ็บและสภาพจิตใจ”“เรื่องไมเกรนดีขึ้นมากเลยค่ะคุณหมอ พอเปลี่ยนยาแล้วไม่ค่อยง่วงซึมแล้ว... แต่ว่าเรื่องอารมณ์...”ข้าวปุ้นหลุบสายตาลงต่ำ นิ้วเรียวเกร็งเรียวประสานกันบนตักอย่างอึดอั
ภวินทร์เอ่ยเรียบ ๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเคร่งขรึมตามนิสัย ทว่าหากใครที่รู้จักอาจารย์หมอภวินทร์ดีจะรู้ดีว่า ประโยคสั้น ๆ นี้คือคำชมเชยขั้นสุดที่เขาไม่ได้เอ่ยปากชมใครพร่ำเพรื่อ“เดี๋ยวลงมาเปลี่ยนชุด แล้วออกไปนั่งรอที่โต๊ะด้านนอกได้เลยนะครับ หมอขอไปล้างมือและจดชาร์ตแป๊บหนึ่ง”เขาหันไปพยักหน้าให้เมเปิ้ล พยาบาลสาวรีบก้าวเข้ามาช่วยประคองข้าวปุ้นให้ลุกลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง ส่วนภวินทร์เดินตรงไปที่อ่างล้างมืออีกครั้ง เขาถูสบู่เหลวและฟอกล้างมืออย่างพิถีพิถัน กลิ่นสบู่สะอาดผสมคอตตอนลอยฟุ้งขึ้นมาอบอวลอีกหนดวงตาสีดำอมเทาเบื้องหลังกรอบแว่นจ้องมองสายน้ำที่ไหลผ่านฝ่ามือ ขณะที่สมองระดับอาจารย์แพทย์กำลังประมวลผลข้อมูลที่เพิ่งได้รับจากการตรวจทางกายภาพของหญิงสาวเมื่อครู่...‘ช่องคลอดสะอาดมาก ไม่มีกลิ่น ไม่มีการอักเสบ ถือว่าดูแลตัวเองดีเยี่ยม... แต่ปัญหาคือผนังช่องคลอดที่บางและขาดความชุ่มชื้น ซึ่งตามกลไกแล้วมันคือภาวะที่มักจะเกิดในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ไม่ใช่ผู้หญิงอายุสามสิบสอง...’หลังจากเช็ดมือจนแห้งสนิท ภวินทร์เดินกลับมาทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ทำงาน หยิบปากกาด้ามโปรดขึ้นมาบันทึกรายละเอียดลงใน
ภวินทร์ดึงกระดาษสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการออกมาจากแฟ้มประวัติ ปากกาในมือตวัดเขียนรายการตรวจเลือดด้วยลายมือที่เป็นระเบียบเรียบร้อยผิดวิสัยหมอทั่วไป“สำหรับอาการของคุณข้าวปุ้น เราจำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อเช็กระดับฮอร์โมนอย่างละเอียดครับ ทั้งเอสโตรเจน เทสโทสเตอโรน โพรแลคติน และไทรอยด์ เพื่อดูว่ามีความผิดปกติทางสรีรวิทยา (กลไกการทำงานของร่างกาย) ร่วมด้วยไหม”เขาวางปากกาลงแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเธอตรง ๆ เพื่อสังเกตปฏิกิริยา ซึ่งคนตัวเล็กดูจะมึนงงกับศัพท์แสงทางการแพทย์ของเขาอยู่ไม่น้อย“นอกจากนี้ หมออยากจะขอตรวจภายในด้วยครับ... ไม่ใช่เพื่อกระตุ้นอารมณ์นะ แต่ตรวจเพื่อหาความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ร่องรอยแผล อาการอักเสบ หรือภาวะช่องคลอดแห้ง ซึ่งมักจะเป็นผลพวงมาจากฮอร์โมนที่แปรปรวน และนั่นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณรู้สึกเจ็บเวลาพยายามมีเพศสัมพันธ์ จนกลายเป็นภาพจำในแง่ร้ายกระตุ้นให้สมองสั่งการให้ต่อต้านซ้ำ ๆ”อาจารย์หมอเว้นจังหวะครู่หนึ่งให้เธอได้ย่อยข้อมูล “ถ้าผลตรวจทางร่างกายปกติดีทั้งหมด เราถึงจะส่งตัวคุณไปปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อประเมินเรื่องความเครียดและบาดแผลทางใจ (Trauma) จ
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและจริงจัง “ร่างกายของคนเราไม่ใช่เครื่องจักรที่แค่กดปุ่มแล้วจะทำงานได้ดั่งใจเสมอไป มันมีปัจจัยแวดล้อมมากมายมาเกี่ยวข้อง ทั้งระดับฮอร์โมน ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือแม้กระทั่งยาบางตัวที่ทานเข้าไป”ภวินทร์จงใจเน้นประโยคสุดท้ายเพื่อย้ำเตือนให้เธอรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอเลยสักนิด ก่อนจะเริ่มซักประวัติเพิ่มเติมตามกระบวนการตรวจวินิจฉัย“ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณข้าวปุ้นมีความเครียดสะสม หรือนอนน้อยกว่าปกติไหมครับ? แล้วมีพวกยาที่ต้องทานเป็นประจำหรือเปล่า ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ หรือยาแก้แพ้... ลองนึกดูดี ๆ ครับ รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มีความหมายหมด”ข้าวปุ้นขมวดคิ้วทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะค่อย ๆ เรียบเรียงคำพูดออกมารายงานคุณหมอ“อืม... พักผ่อนน้อยมากค่ะเพราะต้องปั่นงานเขียนจนดึก บางวันก็ลากยาวโต้รุ่ง ยาคุมไม่ได้ทานค่ะเพราะใช้วิธีป้องกันตลอด มีเครียดบ้างเวลาพล็อตตันแล้วปั่นงานส่งไม่ทัน มียาประจำ... เอ๊ะ อ๋อ! มียาไมเกรนค่ะ พอดีฉันเป็นไมเกรนบ่อย ๆ เลยต้องกินเวลามีอาการ”“ยาไมเกรน... ตัวไหนครับ? พอจะจำชื่อยาหรือลักษณะเม็ดยาได้ไหม”“อ้อ! ฉันหยิบติดกระเป๋
สามสัปดาห์ต่อมา...บรรยากาศในห้องตรวจแผนกสูตินรีเวชยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออันคุ้นชินเหมือนเช่นเคย ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือร่างบางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะตรวจในวันนี้ข้าวปุ้นไม่ได้นั่งไถโทรศัพท์ส่องกล้ามโฮสต์หนุ่มจีนอย่างร่าเริงเหมือนเมื่อสามสัปดาห์ก่อน ใบหน้าสวยหวานหมองเศร้า ดวงตาคู่สวยสั่นระริกและเหม่อลอยจนอาจารย์หมอภวินทร์ที่กำลังอ่านชาร์ตคนไข้รายล่าสุดต้องขมวดคิ้วฉับ แววตาหลังกรอบแว่นฉายแววเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นชื่อ ‘เพรียงพริมต์’ บนปกแฟ้มประวัติที่วนกลับมาหาเขาเร็วกว่ากำหนดตรวจประจำปี“เชิญคนต่อไปครับ”“คุณเพรียงพริมต์ งามขวัญ เชิญด้านในค่ะ”เมเปิ้ลพยาบาลผู้ช่วยสาวยังคงทำหน้าที่ขานชื่อด้วยน้ำเสียงสดใสเจื้อยแจ้วเหมือนเช่นเคย ทว่าคนฟังอย่างภวินทร์กลับชะงักมือที่กำลังเปิดชาร์ตคนไข้รายล่าสุดเรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหาการเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ... เพราะในบรรดาคนไข้ร้อยแปดพันเก้าที่ผ่านหูผ่านตา เธอเป็นคนเดียวที่เขาจดจำชื่อจริงและชื่อเล่นได้แม่นยำขึ้นใจ ทั้งที่เพิ่งตรวจผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ประตูห้องตรวจเปิดออก ร่างบางก้าวเข้ามาพร้อมกับส่งยิ้มบาง ๆ ให้เขา ทว่ามันกลั
คำเสนอแนะนั้นทำเอาข้าวปุ้นขมวดคิ้วฉับ โรงพยาบาลรัฐที่คนแน่นจนล้นขนาดนี้ แต่อยู่ ๆ อาจารย์หมอผู้เคร่งครัดกลับเสนอเส้นสายลัดคิวให้เธอเสียอย่างนั้นไม่ว่าจะหาเหตุผลมุมไหนก็ไม่เห็นความจำเป็นที่เขาต้องช่วยเธอเลยสักนิด ทว่าสายตาเรียบนิ่งคู่เดิมที่สบมองมา ทำเอาแพทย์หนุ่มเพิ่งระลึกได้ว่าตัวเองเผลอพูดอะไรแปลก ๆ ออกไป เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อทันควัน“แล้วก็... อย่าดื่มกาแฟตอนท้องว่างนะครับ น้ำย่อยจะกัดกระเพาะเอาเปล่า ๆ ทานข้าวก่อนค่อยดื่มจะดีกว่า”ข้าวปุ้นอ้าปากค้างมองเขาตาปริบ ๆ ประมวลผลตามไม่ทันกับท่าทางจริงจังทว่าคำพูดกลับแฝงความห่วงใยแปลก ๆ นั้น ก่อนจะพยายามรวบรวมสติ“ฉันไม่ได้เป็นอะไรหนักหนาหรอกค่ะ รอคิวตามปกติได้... ส่วนเรื่องกาแฟ ก็ขอบคุณนะคะที่คุณหมอเป็นห่วง”เธอยิ้มหวานอย่างผ่อนคลาย คิดเข้าข้างตัวเองว่าคุณหมอคงรักและเป็นห่วงคนไข้ทุกคนเป็นปกติอยู่แล้ว“ว่าแต่... คุณหมอทานกาแฟไหมคะ? เดี๋ยวฉันสั่งเผื่อ ถือเป็นการขอบคุณที่คุณหมออุตส่าห์จะช่วยลัดคิวให้”“ไม่เป็นไรครับ”เขาปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องคิด คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าเธอจะเลี้ยง“ผมไม่ดื่มกาแฟ มันมีคาเฟอีนทำให้ใจ







