INICIAR SESIÓNคำเสนอแนะนั้นทำเอาข้าวปุ้นขมวดคิ้วฉับ โรงพยาบาลรัฐที่คนแน่นจนล้นขนาดนี้ แต่อยู่ ๆ อาจารย์หมอผู้เคร่งครัดกลับเสนอเส้นสายลัดคิวให้เธอเสียอย่างนั้น
ไม่ว่าจะหาเหตุผลมุมไหนก็ไม่เห็นความจำเป็นที่เขาต้องช่วยเธอเลยสักนิด ทว่าสายตาเรียบนิ่งคู่เดิมที่สบมองมา ทำเอาแพทย์หนุ่มเพิ่งระลึกได้ว่าตัวเองเผลอพูดอะไรแปลก ๆ ออกไป เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อทันควัน
“แล้วก็... อย่าดื่มกาแฟตอนท้องว่างนะครับ น้ำย่อยจะกัดกระเพาะเอาเปล่า ๆ ทานข้าวก่อนค่อยดื่มจะดีกว่า”
ข้าวปุ้นอ้าปากค้างมองเขาตาปริบ ๆ ประมวลผลตามไม่ทันกับท่าทางจริงจังทว่าคำพูดกลับแฝงความห่วงใยแปลก ๆ นั้น ก่อนจะพยายามรวบรวมสติ
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรหนักหนาหรอกค่ะ รอคิวตามปกติได้... ส่วนเรื่องกาแฟ ก็ขอบคุณนะคะที่คุณหมอเป็นห่วง”
เธอยิ้มหวานอย่างผ่อนคลาย คิดเข้าข้างตัวเองว่าคุณหมอคงรักและเป็นห่วงคนไข้ทุกคนเป็นปกติอยู่แล้ว
“ว่าแต่... คุณหมอทานกาแฟไหมคะ? เดี๋ยวฉันสั่งเผื่อ ถือเป็นการขอบคุณที่คุณหมออุตส่าห์จะช่วยลัดคิวให้”
“ไม่เป็นไรครับ”
เขาปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องคิด คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าเธอจะเลี้ยง
“ผมไม่ดื่มกาแฟ มันมีคาเฟอีนทำให้ใจสั่น แล้วก็รบกวนวงจรการนอนหลับด้วย”
ชายหนุ่มอธิบายยาวเหยียดด้วยน้ำเสียงจริงจังตามประสาหมอที่เคร่งครัดเรื่องสุขภาพ เขาเหลือบมองป้ายเมนูเหนือเคาน์เตอร์ ก่อนจะเบนสายตากลับมามองใบหน้าหวาน รอยยิ้มสดใสของเธอเมื่อครู่ทำให้ความรู้สึกบางอย่างวาบขึ้นมาในอก... มันไม่ใช่ความตื่นเต้นหวือหวา หากแต่เป็นความอบอุ่นลึก ๆ อย่างน่าประหลาด
“แต่ถ้าคุณอยากจะเลี้ยงจริง ๆ ... เปลี่ยนเป็นมัจฉะลาเต้หวานน้อยสักแก้วก็พอครับ”
เขานิ้วชี้ไปที่ป้ายเมนูด้านบน ก่อนจะรีบเสริมเมื่อเห็นแววตาประหลาดใจของเธอ
“แต่ไม่ต้องลำบากหรอกครับ ผมพูดไปอย่างนั้นเอง แค่คุณยอมร่วมมือในการตรวจเมื่อครู่... ผมก็สบายใจแล้ว”
ภวินทร์ขยับจานข้าวในมือเล็กน้อย ท่าทางเก้งก้างดูขัดกับมาดอาจารย์หมอจอมดุไปถนัดตา
“อุ๊ย ไม่ลำบากเลยค่ะ ฉันเต็มใจเลี้ยงจริงๆ!”
“ไม่เป็นไรดีกว่าครับ... ผมขอตัวไปทานข้าวก่อน เดี๋ยวต้องรีบไปเดินตรวจชาร์ตคนไข้ต่อ อ้อ... แล้วอย่าลืมทานข้าวก่อนดื่มกาแฟนะครับ”
ร่างสูงค้อมศีรษะให้เธอเล็กน้อยอย่างสุภาพ ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังมุมโต๊ะว่างที่เงียบสงบที่สุด ทิ้งให้กลิ่นวานิลลาจางหายไป เหลือเพียงกลิ่นกาแฟคั่วบดที่ตรึงอยู่ปลายจมูก
ระหว่างที่นั่งทานข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวที่รสชาติจืดชืดตามมาตรฐานโรงพยาบาลรัฐ... แปลกที่วันนี้มันกลับไม่ได้ชวนให้รู้สึกแย่เหมือนทุกวัน ในหัวของอาจารย์แพทย์หนุ่มเวลานี้ มีแต่ภาพรอยยิ้มหวาน ๆ ของอดีตคนไข้ที่ชื่อ ‘ข้าวปุ้น’ ลอยวนเวียนอยู่ไม่ยอมหายไปไหนเลย
“ขออนุญาตค่ะ... มัจฉาลาเต้หวานน้อยของคุณหมอได้แล้วค่ะ”
ข้าวปุ้นส่งยิ้มหวานพลางวางแก้วเครื่องดื่มลงข้างจานข้าวของเขา ก่อนจะรีบเอ่ยดักคอเมื่อเห็นแววตาประหลาดใจของคนตัวสูง “ฉันเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นค่ะ... ไม่รบกวนคุณหมอแล้ว เชิญทานข้าวต่อตามสบายนะคะ”
พูดจบเธอก็หมุนตัวเตรียมจะเดินไปหาโต๊ะว่างของตัวเอง ทว่า...
“เดี๋ยวก่อนครับ คุณข้าวปุ้น”
เสียงทุ้มเอ่ยรั้งไว้แทบจะทันที ช้อนส้อมในมือหนาถูกวางลงบนจานข้าวกะเพราที่พร่องไปเพียงครึ่งเดียว ดวงตาสีดำอมเทาหลังกรอบแว่นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจระคนซาบซึ้ง เขาไม่คิดว่าเธอจะใส่ใจคำพูดลอย ๆ ของเขาขนาดนี้
“คะ?” หญิงสาวหันกลับมาเอียงคอรอฟัง
“ขอบคุณครับ... สำหรับมัจฉะลาเต้”
ภวินทร์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตาหลังเลนส์แว่นกลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด นิ้วเรียวยาวแตะลงบนข้างแก้วพลาสติกเบา ๆ ซึมซับความเย็นเยียบที่แผ่ผ่านเข้ามา
“ยินดีค่ะ”
“ถ้าไม่รังเกียจ...”
อาจารย์หมอเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง สายตาคมหลุบลงมองแก้วชาเขียวคล้ายกำลังชั่งใจกับตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอตรง ๆ
“นั่งทานข้าวตรงนี้ก็ได้นะครับ โต๊ะอื่นเต็มหมดแล้ว แถมอากาศด้านนอกก็ร้อน... ในสวนตอนเที่ยงแดดเปรี้ยงขนาดนั้น เดี๋ยวจะหน้ามืดเอา”
เขาพยักเพยิดไปทางเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แม้ใบหน้าจะยังคงเคร่งขรึมตามสไตล์อาจารย์แพทย์ผู้สุขุม แต่ลึก ๆ ในอกกลับมีความรู้สึกบางอย่างเต้นเร่าจนผิดจังหวะ มันเป็นความรู้สึกที่เขาพอจะรู้จัก... แต่ไม่คุ้นชินกับมันเอาเสียเลย โดยเฉพาะการต้องมานั่งร่วมโต๊ะอาหารกับผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มแบบนี้
“อื้ม... ก็ได้ค่ะ”
ข้าวปุ้นยอมทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม แม้จะยังมีอาการเกร็งอยู่บ้าง เธอลงมือทานข้าวของตัวเองเงียบ ๆ จนกระทั่งคนตัวสูงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
“แล้วก็... เรื่องคิวเจาะเลือดบ่ายนี้” ภวินทร์ปรับโหมดกลับมาจริงจังทันควัน “เดี๋ยวผมโทรบอกเพื่อนที่ห้องแล็บให้แทรกคิวให้เลย คุณจะได้ไม่ต้องรอนาน... ถือเป็นการตอบแทนค่ามัจฉะแก้วนี้แล้วกันครับ”
เขาสบตาเธอด้วยแววตาจริงใจ ไร้ซึ่งเจตนาแอบแฝงใด ๆ นอกเหนือจากสัญชาตญาณการดูแลคนไข้... หรืออย่างน้อยเขาก็บอกตัวเองแบบนั้น
“หือ? นี่ฉันกำลังติดสินบนเจ้าพนักงานอยู่หรือเปล่าคะเนี่ย...” ข้าวปุ้นเอ่ยเย้าเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะทำหน้าชั่งใจเพราะเกรงใจ “จะรบกวนคุณหมอเกินไปไหมคะ ต้องลำบากไปขอเพื่อนให้อีก”
“ไม่รบกวนครับ”
เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งตามปกติ ทว่าจังหวะการพูดกลับทุ้มนุ่มกว่าเดิมเล็กน้อย แม้ใบหน้าจะยังคงความเคร่งขรึมดูดุเหมือนคนอารมณ์ไม่ดีตลอดเวลาก็ตาม
“ผมทานใกล้เสร็จแล้วละครับ เหลือแค่มัจฉะแก้วนี้...” เขายกแก้วชาเขียวในมือขึ้นมาเล็กน้อยในระดับสายตา “...ที่คุณอุตส่าห์มีน้ำใจซื้อมาให้”
มุมปากของนายแพทย์หนุ่มกระตุกขึ้นนิด ๆ คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ซึ่งเป็นสีหน้าที่คนในแผนกสูติฯ แทบไม่มีโอกาสได้เห็น เพราะปกติแล้ว ‘อาจารย์หมอภวินทร์’ มักจะตีหน้ายักษ์ใส่ชาร์ตคนไข้ ไม่ก็กำลังยืนดุหมอเรสซิเดนท์* (แพทย์ประจำบ้าน) ที่ทำตัวไม่ได้ดั่งใจเสมอ
“คุณหมอเวอร์ชั่นจอมดุนี่... ขี้เกรงใจจังนะคะ ขอบคุณเรื่องมัจฉะวนไปจนฉันจะลืมชื่อน้ำแก้วนี้อยู่แล้ว”
เธอเอ่ยแซวปนขำ เพราะไม่คิดว่าคนท่าทางเคร่งขรึมแถมยังดูดุจนเธอแทบอยากจะมุดหนีใต้เตียงตรวจเมื่อครู่ จะมีมุมสุภาพและขี้เกรงใจได้ขนาดนี้
ภวินทร์ได้ยินคำประชดประชันแกมหยอกนั้นก็กระตุกยิ้มขึ้นมาอีกหน สายตาหลังเลนส์แว่นไหวระริกอย่างนึกเอ็นดู
“ผมดุแค่เรื่องงานครับ...”
เขาตอบสั้น ๆ ก่อนจะก้มลงจัดการข้าวกะเพราคำสุดท้ายจนหมดจาน ทว่าจู่ ๆ อาจารย์แพทย์หนุ่มก็โพล่งคำถามหนึ่งขึ้นมาตามกระแสความคิดอย่างลืมตัว
“แล้ว... แฟนคุณข้าวปุ้นไม่มาด้วยเหรอครับ? เห็นมาคนเดียว”
สองสัปดาห์ต่อมา...บรรยากาศในห้องตรวจแผนกสูตินรีเวชยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออันคุ้นชิน สองสัปดาห์ที่ผ่านไป เวลาของอาจารย์หมอภวินทร์เดินช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ในหัวของเขาแทบไม่ได้จดจ่ออยู่แค่งานวิจัยหรือชาร์ตคนไข้เหมือนทุกที แต่กลับมีใบหน้าหวาน ๆ ของยัยนักเขียนสายโก๊ะแวะเวียนเข้ามาวนเวียนอยู่ตลอดและแล้ว... วันนัดติดตามอาการก็มาถึง“เชิญคุณเพรียงพริมต์ งามขวัญ ค่ะ”ประตูกระจกห้องตรวจเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของข้าวปุ้นในชุดเดรสสีหวาน แม้สีหน้าของเธอจะดูผ่อนคลายขึ้นกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย แต่ดวงตาคู่สวยกลับยังมีรอยหมองคล้ำของการอดนอนแฝงอยู่จาง ๆ“สวัสดีค่ะคุณหมอ” ข้าวปุ้นส่งยิ้มบาง ๆ พลางหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะทำงานของเขา“สวัสดีครับคุณข้าวปุ้น...” ภวินทร์เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มประวัติ ดวงตาสีดำอมเทาเบื้องหลังกรอบแว่นกวาดสายตามองคนตรงหน้าอย่างละเอียด“สองสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นยังไงบ้างครับ? เรื่องอาการเจ็บและสภาพจิตใจ”“เรื่องไมเกรนดีขึ้นมากเลยค่ะคุณหมอ พอเปลี่ยนยาแล้วไม่ค่อยง่วงซึมแล้ว... แต่ว่าเรื่องอารมณ์...”ข้าวปุ้นหลุบสายตาลงต่ำ นิ้วเรียวเกร็งเรียวประสานกันบนตักอย่างอึดอั
ภวินทร์เอ่ยเรียบ ๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเคร่งขรึมตามนิสัย ทว่าหากใครที่รู้จักอาจารย์หมอภวินทร์ดีจะรู้ดีว่า ประโยคสั้น ๆ นี้คือคำชมเชยขั้นสุดที่เขาไม่ได้เอ่ยปากชมใครพร่ำเพรื่อ“เดี๋ยวลงมาเปลี่ยนชุด แล้วออกไปนั่งรอที่โต๊ะด้านนอกได้เลยนะครับ หมอขอไปล้างมือและจดชาร์ตแป๊บหนึ่ง”เขาหันไปพยักหน้าให้เมเปิ้ล พยาบาลสาวรีบก้าวเข้ามาช่วยประคองข้าวปุ้นให้ลุกลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง ส่วนภวินทร์เดินตรงไปที่อ่างล้างมืออีกครั้ง เขาถูสบู่เหลวและฟอกล้างมืออย่างพิถีพิถัน กลิ่นสบู่สะอาดผสมคอตตอนลอยฟุ้งขึ้นมาอบอวลอีกหนดวงตาสีดำอมเทาเบื้องหลังกรอบแว่นจ้องมองสายน้ำที่ไหลผ่านฝ่ามือ ขณะที่สมองระดับอาจารย์แพทย์กำลังประมวลผลข้อมูลที่เพิ่งได้รับจากการตรวจทางกายภาพของหญิงสาวเมื่อครู่...‘ช่องคลอดสะอาดมาก ไม่มีกลิ่น ไม่มีการอักเสบ ถือว่าดูแลตัวเองดีเยี่ยม... แต่ปัญหาคือผนังช่องคลอดที่บางและขาดความชุ่มชื้น ซึ่งตามกลไกแล้วมันคือภาวะที่มักจะเกิดในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ไม่ใช่ผู้หญิงอายุสามสิบสอง...’หลังจากเช็ดมือจนแห้งสนิท ภวินทร์เดินกลับมาทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ทำงาน หยิบปากกาด้ามโปรดขึ้นมาบันทึกรายละเอียดลงใน
ภวินทร์ดึงกระดาษสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการออกมาจากแฟ้มประวัติ ปากกาในมือตวัดเขียนรายการตรวจเลือดด้วยลายมือที่เป็นระเบียบเรียบร้อยผิดวิสัยหมอทั่วไป“สำหรับอาการของคุณข้าวปุ้น เราจำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อเช็กระดับฮอร์โมนอย่างละเอียดครับ ทั้งเอสโตรเจน เทสโทสเตอโรน โพรแลคติน และไทรอยด์ เพื่อดูว่ามีความผิดปกติทางสรีรวิทยา (กลไกการทำงานของร่างกาย) ร่วมด้วยไหม”เขาวางปากกาลงแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเธอตรง ๆ เพื่อสังเกตปฏิกิริยา ซึ่งคนตัวเล็กดูจะมึนงงกับศัพท์แสงทางการแพทย์ของเขาอยู่ไม่น้อย“นอกจากนี้ หมออยากจะขอตรวจภายในด้วยครับ... ไม่ใช่เพื่อกระตุ้นอารมณ์นะ แต่ตรวจเพื่อหาความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ร่องรอยแผล อาการอักเสบ หรือภาวะช่องคลอดแห้ง ซึ่งมักจะเป็นผลพวงมาจากฮอร์โมนที่แปรปรวน และนั่นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณรู้สึกเจ็บเวลาพยายามมีเพศสัมพันธ์ จนกลายเป็นภาพจำในแง่ร้ายกระตุ้นให้สมองสั่งการให้ต่อต้านซ้ำ ๆ”อาจารย์หมอเว้นจังหวะครู่หนึ่งให้เธอได้ย่อยข้อมูล “ถ้าผลตรวจทางร่างกายปกติดีทั้งหมด เราถึงจะส่งตัวคุณไปปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อประเมินเรื่องความเครียดและบาดแผลทางใจ (Trauma) จ
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและจริงจัง “ร่างกายของคนเราไม่ใช่เครื่องจักรที่แค่กดปุ่มแล้วจะทำงานได้ดั่งใจเสมอไป มันมีปัจจัยแวดล้อมมากมายมาเกี่ยวข้อง ทั้งระดับฮอร์โมน ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือแม้กระทั่งยาบางตัวที่ทานเข้าไป”ภวินทร์จงใจเน้นประโยคสุดท้ายเพื่อย้ำเตือนให้เธอรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอเลยสักนิด ก่อนจะเริ่มซักประวัติเพิ่มเติมตามกระบวนการตรวจวินิจฉัย“ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณข้าวปุ้นมีความเครียดสะสม หรือนอนน้อยกว่าปกติไหมครับ? แล้วมีพวกยาที่ต้องทานเป็นประจำหรือเปล่า ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ หรือยาแก้แพ้... ลองนึกดูดี ๆ ครับ รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มีความหมายหมด”ข้าวปุ้นขมวดคิ้วทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะค่อย ๆ เรียบเรียงคำพูดออกมารายงานคุณหมอ“อืม... พักผ่อนน้อยมากค่ะเพราะต้องปั่นงานเขียนจนดึก บางวันก็ลากยาวโต้รุ่ง ยาคุมไม่ได้ทานค่ะเพราะใช้วิธีป้องกันตลอด มีเครียดบ้างเวลาพล็อตตันแล้วปั่นงานส่งไม่ทัน มียาประจำ... เอ๊ะ อ๋อ! มียาไมเกรนค่ะ พอดีฉันเป็นไมเกรนบ่อย ๆ เลยต้องกินเวลามีอาการ”“ยาไมเกรน... ตัวไหนครับ? พอจะจำชื่อยาหรือลักษณะเม็ดยาได้ไหม”“อ้อ! ฉันหยิบติดกระเป๋
สามสัปดาห์ต่อมา...บรรยากาศในห้องตรวจแผนกสูตินรีเวชยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออันคุ้นชินเหมือนเช่นเคย ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือร่างบางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะตรวจในวันนี้ข้าวปุ้นไม่ได้นั่งไถโทรศัพท์ส่องกล้ามโฮสต์หนุ่มจีนอย่างร่าเริงเหมือนเมื่อสามสัปดาห์ก่อน ใบหน้าสวยหวานหมองเศร้า ดวงตาคู่สวยสั่นระริกและเหม่อลอยจนอาจารย์หมอภวินทร์ที่กำลังอ่านชาร์ตคนไข้รายล่าสุดต้องขมวดคิ้วฉับ แววตาหลังกรอบแว่นฉายแววเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นชื่อ ‘เพรียงพริมต์’ บนปกแฟ้มประวัติที่วนกลับมาหาเขาเร็วกว่ากำหนดตรวจประจำปี“เชิญคนต่อไปครับ”“คุณเพรียงพริมต์ งามขวัญ เชิญด้านในค่ะ”เมเปิ้ลพยาบาลผู้ช่วยสาวยังคงทำหน้าที่ขานชื่อด้วยน้ำเสียงสดใสเจื้อยแจ้วเหมือนเช่นเคย ทว่าคนฟังอย่างภวินทร์กลับชะงักมือที่กำลังเปิดชาร์ตคนไข้รายล่าสุดเรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหาการเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ... เพราะในบรรดาคนไข้ร้อยแปดพันเก้าที่ผ่านหูผ่านตา เธอเป็นคนเดียวที่เขาจดจำชื่อจริงและชื่อเล่นได้แม่นยำขึ้นใจ ทั้งที่เพิ่งตรวจผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ประตูห้องตรวจเปิดออก ร่างบางก้าวเข้ามาพร้อมกับส่งยิ้มบาง ๆ ให้เขา ทว่ามันกลั
คำเสนอแนะนั้นทำเอาข้าวปุ้นขมวดคิ้วฉับ โรงพยาบาลรัฐที่คนแน่นจนล้นขนาดนี้ แต่อยู่ ๆ อาจารย์หมอผู้เคร่งครัดกลับเสนอเส้นสายลัดคิวให้เธอเสียอย่างนั้นไม่ว่าจะหาเหตุผลมุมไหนก็ไม่เห็นความจำเป็นที่เขาต้องช่วยเธอเลยสักนิด ทว่าสายตาเรียบนิ่งคู่เดิมที่สบมองมา ทำเอาแพทย์หนุ่มเพิ่งระลึกได้ว่าตัวเองเผลอพูดอะไรแปลก ๆ ออกไป เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อทันควัน“แล้วก็... อย่าดื่มกาแฟตอนท้องว่างนะครับ น้ำย่อยจะกัดกระเพาะเอาเปล่า ๆ ทานข้าวก่อนค่อยดื่มจะดีกว่า”ข้าวปุ้นอ้าปากค้างมองเขาตาปริบ ๆ ประมวลผลตามไม่ทันกับท่าทางจริงจังทว่าคำพูดกลับแฝงความห่วงใยแปลก ๆ นั้น ก่อนจะพยายามรวบรวมสติ“ฉันไม่ได้เป็นอะไรหนักหนาหรอกค่ะ รอคิวตามปกติได้... ส่วนเรื่องกาแฟ ก็ขอบคุณนะคะที่คุณหมอเป็นห่วง”เธอยิ้มหวานอย่างผ่อนคลาย คิดเข้าข้างตัวเองว่าคุณหมอคงรักและเป็นห่วงคนไข้ทุกคนเป็นปกติอยู่แล้ว“ว่าแต่... คุณหมอทานกาแฟไหมคะ? เดี๋ยวฉันสั่งเผื่อ ถือเป็นการขอบคุณที่คุณหมออุตส่าห์จะช่วยลัดคิวให้”“ไม่เป็นไรครับ”เขาปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องคิด คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าเธอจะเลี้ยง“ผมไม่ดื่มกาแฟ มันมีคาเฟอีนทำให้ใจ







