INICIAR SESIÓNน้ำเสียงของเขาหนักแน่นและจริงจัง “ร่างกายของคนเราไม่ใช่เครื่องจักรที่แค่กดปุ่มแล้วจะทำงานได้ดั่งใจเสมอไป มันมีปัจจัยแวดล้อมมากมายมาเกี่ยวข้อง ทั้งระดับฮอร์โมน ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือแม้กระทั่งยาบางตัวที่ทานเข้าไป”
ภวินทร์จงใจเน้นประโยคสุดท้ายเพื่อย้ำเตือนให้เธอรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอเลยสักนิด ก่อนจะเริ่มซักประวัติเพิ่มเติมตามกระบวนการตรวจวินิจฉัย
“ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณข้าวปุ้นมีความเครียดสะสม หรือนอนน้อยกว่าปกติไหมครับ? แล้วมีพวกยาที่ต้องทานเป็นประจำหรือเปล่า ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ หรือยาแก้แพ้... ลองนึกดูดี ๆ ครับ รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มีความหมายหมด”
ข้าวปุ้นขมวดคิ้วทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะค่อย ๆ เรียบเรียงคำพูดออกมารายงานคุณหมอ
“อืม... พักผ่อนน้อยมากค่ะเพราะต้องปั่นงานเขียนจนดึก บางวันก็ลากยาวโต้รุ่ง ยาคุมไม่ได้ทานค่ะเพราะใช้วิธีป้องกันตลอด มีเครียดบ้างเวลาพล็อตตันแล้วปั่นงานส่งไม่ทัน มียาประจำ... เอ๊ะ อ๋อ! มียาไมเกรนค่ะ พอดีฉันเป็นไมเกรนบ่อย ๆ เลยต้องกินเวลามีอาการ”
“ยาไมเกรน... ตัวไหนครับ? พอจะจำชื่อยาหรือลักษณะเม็ดยาได้ไหม”
“อ้อ! ฉันหยิบติดกระเป๋ามาด้วยค่ะ ยี่ห้อนี้เลย...”
ข้าวปุ้นรีบกุลีกุจอล้วงแผงยาในกระเป๋าออกมายื่นให้เขาอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะหลุบตาลงต่ำ พึมพำเล่าความอัดอั้นในใจต่อเสียงแผ่ว
“ปกติฉันจะโต้รุ่งแค่วันสองวันต่อเดือนค่ะ เพราะต้องเร่งปั่นต้นฉบับส่งช่วงสิ้นเดือน... แต่ช่วงนี้ยอมรับว่าเครียดหนัก เครียดเรื่องที่... แฟนเก่าเขาแอบไปนอนกับคนอื่น โดยอ้างว่าเพราะฉันสนองให้เขาไม่ได้ เพราะฉันไม่มีอารมณ์... ต...แต่ไม่ใช่ว่าฉันไม่พยายามนะคะคุณหมอ ฉันพยายามแล้วจริง ๆ ...”
ท้ายประโยคสั่นเครือจนคนฟังใจหาย…
“ไม่ต้องอธิบายแล้วครับ... ผมเข้าใจ”
มือใหญ่ที่เย็นชืดเล็กน้อยจากการอยู่ในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน ยื่นไปรับแผงยามาจากมือบาง ภวินทร์พลิกดูชื่อตัวยาสำคัญอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีดำอมเทากวาดอ่านส่วนประกอบและเอกสารกำกับยาอย่างถี่ถ้วน แม้ว่าเขาจะรู้จักสรรพคุณของมันดีอยู่เต็มอกแล้วก็ตาม
“ฟลูนาริซีน (Flunarizine - ยารักษาและป้องกันโรคไมเกรน) ...” เขาพึมพำชื่อสามัญทางยาออกมาเบา ๆ สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่วัตถุในมือ
“มันเป็นยาในกลุ่ม Calcium channel blockers (ยาลดการส่งแคลเซียมเข้าสู่เซลล์) ปกติใช้เพื่อป้องกันอาการไมเกรนครับ แต่อาการข้างเคียงที่พบบ่อยของยาตัวนี้คือทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า ง่วงซึม และน้ำหนักขึ้น ซึ่งไอ้ภาวะซึมเศร้ากับง่วงซึมนี่แหละครับ ที่จะเข้าไปกดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ความต้องการทางเพศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”
เขาวางแผงยาลงบนโต๊ะ เลื่อนมันกลับไปตรงหน้าเธอ ก่อนจะประสานมือหนาเข้าหากัน ท่าทีของอาจารย์หมอยังคงดูสุขุมนิ่งสงบ ทว่าหากสังเกตให้ดี... สันกรามคมกริบของเขากลับขบเข้าหากันจนเป็นสันนูนเด่นด้วยความเดือดดาล เรียวคิ้วเข้มกระตุกวูบ
ประโยคที่ข้าวปุ้นเพิ่งพูดออกมาเมื่อครู่... คำว่าแฟนเก่าไปมีคนอื่นเพราะเธอ ‘สนองไม่ได้’ มันแล่นตรงเข้าไปสะกิดต่อมความโกรธของคนยิ้มยากเข้าอย่างจัง
“คุณข้าวปุ้นครับ ฟังผมนะ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาเข้มขึ้นลงกว่าเดิม ติดจะแข็งกระด้างขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะโกรธคนตรงหน้า แต่เขาโกรธไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ทำร้ายจิตใจเธอต่างหาก
“การที่คุณไม่มีอารมณ์ร่วม มันเป็นผลกระทบโดยตรงจากร่างกายที่เหนื่อยล้า ความเครียดสะสม และผลข้างเคียงจากสารเคมีในยา มันคือ ‘อาการป่วย’ อย่างหนึ่งครับ ไม่ใช่ความบกพร่องทางศีลธรรม และไม่ใช่ความล้มเหลวในฐานะคนรักเลยสักนิด”
ภวินทร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยตรง ๆ สายตาคมปลาเบื้องหลังเลนส์แว่นไร้ซึ่งแววตำหนิ มีเพียงความหนักแน่นเด็ดขาดที่พยายามส่งผ่านไปให้ถึงก้นบึ้งของหัวใจเธอ
“ผู้ชายที่อ้างว่าตัวเองต้องแอบไปมีคนอื่นเพราะแฟนป่วย... นั่นไม่ใช่เหตุผลครับ มันเป็นแค่ข้ออ้างของคนมักง่ายที่ควบคุมความต้องการทางเพศของตัวเองไม่ได้ต่างหาก”
อาจารย์หมอเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างที่น้อยคนนักจะได้ยิน
“คุณพยายามดีที่สุดแล้ว... ผมเชื่อ แต่ในเมื่อร่างกายมันส่งสัญญาณเตือนว่าไม่ไหว การฝืนทำในสิ่งที่เจ็บปวด ยิ่งจะสร้างภาพจำในแง่ลบ (Negative feedback) ให้กับสมอง และยิ่งทำให้อาการแย่ลงไปอีก... สิ่งที่คุณควรทำตอนนี้ ไม่ใช่การนั่งโทษตัวเอง แต่คือการรักษาตัวให้หายต่างหากครับ”
ตึก...ตึก...
หัวใจเจ้ากรรมที่เคยแห้งแล้งและเฉยชาต่อสัมผัสของแฟนเก่ามานานนับสัปดาห์ จู่ ๆ กลับกระตุกรัวและเต้นผิดจังหวะขึ้นมาดื้อ ๆ เพียงเพราะประโยคทุ้มต่ำไม่กี่ประโยคของชายตรงหน้า
ข้าวปุ้นนิ่งอึ้ง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยขณะจ้องมองใบหน้าคมคายหลังกรอบแว่นตาคู่นั้น น้ำเสียงของเขาไม่ได้หวานหูทว่ามันกลับทรงพลังและโอบอุ้มความรู้สึกที่พังทลายของเธอได้อย่างปาฏิหาริย์ ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายอุ่นซ่านจนลามขึ้นมาเป็นความร้อนผ่าวบนพวงแก้มใส
‘ทำไมต้องจริงจังขนาดนี้ด้วยนะ... แล้วสายตาแบบนั้นมันคืออะไรกัน’
เธอสัมผัสได้ถึงกระแสความห่วงใยอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากตัวอาจารย์หมอจอมดุอย่างปิดไม่มิด มันอบอุ่นอ่อนโยนเสียจนหัวใจของนักเขียนสาวสั่นคลอนลามไปถึงมือไม้ที่เริ่มทำตัวไม่ถูก
ทว่า... สมองส่วนที่มีเหตุมีผลกลับฉุดรั้งความรู้สึกเตลิดเปิดเปิงนั้นไว้ทันควัน ข้าวปุ้นลอบจิกเล็บลงบนฝ่ามือเพื่อดึงสติพลางเตือนตัวเองในใจ
‘ยัยข้าวปุ้น หยุดมโนเด็ดขาดเลยนะ! เขาเป็นหมอ... เขาก็ต้องพูดปลอบใจและดูแลคนไข้ให้คลายเครียดตามหน้าที่อยู่แล้ว อย่าสะเออะคิดเข้าข้างตัวเองเด็ดขาด ไม่งั้นได้เอาหน้ามุดใต้ขาหยั่งรอบสองแน่!’
เธอพยายามปัดความหวาดหวั่นแปลกประหลาดในอกทิ้งไป คิดเสียว่าเขาแค่กำลังทำหน้าที่ ‘อาจารย์แพทย์ผู้ทรงคุณธรรม’ ที่ทนเห็นคนไข้โดนรังแกไม่ได้ก็เท่านั้น
“ขะ...ขอบคุณค่ะคุณหมอ”
ข้าวปุ้นเอ่ยตะกุกตะกัก ใบหน้าหวานก้มลงงุดเพื่อหลบสายตาคมกริบที่ยังคงจ้องมองมาไม่วางตา
“พอได้ยินคุณหมอพูดแบบนี้... ฉันรู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะเลยค่ะ อย่างน้อยก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้บกพร่องเรื่องอย่างว่า...เอ่อ หมายถึง เรื่องศีลธรรมน่ะค่ะ”
เธอกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ เกือบจะหลุดปากพูดเรื่องลามกต่อหน้าหมอสูตินรีเวชอีกแล้วไง!
ภวินทร์มองท่าทางเลิกลั่กแถมยังแก้มแดงปลั่งของคนตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ แววตาดุดันก่อนหน้านี้เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาประกายลึกซึ้งเกินหยั่งถึงที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่า... ทำไมหัวใจของชายวัยสามสิบแปดปีที่เคยสงบนิ่งราวกับน้ำในสระ ถึงได้รู้สึกแกว่งไกวเพียงเพราะได้เห็นดวงตาชุ่มน้ำตาคู่นี้ค่อย ๆ ทอประกายสดใสขึ้นมาอีกครั้ง
สองสัปดาห์ต่อมา...บรรยากาศในห้องตรวจแผนกสูตินรีเวชยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออันคุ้นชิน สองสัปดาห์ที่ผ่านไป เวลาของอาจารย์หมอภวินทร์เดินช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ในหัวของเขาแทบไม่ได้จดจ่ออยู่แค่งานวิจัยหรือชาร์ตคนไข้เหมือนทุกที แต่กลับมีใบหน้าหวาน ๆ ของยัยนักเขียนสายโก๊ะแวะเวียนเข้ามาวนเวียนอยู่ตลอดและแล้ว... วันนัดติดตามอาการก็มาถึง“เชิญคุณเพรียงพริมต์ งามขวัญ ค่ะ”ประตูกระจกห้องตรวจเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของข้าวปุ้นในชุดเดรสสีหวาน แม้สีหน้าของเธอจะดูผ่อนคลายขึ้นกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย แต่ดวงตาคู่สวยกลับยังมีรอยหมองคล้ำของการอดนอนแฝงอยู่จาง ๆ“สวัสดีค่ะคุณหมอ” ข้าวปุ้นส่งยิ้มบาง ๆ พลางหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะทำงานของเขา“สวัสดีครับคุณข้าวปุ้น...” ภวินทร์เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มประวัติ ดวงตาสีดำอมเทาเบื้องหลังกรอบแว่นกวาดสายตามองคนตรงหน้าอย่างละเอียด“สองสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นยังไงบ้างครับ? เรื่องอาการเจ็บและสภาพจิตใจ”“เรื่องไมเกรนดีขึ้นมากเลยค่ะคุณหมอ พอเปลี่ยนยาแล้วไม่ค่อยง่วงซึมแล้ว... แต่ว่าเรื่องอารมณ์...”ข้าวปุ้นหลุบสายตาลงต่ำ นิ้วเรียวเกร็งเรียวประสานกันบนตักอย่างอึดอั
ภวินทร์เอ่ยเรียบ ๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเคร่งขรึมตามนิสัย ทว่าหากใครที่รู้จักอาจารย์หมอภวินทร์ดีจะรู้ดีว่า ประโยคสั้น ๆ นี้คือคำชมเชยขั้นสุดที่เขาไม่ได้เอ่ยปากชมใครพร่ำเพรื่อ“เดี๋ยวลงมาเปลี่ยนชุด แล้วออกไปนั่งรอที่โต๊ะด้านนอกได้เลยนะครับ หมอขอไปล้างมือและจดชาร์ตแป๊บหนึ่ง”เขาหันไปพยักหน้าให้เมเปิ้ล พยาบาลสาวรีบก้าวเข้ามาช่วยประคองข้าวปุ้นให้ลุกลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง ส่วนภวินทร์เดินตรงไปที่อ่างล้างมืออีกครั้ง เขาถูสบู่เหลวและฟอกล้างมืออย่างพิถีพิถัน กลิ่นสบู่สะอาดผสมคอตตอนลอยฟุ้งขึ้นมาอบอวลอีกหนดวงตาสีดำอมเทาเบื้องหลังกรอบแว่นจ้องมองสายน้ำที่ไหลผ่านฝ่ามือ ขณะที่สมองระดับอาจารย์แพทย์กำลังประมวลผลข้อมูลที่เพิ่งได้รับจากการตรวจทางกายภาพของหญิงสาวเมื่อครู่...‘ช่องคลอดสะอาดมาก ไม่มีกลิ่น ไม่มีการอักเสบ ถือว่าดูแลตัวเองดีเยี่ยม... แต่ปัญหาคือผนังช่องคลอดที่บางและขาดความชุ่มชื้น ซึ่งตามกลไกแล้วมันคือภาวะที่มักจะเกิดในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ไม่ใช่ผู้หญิงอายุสามสิบสอง...’หลังจากเช็ดมือจนแห้งสนิท ภวินทร์เดินกลับมาทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ทำงาน หยิบปากกาด้ามโปรดขึ้นมาบันทึกรายละเอียดลงใน
ภวินทร์ดึงกระดาษสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการออกมาจากแฟ้มประวัติ ปากกาในมือตวัดเขียนรายการตรวจเลือดด้วยลายมือที่เป็นระเบียบเรียบร้อยผิดวิสัยหมอทั่วไป“สำหรับอาการของคุณข้าวปุ้น เราจำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อเช็กระดับฮอร์โมนอย่างละเอียดครับ ทั้งเอสโตรเจน เทสโทสเตอโรน โพรแลคติน และไทรอยด์ เพื่อดูว่ามีความผิดปกติทางสรีรวิทยา (กลไกการทำงานของร่างกาย) ร่วมด้วยไหม”เขาวางปากกาลงแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเธอตรง ๆ เพื่อสังเกตปฏิกิริยา ซึ่งคนตัวเล็กดูจะมึนงงกับศัพท์แสงทางการแพทย์ของเขาอยู่ไม่น้อย“นอกจากนี้ หมออยากจะขอตรวจภายในด้วยครับ... ไม่ใช่เพื่อกระตุ้นอารมณ์นะ แต่ตรวจเพื่อหาความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ร่องรอยแผล อาการอักเสบ หรือภาวะช่องคลอดแห้ง ซึ่งมักจะเป็นผลพวงมาจากฮอร์โมนที่แปรปรวน และนั่นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณรู้สึกเจ็บเวลาพยายามมีเพศสัมพันธ์ จนกลายเป็นภาพจำในแง่ร้ายกระตุ้นให้สมองสั่งการให้ต่อต้านซ้ำ ๆ”อาจารย์หมอเว้นจังหวะครู่หนึ่งให้เธอได้ย่อยข้อมูล “ถ้าผลตรวจทางร่างกายปกติดีทั้งหมด เราถึงจะส่งตัวคุณไปปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อประเมินเรื่องความเครียดและบาดแผลทางใจ (Trauma) จ
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและจริงจัง “ร่างกายของคนเราไม่ใช่เครื่องจักรที่แค่กดปุ่มแล้วจะทำงานได้ดั่งใจเสมอไป มันมีปัจจัยแวดล้อมมากมายมาเกี่ยวข้อง ทั้งระดับฮอร์โมน ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือแม้กระทั่งยาบางตัวที่ทานเข้าไป”ภวินทร์จงใจเน้นประโยคสุดท้ายเพื่อย้ำเตือนให้เธอรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอเลยสักนิด ก่อนจะเริ่มซักประวัติเพิ่มเติมตามกระบวนการตรวจวินิจฉัย“ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณข้าวปุ้นมีความเครียดสะสม หรือนอนน้อยกว่าปกติไหมครับ? แล้วมีพวกยาที่ต้องทานเป็นประจำหรือเปล่า ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ หรือยาแก้แพ้... ลองนึกดูดี ๆ ครับ รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มีความหมายหมด”ข้าวปุ้นขมวดคิ้วทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะค่อย ๆ เรียบเรียงคำพูดออกมารายงานคุณหมอ“อืม... พักผ่อนน้อยมากค่ะเพราะต้องปั่นงานเขียนจนดึก บางวันก็ลากยาวโต้รุ่ง ยาคุมไม่ได้ทานค่ะเพราะใช้วิธีป้องกันตลอด มีเครียดบ้างเวลาพล็อตตันแล้วปั่นงานส่งไม่ทัน มียาประจำ... เอ๊ะ อ๋อ! มียาไมเกรนค่ะ พอดีฉันเป็นไมเกรนบ่อย ๆ เลยต้องกินเวลามีอาการ”“ยาไมเกรน... ตัวไหนครับ? พอจะจำชื่อยาหรือลักษณะเม็ดยาได้ไหม”“อ้อ! ฉันหยิบติดกระเป๋
สามสัปดาห์ต่อมา...บรรยากาศในห้องตรวจแผนกสูตินรีเวชยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออันคุ้นชินเหมือนเช่นเคย ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือร่างบางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะตรวจในวันนี้ข้าวปุ้นไม่ได้นั่งไถโทรศัพท์ส่องกล้ามโฮสต์หนุ่มจีนอย่างร่าเริงเหมือนเมื่อสามสัปดาห์ก่อน ใบหน้าสวยหวานหมองเศร้า ดวงตาคู่สวยสั่นระริกและเหม่อลอยจนอาจารย์หมอภวินทร์ที่กำลังอ่านชาร์ตคนไข้รายล่าสุดต้องขมวดคิ้วฉับ แววตาหลังกรอบแว่นฉายแววเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นชื่อ ‘เพรียงพริมต์’ บนปกแฟ้มประวัติที่วนกลับมาหาเขาเร็วกว่ากำหนดตรวจประจำปี“เชิญคนต่อไปครับ”“คุณเพรียงพริมต์ งามขวัญ เชิญด้านในค่ะ”เมเปิ้ลพยาบาลผู้ช่วยสาวยังคงทำหน้าที่ขานชื่อด้วยน้ำเสียงสดใสเจื้อยแจ้วเหมือนเช่นเคย ทว่าคนฟังอย่างภวินทร์กลับชะงักมือที่กำลังเปิดชาร์ตคนไข้รายล่าสุดเรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหาการเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ... เพราะในบรรดาคนไข้ร้อยแปดพันเก้าที่ผ่านหูผ่านตา เธอเป็นคนเดียวที่เขาจดจำชื่อจริงและชื่อเล่นได้แม่นยำขึ้นใจ ทั้งที่เพิ่งตรวจผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ประตูห้องตรวจเปิดออก ร่างบางก้าวเข้ามาพร้อมกับส่งยิ้มบาง ๆ ให้เขา ทว่ามันกลั
คำเสนอแนะนั้นทำเอาข้าวปุ้นขมวดคิ้วฉับ โรงพยาบาลรัฐที่คนแน่นจนล้นขนาดนี้ แต่อยู่ ๆ อาจารย์หมอผู้เคร่งครัดกลับเสนอเส้นสายลัดคิวให้เธอเสียอย่างนั้นไม่ว่าจะหาเหตุผลมุมไหนก็ไม่เห็นความจำเป็นที่เขาต้องช่วยเธอเลยสักนิด ทว่าสายตาเรียบนิ่งคู่เดิมที่สบมองมา ทำเอาแพทย์หนุ่มเพิ่งระลึกได้ว่าตัวเองเผลอพูดอะไรแปลก ๆ ออกไป เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อทันควัน“แล้วก็... อย่าดื่มกาแฟตอนท้องว่างนะครับ น้ำย่อยจะกัดกระเพาะเอาเปล่า ๆ ทานข้าวก่อนค่อยดื่มจะดีกว่า”ข้าวปุ้นอ้าปากค้างมองเขาตาปริบ ๆ ประมวลผลตามไม่ทันกับท่าทางจริงจังทว่าคำพูดกลับแฝงความห่วงใยแปลก ๆ นั้น ก่อนจะพยายามรวบรวมสติ“ฉันไม่ได้เป็นอะไรหนักหนาหรอกค่ะ รอคิวตามปกติได้... ส่วนเรื่องกาแฟ ก็ขอบคุณนะคะที่คุณหมอเป็นห่วง”เธอยิ้มหวานอย่างผ่อนคลาย คิดเข้าข้างตัวเองว่าคุณหมอคงรักและเป็นห่วงคนไข้ทุกคนเป็นปกติอยู่แล้ว“ว่าแต่... คุณหมอทานกาแฟไหมคะ? เดี๋ยวฉันสั่งเผื่อ ถือเป็นการขอบคุณที่คุณหมออุตส่าห์จะช่วยลัดคิวให้”“ไม่เป็นไรครับ”เขาปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องคิด คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าเธอจะเลี้ยง“ผมไม่ดื่มกาแฟ มันมีคาเฟอีนทำให้ใจ







