FAZER LOGINแม้กล่าวได้ว่าทั้งสองเป็นศิษย์ของหมอเทวดา แต่การใช้เข็มกับด้ายเย็บแผลก็ไม่แพร่หลาย เนื่องจากความเสี่ยงที่แผลจะติดเชื้อนั้นมีมาก เป็นนางเองที่แอบหยิบยืมความรู้จากโลกอนาคตมาแนะนำผู้เป็นอาจารย์ ทันทีที่เห็นฝีเข็มพี่ชายของนางย่อมตระหนักว่าผู้ใดเคยช่วยฉู่เฟิงเยี่ยนเอาไว้
“ข้าน้อยสาบานจะไม่พูดออกไปเด็ดขาดเจ้าค่ะ”
จี๋เอ๋อร์ทำให้นางหลุดจากภวังค์ จวินหรั่นหนิงพยักหน้าจากนั้นก็ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ในเมื่อเจ้ามาแล้ว... เจ้าช่วยอะไรข้าสักอย่าง” แล้วนางก็แอบกระซิบกับจี๋เอ๋อร์ให้อีกฝ่ายแอบไปสืบเรื่องคนตระกูลฉู่ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้
นึกถึงท่านลุงใจดีผู้นั้น...ฉู่อวี้ นางอดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้
เนื่องจากตระกูลจวินต้องปิดบังความมั่งคั่ง ดังนั้นจึงแสร้งไปขอกู้เงินเปิดร้านจากร้านแลกเงินตระกูลฉู่ ครานั้นท่านลุงฉู่ยอมให้กู้เงินโดยไม่ได้คิดดอกเบี้ยตามปกติ ด้วยร้านหมอในเมืองหลวงนั้นมีเพียงไม่กี่ร้าน เพิ่มเข้ามาอีกสักแห่งก็สามารถช่วยชีวิตคนได้อีกคนหนึ่ง ท่านลุงฉู่กล่าวว่านับเป็นเรื่องดี
นางยังไม่ปักปิ่นน้อยครั้งนักจะได้พบปะผู้คน ในยามมาช่วยงานในร้านก็มักขลุกอยู่หลังร้าน ทว่าก็เคยพบและได้คารวะท่านลุงฉู่หลายครั้ง เขาเป็นคหบดีที่จิตใจดีคนหนึ่ง ต้องมาอายุสั้นเพราะคนเคียงหมอนแน่นอนย่อมทำให้ผู้คนรู้สึกเศร้าเสียใจ
“ตระกูลฉู่เดิมทีแม้เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลคหบดีที่มั่งคั่งที่สุด ทรงอิทธิพลที่สุด ทว่าเพราะนายท่านฉู่มิใช่คนเจ้าชู้มักมาก ดังนั้นในจวนจึงมีเพียงคุณชายใหญ่ คุณหนูรอง แล้วก็คุณชายน้อยอีกคนหนึ่งเจ้าค่ะ คุณชายน้อยเป็นบุตรชายของนายท่านฉู่ที่เกิดจากอนุหลัน อนุผู้นี้เป็นญาติผู้พี่ของฉู่ฮูหยิน หาไม่นายท่านฉู่ไม่มีทางยอมรับนางเข้าจวน คุณชายน้อยผู้นั้น...ไม่รู้ว่าจนถึงตอนนี้เขาจะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่” จี๋เอ๋อร์กล่าวเสียงเบา
เรื่องราวในตระกูลใหญ่ ไม่จำเป็นต้องถามมากความนางก็พอเดาออก คุณชายฉู่ปีนี้อายุครบสิบแปดแล้ว ไม่ถึงสองปีก็จะเข้าพิธีสวมหมวกล่วงสู่วัยผู้ใหญ่ เขาอายุเท่ากันกับพี่ชายของนาง ซึ่งก็แน่นอนฉู่อวี้ย่อมวางแผนเตรียมตัวให้เขาขึ้นเป็นผู้นำแทน
อนุที่ก็ให้กำเนิดบุตรชายเช่นกัน ย่อมมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่ขัดขวางความมั่งคั่ง แม้ต่อหน้าดูเหมือนสงบเสงี่ยมรักใคร่ปรองดอง ลับหลังกลับวางแผนคิดห้ำหั่นหมายเอาชีวิต
หากนางทำสำเร็จสามารถกำจัดฉู่อวี้ ฉู่ฮูหยิน รวมไปถึงบุตรชายคนโตอย่างฉู่เฟิงเยี่ยน ทั้งยังทำให้เหมือนเป็นการปล้นชิง หลังจากจบเรื่องตระกูลฉู่ก็คงหลงเหลือเพียงฉู่เซียงที่เป็นเพียงเด็กสาวซึ่งยังไม่ปักปิ่น บุตรชายของนางที่ก็ถือเป็นทายาทที่ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรม ย่อมสามารถครอบครองกิจการและความมั่งคั่งของตระกูลฉู่เอาไว้ได้
ผู้ใดเล่าคาดคิดว่าฉู่เฟิงเยี่ยนจะรอดกลับเมืองหลวง อีกทั้งยังสามารถลากทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารเขากับบิดามารดามาลงโทษ!!!
จวินเซียวเห็นถุงปักดอกอวี้หลานใต้หมอนของฉู่เฟิงเยี่ยนก็ชะงัก เขารีบเก็บสายตาและสีหน้า จากนั้นกำชับชายหนุ่มเรื่องบาดแผลอีกสองสามประโยค ทว่าตอนนั้นเองอีกฝ่ายกลับถามคำถามขึ้น
“ผู้ที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้เป็นเจ้าของถุงหอมใบนี้ ท่านพอจะรู้จักนางหรือไม่”
จวินเซียวแทบรักษาสีหน้าไม่อยู่ ทว่าเขาก็ตอบไปอย่างสุภาพ “จริงๆ การช่วยชีวิตคนเป็นเรื่องดี การที่นางไม่แสดงตัวก็เท่ากับนางเป็นหมอที่ช่วยคนโดยไม่หวังผลตอบแทน ท่านก็รักษาตัวให้ดีๆ วันหน้าหากพานพบและอยากตอบแทนก็ยังไม่สาย หรือไม่บางทีหากนางรู้ว่าท่านเป็นใครอาจแสดงตัวขึ้นมาโดยที่ท่านไม่ต้องตามหา”
“รบกวนท่านหมอจวินแล้ว”
“เกรงใจไปแล้ว”
ฉู่เฟิงเยี่ยนมองจวินเซียวจากไปด้วยสายตาเรียบเฉย เขาหยิบถุงปักดอกอวี้หลานขึ้นมา กลิ่นจางลงมากแต่เขามั่นใจว่าคนที่ช่วยเขาเอาไว้ก็คือเด็กรับใช้ผู้นั้น กลิ่นหอมกลิ่นเดียวกันบนตัวเด็กสาว เขาจดจำได้เพราะเขาชอบกลิ่นเช่นนี้มาก เป็นกลิ่นหอมเย็นที่ช่วยให้สงบใจ กลิ่นหอมจางๆ คล้ายกลิ่นของดอกอวี้หลานยามต้องแสงแดด
“คุณชาย” สือซานก้าวเข้ามา “วันนั้นคุณหนูจวินนั่งรถม้าไปกับสาวใช้ น่าจะเป็นนางไม่ผิดแน่ขอรับ”
“อืมข้ารู้แล้ว” เขาพยักหน้าจากนั้นสอดถุงหอมเข้าไปใต้หมอนหลับตาลง
“ทูลรัชทายาทว่าข้าจะไปเข้าเฝ้าในเร็ววัน” กรามของเขาเกร็งแน่นเมื่อนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นกับคนตระกูลฉู่ “ข้าจะให้พวกมันชดใช้ในการกระทำครั้งนี้อย่างสาสม!!”
หากเป็นบุรุษอื่นถามคงโดนด่ากลับมาแล้ว แต่จวินเซียวถามด้วยใบหน้าไร้เดียงสา ดังนั้นสตรีวัยกลางคนดังกล่าวจึงไม่รู้สึกว่าโดนเขาตอกหน้านางยังกล่าวต่อ “สตรีดีๆ ของเมืองอู่ซวงมีมากมาย ข้าเห็นแก่นายท่านจวินจึงอยากช่วย คุณหนูตระกูลเสิ่นงดงามอ่อนหวาน ปีนี้อายุครบสิบหกยังไม่มีคู่หมาย...”“ท่านป้าขอรับ” จวินเซียวกล่าวตัดบท “คนเรามีหน้าที่เป็นของตัวเอง ความต้องการของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป สตรีงดงามกิริยาอ่อนหวาน พวกนางย่อมเป็นที่ปรารถนาของบุรุษที่ต้องการคนปรนนิบัติ ข้าเป็นหมอมีหน้าที่รักษาคนเจ็บป่วย ข้าเจ็บป่วยก็สามารถจ่ายยาเคี่ยวยาให้ตัวเอง ข้ากับน้องสาวเป็นคนเลือกกิน ดังนั้นข้าจึงหัดเข้าครัวตั้งแต่อายุครบเจ็ดขวบปี ข้าเย็บแผลได้ฝีเข็มนั้นปรานีตยิ่งกว่าสตรีปักผ้า ดังนั้นที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นท่านบอกข้าที เหตุใดข้างกายข้าจึงจำเป็นต้องมีสตรีที่สามารถทำทุกอย่างที่ข้าสามารถทำได้แล้ว”ท่านป้าผู้นั้นตะลึงจนลืมคำพูดของตัวเอง นางอึกอักอยู่นานมากกระทั่งชี้มือไปยังหลานซี “แล้วนางเล่า นางมีสิ่งใดที่ทำให้ท่านรู้สึกว่าท่านไม่สามารถทำได้เช่นนาง มีสิ่งใดที่นางทำได้แต่สตรีอื่นทำไม่ได้”“สังหารผู้อื่นเพื่อปกป้อง
“มะ...แม่นางหลานซี”“ใช่ข้าเอง”นางไม่รู้ตัวเลยว่าในห้องยังมีผู้อื่นอีก... ความมืดและจิตใจที่ว้าวุ่นตื่นเต้นกับสิ่งที่คิดจะทำ ทำให้อิงเอ๋อร์ไม่ได้มองไปรอบๆ ด้วยมั่นใจว่าหลานซีนอนหลับอยู่ในห้องอีกห้องไม่ไกลกันนัก นาง...วางยานอนหลับทุกคนแล้วนี่!!แสงไฟสว่างจ้าขึ้น หลานซีจุดไฟและนั่งกอดอกจ้องมองสาวใช้ที่กึ่งเปลือยท่อนบน “สิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดก็คือ...คนที่ยุ่งกับของของข้า ...คนของข้า”อิงเอ๋อร์หน้าซีดขาวเมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นเยียบของอีกฝ่าย ตอนที่หลานซีลุกขึ้นนางถึงกับขาอ่อนยวบนั่งลงกับพื้นหน้าเตียงหลานซีเดินผ่านอีกฝ่ายไปจากนั้นนั่งลงข้างเตียง จัดผ้าห่มให้ให้ชายหนุ่มที่นอนหลับสนิทบนเตียง เสียงกรนเบาๆ ของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกขัน“เจ้าทึ่ม โดนวางยานอนหลับยังไม่รู้ตัวอีก เป็นหมอประสาอะไร” นางมองเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง ทว่าตอนที่หันกลับมามองอิงเอ๋อร์ สายตาของนางเปลี่ยนไปเป็นเย็นเยียบ“บิดาของเจ้าแก่มากแล้ว ทว่าเจ้าไม่เหมือนกัน ในเมื่อจิตใจไม่บริสุทธิ์ ก็ไม่เหมาะที่จะอยู่ภายใต้การดูแลของคนตระกูลจวิน ให้เวลาเจ้าปีหนึ่ง...แต่งงานแล้วย้ายออกไปเสีย บิดาของเจ้ารั้งอยู่ที่นี่ได้”“เจ้าถือสิทธิ์อ
ตอนพิเศษหลานซีนางไม่เคยชอบการนั่งรถม้าเพราะรำคาญความยุ่งยากและมองว่ามันล่าช้า ทว่าตอนนี้กลับยืนมองจวินเซียวขนข้าวของขึ้นรถม้า ของจำเป็นทั้งของนางและของเขาเอง ทั้งสมุนไพรต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมายที่หมอผู้หนึ่งต้องใช้นางกำลังจะกลับเล่อซาน กลับไปไหว้หลุมศพของอาจารย์ บอกกล่าวว่าศิษย์น้องของนางเหลียนฮวาได้สิ้นใจไปแล้ว ทว่าอยู่ๆ ทุกคนก็บอกให้นางพาบุรุษอ่อนแอปวกเปียกผู้นี้ไปด้วยคราแรกนางอยากเดินทางเพียงลำพัง ใช้เวลาสั้นๆ ขี่ม้าไปกลับก็ใช้เวลาไม่ถึงเดือน ทว่านางไม่ได้บอกผู้ใดถึงเรื่องนี้ นั่นทำให้ทุกคนหวาดระแวงว่านางจะไม่กลับมาที่เมืองหลวงอีก โดยเฉพาะเขา...จวินเซียวบุรุษผู้นี้ให้อย่างไรก็ดูไม่เลว แม้จะอ่อนแอปวกเปียกไม่สามารถดูแลตัวเองได้ แต่เรื่องนิสัยใจคอแล้วนางพออกพอใจ เขาเป็นหมอและยังจิตใจดีชอบช่วยเหลือคนอื่น ทว่านางมองว่าเขากับนางไม่เหมาะสมกันนางเป็นชาวยุทธ์ ส่วนเขาเป็นหมอที่ผู้คนนับถือรักใคร่ เขามีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไม่เคยออกไปตกระกำลำบาก ต่างกับนางที่นอนกลางดินกินกลางทรายได้โดยไม่กลัวความลำบากนางเคยพักค้างแรมในป่าโดยไม่มีผ้าห่ม ไม่มีอาหาร อาศัยดื่มน้ำจากลำธารและทะเลสาบ ม้าตัวเดี
“เฮ้อน่าเสียดาย พวกเขานับเป็นคู่สวรรค์สรรค์สร้าง ทว่าเหตุใดจึงดูยากจนนัก ชีวิตลำบากลำบนที่ต้องเดินทางร่อนเร่เช่นนี้ ทำให้ความงดงามของชีวิตคู่ดูเป็นเรื่องน่าเศร้าไปเสียสิ้น”“ก็คงไม่เสมอไปหรอก ท่านเห็นสีหน้าและแววตาของผู้เป็นฮูหยินหรือไม่ นางมิใช่ดูมีความสุขมากหรอกหรือ”“นั่นน่ะสิ สามีที่ดีต่อนาง เอาอกเอาใจเช่นนี้ นั่นมิใช่เพียงพอต่อสตรีนางหนึ่งแล้วหรือ ยังดีว่าร่ำรวยแล้วสามีแต่งอนุคนแล้วคนเล่า”“ข้าเห็นด้วย มีบุรุษที่รักมั่นคงไม่เอาแต่ก่อปัญหา นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ”เสียงของชาวบ้านในละแวกนั้นไม่ได้ดังไปถึงเจ้าตัว เพราะรถม้าสองคันนั้นได้วิ่งจากไปไกลแล้ว...กลับถึงเมืองหลวงจวินหรั่นหนิงก็รู้สึกไม่ปกติ นางทั้งวิงเวียนและอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด นี่ก็เจ็ดเดือนแล้วหลังจากที่นางแต่งเข้าจวนตระกูลฉู่ กลายเป็นฉู่ฮูหยินที่ทำให้สตรีทั่วทั้งเมืองหลวงอดที่จะอิจฉาริษยาไม่ได้ชีวิตคู่ทุกอย่างราบรื่น หลังแต่งงานทั้งสองเดินทางไปต่างเมืองและกลับมาพร้อมกับข่าวดีที่สุด นาง...ตั้งครรภ์แล้ว!ฉู่เฟิงเยี่ยนนั่งกุมมือนางอยู่ข้างเตียง สีหน้าของเขาทั้งดีใจและเป็นกังวล บิดาของนางรีบออกไปเข
มองไปยังบุตรชายที่ตอนนี้ยืนอยู่ข้างๆ หลานซี ตอนออกเดินทางทั้งสองคนแอบไปไหว้ฟ้าดินกันหน้าหลุมศพของอาจารย์ หลานซีเป็นชาวยุทธ์จึงไม่ค่อยถือสาเรื่องพิธีการ แต่จวินเซียวก็รับปากว่าจะจัดงานเล็กๆ ตอนที่พวกเขากลับมายังเมืองหลวงตอนนี้พวกเขากลับมาแล้ว และจวินหรั่นหนิงก็ออกเรือนไปแล้วเช่นกัน ถึงเวลาแล้วที่เขาจะรับสะใภ้เข้าจวน แม้ว่าจะรู้ดีว่าหลานซีไม่มีทางรั้งอยู่ที่นี่ เป็นสะใภ้เช่นสตรีอื่นทำกันทว่า...เขาพอใจสะใภ้คนนี้มากบุตรชายเป็นหมอออกไปรักษาคนตามเมืองต่างๆ ไม่อาจรั้งอยู่ที่เมืองหลวง สะใภ้คนนี้สามารถปกป้องดูแลความปลอดภัยให้สามี ทั้งรอบคอบระแวดระวังละเอียดลออไปทุกย่างก้าว ชีวิตบิดาเช่นเขาจะหวังอะไรไปมากกว่าได้เห็นลูกๆ ปลอดภัยและมีความสุขจวินหรั่นหนิงขยับตัวลุกจากเตียงนอน นางมองไปรอบๆ ห้องขนาดเล็กที่มีม่านหน้าเตียงสีขาวไร้ลายปัก ข้างๆ กายไร้เงาของสามี ไออุ่นของเขาเองก็ไม่เหลือแล้ว เห็นชัดว่าเขาลุกไปนานมากกลิ่นหอมลอยมาจากในครัวพร้อมกับเสียงกระทบของกระทะและตะหลิว เสียงพึมพำสนทนากันด้านนอกของเสียงเอ๋อร์ สือซาน รวมไปถึงฉู่เฟิงเยี่ยนนางลุกขึ้นนั่งและมองออกไปนอกหน้าต่างที่ถูกแง้มเอาไว้ ...ที่น
เช้าวันนั้นนางนั่งรถม้าไปยังร้านหมอ พอไปถึงก็พบว่าฉู่เฟิงเยี่ยนยืนรอนางอยู่ก่อนแล้ว ก็เป็นเหมือนเช่นทุกวันที่เขามาส่งน้องสาวและน้องชายที่ร้านหมอ จากนั้นก็รอพบนาง สนทนากับนางสักครู่ แล้วเขาค่อยออกไปยังร้านแลกเงินตระกูลฉู่ชายหนุ่มเดินมาใกล้รถม้า ยื่นมือออกมารอรับเพื่อช่วย ประคองนางลงจากรถม้า จวินหรั่นหนิงยิ้มให้เขาส่งมือให้เขาแล้วกุมมือเขาแน่น“วันนี้ดูเจ้าอารมณ์ดียิ่ง”“ใช่แล้วข้าอารมณ์ดียิ่ง”“เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด”“ความลับ” นางไม่คิดจะบอกเพราะอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว เก็บเอาไว้ให้เขาประหลาดใจในยามที่มันเกิดขึ้นจริง เช่นนี้จึงจะสวยงามและตราตรึงที่สุดบางครั้งการรอคอยความสุขก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ว่าจะมองเห็นหรือมองไม่เห็นอนาคต ถึงตอนนี้นางก็พร้อมจะเผชิญทุกๆ อย่างไปกับฉู่เฟิงเยี่ยน เพราะตั้งแต่วันนั้นที่นางเลือกที่จะช่วยชีวิตเขาเอาไว้ มันก็คล้ายกับว่านางได้เลือกเขาไปแล้ว ไม่มีบุรุษอื่น ไม่มองผู้ใด คล้ายชีวิตนี้ถูกลิขิตให้มาพานพบ ชะตาชักนำ บุพเพนำพาหรือบางทีเหตุผลที่สวรรค์ให้นางมองเห็นเงาฝันแห่งอนาคต ก็เพราะอยากให้นางช่วยเหลือเขา ช่วยเหลือใครหลายๆ คนที
ฉู่เฟิงเยี่ยนไม่ได้พูดอะไรหลังกลับมาจากคุกหลวง เขาเพียงพาน้องสาวน้องชายไปไหว้หลุมศพบิดามารดา จุดจบเช่นนี้...ก็คงสาสมแล้วกับสิ่งที่อิ่นเกอได้กระทำกับคหบดีหลายๆ จวน เพราะบางครั้งการตายก็เท่ากับหมดทุกข์ การอยู่แบบไร้ค่าต่างหากที่จะเป็นการลงโทษอย่างแท้จริง อย่างที่เขาเรียกกันว่า...อยู่มิสู้ตายหญิงสาวถ
“คิดว่าข้าดื่มจนเมาและหลับไปแล้ว?” หลานซีมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเย็นชา “ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าอย่ามายุ่งกับคนของข้า เจ้าทำอาจารย์สิ้นใจแต่อาจารย์สั่งเสียเอาไว้ว่าไม่ให้ข้าแก้แค้นให้เขา เรื่องนั้นข้ายังเสียใจจนถึงทุกวันนี้ แต่เหลียนฮวาหากข้าสังหารเจ้าเพราะเจ้าทำร้ายคนของข้า เช่นนี้ข้าก็ไม่ถือว่าผิดต่อคำสั
ฉู่เฟิงเยี่ยนอมยิ้ม “เติบโตแล้วย่อมต้องมีความรับผิดชอบ ข้าขอให้เจ้าสุขภาพแข็งแรง ชีวิตเต็มไปด้วยความสุข” นางเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา มองสบตาคมหนักแน่นมั่นคงของฉู่เฟิงเยี่ยนด้านหลังมีเสียงกระแอม จวินเซียวผลักฉู่เฟิงเยี่ยนไปอีกด้าน เขามอบถุงใบหนึ่งให้ในนั้นมีขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็ก กลิ่นสมุนไพรหอมเย็น
เจียงซานก้มลงมองคนที่มีผื่นแดงเต็มตัว ผิวกายของฉู่เฟิงเยี่ยนไม่มีจุดใดที่ไม่มีรอยแดงเป็นจุดๆ ตาบวม หน้าบวม แม้แต่ปากยังบวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเขารีบจับชีพจรของชายหนุ่ม พบว่าเต้นช้ามากทั้งยังสับสน ถึงอย่างนั้นนี่ก็เป็นสัญญาณของการมีชีวิต ผิวกายของชายหนุ่มร้อนผ่าว ทั้งที่มีไข้ตอนนี้ยังมีถูกวางยาปลุกก







