Masukจวินหรั่นหนิงรอจนผู้เป็นพี่ชายกลับมา เห็นสีหน้าของเขานางก็ตระหนักทันทีว่าเขามีเรื่องอยากสนทนากับนาง “พวกเจ้าออกไปก่อน” นางไล่สาวใช้กับบ่าวรับใช้ออกไป
“แผลบนตัวของคุณชายฉู่ เป็นเจ้าใช่หรือไม่”
นางพยักหน้า “เจ้าค่ะ”
“เรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่”
“วันที่ข้าตามท่านพ่อไปยังอารามไห่หวงเจ้าค่ะ”
“เพราะเหตุใด”
“เพราะ...” นางเว้นวรรคด้วยท่าทีครุ่นคิด “เขาก็คือบุรุษที่ผู้นั้นที่ข้ามองเห็นใบหน้าไม่ชัด”
คราวนี้จวินเซียวเลิกคิ้วมองนางด้วยท่าทีตกตะลึง “แล้วเหตุใดเจ้ายังพาตัวเองเข้าไปยุ่งกับเขา หากเขา...” อยู่ๆ ชายหนุ่มก็หยุดพูดแล้วมองนาง “แต่ว่า...เจ้าช่วยชีวิตเขาเอาไว้ บางที...” นึกถึงถุงหอมใบนั้นกับคำถามราวกับเป็นการหยั่งเชิง...
เขาเป็นคนฉลาดมองปราดเดียวก็เข้าใจ นางยิ้มให้พี่ชาย “หากข้าทิ้งเขาเอาไว้ที่นั่นย่อมมีคนอื่นช่วยชีวิตเขาเอาไว้อยู่ดี มิสู้ข้าลองเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ให้ผลลัพธ์ออกมาแตกต่าง”
จวินเซียวพยักหน้า “เขามีถุงหอมของเจ้าด้วย เจ้าจงใจทำตกเอาไว้?”
จวินหรั่นหนิงเลิกคิ้ว “ถุงหอม? ข้าไม่ได้ทิ้งสิ่งใดไว้นี่เจ้าคะ ถุงหอมอะไรกัน??” นางงุนงงทั้งยังพยายามนึก ทว่านึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าลืมถุงหอมเอาไว้
“เอาเถิดจะตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ข้าว่าเขารู้แล้วว่าเป็นเจ้าแน่นอน” จวินเซียวถอนหายใจ “ตอนข้ากลับออกมา คนจากตระกูลเดิมของฉู่ฮูหยินมารอพบเขา เกรงว่าคงมาช่วยขอร้อง”
“ขอร้อง?” นางเลิกคิ้ว
จวินเซียวมีสีหน้ายุ่งยาก “เกรงว่าครั้งนี้คนที่เกี่ยวข้องกับการตายของนายท่านและฉู่ฮูหยินคงไม่ใช่แค่คนสองคน ทั้งที่รู้และไม่รู้รวมแล้วไม่น่าจะต่ำกว่าสี่คน หากยังปล่อยไว้ไม่ทำอะไร คิดว่าตระกูลหลันคงจบสิ้นแล้ว คดีนี้เป็นคดีอาญามีคนตายถึงสองคน เกรงว่าคนที่เกี่ยวข้องล้วนหนีไม่พ้นต้องโทษประหารแน่นอน”
“ตระกูลหลันจะมาขอร้องเขา?”
“เป็นเช่นนั้น”
“แต่นี่เป็นคดีอาญา ต่อให้ขอร้องคุณชายฉู่ก็เกรงว่าไม่อาจช่วย”
“ก็...ไม่ถึงขั้นไม่อาจช่วย คนที่ยังพอลดโทษยังมีขอเพียงคุณชายฉู่ยอมช่วย”
จวินหรั่นหนิงถอนหายใจ “ไม่มีทาง”
“ใช่ไม่มีทาง ได้ยินมาว่าตอนที่ฉู่ฮูหยินสิ้นใจนางกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ”
!!! จวินหรั่นหนิงนึกถึงมือของฉู่เฟิงเยี่ยนที่กุมปิ่นในมือแน่น นางไม่อาจคาดเดาเลยว่าตอนที่เขาดึงปิ่นนั้นออกมา เขาเห็นอะไร รู้สึกอย่างไร และ...ตอนนั้นเขาคิดอะไรอยู่
“ต่อให้ตัดขาดจากตระกูลหลันก็ไม่มีผู้ใดตำหนิเขาได้” นางกล่าว
“ก็ใช่ แต่...เขาอายุยังน้อย กิจการของตระกูลฉู่เกรงว่าคงส่งผลกระทบไม่น้อย”
นึกถึงภาพที่ชายหนุ่มชุดแดงสังหารพี่ชายของนางแล้วเหยียบเอาไว้ใต้ฝ่าเท้า นางมองไปยังจวินเซียว “พี่ใหญ่”
“หืม”
“เรายังมีสัญญากู้เงินกับนายท่านฉู่ ถ้าอย่างไรเราสมควรคืนเงินทั้งต้นทั้งดอก แม้ช่วยได้ไม่มากแต่ก็นับว่าสามารถช่วยให้ฉู่เฟิงเยี่ยนประคับประคองร้านแลกเงินต่อไป ท่าน...คิดเห็นเป็นอย่างไร”
“เจ้าคิดจะเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร??”
“เจ้าค่ะ”
อีกฝ่ายพยักหน้า “เช่นนั้นคืนนี้เราลองปรึกษาอาจารย์กับท่านพ่อดู”
ฉู่เฟิงเยี่ยนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพี่ชายของนาง บางทีทั้งสองอาจกลายมาเป็นสหายที่ดีต่อกันในอนาคต แม้นางยังไม่มั่นใจว่าสตรีนางนั้นจะโผล่เข้ามาอีกหรือไม่ สงสัยว่าบางทีฉู่เฟิงเยี่ยนเองก็ลงมือเพราะสตรีนางนั้น
แต่ตอนนี้ปลายเหตุได้ถูกเปลี่ยนให้แตกต่างแล้ว สตรีผู้นั้นไม่ได้เป็นคนช่วยชีวิตเขาเอาไว้ เป็นนางต่างหากที่ช่วยเขา และตอนนี้เขาเองก็คงรู้แล้วเช่นกัน ดังนั้นก็ได้แต่หวังว่าหลังจากนี้เรื่องร้ายจะกลับกลายเป็นดี
บ่ายวันนี้ฝนตกหนักจวินหรั่นหนิงไม่ชอบนั่งรถม้าเพราะร้านสมุนไพรตระกูลจวินอยู่ไม่ไกลจากจวนนัก ดังนั้นหากไม่จำเป็นนางก็มักเดินเท้า เหลือรถม้าไว้ให้บิดาไปอาราม ไม่ก็บางครั้งพี่ชายของนางต้องใช้ในยามต้องออกไปดูแลคนเจ็บป่วย
ตอนกำลังเดินกลับจวนก็มองเห็นเด็กนักเรียนของสำนักศึกษากลุ่มหนึ่งกำลังยืนออกกันหน้าร้านบะหมี่ สายฝนซัดสาดเด็กคนหนึ่งไม่มีร่มจึงเปียกโชก เขาถูกยืนล้อมเอาไว้ตรงกลาง นางได้ยินเสียงเย้ยหยันของเด็กชายวัยไม่เกินเก้าขวบ กล่าวหาเด็กชายอีกคนว่าเป็นตัวซวย เป็นตัวกาลกิณี ไม่สมควรมีผู้ใดคบหาเป็นสหาย
“คุณหนู นั่น...คุณชายสามตระกูลฉู่ ฉู่เจวี๋ยเจ้าค่ะ”
นางเลิกคิ้วมองฉู่เจวี๋ยที่ยืนก้มหน้าไม่ตอบโต้ ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ แม้แต่ไหล่ของเขาก็ลู่ลงราวคนกำลังโดดเดี่ยวสิ้นหวัง... เขาได้แต่ยืนนิ่งให้สหายร่วมสำนักศึกษาเย้ยหยันเช่นนั้น
หากเป็นบุรุษอื่นถามคงโดนด่ากลับมาแล้ว แต่จวินเซียวถามด้วยใบหน้าไร้เดียงสา ดังนั้นสตรีวัยกลางคนดังกล่าวจึงไม่รู้สึกว่าโดนเขาตอกหน้านางยังกล่าวต่อ “สตรีดีๆ ของเมืองอู่ซวงมีมากมาย ข้าเห็นแก่นายท่านจวินจึงอยากช่วย คุณหนูตระกูลเสิ่นงดงามอ่อนหวาน ปีนี้อายุครบสิบหกยังไม่มีคู่หมาย...”“ท่านป้าขอรับ” จวินเซียวกล่าวตัดบท “คนเรามีหน้าที่เป็นของตัวเอง ความต้องการของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป สตรีงดงามกิริยาอ่อนหวาน พวกนางย่อมเป็นที่ปรารถนาของบุรุษที่ต้องการคนปรนนิบัติ ข้าเป็นหมอมีหน้าที่รักษาคนเจ็บป่วย ข้าเจ็บป่วยก็สามารถจ่ายยาเคี่ยวยาให้ตัวเอง ข้ากับน้องสาวเป็นคนเลือกกิน ดังนั้นข้าจึงหัดเข้าครัวตั้งแต่อายุครบเจ็ดขวบปี ข้าเย็บแผลได้ฝีเข็มนั้นปรานีตยิ่งกว่าสตรีปักผ้า ดังนั้นที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นท่านบอกข้าที เหตุใดข้างกายข้าจึงจำเป็นต้องมีสตรีที่สามารถทำทุกอย่างที่ข้าสามารถทำได้แล้ว”ท่านป้าผู้นั้นตะลึงจนลืมคำพูดของตัวเอง นางอึกอักอยู่นานมากกระทั่งชี้มือไปยังหลานซี “แล้วนางเล่า นางมีสิ่งใดที่ทำให้ท่านรู้สึกว่าท่านไม่สามารถทำได้เช่นนาง มีสิ่งใดที่นางทำได้แต่สตรีอื่นทำไม่ได้”“สังหารผู้อื่นเพื่อปกป้อง
“มะ...แม่นางหลานซี”“ใช่ข้าเอง”นางไม่รู้ตัวเลยว่าในห้องยังมีผู้อื่นอีก... ความมืดและจิตใจที่ว้าวุ่นตื่นเต้นกับสิ่งที่คิดจะทำ ทำให้อิงเอ๋อร์ไม่ได้มองไปรอบๆ ด้วยมั่นใจว่าหลานซีนอนหลับอยู่ในห้องอีกห้องไม่ไกลกันนัก นาง...วางยานอนหลับทุกคนแล้วนี่!!แสงไฟสว่างจ้าขึ้น หลานซีจุดไฟและนั่งกอดอกจ้องมองสาวใช้ที่กึ่งเปลือยท่อนบน “สิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดก็คือ...คนที่ยุ่งกับของของข้า ...คนของข้า”อิงเอ๋อร์หน้าซีดขาวเมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นเยียบของอีกฝ่าย ตอนที่หลานซีลุกขึ้นนางถึงกับขาอ่อนยวบนั่งลงกับพื้นหน้าเตียงหลานซีเดินผ่านอีกฝ่ายไปจากนั้นนั่งลงข้างเตียง จัดผ้าห่มให้ให้ชายหนุ่มที่นอนหลับสนิทบนเตียง เสียงกรนเบาๆ ของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกขัน“เจ้าทึ่ม โดนวางยานอนหลับยังไม่รู้ตัวอีก เป็นหมอประสาอะไร” นางมองเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง ทว่าตอนที่หันกลับมามองอิงเอ๋อร์ สายตาของนางเปลี่ยนไปเป็นเย็นเยียบ“บิดาของเจ้าแก่มากแล้ว ทว่าเจ้าไม่เหมือนกัน ในเมื่อจิตใจไม่บริสุทธิ์ ก็ไม่เหมาะที่จะอยู่ภายใต้การดูแลของคนตระกูลจวิน ให้เวลาเจ้าปีหนึ่ง...แต่งงานแล้วย้ายออกไปเสีย บิดาของเจ้ารั้งอยู่ที่นี่ได้”“เจ้าถือสิทธิ์อ
ตอนพิเศษหลานซีนางไม่เคยชอบการนั่งรถม้าเพราะรำคาญความยุ่งยากและมองว่ามันล่าช้า ทว่าตอนนี้กลับยืนมองจวินเซียวขนข้าวของขึ้นรถม้า ของจำเป็นทั้งของนางและของเขาเอง ทั้งสมุนไพรต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมายที่หมอผู้หนึ่งต้องใช้นางกำลังจะกลับเล่อซาน กลับไปไหว้หลุมศพของอาจารย์ บอกกล่าวว่าศิษย์น้องของนางเหลียนฮวาได้สิ้นใจไปแล้ว ทว่าอยู่ๆ ทุกคนก็บอกให้นางพาบุรุษอ่อนแอปวกเปียกผู้นี้ไปด้วยคราแรกนางอยากเดินทางเพียงลำพัง ใช้เวลาสั้นๆ ขี่ม้าไปกลับก็ใช้เวลาไม่ถึงเดือน ทว่านางไม่ได้บอกผู้ใดถึงเรื่องนี้ นั่นทำให้ทุกคนหวาดระแวงว่านางจะไม่กลับมาที่เมืองหลวงอีก โดยเฉพาะเขา...จวินเซียวบุรุษผู้นี้ให้อย่างไรก็ดูไม่เลว แม้จะอ่อนแอปวกเปียกไม่สามารถดูแลตัวเองได้ แต่เรื่องนิสัยใจคอแล้วนางพออกพอใจ เขาเป็นหมอและยังจิตใจดีชอบช่วยเหลือคนอื่น ทว่านางมองว่าเขากับนางไม่เหมาะสมกันนางเป็นชาวยุทธ์ ส่วนเขาเป็นหมอที่ผู้คนนับถือรักใคร่ เขามีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไม่เคยออกไปตกระกำลำบาก ต่างกับนางที่นอนกลางดินกินกลางทรายได้โดยไม่กลัวความลำบากนางเคยพักค้างแรมในป่าโดยไม่มีผ้าห่ม ไม่มีอาหาร อาศัยดื่มน้ำจากลำธารและทะเลสาบ ม้าตัวเดี
“เฮ้อน่าเสียดาย พวกเขานับเป็นคู่สวรรค์สรรค์สร้าง ทว่าเหตุใดจึงดูยากจนนัก ชีวิตลำบากลำบนที่ต้องเดินทางร่อนเร่เช่นนี้ ทำให้ความงดงามของชีวิตคู่ดูเป็นเรื่องน่าเศร้าไปเสียสิ้น”“ก็คงไม่เสมอไปหรอก ท่านเห็นสีหน้าและแววตาของผู้เป็นฮูหยินหรือไม่ นางมิใช่ดูมีความสุขมากหรอกหรือ”“นั่นน่ะสิ สามีที่ดีต่อนาง เอาอกเอาใจเช่นนี้ นั่นมิใช่เพียงพอต่อสตรีนางหนึ่งแล้วหรือ ยังดีว่าร่ำรวยแล้วสามีแต่งอนุคนแล้วคนเล่า”“ข้าเห็นด้วย มีบุรุษที่รักมั่นคงไม่เอาแต่ก่อปัญหา นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ”เสียงของชาวบ้านในละแวกนั้นไม่ได้ดังไปถึงเจ้าตัว เพราะรถม้าสองคันนั้นได้วิ่งจากไปไกลแล้ว...กลับถึงเมืองหลวงจวินหรั่นหนิงก็รู้สึกไม่ปกติ นางทั้งวิงเวียนและอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด นี่ก็เจ็ดเดือนแล้วหลังจากที่นางแต่งเข้าจวนตระกูลฉู่ กลายเป็นฉู่ฮูหยินที่ทำให้สตรีทั่วทั้งเมืองหลวงอดที่จะอิจฉาริษยาไม่ได้ชีวิตคู่ทุกอย่างราบรื่น หลังแต่งงานทั้งสองเดินทางไปต่างเมืองและกลับมาพร้อมกับข่าวดีที่สุด นาง...ตั้งครรภ์แล้ว!ฉู่เฟิงเยี่ยนนั่งกุมมือนางอยู่ข้างเตียง สีหน้าของเขาทั้งดีใจและเป็นกังวล บิดาของนางรีบออกไปเข
มองไปยังบุตรชายที่ตอนนี้ยืนอยู่ข้างๆ หลานซี ตอนออกเดินทางทั้งสองคนแอบไปไหว้ฟ้าดินกันหน้าหลุมศพของอาจารย์ หลานซีเป็นชาวยุทธ์จึงไม่ค่อยถือสาเรื่องพิธีการ แต่จวินเซียวก็รับปากว่าจะจัดงานเล็กๆ ตอนที่พวกเขากลับมายังเมืองหลวงตอนนี้พวกเขากลับมาแล้ว และจวินหรั่นหนิงก็ออกเรือนไปแล้วเช่นกัน ถึงเวลาแล้วที่เขาจะรับสะใภ้เข้าจวน แม้ว่าจะรู้ดีว่าหลานซีไม่มีทางรั้งอยู่ที่นี่ เป็นสะใภ้เช่นสตรีอื่นทำกันทว่า...เขาพอใจสะใภ้คนนี้มากบุตรชายเป็นหมอออกไปรักษาคนตามเมืองต่างๆ ไม่อาจรั้งอยู่ที่เมืองหลวง สะใภ้คนนี้สามารถปกป้องดูแลความปลอดภัยให้สามี ทั้งรอบคอบระแวดระวังละเอียดลออไปทุกย่างก้าว ชีวิตบิดาเช่นเขาจะหวังอะไรไปมากกว่าได้เห็นลูกๆ ปลอดภัยและมีความสุขจวินหรั่นหนิงขยับตัวลุกจากเตียงนอน นางมองไปรอบๆ ห้องขนาดเล็กที่มีม่านหน้าเตียงสีขาวไร้ลายปัก ข้างๆ กายไร้เงาของสามี ไออุ่นของเขาเองก็ไม่เหลือแล้ว เห็นชัดว่าเขาลุกไปนานมากกลิ่นหอมลอยมาจากในครัวพร้อมกับเสียงกระทบของกระทะและตะหลิว เสียงพึมพำสนทนากันด้านนอกของเสียงเอ๋อร์ สือซาน รวมไปถึงฉู่เฟิงเยี่ยนนางลุกขึ้นนั่งและมองออกไปนอกหน้าต่างที่ถูกแง้มเอาไว้ ...ที่น
เช้าวันนั้นนางนั่งรถม้าไปยังร้านหมอ พอไปถึงก็พบว่าฉู่เฟิงเยี่ยนยืนรอนางอยู่ก่อนแล้ว ก็เป็นเหมือนเช่นทุกวันที่เขามาส่งน้องสาวและน้องชายที่ร้านหมอ จากนั้นก็รอพบนาง สนทนากับนางสักครู่ แล้วเขาค่อยออกไปยังร้านแลกเงินตระกูลฉู่ชายหนุ่มเดินมาใกล้รถม้า ยื่นมือออกมารอรับเพื่อช่วย ประคองนางลงจากรถม้า จวินหรั่นหนิงยิ้มให้เขาส่งมือให้เขาแล้วกุมมือเขาแน่น“วันนี้ดูเจ้าอารมณ์ดียิ่ง”“ใช่แล้วข้าอารมณ์ดียิ่ง”“เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด”“ความลับ” นางไม่คิดจะบอกเพราะอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว เก็บเอาไว้ให้เขาประหลาดใจในยามที่มันเกิดขึ้นจริง เช่นนี้จึงจะสวยงามและตราตรึงที่สุดบางครั้งการรอคอยความสุขก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ว่าจะมองเห็นหรือมองไม่เห็นอนาคต ถึงตอนนี้นางก็พร้อมจะเผชิญทุกๆ อย่างไปกับฉู่เฟิงเยี่ยน เพราะตั้งแต่วันนั้นที่นางเลือกที่จะช่วยชีวิตเขาเอาไว้ มันก็คล้ายกับว่านางได้เลือกเขาไปแล้ว ไม่มีบุรุษอื่น ไม่มองผู้ใด คล้ายชีวิตนี้ถูกลิขิตให้มาพานพบ ชะตาชักนำ บุพเพนำพาหรือบางทีเหตุผลที่สวรรค์ให้นางมองเห็นเงาฝันแห่งอนาคต ก็เพราะอยากให้นางช่วยเหลือเขา ช่วยเหลือใครหลายๆ คนที
ฉู่เฟิงเยี่ยนไม่ได้พูดอะไรหลังกลับมาจากคุกหลวง เขาเพียงพาน้องสาวน้องชายไปไหว้หลุมศพบิดามารดา จุดจบเช่นนี้...ก็คงสาสมแล้วกับสิ่งที่อิ่นเกอได้กระทำกับคหบดีหลายๆ จวน เพราะบางครั้งการตายก็เท่ากับหมดทุกข์ การอยู่แบบไร้ค่าต่างหากที่จะเป็นการลงโทษอย่างแท้จริง อย่างที่เขาเรียกกันว่า...อยู่มิสู้ตายหญิงสาวถ
“คิดว่าข้าดื่มจนเมาและหลับไปแล้ว?” หลานซีมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเย็นชา “ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าอย่ามายุ่งกับคนของข้า เจ้าทำอาจารย์สิ้นใจแต่อาจารย์สั่งเสียเอาไว้ว่าไม่ให้ข้าแก้แค้นให้เขา เรื่องนั้นข้ายังเสียใจจนถึงทุกวันนี้ แต่เหลียนฮวาหากข้าสังหารเจ้าเพราะเจ้าทำร้ายคนของข้า เช่นนี้ข้าก็ไม่ถือว่าผิดต่อคำสั
ฉู่เฟิงเยี่ยนอมยิ้ม “เติบโตแล้วย่อมต้องมีความรับผิดชอบ ข้าขอให้เจ้าสุขภาพแข็งแรง ชีวิตเต็มไปด้วยความสุข” นางเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา มองสบตาคมหนักแน่นมั่นคงของฉู่เฟิงเยี่ยนด้านหลังมีเสียงกระแอม จวินเซียวผลักฉู่เฟิงเยี่ยนไปอีกด้าน เขามอบถุงใบหนึ่งให้ในนั้นมีขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็ก กลิ่นสมุนไพรหอมเย็น
เจียงซานก้มลงมองคนที่มีผื่นแดงเต็มตัว ผิวกายของฉู่เฟิงเยี่ยนไม่มีจุดใดที่ไม่มีรอยแดงเป็นจุดๆ ตาบวม หน้าบวม แม้แต่ปากยังบวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเขารีบจับชีพจรของชายหนุ่ม พบว่าเต้นช้ามากทั้งยังสับสน ถึงอย่างนั้นนี่ก็เป็นสัญญาณของการมีชีวิต ผิวกายของชายหนุ่มร้อนผ่าว ทั้งที่มีไข้ตอนนี้ยังมีถูกวางยาปลุกก




![เจ้าสาวใคร่ราคะ [NC30+] + [PWP]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


