Masukที่นางรู้ก็เพราะพวกเขาล้วนสวมชุดของสำนักศึกษาทั้งสิ้น เกรงว่าหลังเลิกเรียนไม่กลับบ้านแต่ตามตอแยไม่เลิกรา หญิงสาวตัดสินใจเดินเข้าไป
“อาเจวี๋ย ไม่กลับบ้านมัวทำอะไรอยู่ตรงนี้”
นางกวาดสายตามองไปยังเด็กหลายคนที่อายุน้อยกว่า จากนั้นมองไปยังฉู่เจวี๋ยที่เงยหน้าขึ้นมองนางด้วยความสงสัย จวินหรั่นหนิงยิ้มให้เขา “เจ้าทำถูกแล้ว อันว่าคนพาลนั้นไม่ควรตอบโต้หรือให้ความสำคัญ พวกเขาไม่คบหา เช่นนั้นก็นับว่าเจ้าโชคดีแล้ว”
“ท่านจะไปรู้อะไร มารดาของเขาเป็นฆาตกร...”
อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบนางก็หันไปมองพร้อมกล่าวตัดบท “นางสังหารบิดามารดาเจ้าหรือ”
เด็กคนนั้นเบิกตามองนางด้วยท่าทีโกรธขึ้ง “ย่อมไม่ใช่! บิดามารดาของข้ายังอยู่ เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาแช่งบิดามารดาของข้า!”
“เช่นนั้นเจ้าเดือดร้อนอะไร เขาไม่ใช่มารดา คนก่อเหตุเป็นคนละคนกัน สำนักศึกษาไม่ได้สั่งสอนหรือว่าควรแยกแยะผิดถูก ทั้งไม่ควรโยนความผิดให้ผู้บริสุทธิ์”
“พวกข้าเพียงสงสารเห็นใจคุณชายกับคุณหนูฉู่”
“ใช่ๆ พี่ฉู่ใจดีมาก สตรีชั่วช้าเช่นนั้นย่อมต้องให้กำเนิดคนต่ำตมเช่นเดียวกัน วันหน้าเขาต้องกลายเป็นฆาตกรเหมือนมารดาแน่นอน”
“เจ้าได้ยินคุณชายและคุณหนูฉู่กล่าวเช่นนี้หรือ” นางจ้องคนพูดเขม็ง เขาอึกอัก
“ย่อมไม่ใช่! เขาเป็นคนดีจะพูดเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร!”
“เช่นนั้นเจ้าเป็นญาติฝ่ายใดกับคุณชายและคุณหนูฉู่”
“ไม่ได้เป็น!”
นางลดเสียงลงเป็นเย็นเยียบ “เช่นนั้นมีสิทธิ์อะไรคิดและพูดแทนคนตระกูลฉู่ บัณฑิตที่ได้รับการสั่งสอนสมควรมีท่าทีเช่นนี้หรือ เหยียบย่ำซ้ำเติมผู้อื่นในยามที่ผู้อื่นตกต่ำโดดเดี่ยว วิพากษ์วิจารณ์เรื่องของจวนอื่นอย่างสนุกปาก ตัดสินความผิดผู้อื่นโดยที่ไม่มีใครร้องขอ ข้าสมควรร้องเรียนไปยังสำนักศึกษาเพื่อให้อาจารย์อบรมสั่งสอนพวกเจ้าใหม่ดีหรือไม่ พวกเจ้าเป็นคนของจวนใด” นางกวาดสายตามองไปรอบๆ
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร!? พวกข้า...”
เด็กคนหนึ่งกระซิบบอกเพื่อนในกลุ่ม “นะ...นางก็คือน้องสาวของท่านหมอจวิน ข้ารู้ว่ามานางเองก็เป็นวิชาแพทย์ นางเคยไปดูอาการของแม่ข้าที่จวนด้วย อย่ายุ่งกับนางเลย”
“ท่านหมอจวิน? เขาเคยรักษาอาการป่วยของบิดาข้า”
ไม่นานพวกเขาก็มีท่าทีอ่อนลง จากนั้นทยอยกันเดินจากไป นางหันกลับมามองฉู่เจวี๋ยที่คำนับนางคราหนึ่ง อีกฝ่ายหมุนตัวกำลังจะจากไปเช่นกัน
“ช้าก่อน”
“ท่านมีอะไรหรือ”
เขามองนางด้วยสายตาหดหู่เศร้าสร้อย นางเห็นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเสียงเบา ขยับเข้าไปพร้อมกับยกร่มขึ้นบังฝนให้เขา
“เจ้ามิใช่นาง ไม่จำเป็นต้องแบกรับการกระทำของผู้อื่น แม้ว่าคนผู้นั้นคือมารดาของเจ้าก็ตาม”
เขาเงยหน้าขึ้นมองนางในที่สุด ดวงตาคู่นั้นส่องประกายหากแต่ก็หมองหม่นนัก “แต่ว่า...”
“เจ้าชื่อแซ่ใด”
“ข้า?” เขามองนางด้วยสายตางุนงง “ฉู่เจวี๋ย ท่านไม่ใช่รู้แล้วหรือหรอก”
นางยิ้ม “เห็นหรือไม่ เจ้าแซ่ฉู่ นั่นย่อมหมายถึงเจ้าเป็นคนตระกูลฉู่ ผู้ใดจะมองและคิดเห็นเกี่ยวกับตัวเจ้าอย่างไรล้วนไม่สำคัญ สำคัญเพียงพี่ชายและพี่สาวของเจ้าคิดเห็นอย่างไรต่างหาก ในเมื่อจนถึงตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรคุณชายและคุณหนูฉู่ก็ไม่ส่งตัวเจ้าให้คนตระกูลหลัน นั่นย่อมหมายความว่าพวกเขาเองก็คิดว่าเจ้าเป็นคนตระกูลฉู่ นับจากนี้สนใจเพียงเรื่องนี้ก็พอ เข้าใจหรือไม่”
เขามองนางนิ่งจากนั้นจึงยิ้มและพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมาก”
นางยื่นร่มของตัวเองให้เขา “รับไว้สิ เจ้าเปียกหมดแล้ว”
“ข้าเปียกแต่ท่านยัง...”
สาวใช้ของนางรีบขยับเข้ามากางร่มให้จวินหรั่นหนิง “เจ้ากลับจวนเถิด กลับไปก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเช็ดเนื้อตัวให้แห้งเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้”
“ขอบคุณคุณหนูจวิน เช่นนั้นข้ารับไว้แล้วจะนำไปคืนที่ร้านตระกูลจวินวันหลัง”
หากเป็นบุรุษอื่นถามคงโดนด่ากลับมาแล้ว แต่จวินเซียวถามด้วยใบหน้าไร้เดียงสา ดังนั้นสตรีวัยกลางคนดังกล่าวจึงไม่รู้สึกว่าโดนเขาตอกหน้านางยังกล่าวต่อ “สตรีดีๆ ของเมืองอู่ซวงมีมากมาย ข้าเห็นแก่นายท่านจวินจึงอยากช่วย คุณหนูตระกูลเสิ่นงดงามอ่อนหวาน ปีนี้อายุครบสิบหกยังไม่มีคู่หมาย...”“ท่านป้าขอรับ” จวินเซียวกล่าวตัดบท “คนเรามีหน้าที่เป็นของตัวเอง ความต้องการของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป สตรีงดงามกิริยาอ่อนหวาน พวกนางย่อมเป็นที่ปรารถนาของบุรุษที่ต้องการคนปรนนิบัติ ข้าเป็นหมอมีหน้าที่รักษาคนเจ็บป่วย ข้าเจ็บป่วยก็สามารถจ่ายยาเคี่ยวยาให้ตัวเอง ข้ากับน้องสาวเป็นคนเลือกกิน ดังนั้นข้าจึงหัดเข้าครัวตั้งแต่อายุครบเจ็ดขวบปี ข้าเย็บแผลได้ฝีเข็มนั้นปรานีตยิ่งกว่าสตรีปักผ้า ดังนั้นที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นท่านบอกข้าที เหตุใดข้างกายข้าจึงจำเป็นต้องมีสตรีที่สามารถทำทุกอย่างที่ข้าสามารถทำได้แล้ว”ท่านป้าผู้นั้นตะลึงจนลืมคำพูดของตัวเอง นางอึกอักอยู่นานมากกระทั่งชี้มือไปยังหลานซี “แล้วนางเล่า นางมีสิ่งใดที่ทำให้ท่านรู้สึกว่าท่านไม่สามารถทำได้เช่นนาง มีสิ่งใดที่นางทำได้แต่สตรีอื่นทำไม่ได้”“สังหารผู้อื่นเพื่อปกป้อง
“มะ...แม่นางหลานซี”“ใช่ข้าเอง”นางไม่รู้ตัวเลยว่าในห้องยังมีผู้อื่นอีก... ความมืดและจิตใจที่ว้าวุ่นตื่นเต้นกับสิ่งที่คิดจะทำ ทำให้อิงเอ๋อร์ไม่ได้มองไปรอบๆ ด้วยมั่นใจว่าหลานซีนอนหลับอยู่ในห้องอีกห้องไม่ไกลกันนัก นาง...วางยานอนหลับทุกคนแล้วนี่!!แสงไฟสว่างจ้าขึ้น หลานซีจุดไฟและนั่งกอดอกจ้องมองสาวใช้ที่กึ่งเปลือยท่อนบน “สิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดก็คือ...คนที่ยุ่งกับของของข้า ...คนของข้า”อิงเอ๋อร์หน้าซีดขาวเมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นเยียบของอีกฝ่าย ตอนที่หลานซีลุกขึ้นนางถึงกับขาอ่อนยวบนั่งลงกับพื้นหน้าเตียงหลานซีเดินผ่านอีกฝ่ายไปจากนั้นนั่งลงข้างเตียง จัดผ้าห่มให้ให้ชายหนุ่มที่นอนหลับสนิทบนเตียง เสียงกรนเบาๆ ของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกขัน“เจ้าทึ่ม โดนวางยานอนหลับยังไม่รู้ตัวอีก เป็นหมอประสาอะไร” นางมองเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง ทว่าตอนที่หันกลับมามองอิงเอ๋อร์ สายตาของนางเปลี่ยนไปเป็นเย็นเยียบ“บิดาของเจ้าแก่มากแล้ว ทว่าเจ้าไม่เหมือนกัน ในเมื่อจิตใจไม่บริสุทธิ์ ก็ไม่เหมาะที่จะอยู่ภายใต้การดูแลของคนตระกูลจวิน ให้เวลาเจ้าปีหนึ่ง...แต่งงานแล้วย้ายออกไปเสีย บิดาของเจ้ารั้งอยู่ที่นี่ได้”“เจ้าถือสิทธิ์อ
ตอนพิเศษหลานซีนางไม่เคยชอบการนั่งรถม้าเพราะรำคาญความยุ่งยากและมองว่ามันล่าช้า ทว่าตอนนี้กลับยืนมองจวินเซียวขนข้าวของขึ้นรถม้า ของจำเป็นทั้งของนางและของเขาเอง ทั้งสมุนไพรต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมายที่หมอผู้หนึ่งต้องใช้นางกำลังจะกลับเล่อซาน กลับไปไหว้หลุมศพของอาจารย์ บอกกล่าวว่าศิษย์น้องของนางเหลียนฮวาได้สิ้นใจไปแล้ว ทว่าอยู่ๆ ทุกคนก็บอกให้นางพาบุรุษอ่อนแอปวกเปียกผู้นี้ไปด้วยคราแรกนางอยากเดินทางเพียงลำพัง ใช้เวลาสั้นๆ ขี่ม้าไปกลับก็ใช้เวลาไม่ถึงเดือน ทว่านางไม่ได้บอกผู้ใดถึงเรื่องนี้ นั่นทำให้ทุกคนหวาดระแวงว่านางจะไม่กลับมาที่เมืองหลวงอีก โดยเฉพาะเขา...จวินเซียวบุรุษผู้นี้ให้อย่างไรก็ดูไม่เลว แม้จะอ่อนแอปวกเปียกไม่สามารถดูแลตัวเองได้ แต่เรื่องนิสัยใจคอแล้วนางพออกพอใจ เขาเป็นหมอและยังจิตใจดีชอบช่วยเหลือคนอื่น ทว่านางมองว่าเขากับนางไม่เหมาะสมกันนางเป็นชาวยุทธ์ ส่วนเขาเป็นหมอที่ผู้คนนับถือรักใคร่ เขามีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไม่เคยออกไปตกระกำลำบาก ต่างกับนางที่นอนกลางดินกินกลางทรายได้โดยไม่กลัวความลำบากนางเคยพักค้างแรมในป่าโดยไม่มีผ้าห่ม ไม่มีอาหาร อาศัยดื่มน้ำจากลำธารและทะเลสาบ ม้าตัวเดี
“เฮ้อน่าเสียดาย พวกเขานับเป็นคู่สวรรค์สรรค์สร้าง ทว่าเหตุใดจึงดูยากจนนัก ชีวิตลำบากลำบนที่ต้องเดินทางร่อนเร่เช่นนี้ ทำให้ความงดงามของชีวิตคู่ดูเป็นเรื่องน่าเศร้าไปเสียสิ้น”“ก็คงไม่เสมอไปหรอก ท่านเห็นสีหน้าและแววตาของผู้เป็นฮูหยินหรือไม่ นางมิใช่ดูมีความสุขมากหรอกหรือ”“นั่นน่ะสิ สามีที่ดีต่อนาง เอาอกเอาใจเช่นนี้ นั่นมิใช่เพียงพอต่อสตรีนางหนึ่งแล้วหรือ ยังดีว่าร่ำรวยแล้วสามีแต่งอนุคนแล้วคนเล่า”“ข้าเห็นด้วย มีบุรุษที่รักมั่นคงไม่เอาแต่ก่อปัญหา นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ”เสียงของชาวบ้านในละแวกนั้นไม่ได้ดังไปถึงเจ้าตัว เพราะรถม้าสองคันนั้นได้วิ่งจากไปไกลแล้ว...กลับถึงเมืองหลวงจวินหรั่นหนิงก็รู้สึกไม่ปกติ นางทั้งวิงเวียนและอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด นี่ก็เจ็ดเดือนแล้วหลังจากที่นางแต่งเข้าจวนตระกูลฉู่ กลายเป็นฉู่ฮูหยินที่ทำให้สตรีทั่วทั้งเมืองหลวงอดที่จะอิจฉาริษยาไม่ได้ชีวิตคู่ทุกอย่างราบรื่น หลังแต่งงานทั้งสองเดินทางไปต่างเมืองและกลับมาพร้อมกับข่าวดีที่สุด นาง...ตั้งครรภ์แล้ว!ฉู่เฟิงเยี่ยนนั่งกุมมือนางอยู่ข้างเตียง สีหน้าของเขาทั้งดีใจและเป็นกังวล บิดาของนางรีบออกไปเข
มองไปยังบุตรชายที่ตอนนี้ยืนอยู่ข้างๆ หลานซี ตอนออกเดินทางทั้งสองคนแอบไปไหว้ฟ้าดินกันหน้าหลุมศพของอาจารย์ หลานซีเป็นชาวยุทธ์จึงไม่ค่อยถือสาเรื่องพิธีการ แต่จวินเซียวก็รับปากว่าจะจัดงานเล็กๆ ตอนที่พวกเขากลับมายังเมืองหลวงตอนนี้พวกเขากลับมาแล้ว และจวินหรั่นหนิงก็ออกเรือนไปแล้วเช่นกัน ถึงเวลาแล้วที่เขาจะรับสะใภ้เข้าจวน แม้ว่าจะรู้ดีว่าหลานซีไม่มีทางรั้งอยู่ที่นี่ เป็นสะใภ้เช่นสตรีอื่นทำกันทว่า...เขาพอใจสะใภ้คนนี้มากบุตรชายเป็นหมอออกไปรักษาคนตามเมืองต่างๆ ไม่อาจรั้งอยู่ที่เมืองหลวง สะใภ้คนนี้สามารถปกป้องดูแลความปลอดภัยให้สามี ทั้งรอบคอบระแวดระวังละเอียดลออไปทุกย่างก้าว ชีวิตบิดาเช่นเขาจะหวังอะไรไปมากกว่าได้เห็นลูกๆ ปลอดภัยและมีความสุขจวินหรั่นหนิงขยับตัวลุกจากเตียงนอน นางมองไปรอบๆ ห้องขนาดเล็กที่มีม่านหน้าเตียงสีขาวไร้ลายปัก ข้างๆ กายไร้เงาของสามี ไออุ่นของเขาเองก็ไม่เหลือแล้ว เห็นชัดว่าเขาลุกไปนานมากกลิ่นหอมลอยมาจากในครัวพร้อมกับเสียงกระทบของกระทะและตะหลิว เสียงพึมพำสนทนากันด้านนอกของเสียงเอ๋อร์ สือซาน รวมไปถึงฉู่เฟิงเยี่ยนนางลุกขึ้นนั่งและมองออกไปนอกหน้าต่างที่ถูกแง้มเอาไว้ ...ที่น
เช้าวันนั้นนางนั่งรถม้าไปยังร้านหมอ พอไปถึงก็พบว่าฉู่เฟิงเยี่ยนยืนรอนางอยู่ก่อนแล้ว ก็เป็นเหมือนเช่นทุกวันที่เขามาส่งน้องสาวและน้องชายที่ร้านหมอ จากนั้นก็รอพบนาง สนทนากับนางสักครู่ แล้วเขาค่อยออกไปยังร้านแลกเงินตระกูลฉู่ชายหนุ่มเดินมาใกล้รถม้า ยื่นมือออกมารอรับเพื่อช่วย ประคองนางลงจากรถม้า จวินหรั่นหนิงยิ้มให้เขาส่งมือให้เขาแล้วกุมมือเขาแน่น“วันนี้ดูเจ้าอารมณ์ดียิ่ง”“ใช่แล้วข้าอารมณ์ดียิ่ง”“เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด”“ความลับ” นางไม่คิดจะบอกเพราะอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว เก็บเอาไว้ให้เขาประหลาดใจในยามที่มันเกิดขึ้นจริง เช่นนี้จึงจะสวยงามและตราตรึงที่สุดบางครั้งการรอคอยความสุขก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ว่าจะมองเห็นหรือมองไม่เห็นอนาคต ถึงตอนนี้นางก็พร้อมจะเผชิญทุกๆ อย่างไปกับฉู่เฟิงเยี่ยน เพราะตั้งแต่วันนั้นที่นางเลือกที่จะช่วยชีวิตเขาเอาไว้ มันก็คล้ายกับว่านางได้เลือกเขาไปแล้ว ไม่มีบุรุษอื่น ไม่มองผู้ใด คล้ายชีวิตนี้ถูกลิขิตให้มาพานพบ ชะตาชักนำ บุพเพนำพาหรือบางทีเหตุผลที่สวรรค์ให้นางมองเห็นเงาฝันแห่งอนาคต ก็เพราะอยากให้นางช่วยเหลือเขา ช่วยเหลือใครหลายๆ คนที
“คิดว่าข้าดื่มจนเมาและหลับไปแล้ว?” หลานซีมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเย็นชา “ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าอย่ามายุ่งกับคนของข้า เจ้าทำอาจารย์สิ้นใจแต่อาจารย์สั่งเสียเอาไว้ว่าไม่ให้ข้าแก้แค้นให้เขา เรื่องนั้นข้ายังเสียใจจนถึงทุกวันนี้ แต่เหลียนฮวาหากข้าสังหารเจ้าเพราะเจ้าทำร้ายคนของข้า เช่นนี้ข้าก็ไม่ถือว่าผิดต่อคำสั
ฉู่เฟิงเยี่ยนอมยิ้ม “เติบโตแล้วย่อมต้องมีความรับผิดชอบ ข้าขอให้เจ้าสุขภาพแข็งแรง ชีวิตเต็มไปด้วยความสุข” นางเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา มองสบตาคมหนักแน่นมั่นคงของฉู่เฟิงเยี่ยนด้านหลังมีเสียงกระแอม จวินเซียวผลักฉู่เฟิงเยี่ยนไปอีกด้าน เขามอบถุงใบหนึ่งให้ในนั้นมีขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็ก กลิ่นสมุนไพรหอมเย็น
เจียงซานก้มลงมองคนที่มีผื่นแดงเต็มตัว ผิวกายของฉู่เฟิงเยี่ยนไม่มีจุดใดที่ไม่มีรอยแดงเป็นจุดๆ ตาบวม หน้าบวม แม้แต่ปากยังบวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเขารีบจับชีพจรของชายหนุ่ม พบว่าเต้นช้ามากทั้งยังสับสน ถึงอย่างนั้นนี่ก็เป็นสัญญาณของการมีชีวิต ผิวกายของชายหนุ่มร้อนผ่าว ทั้งที่มีไข้ตอนนี้ยังมีถูกวางยาปลุกก
“ขอเพียงมีเนื้อข้าล้วนชอบ ไม่ว่าจะเนื้อปลา เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อกวาง เนื้อกระต่าย นกข้าก็เคยกินนะ ข้าไม่เลือกกิน ชอบรสจัดหน่อย เผ็ดๆ หวานนิดๆ เปรี้ยวหวานเผ็ดอะไรประมาณนั้น”จวินเซียวเคยบอกเขาว่าตัวเองกับน้องสาวเลือกกิน ที่นางบอกไม่เลือกกินตอนนี้คงหมายถึง หากเป็นบิดาและพี่ชายเป็นเข้าครัวน







