Share

บทที่ 7

last update Last Updated: 2026-01-03 11:26:58

โจวจินเซวียนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาราวสตรีวิปลาส นางหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสาย ชีวิตของนางที่เขาเก็บมามีค่าเพียงหนึ่งร้อยตำลึง

ประเสริฐนัก!!!

แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความเกลียดชังและโกรธแค้น กระนั้นในใจของนางยังคงแฝงเอาไว้ด้วยความเศร้าสร้อยและหดหู่ มือที่เก็บสัมภาระสั่นเทาน้อยๆ น้ำตาที่นางปล่อยให้หลั่งรินโดยไม่ไยดีที่จะเช็ด ไม่นานสัมภาระทั้งหมดก็ถูกเก็บรวบรวมจนครบ หญิงสาวเลิกคิ้วหยุดร้องไห้แล้วพุ่งไปยังเตียงนอน

นางลนลานคว้าเศษเสื้อผ้าของนางออกมาราวกำลังค้นหาบางสิ่ง กระนั้นไม่ว่าจุดใดล้วนว่างเปล่า

“ไม่นะ ป้ายหยกของท่านพ่อ” ร่างเล็กทิ้งกายลงไปนั่งกับพื้น ป้ายหยกสีขาวแกะตัวอักษร ‘เซวียน’ นามของนางที่บิดามอบให้ก่อนจากกัน เป็นสิ่งเดียวที่นางเหลืออยู่ นางจำได้ว่าใส่เอาไว้ในอกเสื้อ ตอนนี้หายไปแล้ว...

“แม่นางรถม้าจะออกเดินทางแล้วขอรับ” เสียงเสี่ยวเอ้อดังขึ้นหน้าประตู

“ได้ ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้” โจวจินเซวียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเหม่อลอย

นางไม่รู้ว่าป้ายหยกหายไปตอนไหน ไม่มั่นใจและไม่อยากโทษว่าเขาเป็นคนหยิบไป หากเป็นเขาเป็นผู้เอาไป แล้วตั๋วเงินร้อยตำลึงเขาจะวางไว้ให้นางทำไม เทียบกันแล้วป้ายหยกของนางแม้งดงาม แต่ราคาไม่ถึงร้อยตำลึงด้วยซ้ำ หรือว่านางทำหายระหว่างเดินทางก่อนหน้านี้...

“ในเมื่อชีวิตของข้ามีค่าถึงหนึ่งร้อยตำลึง ดังนั้นข้าก็จะใช้มันให้คุ้มค่า” นางยิ้มขื่นในยามที่หยิบตั๋วเงินใบนั้นขึ้นมาด้วยความขมขื่น

รถม้ากลางเกากลางใหม่วิ่งออกไปจากโรงเตี๊ยมช้าๆ หลังจากหญิงสาวก้าวขึ้นไปนั่ง ม่านรถม้าปิดสนิทไม่แม้แต่จะมีคนเปิดออกราวกับไม่มีผู้ใดอาลัยอาวรณ์สถานที่แห่งนี้ กระนั้นในยามที่ถึงทางแยกซึ่งทางหนึ่งเป็นเส้นทางไปยังเมืองต้าเหลียง ถนนที่ตรงไปยังตัวเมืองลั่วหยางพลันปรากฏรถม้าอีกคันขึ้น รถม้าคันนี้ทั้งคงทนและหรูหรากว่ารถม้าคันเมื่อครู่ รอบด้านยังมีผู้คุ้มซึ่งแต่งกายด้วยชุดรัดกุมหรูหราหลายคนขี่ม้าตามประกบ

ไม่ทันที่รถม้าจะจอดสนิทเงาร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่งก็พุ่งปราดออกมา เขาเดินโซซัดโวเซตรงไปยังห้องที่ประตูเปิดกว้าง เสี่ยวเอ้อซึ่งเพิ่งจะก้าวเข้าไปทำความสะอาดเลิกคิ้วมองเขาด้วยความประหลาดใจ

“นายท่าน ไม่ใช่เมื่อครู่ท่านจากไปแล้วหรอกหรือขอรับ แล้วเหตุใดยังคงย้อนกลับมา”

“นางเล่า” เขาเอ่ยถามก่อนกวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างสิ้นหวัง ใบหน้าแดงก่ำเพราะพิษไข้ ร่างสูงโงนเงนกำลังจะล้ม

“แม่นางที่มากับท่าหรือขอรับ นางขึ้นรถม้าและออกไปแล้วขอรับ”

               ไม่ทันได้ฟังจนจบประโยคร่างสูงก็หมุนตัวหมายติดตามรถม้าคันนั้นไป เขารู้จุดหมายของนาง ดังนั้นหากตามรถม้าคันนั้นไปเขาย่อมได้พบนาง

ทว่า...พิษไข้และความเร่งร้อนบวกกับอาการบาดเจ็บทำให้เขากระอักเลือดออกมา ร่างสูงเซไปด้านหลังก่อนจะล้มลง

“รองแม่ทัพ!”

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากที่ใดสักที่แต่เขาไม่อาจฝืน สติของเขาค่อยๆ เลือนหายก่อนจะรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งในป้อมเหลิ่งเยี่ยนเขตชายแดนเมืองลั่วหยาง ป้อมที่กั้นพรมแดนแคว้นเว่ยกับแคว้นหาน

ครั้งนี้เขาหมดสติไปถึงสิบวันเต็ม คนแรกที่เขาพบหน้าก็คือเว่ยหย่วนฉี องค์ชายห้าแคว้นเว่ยผู้เป็นสหายของเขา

“มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งเจ้าคนสมควรตาย ในที่สุดก็รู้สึกตัวเสียที ไม่นึกว่าบาดแผลเท่านี้จะทำให้เจ้าหมดสติไปถึงสิบวันเต็ม”

ประโยคแรกที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาทำเอามู่หรงอวิ๋นเฟิ่งขมวดคิ้ว “คนของพระองค์ส่งข่าวมาแล้วหรือยัง” เขาเอ่ยถามโดยไม่มองสีหน้าโกรธขึ้งของอีกฝ่าย

“ทันทีที่ฟื้นไม่ถามถึงเหตุการณ์บ้านเมืองแต่กลับถามถึงอิสตรี เจ้านี่มัน...” เว่ยหย่วนฉีถลึงตาใส่อีกฝ่ายก่อนส่งชามยาซึ่งยังคงมีควันลอยกรุ่น “ดื่มยาก่อน”

มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งรับมาแล้วดื่มเข้าไปอย่างง่ายดาย ความขมที่แผ่ซ่านทั้งปลายลิ้นไม่อาจข่มความร้อนใจและความรู้สึกผิดในใจเขาเอาไว้ได้

“องค์ชายห้าคนของพระองค์ส่งข่าวกลับมาแล้วหรือยังพะย่ะค่ะ”

“ยังไม่ได้ข่าวคราวใด นางเป็นอะไรกับเจ้า เหตุใดเจ้าต้องร้อนใจถึงเพียงนี้ นี่ดูไม่เหมือนเจ้าสักนิด ก่อนจากกันเจ้ายังจะเป็นจะตายเรื่องการแต่งงานของ...” เว่ยหย่วนฉีชะงักคำพูดเหลือบสายตาเห็นเพียงคิ้วเข้มที่ขมวดมุ่นของผู้ที่เป็นสหายและผู้ใต้บังคับบัญชา “ข้าไม่พูดแล้วหากมีข่าวจะรีบให้คนมาบอกเจ้า”

“นั่นอะไร” สายตาของมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งมองตรงไปยังมีดสั้นของเขาซึ่งวางอยู่โต๊ะใกล้เตียงนอน

“ข้าวของของเจ้า” เว่ยหย่วนฉีตอบ

“ป้ายหยกนั่น” มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งเอ่ยจบเว่ยหย่วนฉีก็คว้าป้ายหยกส่งให้เขา

“หลี่ชิงบอกว่าเป็นของของเจ้า มิใช่หรอกหรือ”

น้ำเสียงกังขาพร้อมกับดวงตาสังเกตสังกาของเว่ยหย่วนฉี ทำให้มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งเริ่มรู้สึกรำคาญ “ข้าน้อยต้องการพักผ่อน เชิญท่านแม่ทัพออกไปเถิด”

“นี่เจ้ากล้าไล่ข้าหรือ”

“ข้าน้อยไหนเลยจะกล้า”

ประชดออกมาแล้วค่อยๆ เอนกายลงนอน มือยังคงกุมป้ายหยกขาวเนื้อดีประดับด้วยพู่ระย้าสีน้ำเงิน แม้จะหลับตาเขายังคงเห็นใบหน้างดงามซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาของหญิงสาว

เขามองออกว่านางทาผงถ่านบนใบหน้าเพื่ออำพรางใบหน้า แต่ไม่คิดเลยว่านางจะเป็นโฉมสะคราญผู้หนึ่งที่ผิวกายเนียนนุ่มน่าหลงใหลถึงเพียงนั้น ดวงตาคู่งามซึ่งทอประกายอ้อนวอนให้เขาหยุดการกระทำราวเดรัจฉาน กระนั้นโทสะและความบ้าคลั่งในจิตใจของเขา กลับยังคงผลักดันให้เขาทำร้ายนาง

“ข้าทำอะไรลงไป” เขาเอ่ยทั้งที่ยังคงหลับตา คิ้วเข้มขมวดแน่น น้ำเสียงหนักอึ้งเคร่งเครียด

“ทำอะไร เจ้าทำอะไร”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 71 จบ

    มือเล็กยกขึ้นลูบใบหน้าของเบาแผ่วเบา ยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตสันจมูกได้รูปก่อนผละออก เขายังคงหลับสนิทแต่มือทั้งสองข้างกลับยังคงกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน“เซวียนเอ๋อร์ ...ตัดเล็บ ข้าต้องตัดเล็บ”นางหลุดหัวเราะออกมาเสียงเบาเมื่อได้ยินเสียงเขาละเมอออกมา เพราะมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งเกรงว่าเล็บของตนจะครูดผิวของลูกๆ ดังนั้นเขาจึงย้ำแล้วย้ำอีกว่าต้องตัดเล็บให้สั้นกุด อีกทั้งต้องล้างมือให้สะอาดก่อนอุ้มเสียงเอ๋อร์และอวี้เอ๋อร์เมื่อเห็นใบหน้าที่หลับอย่างเป็นสุขนั้น หญิงสาวพลันนึกถึงใบหน้าเจ็บปวดของเขาในอดีต ทุกวันนี้ดวงตาของเขาไม่เคยปรากฏแววตาเช่นนั้นอีก เขาแทบจะหายใจเข้าออกเป็นนางและบุตรทั้งสองรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของนางและบุตร คือสิ่งที่เขาปรารถนาที่จะได้เห็นทุกวัน เขาต้องการมีส่วนร่วมในทุกๆ โอกาส เป็นบิดาที่รักใคร่และทำทุกอย่างเต็มความสามารถ เป็นสามีที่ให้เกียรติฮูหยินของตนอย่างที่นางไม่คาดว่าเขาจะทำความสุขทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา นางกับบุตรคืออันดับหนึ่ง ความทุกข์หรือเรื่องร้อนใจทุกเรื่องเขาเป็นคนแบกรับ และไม่ยอมให้ภัยใดเข้ามาแพ้วพานรอยยิ้มอ่อนโยนของโจวจินเซวียนคือสิ่งแรกที่มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งลืมตาขึ้นมาเห็น

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 70

    “ท่าน...เหตุใดแต่งตัวเช่นนี้เล่า”“ข้าไปแจ้งข่าวพี่ใหญ่ที่ตระกูลมู่หรง คนของซู่เฟยพยายามรวบรวมขุนนางเพื่อกล่าวหาองค์ชายห้าว่าลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ พี่ใหญ่คือหนึ่งในขุนนางที่มีผู้พยายามดึงเข้าร่วม เขาจะช่วยข้ากับองค์ชายห้ารวบรวมรายชื่อคนเหล่านั้นเงียบๆ”“เรื่องนี้...อันตรายหรือไม่” นางเงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งยังถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งเดินกลับมานั่งที่เตียง อ้อมแขนอบอุ่นยังคงตวัดนางเข้าสู่อ้อมกอด “ข้าจะดูแลตัวเองดีๆ ไม่ทำอันใดเสี่ยงอันตรายเป็นอันขาด เจ้าวางใจได้”“ข้ารู้ว่าท่านจะทำตามที่รับปากข้า” นางเอ่ยจบก็ยกมือขึ้นวางบนครรภ์ของตัวเอง ตอนนั้นเองที่มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งก้มลงไปมอง มือใหญ่วางทาบลงไปยังหลังมือของนางบนครรภ์นูนป่อง รอยยิ้มอ่อนโยนของเขากว้างขึ้นในยามที่กระซิบกับบุตรในครรภ์ของนาง“เจ้าเป็นเด็กดีห้ามกวนมารดาของเจ้าเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่”โจวจินเซวียนหัวเราะคิกกับกิริยานั้น มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งมองนางนิ่ง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความสุขที่เห็นรอยยิ้มของนาง ทั้งยังได้ยินเสียงหัวเราะสดใสนั้น“ข้ามีความสุขมาก”ไม่ต้องเอ่ยอะไรมาก เพราะนางเองก็เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการบอก“เรื่อง

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 69

    ใบหน้างงงันของนางทำให้เขายิ้มออกมาด้วยความกระอักกระอ่วน “ตอนแรกข้าคงถูกย้ายออกไปแล้ว หากไม่ได้ท่านแม่ทัพทำให้ข้าได้ย้ายเข้าไปในกรมพิธีการ ข้าไหนเลยจะยังมีจุดยืนในราชสำนักอีกเล่า”นี่คงเป็นสาเหตุของชุดขุนนางที่ต่างไปจากเดิมกระมังโจวจินเซวียนพยักหน้ารับรู้ เรื่องราวของบุรุษและเหล่าขุนนาง นางเพียงรับฟังเงียบๆ ไม่อยากออกความเห็น แต่การที่พี่ชายของสามีเอาแต่เรียกน้องชายว่าแม่ทัพ ทำให้นางรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง“ใต้เท้าเกรงใจไปแล้ว เราหาใช่คนอื่นไกล อย่างไรเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ท่านแม่ทัพเองก็คงตระหนักถึงเรื่องนี้ดี ดังนั้นจึงช่วยให้ท่านยังคงรั้งตำแหน่งในเมืองหลวง ตระกูลมู่หรงไม่อาจขาดผู้นำ วันหน้ายังคงต้องไปมาหาสู่”มู่หรงเฟยอวี่ได้ยินดังนั้นแม้คาดไม่ถึงอยู่บ้างแต่ก็มองนางด้วยความซาบซึ้งใจ เขาไม่คิดว่ามู่หรงอวิ๋นเฟิ่งจะปิดบังฮูหยินของตน เรื่องที่คนตระกูลมู่หรงพยายามยัดเยียดบุตรีของมหาเสนาบดีคนใหม่ให้แต่งกับผู้เป็นน้องชาย ทั้งนี้เพื่อให้ฐานอำนาจของตระกูลมู่หรงแข็งแกร่งขึ้นตระกูลมู่หรงกำลังเสื่อมโทรมเพราะทายาทอย่างสายบู๊อย่างมู่หรงซานซื่อ นำพาคนออกมาเข้ากับจวนหย่งเซวียน ตัวเขาเองก็ไม่อาจส่งเสริ

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 68

    “ข้ารู้ว่าเจ้าเข้าใจ ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใด วันนี้ข้าจะปล่อยให้ทรงรั้งอยู่นอกวังนานสักหน่อย เพราะอีกไม่นานคงยากที่จะให้องค์ชายทรงออกมางานมงคลด้วยพระองค์เองเช่นนี้”“ข้าเห็นใจพระองค์ยิ่ง” นางพยักหน้าก่อนเงยหน้ามองเขา “เช่นนี้ยิ่งไม่ต้องอยู่กับพระองค์ให้นานอีกหน่อยหรือเหตุใดจึงหนีเข้ามาเสียแล้ว ข้าไม่หนีไปไหนเสียหน่อ”มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งหัวเราะ นิ้วชี้ยื่นมาเคาะหัวคิ้วที่กำลังมุ่นของนางเบาๆ “เจ้าช่างใจร้ายกับข้าเสียจริง ข้าหรืออุตส่าห์เป็นห่วงว่าเจ้าจะเหนื่อยล้าจึงเข้ามาดูแล...”พูดยังไม่ทันจบเสียงฝีเท้าของคนหลายคนหน้าประตูกลับทำให้มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งขมวดคิ้ว เขารั้งหญิงสาวให้ยืนขึ้นก่อนดันตัวนางให้ไปยืนด้านหลังอย่างเบามือ“เกิดอะไรขึ้น” โจวจินเซวียนชะโงกหน้าไปมองประตูห้องหอที่ถูกผลักเข้ามาอย่างเร่งร้อน“ท่านแม่ทัพ” เป็นจื่อซานนั่นเอง“เกิดอะไรขึ้นหรือ”“มีข่าวไม่สู้ดีจากวังหลวงขอรับ ตอนนี้คนของเราอารักขาองค์ชายห้ากลับวังหลวงแล้ว”“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ เจ้ารั้งอยู่ที่นี่กับฮูหยิน”“ขอรับ”โจวจินเซวียนรั้งมือใหญ่เอาไว้ด้วยความกังวล “พาเขาไปกับท่าน ข้าไม่เป็นไร”“เซวียนเอ๋อร์ ข้าไม่ไว้ใจผู้อื่น”“พี

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 67

    ขอบตาของนางร้อนผ่าวยามที่มองมือใหญ่ของเขาคว้ามือนางไปกุมไว้ด้วยความลังเล ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบไล้เบาๆ ลงไปยังหลังมือเนียนนุ่ม นางก้มลงมองเงียบๆ ซึมซับความหวาดหวั่นของเขาผ่านปลายนิ้วที่สั่นเทาจนแทบไม่อาจสัมผัสได้“อวิ๋น” โจวจินเซวียนเรียกเขาเสียงเบาครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเขาตรงๆ ต่อหน้า ทั้งยังเงยหน้าขึ้นสบตาดุดันที่ฉายแววหวั่นใจจนไม่อาจปิดบัง “ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน” ทุกประโยคนางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สบตากับเขาเพื่อมอบความมั่นใจ“ไม่ว่าก่อนหน้านี้เพราะความบังเอิญหรือโชคชะตาทำให้ข้ากับท่านได้พบกัน แต่นับจากนี้ข้าจะพยายามเพื่อให้เราได้อยู่ร่วมกัน ข้าจะไม่ทอดทิ้งท่านให้โดดเดี่ยว ไม่หวั่นไหวเพียงเพราะใครก็ตามที่ต้องการแยกเราออกจากกัน หากสิ่งใดที่สามารถทำให้ท่านมั่นใจว่าข้าจะมั่นคง หนักแน่น และทำทุกอย่างให้คู่ควรยืนอยู่ข้างท่าน ข้าจะทำ”มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งจ้องลึกลงไปในดวงตาของนางโจวจินเซวียนไม่หลบ กระทั่งรอยยิ้มของเขาปรากฏแต่นางทันได้เห็นครู่เดียวเพราะโดนคนตัวโตรั้งเข้าไปกอด หญิงสาวสัมผัสได้ว่าเขาตัวสั่นเล็กน้อยจึงยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังแกร่งนั้น คางเล็กเกยลงบนไหล่ของ

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 66

    ใกล้จะถึงบ้านแล้วโจวจินเซวียนยกมือรั้งม่านรถม้าขึ้น ยามที่มองออกไปนอกม่านรถม้าไปยังบ้านหลังเล็ก ร่างสูงซึ่งยืนหันหลังอยู่ที่รั้วด้านนอกนั้นหญิงสาวจดจำได้ในทันทีว่านั่นคือมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งเขาอยู่ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีเขียวเข้ม ผมยาวรวบมวยทรงสูงยึดเอาไว้ด้วยเกี้ยวหยกสีขาว อาจเพราะเสียงตะโกนของเสี่ยวไป๋ ทำให้เขาค่อยๆ หันมายังทิศทางที่รถม้ากำลังจอดลงใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงมีเค้าดุดันหันกลับมาช้าๆ ทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นตึกตัก รอยยิ้มและสายตาอ่อนโยนเผยออกมา ทันทีที่มองมายังหน้าต่างรถม้าโจวจินเซวียนมองสบตากับมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งอย่างเหม่อลอย หัวใจที่คล้ายเพิ่งจะได้รับการปลดปล่อยจากความกังวลเต็มตื้นขึ้นครั้งนี้นางรู้สึกเหมือนตัวเองมองเขาได้ชัดเจนกว่าทุกครั้ง ก่อนหน้านี้เคยมองเขาผ่านม่านหมอกแห่งความสับสน ความกังวล และความหวาดระแวง แต่ทุกสิ่งนั้นพลันถูกปลดเปลื้อง หลังจากการกระทำของเขาที่ทำให้หลายๆ เริ่มชัดเจนขึ้นใบหน้าที่ฉายแววห่วงหาอาทรของเขา ทำให้ดวงตาของนางเปล่งประกายแห่งความยินดีไม่ว่าจะเพราะสิ่งใดที่นำพาให้นางกับเขามาพบกัน จะโชคชะตาหรือเหตุบังเอิญ แต่นับจากวันนี้ไปนางจะประคับประคองให้ทั้ง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status